ตอนเล็ก ๆ ไม่เรียนหนังสือ โตขึ้นมาต้องขัดรองเท้า

ถ้าวันไหนผมเดินผ่านศูนย์คอมพิวเตอร์ในองค์กรที่ผมทำงานอยู่ แล้วผมก้มลงเก็บก้อนหินขนาดเหมาะ ๆ ซักก้อนนึง จากนั้นออกแรงเหวี่ยงแล้วปาส่งเดชเข้าไปในศูนย์คอมฯ ถ้าก้อนหินไปโดนใครแล้วร้องโอ๊ย ก็คนนั้นแหล่ะที่เรียนจบสูงกว่าปริญญาตรี!!

คิดว่าสถานการณ์แบบนี้คงเกิดขึ้นในหลาย ๆ องค์กรของเมืองไทย ที่ตอนนี้แรงงานไอทีซึ่งมีการศึกษาสูงของเรามีสภาพคล่องล้นเกิน หรือถ้าให้พูดเป็นภาษาชาวบ้านก็คือคนไอทีที่เรียนจบสูงกว่าปริญญาตรี เริ่มมีสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้นในสังคมเมืองของไทยเรา!

IT หมายถึงเทคโนโลยีสำหรับการประมวลผลสารสนเทศ ซึ่งครอบคลุมถึงการรับ-ส่ง, แปลง, จัดเก็บ, ประมวลผล, และค้นคืนสารสนเทศ

การมีแรงงานไอทีที่มีการศึกษาสูงมาอยู่ในองค์กรเป็นเรื่องดีครับ ผมเองก็ชอบที่จะมีผู้ร่วมงานที่มีการศึกษาสูง ๆ เพราะการมีการศึกษาสูงเป็นหลักฐานยืนยันว่า พวกเขาเป็นแรงงานใช้สมองที่มีสติปัญญาเกินมาตรฐานเฉลี่ยของคนทั่วไปในสังคม และการมีมาตรฐานเฉลี่ยสูงกว่าคนทั่วไป ก็จะเป็นสิ่งยืนยันได้ในระดับหนึ่งว่าพวกเขาจะวิจัย, ผลิต, ซ่อมบำรุง หรือให้บริการงานที่ได้รับมอบหมายได้เป็นอย่างดี ถึงแม้จะมีบางคนที่ทำไม่ได้ตามเป้า แต่ก็ยังถือว่าเป็นส่วนน้อย!!!

บรรยากาศในการทำงานก็จะแปลกไปอีกแบบ เช่น หันไปทางซ้ายก็เจอคนจบปริญญาโทจากออสเตรเลีย หันไปทางขวาก็เจอคนจบปริญญาโทจากอเมริกา เดินเลี้ยวไปจะเข้าส้วมก็เจอคนจบปริญญาโทจากอังกฤษ แถมบางคนก็ขยันน่าดู เพราะไม่ได้เรียนจบปริญญาโทมาแค่ใบเดียว แต่เรียนจบมามากกว่าหนึ่งใบ แถมมีอยู่หลายคนที่เรียนจบปริญญาโทมาถึงสามใบ ขยันจริง ๆ!!

จำได้ว่าสมัยรุ่นของผมจบใหม่ ๆ บริษัทห้างร้านทั้งหลาย ต่างประกาศรับสมัครพนักงานที่มีวุฒิการศึกษาปริญญาตรี แต่พอผ่านมาหลายสิบปีเหตุการณ์กลับเปลี่ยนไป เพราะบริษัทห้างร้านกลับอยากได้คนจบ “ประกาศนียบัตรวิชาชีพ” หรือ “ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง” แทน

แสดงให้เห็นว่าเงินเดือนพนักงานเป็นต้นทุนอย่างหนึ่ง และการจะทำให้องค์กรมีกำไรสะสมพอที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ก็คือการทำให้มีต้นทุนน้อยที่สุด นั่นก็คือการปลดพนักงานออก หรือไม่ก็จ้างพนักงานที่มีวุฒิการศึกษาไม่สูงมากนัก เพื่อจะได้ไม่ต้องแบกภาระต้นทุนในการบริหารจัดการนั่นเอง

ทีนี้คนที่เรียนจบไอทีสูง ๆ มาจะทำยังไงดี เพราะคนเหล่านี้ก็มีภาระค่าใช้จ่ายที่ปริ่ม ๆ กับรายได้ อีกทั้งยังทำอะไรอย่างอื่นไม่เป็นนอกจากเป็นลูกจ้าง เพราะตอนที่ทำงานกับนายจ้าง นายจ้างก็ไม่เคยให้โอกาสที่จะสร้างประสบการณ์ในการเป็น “คนทำธุรกิจส่วนตัว” หรือ “เจ้าของกิจการ” หรือ “นักลงทุน” ซะเลย!

ยิ่งเกิดวิกฤตทางการเงินหนักหน่วงเท่าไหร่ การปลดพนักงานออก หรือการจ้างพนักงานที่วุฒิน้อย ๆ ก็ยิ่งมีสัดส่วนที่สูงยิ่งขึ้นไปอีก ที่สำคัญเงื่อนไขในการปลดพนักงานออกก็ไม่ได้ขึ้นกับวุฒิการศึกษา … คือจะปลดเพื่อรักษาต้นทุนอ่ะ … จะทำไม?

จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะได้ยินข่าวในวงการไอทีอยู่บ่อย ๆ ว่า แม้แต่คนระดับปฏิบัติการเก่ง ๆ หรือคนระดับบริหารจัดการเก่ง ๆ ก็มีสิทธิ์ที่จะถูกปลดออกได้ ถ้าบริษัทต้องการควบคุมต้นทุน!

ทุก ๆ ปัญหาย่อมมีทางแก้้ไขครับ และสำหรับปัญหาทำนองนี้ก็มีวิธีการแก้ไขอยู่เยอะแยะ ดังนั้นผมจึงไม่ขออธิบาย แต่สำหรับผมแล้วมองว่า วิธีการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องก็คือ แรงงานไอทีการศึกษาสูงเหล่านี้ ต้องกัดฟันผันตัวเองออกไปสร้างอาณาจักรเพื่อเป็น “เจ้าของกิจการ” ให้ได้ครับ เพราะการ “ทำธุรกิจส่วนตัว” ต่างจากการเป็น “เจ้าของกิจการ”

การ “ทำธุรกิจส่วนตัว” คือการที่เราใช้ความเก่งของตัวเราเพื่อเอาตัวรอดแต่เพียงลำพัง แต่การเป็น “เจ้าของกิจการ” คือการที่เราใช้ความเก่งของคนอื่นมาทำงานให้เรา เพื่อให้เราและคนที่ทำงานให้เราเหล่านั้นรอดร่วมกัน!!!

บัณฑิตและมหาบัณฑิตทางด้านไอทีที่ผลิตออกมาแล้วไม่มีตลาดแรงงานรองรับ หรือมีตลาดแรงงานรองรับแต่ไม่ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า ก็ไม่แตกต่างจากสภาวะลำใยล้นตลาดและมีระดับราคาตกต่ำนั่นเอง

[tags]ตอนเล็ก, ไม่เรียนหนังสือ, โตขึ้นมา, ต้องขัดรองเท้า, แรงงานไอที, ล้นตลาด, สภาพคล่อง, ล้นเกิน[/tags]

Related Posts

9 thoughts on “ตอนเล็ก ๆ ไม่เรียนหนังสือ โตขึ้นมาต้องขัดรองเท้า

  1. เรื่องนี้ถูกใจ เอาไป เต็ม สิบ แต่ พี่ไท้ หน่วยงาน บ่มเพาะ ของ ซอฟแวร์ปาร์ค นี่ เวิร์คไหม น่าจะมี ธนาคาร เพื่อการนี้โดยเฉพาะนะ แต่อีกอย่าง การคิด ไอเดียเด็ดๆ เพื่อการ ก่อตั้งบริษัท นี่ก็ไม่ง่าย

  2. ถ้าธุรกิจส่วนตัวประสบความสำเร็จเราก็จะสามารถ อัพเกรดเป็นเจ้าของกิจการได้ครับพี่ แต่จะสำเร็จมากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับทักษะด้านการบริหารและจัดการ จากการใช้แนวคิดนี้ ทำให้คนที่จบโทนั้นส่วนใหญ่จะเรียนด้านการบริหารเพิ่มเติม อีกใบหนึ่งด้วยครับ

  3. ภาวะใดใด หากเกินจุดสมดุล ภาระนั้นสร้างปัญหาทันที…
    เงินมากไป – เงินน้อยไป
    เชื่อมั่นมากไป – ขาดความเชื่อมั่น
    ฯลฯ…

  4. จบหลักสูตรบ่มเพาะ ของ ซอฟแวร์ปาร์คมาแล้ว อิอิ
    แต่น่าเสียดายที่ผมโดดเรียนเยอะไปหน่อย

  5. เพิ่งรู้ความหมายจริงๆของคำว่า “ทำธุรกิจส่วนตัว” กับ “เจ้าของกิจการ” นะครับเนี่ย ขอบคุณมากเลยครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *