จริง ๆ แล้วหนังสือเล่มนี้ถึงหน้าปกจะบอกว่าเป็น “พจนานุกรม” แต่ข้างในมีลักษณะของ “สารานุกรม” เล็ก ๆ อยู่เหมือนกันนะ 😛 ผมซื้อมันมาเพราะอยากจะรู้ศัพท์ทางคอมพิวเตอร์ครับ สมัยนั้นมันไม่มี wikipedia หรือ e-book นี่หว่า หลังจากซื้อมาแล้วผมก็มานั่งอ่านครับ ค่อย ๆ อ่านไปทีล่ะหน้าเหมือนกับการอ่านหนังสือคอมพิวเตอร์ทั่วไป … จนผ่านไปสิบกว่าหน้าแล้วก็มานึกขึ้นได้!!! สิ่งที่นึกขึ้นได้ก็คือพจนานุกรมมันไม่เหมือนกับหนังสือทั่วไปนี่หว่า เราจะใช้ประโยชน์จากมันก็ต่อเมื่อเราอยากจะรู้คำศัพท์ เมื่อเราอยากรู้คำศัพท์เราจึงค่อยมาเปิดมันแล้วก็อ่านมัน
Category: Old Book
โม้เรื่องหนังสือคอมพิวเตอร์ที่สะสมเอาไว้
หนังสือเล่มนี้ผมซื้อมาเพราะความเข้าใจผิดครับ เข้าใจผิดคิดว่ามันเป็นหนังสือสอนเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์บนเครื่อง 80386/80486 ทั่ว ๆ ไป ตอนที่พบเห็นหนังสือเล่มนี้นั้น มันถูกห่อพลาสติกเอาไว้อย่างดีเลยครับ นัยว่าจะไม่ให้อ่านฟรี ถ้าอยากอ่านก็ต้องจ่าย ผมอยากอ่าน ผมเลยยอมจ่าย แพงด้วยนะเล่มล่ะเกือบหกร้อยบาทแน่ะ ตอนนู้นอ่ะ พอเอามาเปิดอ่านดูก็สบถออกมาได้ประโยคเดียวว่า “หนังสือห่าอะไรวะเนี่ย?” เพราะข้างในนั้นมันเล่าสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ 80386/80486, การจัดการหน่วยความจำ, การจัดการไฟล์ข้อมูล ฯลฯ ซึ่งมันไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับการเขียนโปรแกรมเลย แต่เนื่องจากผมงกครับ ในเมื่อพลาดพลั้งซื้อมาแล้วก็ต้องอ่าน แต่อ่านไปได้ไม่นานก็โยนมันเข้าตู้หนังสือไป
สมัยก่อนผมไม่ชอบ Visual Basic เลย จริง ๆ นะไม่ชอบเลย ผมรู้สึกว่ามันเป็น IDE ที่ดี แต่โครงสร้างของภาษามันเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ คือมันกำลังจะกลายเป็นภาษาโครงสร้างเต็มตัวแล้ว แต่มันยังทิ้งคุณลักษณะของภาษาที่ต้องใช้ Label เอาไว้อยู่ แต่ตอนนี้ผมไม่ได้รู้สึกอะไรกับมันแล้วล่ะ เพราะล่าสุดผมเห็นว่า Visual Basic มันเปลี่ยนไปแล้ว คิดว่าคงเป็นเพราะมันไปอยู่บน Visual Studio.NET ซึ่งเป็น IDE
การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อควบคุมฮาร์ดแวร์ ถือได้ว่าเป็นเรื่องน่าสนุกมาก ๆ อย่างนึงเลยนะครับ ถ้าหาก geek คอมพิวเตอร์มีโอกาสที่จะลองได้ก็น่าจะลอง ผมเองก็อยากจะลองเหมือนกัน แต่เนื่องจากว่าหลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์ มีการบรรจุบุพวิชาที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้า และอิเลกทรอนิกส์ไม่มากนัก (น้อยเลยล่ะ) การที่จะทดลองเขียนโปรแกรมควบคุมฮาร์ดแวร์จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ (ยกเว้นคน ๆ นั้นจะเป็นผู้เพียรพยายามที่จะศึกษามัน ก็น่าจะสามารถทำได้) เพราะการที่เราจะทำได้ เราจำเป็นที่จะต้องเรียนบุพวิชาที่วิศวกรไฟฟ้า, วิศวกรอิเลกทรอนิกส์ และวิศวกรคอมพิวเตอร์เขาเรียนกัน และถ้าวิชาเหล่านั้นมันศึกษาให้เข้าใจได้โดยง่าย เมืองไทยเราก็คงจะไม่มีคนจบวิศวะออกมาเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรแบบนี้หรอก
หนังสือเล่มนี้เพื่อนร่วมชั้นแนะนำให้กับผมครับ (พ.ศ. 2536) ตอนนั้นเขาบอกว่าเขาได้พบหนังสือเล่มหนึ่ง ก็คือเล่มนี้แหล่ะ ที่มันพิเศษก็เพราะว่าสมัยก่อนนั้น การเขียนโปรแกรมส่วนใหญ่แล้ว จะเน้นไปยังคำสั่งมาตรฐานเป็นหลัก คือรับข้อมูลผ่านแป้นพิมพ์, ประมวลผลคณิตศาสตร์ แล้วก็แสดงผลออกหน้าจอ หรือไม่ก็พิมพ์ออกเครื่องพิมพ์ ก็มีเท่านี้แหล่ะ ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร เพื่อนผมบอกว่าหนังสือเล่มนี้แตกต่าง เพราะมันสอนเกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมติดต่อกับ Video Ram เพื่อยิงจุดสีออกที่จอภาพแบบทันทีทันใด, สอนการเขียนโปรแกรมติดต่อกับพอร์ตขนาด 8 บิตและ 16 บิต, สอนเกี่ยวกับ
ผมไม่ได้นำเสนอหนังสือเก่ามานานแล้ว วันนี้เอาซะหน่อยคงไม่ว่ากันเน้อะ 😛 หนังสือเล่มนี้ผมซื้อมาตอนที่อินเตอร์เน็ตเริ่มบูมใหม่ ๆ ครับ ตอนนั้นยังไม่มี Server Side Scripting เลยล่ะ จะมีก็แต่ภาษา HTML และ JavaScript เป็นอะไรที่โบราณมากถ้ามองผ่านมุมมองสมัยนี้ แต่ถ้าเป็นสมัยนั้นนะ การเขียนเว๊ปเป็นอะไรที่ตื่นตาตื่นใจมากเชียวแหล่ะ ถึงมันจะเป็น Static Web ก็ตามที แล้วภาษา HTML มันก็มีรายละเอียดเยอะมาก
หนังสือเล่มนี้เป็น Text Book เล่มแรกในชีวิตของผมครับ ตอนนั้นผมให้ความสนใจกับคอมพิวเตอร์กราฟิกมาก ก็เลยซื้อมาอ่านดู คือจะบอกว่าซื้อครั้งแรกก็โดนหลอกเลย สาเหตุก็คงเป็นเพราะความอ่อนเชิงในภาษาอังกฤษของผมตอนนั้นครับ และก็เพราะความไม่ละเอียดของผมเองด้วย แบบว่าอ่านบทสองบทแรกก็โอเค แล้วก็ตกลงใจซื้อเลย ก็คิดว่าจะได้หัดภาษาอังกฤษไปในตัวด้วย ประมาณว่าเปิดพจนานุกรมไป แปลไป อะไรประมาณนั้น แต่เมื่อกลับมาบรรจงเปิดอ่านทีล่ะหน้าแล้วจึงเข้าใจครับว่า … หนังสือเล่มนี้คือหนังสือสอนกราฟิกส์ครับ แต่เป็นกราฟิกส์ที่ต้องใช้ซอฟต์แวร์แพ็กเก็จของเขา มันเป็นยังไงน่ะเหรอ? มันก็เป็นงี้ไงครับ คือสองบทแรก เขาก็สอนว่ากราฟิกส์อ่ะนะ มันต้องอย่างนั้น อย่างนี้
โดยปรกติแล้วคนที่เริ่มเรียนการพัฒนาซอฟต์แวร์ใหม่ ๆ ส่วนใหญ่แล้วจะพบว่า ตนเองต้องฝึกพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อติดต่อกับหน่วยความจำหลักเป็นหลัก หรือเรียกกันง่าย ๆ ว่าติดต่อกับ RAM บทเรียนตั้งมากมายที่เรียนผ่านไป ก็พูดถึงแต่เรื่องของตัวแปรซึ่งเก็บอยู่ใน RAM ก็หัดกันไปครับ ลองผิดลองถูกกันไป สังเกตุกันมั้ยครับว่า หลักสูตรทางคอมพิวเตอร์จะจัดให้เรียนวิชาโครงสร้างข้อมูลและการประมวลผลข้อมูลก่อน แล้วจึงให้เรียนวิชาการประมวลผลไฟล์ข้อมูลทีหลัง แต่บางที่ก็ให้เรียนมันพร้อม ๆ กันทั้งสองวิชานั่นแหล่ะ เอาให้นักศึกษาที่เรียนงงงวย หัวหมุนติ้วไปเลย ยัดให้เรียนกันเข้าไป ไม่ว่าศาสตร์ทางคอมพิวเตอร์จะก้าวหน้าไปแค่ไหน แต่เอาเข้าจริง ๆ
เมื่อตอนที่ผมใกล้จะเรียนจบอ่ะครับ เรื่องที่ทำให้วุ่นวายหัวใจที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการทำโครงการจบ ก็อย่างที่รู้ ๆ กันอยู่ครับว่า คนที่เรียนมาทางสายคอมพิวเตอร์ ต้องสร้างอะไรที่มันเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา พร้อมทั้งเขียนเอกสารประกอบซึ่งเย็บเล่ม เข้ารูปปกหนังสืออย่างสวยงาม ตามแต่ชื่อเรียกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ฿าคนิพนธ์, ปริญญานิพนธ์, วิทยานิพนธ์ เป็นต้น ผมเองตอนนั้นก็ว้าวุ่นใจมาก เพราะพอขึ้นปีสุดท้ายที่ต้องจบปุ๊ป ก็ถูกสถานการณ์เร่งรัดให้ต้องคิดหัวข้อโครงการปั๊ป ผมก็เลยต้องคิดหัวแทบแตกเลยครับ เพราะเพื่อน ๆ เสนอหัวข้ออะไรไป ก็เด้งกลับมาหมด ด้วยเหตุผลเพราะง่ายไปบ้างล่ะ
สมัยก่อน ผมเรียนคอมพิวเตอร์แรก ๆ ผมค่อนข้างให้ความสนใจกับการเขียนซอฟต์แวร์มาก ๆ เลย จึงละเลยไม่เคยสนใจไอ้สิ่งที่เรียกว่าระบบปฏิบัติการ เพราะคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ควรมีอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องสนใจ มาภายหลังเห็นหนังสือเล่มนี้อยู่ที่แผงหนังสือ ก็เลยซื้อมาอ่านดู เพราะตอนนั้นยังไม่ได้เรียนระบบปฏิบัติการ กว่าจะได้เรียนก็อีกสี่ห้าปีภายหลังจากนั้น พออ่านดูก็โอ้ว พระเจ้าจอร์จ ทำไมระบบปฏิบัติการมันถึงได้วุ่นวาย ยุ่งยาก ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน เพื่อนเป็นตุ๊ดงี้วะเนี่ย? ตอนนั้นผมจึงเข้าใจว่าทำไมในโลกนี้ถึงได้มีระบบปฏิบัติการสำหรับเครื่องพีซีเพียงไม่กี่จ้าว ก็มันยากแบบนี้นี่หว่า มันถึงไม่มีใครทำออกมาแข่งเลย ทีนี้จะเล่าเรื่องนี้ให้อ่านกัน มันเป็นมุขส่วนตัวของผมเอง