หนึ่งปีที่ผ่านมาผมลงหลักสูตรของ Udemy เรียนสารพัดวิชาเยอะมาก เลือกเรียนวิชาที่ตัวเองอ่อน ปรากฎว่าอ่อนมันทุกวิชาเลยเรียนมันทุกวิชา จริง ๆ แล้วต้องโฟกัสนิดนึงว่า ที่ว่าอ่อน ผมโฟกัสเรื่อง STEM ที่ตัวเองอ่อน วิชาในโลกมีเป็นแสนวิชา ถ้าต้องเรียนทุกวิชาที่ตัวเองอ่อน สงสัยเรียนไปอีกหลายชาติ ผ่านมาปีนึงแล้วที่ตั้งอกตั้งใจเรียน ทั้ง ควอนตัมคอมพิวเตอร์ นาโนเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ แมคคาทรอนิกส์ ไมโครคอนโทรลเลอร์ ระบบฝังตัว แคลคูลัส และ
Category: Education
พูดคุยเกี่ยวกับการศึกษาทางด้านหลักสูตรคอมพิวเตอร์ การประชุมวิชาการด้านคอมพิวเตอร์ แนวโน้มการวิจัยด้านคอมพิวเตอร์ในเมืองไทย
ตั้งแต่ผมได้อ่านเนื้อหาใน Computing Curricula 2005 เมื่อหลายปีก่อน ผมก็คิดจะเอารูปภาพของสาขาวิชาทางคอมพิวเตอร์ในนั้น มาย้อมสีและจัดหมวดมาตลอด Computing Curricula 2005 คือความร่วมมือระหว่างองค์กร ACM, AIS และ IEEE ในปี ค.ศ. 2005 เพื่อร่วมกันจัดแบ่งสาขาวิชาทางคอมพิวเตอร์ออกเป็นสาขาใหญ่ ๆ แบ่งตามความแตกต่างหลาย ๆ อย่าง และสุดท้ายก็แบ่งออกมาได้เป็น 5
เข้าใจว่าตอนนี้หลาย ๆ คนในวงการคอมพิวเตอร์คงจะรู้จักควอนตัมคอมพิวเตอร์กันแล้ว ซึ่งคนที่รู้จักก็น่าจะแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ 1. กลุ่มรู้ทั่วไป คือ กลุ่มที่ตามข่าวของควอนตัมคอมพิวเตอร์ จึงรู้จักคิวบิตและสภาวะ Superposition ของมัน รู้จักความพัวพันเชิงควอนตัม รู้จักการประมวลผลขนานแบบควอนตัม และรู้จักควอนตัมคอมพิวเตอร์ยี่ห้อต่าง ๆ ที่ถูกผลิตโดยบริษัทชั้นนำของโลก 2. กลุ่มรู้เยอะ คือ กลุ่มที่อ่านเปเปอร์ด้านควอนตัมคอมพิวเตอร์มาแล้วหลายฉบับ มีความรู้ในการคำนวณสภาวะ Superposition
ผมเคยเขียนเรื่องหลักสูตรคอมพิวเตอร์ในเมืองไทยเอาไว้ จุดประสงค์เพื่อเรียบเรียงว่าตอนนี้มหาวิทยาลัยในเมืองไทย เปิดหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ในระดับปริญญาและบัณฑิตศึกษากี่หลักสูตรบ้าง ตอนนี้ผมเลยคิดว่าผมต้องมาปรับปรุงมันใหม่อีกครั้ง เพราะโลกมันเปลี่ยน มันมีวิทยาการใหม่ ๆ เกิดขึ้นมา หลักสูตรทางคอมพิวเตอร์มันก็เปลี่ยนตาม แถมคราวที่แล้วผมก็ไม่ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนมากนัก ว่าแต่ล่ะหลักสูตรเขามีจุดประสงค์ในการเปิดการเรียนการสอนเพื่ออะไรบ้าง ในหัวข้อนี้เลยจะมาเล่าให้อ่านกันสั้น ๆ ผมสรุปแล้ว (สรุปเอง) ว่าเราสามารถจัดหลักสูตรคอมพิวเตอร์ในเมืองไทยได้ 10 หลักสูตรใน 4 วุฒิการศึกษาครับ ตามรายการด้านล่างนี้ วุฒิวิทยาศาสตร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ (Computer Science)
ภายในข้อมูลมักมีความรู้ซ่อนอยู่ครับ ยิ่งความรู้ถูกกองเอาไว้เป็นภูเขาเลากา ถูกระดมกันสร้างขึ้นมาอย่างมากมาย ยังไงมันก็ต้องมีความรู้เจ๋ง ๆ ซ่อนอยู่แน่ ๆ งาน Data Science จึงเป็นการรวมสรรพวิชา สรรพเทคโนโลยี เพื่อการนำเอาความรู้จากข้อมูลออกมาใช้งานครับ คำว่า Data Science หรือแปลเป็นไทยว่า วิทยาศาสตร์ข้อมูล หรือ วิทยาการข้อมูล จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ มันเป็นเรื่องเก่าที่ถูกเอามาปัดฝุ่นใหม่ มันเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ เพราะโดยบริบทแล้วคอมพิวเตอร์ก็เป็นที่เก็บข้อมูล และก็มีอัลกอริทึม
พวกเราทราบกันใช่มั้ยครับว่า งานวิจัยทางคอมพิวเตอร์ที่มีคุณภาพดี มักจะถูกตีพิมพ์อยู่ในวารสารวิจัยหรือในประชุมวิชาการของ ACM หรือ IEEE? ACM ย่อมาจาก Association for Computing Machinery แปลเป็นภาษาไทยแบบทื่อ ๆ ว่า สมาคมสำหรับการคำนวณเครื่องจักร แต่ถ้าอธิบายเป็นความหมายก็หมายถึง สมาคมของผู้ที่มีความสนใจในการคำนวณโดยใช้เครื่องจักร ซึ่งสำหรับในปัจจุบันก็หมายถึงการคำนวณโดยใช้คอมพิวเตอร์นั่นเอง ผมเคยถามอาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัยของผม รวมทั้งเคยถามอาจารย์หัวหน้าหลักสูตรที่ร่างหลักสูตรให้ผมเรียนว่า ระหว่างงานวิจัยทางคอมพิวเตอร์ที่ตีพิมพ์ใน ACM กับ IEEE
ผมเพิ่งเรียนจบหลักสูตรปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ แขนงวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ประยุกต์ เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2558 ที่ผ่านมานี้เองครับ เป็นการจบภายใน 2 ปีการศึกษาคนแรกของรุ่น และจบภายใน 2 ปีการศึกษาคนที่ 2 ของหลักสูตร หลักสูตรที่ผมเรียนเป็นหลักสูตรที่อนุมัติเมื่อปี พ.ศ. 2553 ครับ ดังนั้น จึงยังเป็นหลักสูตรที่ทันโลกอยู่ ซึ่งการปรับปรุงหลักสูตรของมหาวิทยาลัย ก็มักจะถูกกระทำทุก
สั้น ๆ ได้ใจความครับ มันมีทั้งหมด 5 ระดับ ประกอบด้วย การวิจัยทฤษฎี การวิจัยเพื่อนำทฤษฎีไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ การวิจัยเพื่อนำการประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ไปสร้างต้นแบบ การวิจัยเพื่อนำต้นแบบไปผลิตเชิงพาณิชย์ การวิจัยทางการตลาดเพื่อตอบสนองต่อความพึงพอใจและความต้องการของผู้บริโภค ระดับที่ 1 ถือว่าหินสุด ต้องเป็นระดับดอกเตอร์ ผศ. รศ. ศ. อะไรพวกนั้น ถึงจะวิจัยทฤษฎีได้ คือ มันต้องพิสูจน์ มันต้องอธิบายอย่างลึกซึ้ง มันเป็นวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์
การทำวิจัยทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ มีองค์ประกอบสำคัญอยู่ 2 เรื่องใหญ่ ๆ คือ 1) ปัญหา และ 2) เครื่องมือในการแก้ปัญหา คนส่วนใหญ่ที่เรียนวิทยาการคอมพิวเตอร์มา มักจะได้มีโอกาสเรียนเครื่องมือในการแก้ปัญหาจนชำนาญ และพวกเขาเหล่านั้นก็มักจะมีเครื่องมือแก้ปัญหาประจำตัวอะไรซักอย่างหนึ่ง ที่พวกเขาถนัดที่สุด ใช้บ่อยที่สุด และมีความมั่นใจมากที่สุดเมื่อใช้มัน เช่น พวกเขาอาจจะถนัดใช้ Neural Network มาก รู้ทะลุปรุโปร่งสุด ๆ หรือ อาจจะถนัด
เดี๋ยวนี้ใครเอางานวิจัยทางด้านคอมพิวเตอร์ไปตีพิมพ์ใน “วารสารวิชาการ” จะถือว่าช้าไม่ทันกินครับ เพราะงานวิจัยทางด้านคอมพิวเตอร์มันไปเร็วมาก จะมารอตีพิมพ์เป็นปี ๆ ก็ล้าสมัยกันพอดี ดังนั้น ส่วนใหญ่ก็เลยจะเน้นที่การส่งงานวิจัยไปตีพิมพ์เป็นฉบับย่อในงานประชุมวิชาการ แล้วไปขึ้นเวทีพูดบรรยายงานวิจัยในงานประชุมวิชาการนั้น ๆ แทน ปัจจุบัน เมืองไทยเราก็มีงานประชุมวิชาการที่เกี่ยวกับวิทยาการคอมพิวเตอร์อยู่หลายงานครับ ซึ่งจัดติดต่อกันมาแล้วหลายปี มีการตรวจสอบงานวิจัยอย่างเข้มข้นโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเดิมอาจจะเคยเป็นเพียงงานประชุมระดับชาติ แต่ตอนนี้ได้ยกระดับกลายเป็นงานประชุมระดับนานาชาติไปแล้ว ซึ่งงานประชุมเหล่านั้นก็ได้แก่ ICSEC หรือ The International Computer Science