หลังจากทุ่มงบประมาณไปกว่า 20 ล้านบาท รวมกับการทุ่มเทแรงงานไปอีกเป็นเวลากว่าปีครึ่ง ในที่สุดองค์กรที่ผมทำงานอยู่ก็มีระบบ Datawarehouse กับเค้าซะที ออกตัวไว้ก่อนเลยว่าโครงการนี้ผมไม่เกี่ยว เพราะผมไม่ได้เป็นระดับจัดการของโครงการนี้ แต่บังเอิญว่าการเป็นระดับจัดการในกรอบงานอื่นของผม มีความจำเป็นที่จะต้องไปรู้ไปเห็นรายละเอียดของโครงการนี้ด้วย จึงสามารถเอาเรื่องของระบบนี้มาโม้ให้อ่านเป็นคุ้งเป็นแควได้ในระดับหนึ่ง สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็นนั้นเป็นจริง เพราะถึงแม้เราจะเคยร่ำเรียนทฤษฎีทางด้าน Datawarehouse กันมาแล้วโดยการท่องจำศัพท์แสงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องตั้งมากมาย เพื่อเอามาตอบคำถามเวลามีใครมาถามเรา หรือเอาไว้ให้เราอ้างอิงหากมีสิ่งที่ต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว แต่มันก็ไม่เท่ากับเราได้เห็นผลลัพท์ของมันด้วยการปฏิบัติจริง ก่อนที่จะโม้เรื่อง Datawarehouse นั้น เราคงต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่าทำไมต้องมีระบบดังกล่าว แล้วทำไมผู้บริหารขององค์กรต่าง ๆ ถึงโหยหาอยากมีอยากได้มัน อีกทั้งยิ่งได้มันมาแล้วก็จะยิ่งเสพติดไม่อาจถอนตัวจากมันได้ อย่างที่เรารู้ว่าระบบคอมพิวเตอร์นั้นเริ่มมาแบบง่าย ๆ จากนั้นจึงค่อยนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเอาไปเน้นในการทุ่นแรงในทางธุรกิจซะเป็นส่วนใหญ่ แรกเริ่มเดิมทีนั้นกระบวนการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ และผลลัพท์อันเกิดจากระบบคอมพิวเตอร์อันได้แก่รายงานต่าง ๆ นั้นถือว่ารวม ๆ อยู่ด้วยกัน เป็นกรอบเดียวกัน ผู้บริหารเองก็ยังไม่สนใจรายละเอียดอะไรมากนัก ขอเพียงแค่ให้ธุรกรรมได้ทำไปอย่างเป็นขั้นตอน รวดเร็ว และสมบูรณ์ก็เพียงพอ ซึ่งตรงนี้ก็ถือว่าคอมพิวเตอร์สามารถช่วยได้มาก แต่ผ่านมาภายหลังก็เริ่มพบว่าระบบทางธุรกิจมีความซับซ้อนมากขึ้น ดังนั้นการจะให้ระบบคอมพิวเตอร์เพียงระบบเดียวรองรับทุกกระบวนการ และให้ผลลัพท์ในทุก ๆ กิจกรรมของกระบวนการก็เลยเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก จึงมีความคิดว่าจะดีมั้ยน้อถ้าเราแยกระบบออกมาเป็นส่วน ๆ จะได้ง่ายต่อการบริหารจัดการ ซึ่งการทำแบบนี้ก็ทำให้เกิดความยืดหยุ่นมากขึ้น อยากใช้ระบบไหนก็จัดสร้างจัดหาระบบนั้นมาใช้ [...]
เพื่อนผมบอกกับผมว่าที่ฟอร์จูนรัชดามีภาพยนต์เก่า, ละครเก่าและซีรี่ย์เก่า ๆ วางขายอยู่มากมายครับ และที่สำคัญถูกบรรจุเอาไว้ในรูปของ DVD ซะด้วย ซึ่งผมฟังแล้วก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก เพราะผมอยากจะได้ของเก่า ๆ พวกนี้มาสะสมเอาไว้ เนื่องจากว่าที่ผ่านมาไม่เคยได้ดูหรือดูแล้วไม่ปะติดปะต่อเลย ก็เลยคิดว่าซื้อมาค่อย ๆ ดูดีกว่าจะได้เก็บรายละเอียดได้อย่างครบถ้วน มีซีรี่ย์ฝรั่งเก่า ๆ หลายเรื่องครับที่ผมอยากได้ ซึ่งมีอยู่เรื่องนึงที่ตอนนี้ก็ยังอยากได้อยู่นั่นก็คือ StarGate SG1 ซึ่งเป็นซีรี่ย์ฝรั่งที่ถูกนำมาฉายที่ช่องสามเมื่อสิบกว่าปีก่อน ผมชอบเรื่องนี้มากแต่บังเอิญว่าไม่ค่อยได้ดูปะติดปะต่อเท่าไหร่ ด้วยเหตุเพราะอำนาจในการกำหนดช่องดูทีวีไม่ได้อยู่ในมือผม (ผมเป็นลูกคนโตก็จริง แต่ผมมีอำนาจน้อยที่สุดครับ เศร้า T-T) ถ้าใครไม่เคยได้ดูมาก่อน ขอเล่าย่อ ๆ ว่าเนื้อเรื่องของซีรี่ย์นี้ถูกผูกพันยึดโยงอยู่กับสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า StarGate ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นประตูมิติ ที่จะเปิดเพื่อให้สิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตสามารถเคลื่อนผ่านระหว่างดาวเคราะห์ได้ในพริบตา โดย StarGate นั้นเป็นสิ่งประดิษฐ์จากฝีมือของสิ่งมีชีวิตที่ทรงภูมิปัญญาที่สุดในดาราจักรทางช้างเผือกของเรา ตามท้องเรื่องบอกเอาไว้ว่า StarGate มีมากมายกระจายอยู่ในดาวเคราะห์ทั่วทั้งดาราจักรทางช้างเผือกและดาราจักรอื่น ๆ และในโลกของเราก็มีอยู่หนึ่งเครื่อง ซึ่งบังเอิ๊ญบังเอิญที่มันตกอยู่ในมือของกองทัพสหรัฐอเมริกา และรัฐบาลสหรัฐอเมริกาก็ได้รับรู้จากข้อมูลลับสุดยอดว่า โลกของเรากำลังจะถูกบุกรุกโดยสิ่งมีชีวิตต่างดาวอันทรงภูมิปัญญา (แต่ดุร้าย) จึงจำเป็นต้องใช้ StarGate เพื่อเดินทางไปยังดวงดาวต่าง ๆ เพื่อค้นหาวิธีในการป้องกันอันตรายดังกล่าว จินตนาการในเรื่อง StarGate SG1 [...]
คิดว่าข้อมูลที่เราจะเก็บในคอมพิวเตอร์ ควรจะละเอียดแค่ไหนดีล่ะ? ถ้าเป็นการบันทึกข้อมูลลงบล็อก ผมก็คงจะบันทึกไว้ว่า … 25/12/2550 09:45 – ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกสดชื่นจัง คิดว่าถ้าได้ซดโอวัลตินตอนเช้ายิ่งอร่อยเข้าไปใหญ่? จริง ๆ บล็อกต้องสาธยายยาวกว่านี้ แต่ถึงจะยาวมันก็ไม่ละเอียดซักเท่าไหร่ ต้องทำความเข้าใจนิดนึงว่าข้อมูลที่ยืดยาว ไม่ได้หมายความว่ามันจะละเอียด งั้นลองใหม่คราวนี้เป็นไมโครบล็อกบ้าง ผมก็คงจะบันทึกว่า … 25/12/2550 09:00 – ตื่นเช้า 25/12/2550 09:25 – ซดโอวัลติน สมกับเป็นไมโครบล็อกจริง ๆ คือสั้น ๆ ได้ใจความดี!!!
ผมเคยได้ดูหนังอเมริกันอยู่สองเรื่องครับ เค้าโครงเรื่องแนววิทยาศาสตร์ทั้งคู่ ซึ่งถ้าว่ากันตามจริงแล้วหนังทั้งสองเรื่องแทบไม่มีจุดไหนที่จะเหมือนกันเลย แต่บังเอิญผมจับประเด็นที่เหมือนกันได้จากทั้งสองเรื่องนั้น ประเด็นที่จับได้ก็คือความพยายามในการจัดเก็บเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกอย่างไว้ทุกกระเบียดนิ้ว เพื่อจะได้สืบค้นได้ในเวลาที่ต้องการ!! หนังอย่าง Final Cut พยายามจะบอกเราว่าต่อไปเราจะสามารถเก็บความทรงจำของเรา ความทรงจำตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตายได้ โดยผ่านความก้าวหน้าของเทคโนโลยีไมโครชิปและเทคโนโลยีการฝังไมโครชิปไว้ในสมอง อือม มันคงจะดีมั้ยล่ะเนี่ย ถ้าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเราทุกกระเบียดนิ้วจะถูกเก็บเอาไว้ทั้งหมด!!! ในขณะที่หนังอีกเรื่องนึง Deja Vu ใช้การนำเสนอเรื่องของการติดตามคดี ที่มีความจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากทีมวิทยาศาสตร์ ซึ่งบังเอิญว่าทีมงานดังกล่าวมีเทคโนโลยีอันล้ำยุค ที่จะสามารถเก็บรายละเอียดของชีวิตใครคนใดคนนึงเอาไว้ได้ผ่านมุมกล้องต่าง ๆ แล้วฉายออกมาให้เห็นเสมือนหนึ่งกำลังดู Reality ของชีวิตคน ๆ หนึ่ง ในทุก ๆ เวลาและทุก ๆ มุมมอง!!! ปัจจุบันเราจะพบว่าถ้าเราเก็บหนังซักเรื่องนึงไว้ในฮาร์ดดิสก์ เบาะ ๆ ก็คงจะซัดเนื้อที่ไปเกือบกิ๊กแล้วใช่มั้ย? นี่ขนาดหนังเรื่องดังกล่าวมีมุมกล้องที่ถูกกำหนดตายตัวเอาไว้นะ ไม่ได้มีมุมกล้องอิสระตามแต่ใจว่าคนดูอยากดูมุมกล้องไหน!!! แล้วถ้าจะเก็บเหตุการณ์ทุกอย่างไว้ทุกกระเบียดนิ้วล่ะ จะต้องใช้พื้นที่ในการจัดเก็บขนาดไหน? ผมพบว่า Twitter กำลังเริ่มต้นในสิ่งที่เรียกว่า “การจัดเก็บเหตุการณ์ทุกกระเบียดนิ้ว” เป็นการจัดเก็บโดยเจ้าของเหตุการณ์เอง เหตุการณ์จะถูกเก็บอย่างละเอียดละออหรือเก็บอย่างหยาบ ๆ ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าของเหตุการณ์นั้น ๆ แต่สิ่งที่ผมสนใจกว่าก็คือ เราอาจจะชอบ ถ้าเหตุการณ์ในชีวิตของเราทุกเหตการณ์ ถูกจัดเก็บไว้ทุกกระเบียดนิ้ว โดยที่ไม่ใช่ตัวเราเองเป็นผู้จัดเก็บ [...]
ผมเพิ่งจะอ่านร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจบไปครับ มันเป็นตัวบทกฎหมายที่ผมสนใจอย่างมาก เพราะเป็นกุญแจสำคัญในการทำธุรกิจสารสนเทศในอนาคต ซึ่งผมเองก็เห็นว่ามันน่าจะเขียนถึง และผมก็เคยเขียนถึงไปแล้วด้วย (อ้างอิง : หัวข้อขุมทรัพย์สารสนเทศ) แหล่งกำเนิดอำนาจของมนุษย์นั้นประกอบด้วย 8 แหล่งอันได้แก่ เงินตรา, กลไกรัฐ, ธุรกิจผูกขาด, ภาพลักษณ์, สื่อ, ความรู้, เครือข่าย และกำลัง ผมเคยเขียนไว้ว่าในปัจจุบันนี้นั้น ข้อมูลส่วนบุคคลของพวกเราส่วนใหญ่ ถูกยึดกุมเอาไว้โดยรัฐ … ทำไมถึงอยู่กับรัฐ? เพราะเราเชื่อมั่นในรัฐเหรอ? หรือเพราะรัฐมีภาพลักษณ์ที่ดี? ไม่ใช่หรอก เป็นเพราะรัฐมี “กลไกรัฐ” ต่างหาก จึงสามารถที่จะครอบครองข้อมูลส่วนบุคคลของท่านทั้งหลายเอาไว้ ผ่านทางกฎหมายที่ตราออกมามากมายได้ ดูเหมือนว่าในร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จะมีช่องเลือกปฏิบัติได้ตรงที่ ถ้าหากว่าเจ้าของข้อมูลให้ความยินยอม ผู้รวบรวมข้อมูลก็สามารถรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของใคร ๆ ก็ได้ … งั้นก็เข้าทางธุรกิจสารสนเทศน่ะสิ!!! ลองคิดกันดูซิว่าถ้าหากธุรกิจทั้งหลายที่ไม่ได้รับ “สัมปทาน” สำหรับเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งถือครองโดยภาครัฐ และธุรกิจเหล่านั้นก็ไม่ได้เป็น “ธุรกิจผูกขาด” ที่มีระบบอันเข้มแข็ง จนสามารถทำให้ใครก็ตามที่ต้องการสินค้าหรือบริการที่ผูกขาด ยินยอมผ่อนปรนมอบข้อมูลส่วนบุคคลให้ … ธุรกิจเหล่านั้นจะใช้อำนาจใดเพื่อทำให้ใคร ๆ ยินยอมมอบข้อมูลส่วนบุคคลให้กันล่ะ???