Computer Engineering vs Computer Science
ผมมักเข้าไปอ่านในกระทู้พันธ์ทิพย์บ่อย ๆ ครับ ก็มีแวะไปที่ Tech Exchange บ้างเหมือนกัน ที่นั่นนอกจากมีกระทู้ร้อนแรงประเภทว่าค่าแรงของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ควรเป็นเท่าไหร่ดี? ก็ยังมีอีกหัวข้อนึงที่ร้อนแรงไม่แพ้กันนั่นก็คือ … Computer Engineering กับ Computer Science อันไหนดีกว่ากัน หรือ Computer Engineering กับ Computer Science ควรเลือกเอ็นสะท้านเข้าอย่างไหนดี
ตั้งกระทู้แบบนี้ก็ทะเลาะกันน่ะสิครับ ความเห็นงี้ยาวเป็นหางว่าวเลย ซัดกันนัวเนียทีเดียว ผมล่ะหน่าย อ่านทีไรทำใจทุ้กที
ผมล่ะคันมือยิบ ๆ อยากจะบอกพวกที่ทะเลาะกันเหลือเกินว่า การจะเห็นว่าอะไรดีกว่าอะไร หรือจะเลือกอะไร ๆ ที่ว่านั่นน่ะ เราต้องทำความเข้าใจรากเหง้าของมันซะก่อน เราถึงค่อยตัดสินใจ ว่าแล้วผมก็ทำรูปมาให้ดูเลยเพื่อให้เกิดความเข้าใจ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า คอมพิวเตอร์คือเครื่องมืออิเลกทรอนิกส์ชนิดหนึ่ง ซึ่งอิเลกทรอนิกส์จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยไฟฟ้า โอเคมั้ย งั้นเริ่มเลย

(สำหรับคนที่ไม่เข้าใจตัวย่อ จะขออธิบายดังนี้ วศบ. คือ วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต, วทบ. คือ วิทยาศาสตร์บัณฑิต และ บธบ. คือ บริหารธุรกิจบัณฑิต)
จากภาพจะเห็นว่าระบบเครื่องกลกับระบบไฟฟ้าจะมีความเกี่ยวข้องกัน เพราะระบบไฟฟ้าสามารถสั่งงานให้มอเตอร์หมุนได้ และระบบเครื่องกลก็เป็นไดนาโมหมุนให้เกิดระบบไฟฟ้าขึ้นมาได้ (เอ่อ ผมก็รู้อ่ะครับว่าทุกวันนี้เมืองไทยเราตะบี้ตะบันเผาถ่านหินกับเผาน้ำมันมาใช้ปั่นไฟให้เราอ่ะครับ ซึ่งอันนั้นผมถือว่าเป็นระบบเคมีอ่ะครับ ขอถือว่าเป็นอีกประเด็นแล้วกัน)
ระบบเครื่องกลเป็นงานของคนจบวิศวกรรมเครื่องกล ในขณะที่ระบบไฟฟ้ากำลัง เป็นงานของคนที่จบวิศวกรรมไฟฟ้า ใช่แมะ? ที่สำคัญเด็กไฟฟ้าก็รู้วิธีในการใช้ไฟฟ้าควบคุม stepping motor ซึ่งถือเป็นแหล่งกำเนิดพลังในการทำให้เครื่องจักรกลทำงาน (อันนี้เป็นหลักการของการควบคุมหุ่นยนต์เลยนะเนี่ย)
แต่เนื่องจากว่าการที่เราจะควบคุมไฟฟ้ากำลัง แต่เพียงอย่างเดียว คงไม่สามารถทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ ก็เลยต้องมีระบบอิเลกทรอนิกส์ขึ้นมา เพราะระบบอิเลกทรอนิกส์เป็นระบบควบคุมสัญญาณไฟฟ้า และตัวของระบบเองก็แปลงกำลังไฟฟ้ามาเป็นสัญญาณไฟฟ้าเพื่อหล่อเลี้ยงเช่นกัน ซึ่งคนที่จบวิศวกรรมอิเลกทรอนิกส์มา ย่อมรู้ดีว่าจะส่งสัญญาณไฟฟ้าไปยังไง เพื่อให้ระบบไฟฟ้ากำลังทำงานอย่างที่ตัวเองต้องการ
ทีนี้ระบบอิเลกทรอนิกส์ก็ก้าวหน้ามาก จนมนุษย์เราสามารถสร้างคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นเครื่องมืออิเลกทรอนิกส์ที่สลับซับซ้อนขึ้นมาจนได้ ซึ่งจุดเปลี่ยนมันก็อยู่ตรงที่คอมพิวเตอร์มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้เขียนโปรแกรมควบคุมมันได้อีกทอดนึง ดังนั้นระบบฮาร์ดแวร์เชื่อมประสานกับระบบซอฟต์แวร์ก็เลยกลายเป็นงานของคนที่จบวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ผู้ซึ่งมีความเข้าใจในพื้นฐานของสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์, มีความเข้าใจในระบบอิเลกทรอนิกส์ และมีความเข้าใจในภาษาคอมพิวเตอร์ (ซึ่งเป็นภาษาเครื่องของคอมพิวเตอร์นั้น ๆ) ดังนั้นหน้าที่ในการสร้างซอฟต์แวร์เพื่อควบคุม และสื่อสารกับคอมพิวเตอร์และฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นบทบาทของวิศวกรคอมพิวเตอร์ไปโดยปริยาย
ในโลกนี้มีโจทย์ตั้งมากมายรอให้แก้ไขอยู่ ตั้งแต่โจทย์ง่ายแสนง่าย ไปจนถึงโจทย์ยากมหาหิน ซึ่งโจทย์ส่วนใหญ่จะแก้ไขได้รวดเร็วมาก หากเราประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยแก้ไขให้ ดังนั้นจึงเป็นงานของคนที่จบวิทยาการคอมพิวเตอร์ ที่จะคิดค้นทฤษฎีต่าง ๆ เพื่อประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งทำหน้าที่เขียนซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ตามทฤษฎีที่มีการคิดขึ้นมา
จะเห็นว่าเมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เราก็จะได้บทสรุปในระดับหนึ่งแล้วว่า Computer Engineering กับ Computer Science มันต่างกันตรงไหน
ทีนี้เรามาดูในสังคมการศึกษาของไทยเรา อย่างที่เรารู้กันว่าคะแนนเอ็นสะท้านของวิศวะจะสูงปรี๊ด ๆ ๆ ๆ ๆ มาก ๆ ในขณะที่ของวิดยาอยู่กลาง กล๊าง กลาง หรือกล่าวง่าย ๆ ก็คือ คนสติปัญญาดีจะไปเรียนวิศวะกันเยอะนั่นเอง
เรื่องเรียนหนังสือมันก็เรื่องหนึ่งครับ เรื่องของการจ้างแรงงานในระบบอุตสาหกรรมของไทยก็อีกเรื่องหนึ่ง จากภาพที่ผมวาดไว้ข้างบนจะเห็นว่า ระบบฮาร์ดแวร์ + ซอฟต์แวร์ซึ่งเป็นงานโดยตรงของคนจบวิศวกรรมคอมพิวเตอร์นั้น มีการต่อเชื่อมอย่างใกล้ชิดกับระบบอิเลกทรอนิกส์ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ วิศวกรคอมพิวเตอร์จะได้ทำงานตรงกับบทบาทของตัวเองได้ หากอุตสาหกรรมอิเลกทรอนิกส์ของไทยเราขยายตัวอย่างสมเหตุสมผลเหมือนประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ
แต่ก็อย่างที่เรารู้กันว่าประเทศไทยเรา เป็นเซียนทางด้านการนำเข้าระบบอิเลกทรอนิกส์ทั้งปวง อีกทั้งเราก็เป็นเซียนเรื่องการประกอบอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์อีกต่างหาก ไอ้เรื่องจะมาวิจัยพัฒนาอุตสาหกรรมอิเลกทรอนิกส์ สงสัยต้องรอไปอีกนาน
มันจึงทำให้ทุกวันนี้คนจบทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ต้อง downgrade apply ตัวเอง ลงมาทำงานของคนที่จบวิทยาการคอมพิวเตอร์ครับ เช่น งานพัฒนาซอฟต์แวร์อัจฉริยะ, งานพัฒนา search engine, งานพัฒนา speech recognition, งานพัฒนา OCR ฯลฯ ซึ่งจริง ๆ แล้วงานพวกนี้เป็นงานของคนจบวิทยาการคอมพิวเตอร์เค้า
ทางคนจบวิทยาการคอมพิวเตอร์เองก็สาหัสไม่แพ้กันครับ เนื่องจากว่าระดับสติปัญญาก็สู้คนจบวิศวะไม่ได้อยู่แล้ว ซ้ำร้ายยังถูกแย่ง segment ของตัวเองไปอีกต่างหาก ก็เลยต้อง downgrade apply ตัวเองเหมือนกัน ลงไปทำงานพวกซอฟต์แวร์ ERP, CRM, ซอฟต์แวร์บัญชี, ซอฟต์แวร์พัสดุ ฯลฯ ซึ่งจริง ๆ แล้วงานพวกนี้เป็นงานของคนจบคอมพิวเตอร์ธุรกิจเค้า
ทีนี้คงไม่ต้องพูดถึงคนจบบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจนะครับ ว่าเขาจะต้อง downgrade apply ลงไปทำอะไร !!!
จะเห็นว่าหากอุตสาหกรรมของประเทศ ขยายตัวอย่างสมเหตุสมผลตามสภาวการณ์ที่มันควรจะเป็น ชนชั้นแรงงานอย่างพวกเรา ก็จะได้ยืนอยู่บน segement ของตัวเองได้อย่างมีความสุขและไม่มีปัญหาครับ
ป.ล. ผมเองก็จบวิทยาการคอมพิวเตอร์ครับ ไม่ได้คิดจะกล่าวกระทบคนจบวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ครับ ผมพูดตามสภาวะที่เป็นจริงครับ ดังนั้น อย่าโกรธผมเลยนะคร้าบบบบบได้โปรด
คำค้น: วิศวกรรมเครื่องกล, วิศวกรรมไฟฟ้า, วิศวกรรมอิเลกทรอนิกส์, วิศวกรรมคอมพิวเตอร์, วิทยาการคอมพิวเตอร์, เทคโนโลยีสารสนเทศ, คอมพิวเตอร์ธุรกิจ

ในความรู้สึกผมคือ ทุกสาขาวิชาต่างก็มีความยากง่ายในตัวเอง ใช่ว่า คนที่เป็นวิศวคอมฯ จะทำงานในส่วนของวิทยาฯคอมฯ ได้ดีกว่าคนที่จบวิทยาฯคอมฯ กลับตรงกันข้าม คนที่เรียนมาสาขาไหนมา ย่อมทำงานในสาขาที่ตัวเองเรียนมา ได้ดีกว่าอยู่แล้วครับ
ดังนั้นผมมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องของการอัพ หรือ ดาวน์เกรดครับ แต่เป็นการใช้คนไม่ถูกกับงาน (อีกแล้ว) แล้วก็เรื่องของค่านิยมที่ผิด ๆ ในการเลือกสาขาเพื่อเอ็นสะท้านมากกว่าครับ
โย่ว… ด้วยคนครับคุณสิทธิ์ศักดิ์ ว่าแล้วก็ไปเยี่ยมบล็อกคุณสิทธิศักดิ์ซะเลย
เขียนบล็อกไม่ต้องจบวิทยฯคอมหรอกครับ ไม่เห็นจะเกี่ยวกันซะหน่อยคุณ BigNose ไอ้เจ้า wordpress มันใช้ง่ายจะตายไป
ถ้าจบบริหารแต่ไม่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เช่น จบบัญชีต้นทุน, จบบัญชีบริหาร ก็ไม่ถือว่ากระทบหรอกครับคุณ Phun
เป็นแนวดิ่งจริง ๆ ด้วยครับคุณโบว์ เพราะถ้าเขียนออกแนวกว้าง คนจบไฟฟ้า, เครื่องกล, อิเลกทรอนิกส์ ก็ล้วนทำงานของกันและกันได้เหมือนกัน อีกอย่างค่านิยมก็ไม่รู้มันผิดมาตั้งแต่เมื่อไหร่อ่ะครับ คงต้องปรับ ๆ กันไป รอไปเล้ยร้อยปี
ในห่วงโซ่คอมพิวเตอร์
ก่อนหน้านั้น เป็นรูปที่อธิบายได้ดีมาก แต่เริ่มมาตงิดตรงใช้คำว่า คนวิศวะต้องลดระดับมาทำงานวิทยา แล้วก็โดมิโน่ล้มๆกันไป
มันไม่แบ่งชนชั้นกันเกินไปหรือ (ด้วยการใช้เกณฑ์แค่คะแนนเอ็นท์ – ระดับสติปัญญาในแง่แค่ IQ?)
ถ้าไม่มีคนที่มีวิสัยทัศน์ทางธุรกิจ (คะแนนเอ็นท์แพ้ทั้ง วิศวะ+วิทยา) จะมีคนวิศวะ(หรือ วิทยา หรือแม้แ่ต่คนที่เรียนทางเทคนิค) เราจะได้โปรแกรมที่จำเป็นอย่าง ERP, CRM, ซอฟต์แวร์บัญชี ฯลฯ หรือ
ปล. เมืองไทยบ้าคำว่ “วศ. บ.”, อาจาร์ย์ผม เป็น ดร. วิศวะคอม วิทยาคอม ชื่อวุฒิเขา “Ph.D. Computer Science” ทั้งนั้น คงเป็น อัตตาของผู้กลับมาสร้างหลังสูตรคอมเมืองไทยว่าข้าฯ เคยจบ วศ มา ต้องมาสร้าง วศ บ นั่นแหละ จริงๆความรู้มันก็คือความรู้เชื่อมกันได้หมดไม่แบ่งแยกไรนักหนาหรอก
ในภาพผมมีเขียนถึงคนจบเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งก็คือไอทีด้วยคับคุณ memtest
ผมแบ่งตามสังคมที่เป็นอยู่ครับคุณ viriya ส่วนคุณ viriya ทักเรื่องวิทยฐานะแล้วทำให้ผมนึกได้อย่างนึงว่า ใน wikipedia ก็บอกเอาไว้เหมือนกันครับว่าวุฒิวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เพิ่งจะมีขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1971 หรือก็คือเมื่อ พ.ศ. 2514 เท่านั้นเอง ถือว่าไม่นานเน้อะ
ผมว่าจบ แต่ละที่ก็พอๆ กัน มีที่เดียวเท่านั้นที่ผมยอมรับคือ วิศวะคอมจุฬา
อีกอย่าง ความเก่งมันขึ้นกับคนครับ ไม่ใช่เรื่องของคณะ สถาบัน
ส่วนเรื่องผมตกยุค มันเป็นความจริงครับ แหะ ๆ อันนี้ยอมรับ แต่รู้สึกคุณกล้าจะนอนดึกนะ ตีหนึ่งตีสองยังเข้าบล็อกผมอยู่อีก ผมดีใจจัง
ส่วนผมเองเลือกที่จะเรียนไอที
มันไม่ใช่คนที่เรียนวิศวะฉลาดกว่าเลย
ยกเว้นคนที่ไม่รู้ข้อมูลอะไร แล้วเลือกที่จะเรียนวิศวะเพราะเห็นว่าดูดีกว่า
ได้อ่านบทความของพี่แล้วรู้สึกแบบว่า “ฉึก” เต็มกลางหลังเลยครับ
ทั้งๆที่่อยู่ com en แต่ผมวาดอนาคตตัวเองว่าเป็นเกมโปรแกรมเมอร์ซะแล้ว
แล้วจะเข้าคณะนี้มาเพื่ออะไร อันนี้ผมคงต้องกลับไปคิดใหม่แล้ว
อย่างถ้าผมเขียนโปรแกรมอยู่ดีๆ โดยที่ไม่ถนัดเป็น SA แล้วไปเป็น SA แบบนี้เรียกว่า Downgrade หรือเปล่า
แล้วถ้าไปเป็น ส.ส. หรือ เป็น แมสเซ็นเจอร์ ล่ะ เป็นการ Downgrade มั๊ย
เพราะเท่าที่อ่านดูรู้สึกว่า
การที่เราไปทำอะไรที่ตัวเองไม่ถนัด
ให้เรียกสิ่งๆนั้นว่า Downgrade
ในมุมมองของผมนั้น ผมอยากตั้งข้อสังเกตอีกสักประเด็นครับ เกี่ยวกับความลื่มล้ำ ก้ำกึ่งกันระหว่างองค์ความรู้ของแต่ละสาขา(จากการศึกษาจากหลักสูตรของแต่ละมหาวิทยาลัย) อยากให้มองถึงมิติระบบเศรษฐศาสตร์ด้วยครับ เพราะคำๆนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานทุกด้าน(อะไรก็เป็นเงิน เป็นทองไปหมด)ในปัจจุบัน สาขาต่างๆที่เจ้าของ blog กล่าวมานั้น อาจจะต้องมีการปรับปรุง ประยุกต์ เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น คนเก่ง com บริสุทธิ์(ขอใช้คำนี้นะครับ มันน่าจะดีกว่า) อย่างเดียว ช่วงนี้อาจจะตกงาน หรือโดนโยนงานที่เป็น apply com ให้มาทำโดยไม่รู้ตัวก็อาจจะเกิดขึ้นได้ครับ
ดังนั้น คำว่า เศรษฐศาสตร์ มันมีส่วนมาเกี่ยวข้อง ส่งผลให้แต่ละมหาวิทยาลัย จำเป็นต้องมีการสอน มีการเพิ่ม course ปรับปรุงโครงสร้างหลักสูตร ว่าด้วยเรื่องของการบริหารจัดการ เข้ามาเกี่ยวข้อง(ชาว IT, Com Buz คงรู้ๆกัน) เพราะผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาหรือคุณภาพของการศึกษาของบัณทิตหรือมหาบัณฑิตแต่ละสถาบัน มันแปรผันตามสภาพแวดล้อมทางสังคม ดังนั้นในปัจจุบัน หากพูดถึงการ Downgrade ตนเอง คงกล่าวคลาดเคลื่อนไปนิดครับ ควรกล่าวเป็นการ Apply หรือเพิ่มช่องทางขององค์ความรู้ใหม่ๆที่เกิดขึ้นให้เข้ากับสภาพแวดล้อมมากกว่า มันน่าจะ OK กว่าครับ
ผมเชื่อมั่นว่า คนไทยทุกคนล้วนมีศักยภาพในตัว บางคนเก่ง Com, Stat, Math แต่ด้วยองค์ประกอบ, สภาพแวดล้อมอื่นๆ จำเป็นต้องมีการ adapt กันบ้างครับ อย่างที่การจะ Innovate สิ่งใดๆขึ้นมานั้น ผมยอมรับว่า ต้องมีองค์ความรู้แก่นของมัน แต่ก็ต้องมีความเข้าใจในสภาพแวดล้อมด้วยครับ Innovation จึงจะเป็นจริงและสมบูรณ์
พิมพ์มาสะเหนื่อย แค่นี้ก่อนนะครับ
ถ้าจะเขียนอะไรทุเรศ ๆ อย่างนี้ ไม่ต้องเขียนดีกว่า
ผมเห็นด้วยกับบทความของคุณจริงๆนั่นแหละครับ ผมก็เรียน วิดวะคอมนะ มข. แหละ แล้วไอ้ที่พูดเรื่องสติปัญญาหนะ ผมว่ามันจริงเลยหละ ที่ผมพูดนี่มันหมายถึงโดยเฉลี่ยนะครับ ไม่ได้หมายถึงว่าคะแนนสูงสุดนะครับ
ผมเรียนมาหลายมหาลัยอยู่นะครับ มันปฏิเสธไม่ได้เลยว่าถ้าหากว่าเรามีวิชาไหนที่เรียนรวมกัน ในเรื่องวิชาที่เกี่ยวกับการคำนวณ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์มักจะมีคะแนนเฉลี่ยที่สูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด ส่วนวิชาทางด้านคอมพิวเตอร์ก็เหมือนกัน เพราะว่าเราเรียนมาเจอการคำนวณไปเยอะมากครับ คุณยอมรับรึเปล่า
ส่วนเรื่องการ en ก็เหมือนกัน วิศวะคอมนั้น คะแนนสูงมากทีเดียวที่เทียบในมหาลัยเดียวกัน (เฉลี่ยนะครับ ของผม 5 วิชา 300กว่าๆ เลยมาติด มข.) ที่ผมว่ามาเนี่ย ถูกรึเปล่าครับ
ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผิดพลาดมาตั้งแต่ต้นเลยนะครับ เพราะค่านิยมที่ผิด ๆ ที่ต้องเรียนคณะที่คะแนนสูง ๆ แล้วจะมีงานทำ ทำให้เกิดลูกโซ่มากมายตามมารุ่นน้องก็เหมือนกันกับเราที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองคือใครกันแน่ แล้วเรียนตามๆกัน อันนี้ถูกป่ะครับ
ย้ำนะครับวิชาไหนที่เรียนด้วยกันกับวิศวะเนี่ย ตอนคุณเรียนรุสึกกลัวรึเปล่าครับเรื่อง mean เพราะว่าตอนเรียนนี่กินกันกระจุยเลยทีเดียวโดยฉพาะวิชาคำนวณ ไม่ว่าจะเป็นคณิตศาสตร์ ที่เยนแข่งกับเอกคณิตก็ตาม เรื่องนี้เคยเกิดกับคุณรึเปล่า
พี่ไท้แกพูดถูกและโดนใจแล้วหละครับ แต่มันอยู่ที่คุณจะยอมรับความจริงกันรึเปล่า ลองคิดนะครับเกิดอะไรขึ้นตอนที่คุณสมัครงานแข่งกับวิศวะคอมอ่ะ มันจะเหมือนกันเพื่อนผมรึเปล่าทั้งที่เก่งกว่าเรื่องการเขียนโปรแกรม แต่สมัครงานแพ้วิศวะหลาย ๆครั้งในตำแหน่อ programmer ทำให้เกิดการทำงานไม่ตรงสายขึ้นมาเยอะแยะ
ผมพิมอาจจะงง ๆ นะครับ โทดที
นั่งอ่านทั้งคืนเลย ไปเรียนสาย 5555+
อยากจะถามพี่ไท้เกี่ยวกับโปรเคจบน่อยอะครับ
คือผมกำลังเรียนปีสี่เเล้วต้องหาัวข้อเกี่ยวกับโปรเจคจบที่ต้องทำ
ผมเรียนวิทยาการคอมพิวเตอร์ ต้องการทำโปรเจคที่ีมีเทคโนโลยีดังนี้
C# + ASP.NET + Webservice [+ SQL Server 2005 + Oracle 10g + XML] เป็นส่วนประกอบของโปรเจคจบด้วย เเละ ต้องการ เทคโนโลยีอื่นที่สามารถรวมกับที่กล่าวมาเป็นตัวชูโรงเพิ่ม โดยตอนนี้ผมกำลังรวบรวม Project หัวข้อ Idea เเนวคิด เเละ เทคโนโลยีต่างๆ(ที่ต้องศึกษาใหม่เลยก้อได้ เเละถ้าเป็นเทคโนโลยีใหม่ หรือ กำลังมาเเรงก็ได้) รวบรวมเพื่อนำมาเปรียบเทียบ เพราะโปรเจคจบไม่ได้ทำคนเดว ทำสองคนครับ เเละยังคิดหัวข้อไม่ได้เลยหา Idea ให้ตัวเองอย่างต่อเนื่องอยู่ ใช้เวลาประมาณเเปดเดือนหรือมากกว่านั้นในการพัฒนา ผมไม่รู้ว่าผมชอบ อะไรเป็นพิเศษ งั้นถือว่าไม่มีละกันครับ เอาละงั้นผมเริ่มถามเลยนะครับ
หนึ่ง ผมยังคิดหรือ บีฟ หัวข้อการทำโปรเจคไม่ได้ดังนั้นตอนนี้ สโคปยังเยอะ ไปหมด ช่วยผมน่อยครับ เริ่มบีบเข้ามาเเล้วส่งัวข้ออะ
สอง ผมยังคิดได้ตัวชูโรงไม่ได้เนื่องมาจากคิดดัวข้อที่จะทำยังไม่ได้
สาม ผมคิดว่าผมเป็นคนที่ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆได้เร็วพอสมควร ดังนั้นว่ามาเถอะครับไม่ว่าจะอะไรก้อตาม
สี่ มีอะไรที่ผมไม่ถามหรือจะถามอะไรเกี่ยวกับผมว่ามาได้หมดครับ
ผมเรียนมาเน้นด้านโปรเเกรมมิ้ง ผมเรียนมหาลัยเอกชน นะครับซึ่งตอนฝึกงานมหาลัยรัฐที่ฝึกที่เดียวกันสู้ผมไม่ได้เลยเรื่องเขียนโปรเเกรม เเต่ผมก้อสู้เค้าไม่ได้เหมือนกันเรื่องเทคโนโลยีอย่าง Imageprocessing หรือ พวก DataWarehouse ต่างๆๆ ผมไม่มีวิชาไหนเน้นวิจัย หรือ เทคโนโลยีลึกๆๆเลย ซึ่งทำให้ผมเหมือนตัวเองเเคบมากมาย ซึ่งพยายามหาเทคโนโลยีใหม่เสมอด้วยตัวเองอะครับ ไปงาน MIX(microsoft)หรือพวก MSDN อะไรประมาณนั้น ในเวปต่างๆก้อได้เเค่ในระดับหนึ่ง
ปล อ่านบล็อคพี่เเล้วได้ความรู้ดี
ปล อยากเขียนบ้างจัง
ปล หวังว่าจะมีคนตอบผมนะครับ ผมรู้ว่าทำอย่างนี้ไม่ค่อยดี เพราะ คนไทยถูกสอนเเต่กิน ไม่ค่อยคิดจะหาอะไรเอาเอง หรือเชื่อเค้าไปซะหมด จนไม่มีเเนวคิดเป็นของตัวเอง ซึ่งเเย่มาก ขอบคุณครับ
ลองนึกแบบนี้นะ … นึกว่าคุณ bin คิดจะทำ SaaS โดยการเขียนเว็บด้วย ASP.NET, แล้วไอ้เจ้า ASP.NET ของคุณ bin ก็ต่อเชื่อมเข้ากับ Oracle 10g เพื่ออ่านข้อมูลจากตารางภายในมาใช้งาน, แล้วตัว Oracle ก็ทำ Database Link ต่อเชื่อมกับ SQL Server 2005 อีกที เพื่อจะเอาผลลัพท์บางอย่างจาก Base นั้นมาใช้, ซึ่งในตัว SQL Server 2005 ก็มีการตั้ง Job Schedule เพื่อเรียก Store Procedure ไว้ เพื่อให้มันประมวลผลบางอย่างประจำวัน
จากนั้นทุก ๆ ครั้งที่ผู้ใช้กรอกอะไรบางอย่างผ่านหน้าจอ Browser ซึ่งคุณ bin เขียนขึ้นด้วย ASP.NET ตัวโปรแกรมดังกล่าว ก็จะเปิด TCP/IP Socket เพื่อส่ง Message ไปยังโปรแกรมที่คุณ bin เขียนด้วย Visual C# โดยโปรแกรมดังกล่าวถูกสั่งรันเป็น Instance หรือเป็น Service อยู่ในวินโดว์อีกทอดนึง
เมื่อโปรแกรมดังกล่าวได้ Message มา ก็จะเขียนข้อมูลบางอย่างลงฐานข้อมูล Oracle 10g เพื่อให้หน้าเว็บซึ่งเขียนด้วย ASP.NET นำข้อมูลใน Base ไปใช้ต่อไป
และ solution สำหรับอะไร ๆ ที่กลไกเยอะแบบนี้ก็มีเพียงอยู่อย่างเดียวเท่านั้น คือมันเหมาะสำหรับเป็นส่วนหนึ่งของระบบ CRM ครับ โจทย์ที่คุณ bin ให้มาเหมาะกับกลไกนี้ที่สุด
สงสัยว่าคุณบินเอาหัวข้ออะไรมาทำเยอะแยะ
ผมพยายามนึกว่า ทำไมโปรเจ๊กจบไม่เน้นที่ประโยชน์ในการใช้งาน แต่มาเน้นเทคโนโลยี เช่น ใช้ดาต้าเบสตั้งสองตัวในการทำงาน ทั้งที่สามารถจบตัวเดียวได้ ผมว่าคุยกับจารย์ใหม่ก็ได้นะครับ เด๋ว 8 เดือนที่ว่ามา จะไม่เสร็จเอา เพราะมันใช้หลายอย่างเหลือเกิน อิอิ
ถ้าอย่างงี้ จบวิศวะไฟฟ้า มาเป็นโปรแกรมเมอร์ ไม่เรียกว่า ลดตัวไปทำงานต่ำๆเลยครับ = =” ไม่ชอบเลยครับ
ตอนแรกเห็นสายงาน ก็อ่านดูดีอยู่ แต่มาติดใจตรงที่แบ่งชนชั้น นี่แหละ ไม่ว่าเรียนสาขาไหน คนเราก็สามารถพัฒนาความสามารถตัวเองได้ทั้งนั้น
แล้วอย่างที่เคยเป็นข่าวไปไม่นานมานี้ จบรัฐศาสจร์รามคำแหง เป็นแฮกเกอร์มือ 1 ของไทย และ มือ 2 หรือ 3 ของโลกนี่แหละ นั่นจะเรียกว่าเขาเป็นคนระดับไหนดีครับ
พี่ไท้ คุณเอาอะไรเป็นตัวชี้วัด งานแต่ละประเภท
องค์ความรู้ที่เราเรียกว่าสหวิทยา นั้นประกอบและเชื่อมโยงกัน ไม่ได้แยกกันอย่างเด็ดขาด
การเรียนรู้ในห้องเรียน ไม่ใช้จะนำมาใช้ได้ทั้งหมดในการทำงานจริง
ผมเรียนพาณิชย์ มาก็ทำไรไม่ได้เลยหรอไง
อย่าว่างั้นงี้เลยนะ เรื่องนี้หลังไมค์ไหมท่าน ??
ท่านก็เรียน ป.ตรี จบมาก่า 10 ปี แล้วเรื่องพวกนี้ทำไมยังยึดติดกะมันอยู่ ตอนนี้ทำงานแล้วยังตั้งข้อรังเกียจ อะไรกันนักหนา ไม่เจอคนที่จบเอก แล้วยังคุยมั่วๆ บ้างหรอ แล้วเจอป่าว พวกเรียนเก่งมากๆ แต่อีโก้สูง จนทำงานแล้วทำให้งานมันเจ็งไม่เป็นท่า ส่วนตัว เด๋วนี้เจอน้องๆ ที่เรียนจบที่เดียวกัน ก็ยอมรับนะว่าพื้นฐานค่อนข้างนะไม่แข็งนัก แต่มันไม่ใช้เหตุผลที่เอามาตัดสินคนนะ อันนี้มันขึ้นอยู่กับแต่ละปัจเจคบุคคล
เออ สองอาทิตย์ก่อน ผมเจอเพื่อนคนนี้ จบพาณิชย์มาด้วยกัน แล้วเรียนวิทย์คอม จบมาทำเป็น System Engineer จากนั้น ก็ทำ Account Executive แล้ววันก่อนคุยว่าตอนนี้เปิดบริษัทของตัวเอง
อยากถามพี่ไท้ว่า พี่คิดว่าเค้าทำงานลดตัว หรือ ยืนเขย่งทำงานอยู่?
เออ หวังว่าพี่คงตอบในเร็ววันนะครับ ตอนนี้ไปทำงานก่อน เออ เอาตอบเป็นภาษาคนนะครับ แล้วไม่เอาพวกศัพท์บัญญัติเองนะครับ
คอมเม้นต์ยาวมากๆ อ่านไปอ่านมารู้สึกว่าเริ่มจะทะเลาะกันแระ
อ่านแล้วก็รู้สึกเข้าใจกับสิ่งที่พี่เสนอมาครับ ถ้าพูดถึงความแตกต่างในหน้าที่การงาน ต้นกำเนิดของแต่ละสาขาวิชา ผมว่ามันใช่เลย เป็นอย่างนี้จริงๆ
เรื่องที่ว่าไปแย่งงานนั้น ผมว่าคนที่ทำให้คิดอย่างนั้น คือนายจ้างเรามากกว่า นั้นหมายถึง คนรุ่นเก่าที่คิดว่าความรู้แบ่งแยกกันได้ ตอนที่มีคนไปรับสมัครงานที่มหาลัยก็มักจะรับเด็กวิศวะคอมมากกว่าจริงๆ คิดแล้วก็รู้สึกเห็นใจอยู่เหมือนกัน แต่เด็กวิดยาที่เก่งๆ เค้าก็ได้งานนะ นั้นละคำถามว่าทำไม
ผมว่าความจริงความรู้ที่เรียนนี้มันก็เป้นเรื่องเดียวกันนั้นแหละ เกี่ยวกะคอมพิวเตอร์ทั้งสิ้น เพียงแต่แบ่งออกมา เพราะเรียนทั้งชีวิตก็ไม่หมด เลยกำหนดให้ต่างคนต่างเรียนแล้วมาช่วยกันทำงาน ไม่ก็ให้เรียนรู้แค่เศษของมัน แล้วไปหาทางต่อยอดเอาเอง
ปัญหาคือว่าเด็กคนไหนจะสามารถต่อยอดเศษเสียวนั้นได้มากกว่ากัน …
แต่อย่างที่พี่บอกคับ มันเป็นโลกของการแข่งขัน ลำพังเด็กวิศวะคอมด้วยกันเองยังแย่งงานกันเลย ไม่ต้องไปแย่งงานเด็กคณะอื่นหรอก ดังนั้น การที่จะสร้างความโดดเด่น หรือ สร้างโอกาสให้ตัวเอง เราก็จะต้องไปรู้อะไรที่เด็กคณะอื่นเรียนกันด้วยเช่นกัน ดังนั้นเดียวนี้จะเห็นว่า แต่ละคณะมักจะบังคับให้เรียนอะไรที่มันซ้ำซ้อนกันตลอด เพื่อนที่เรียนวิดยา ยังมานั้งเล่นไมโครคอนโทรลเลอร์เลย
(สำหรับบ่างความเห็น) แค่เรียนให้จบ หางานได้ ก็ลำบากจะบ้าแล้ว ไม่คิดเรื่องที่จะแบ่งชั้นวรรณะกันหรอกคับ
จะว่าไปจริงๆแล้วอยู่ที่ความใผ่รู้ของคนด้วยครับ ถ้าคนที่รักชอบคอมพิวเตอร์จริง อะไรที่เค้ายังไม่รู้ก็ต้องหามาให้รู้อยู่ดี ไม่งั้นเสียชื่อแฟนพันธ์แท้ จุดนี้เลยทำให้มองเห้นถึงความแตกต่างระหว่าง เด็กวิศวะคอมเกรด 3.5 ที่ประกอบคอมไม่เป็น ใช้ photoshopไม่เป็น กะเด็กวิศวะคอมเกรด 2.50 ที่ทำได้ทุกอย่าง แต่ตอบคำถามไม่ถูก และคนจบนิติศาสตร์แล้วทำไมไปแฮกข้อมูลนาซ่าได้ และเด็กวิทยาคอมที่หางานได้ทันที กับ เด็กวิศวะคอมที่ยังหางานไม่ได้ ทั้งที่จบพร้อมกัน
สิ่งที่อยากได้ก็คือ อย่าไปปลูกฝังลูกหลานว่าเรียนคณะนี้แล้วจะเก่งกว่าคณะนี้ เรียนมหาลัยนี้แล้วเป้นยอดคน แต่ทำให้เค้าคิดว่า เค้าจะสามารถทำตัวเองให้เก่ง (เก่งจริงๆนะ ไม่ช่ายไปลอกเค้ามา)ได้ยังไงดีกว่า ไม่ต้องไปพึ่งพาคนอื่น
เป็นกำลังใจให้พี่นะคับ ผมอ่านแล้วไม่ได้มองว่าพี่ไปเหยียบย่ำใคร แต่สังคมบ้านเรา “กำลังจะ” เป็นแบบนี้จริงๆ ซึ่งคิดว่าพี่อธิบายได้เห็นภาพชัดเจนดีแล้ว
กำลังคิดว่าตัวเองหลงประเด็นหรือเปล่า แต่ดีกว่าไม่ได้พูดอะไรเลย…
ขอบคุณคับ
คุณเล็ก วิศวคอมฯพระนครเหนือไม่มีนะครับผมจบที่นั่นผมรู้ดี อีกอย่างผมไม่เห็นด้วยที่เอาเรื่องคะแนนen มาพูดว่าที่ไหนดีกว่าที่ไหน มันเกิดจากมีการแข่งขันสูงเป็นเรื่องธรรมดาที่คนที่ได้จะมีคะแนนสูง ตรงนี้ต่างหากที่ผมชื่นชมมหาลัยที่รับเด็กคะแนนต่ำแล้วสร้างให้จบมามีคุณภาพได้ สรุปไม่มีคัยเก่งกว่าคัย
จึงไม่ได้เข้าไปยุ่งเก่งกับhardwareมากเท่าไหร่ คาดว่าก็ไม่คงไม่ต่างจาก
วิทยาการคอมพิวเตอร์มากนัก
เท่าที่อ่านมาก็ได้รับความรู้ดีครับ ชอบ แต่ผมอยากจะบอกว่า การจะเอาคณะมาตัดสิน ก็ไม่ถูกซะทีเดียวหรอกครับ ว่าระดับสติปัญญาใครสูงกว่าใคร
มันอยู่ที่ ความขยันและ แนวคิด ของแต่ละคนด้วย ไม่อย่างนั้นคนฉลาดทุกคน ก็ต้องไปเป็นหมอแล้วสิครับ^^ ผมเองถ้าจะentranceเข้าคณะ ที่คะแนนสูงกว่าก็ทำได้ครับ แต่เนื่องจากผมอยากได้กำไรทางด้านภาษา+อยากเป็นโปรแกรมเมอร์ ผมจึงเลือกคณะที่ผมอยู่ตอนนี้ ผมว่ามันอยู่ที่ความฝันของแต่ละคนด้วย
ยังไงก็ขอบคุณพี่มากคับ เพิ่งเคยเข้ามาครั้งแรก ได้รับความรู้ใหม่ๆเยอะเลย
เข้ามาอ่าน ครั้งแกครับ เดียวจะมาอ่าน บ่อยๆ มีไรให้หาความรู้เพิ่มดี
พูดถึงการทำงาน ก็น้อยเนื้อต่ำใจ ทุกวันนี้รับเงินเดือน หมื่นกว่า ต้อง ดูแลเชพเวอร์ กะระบบเนตเวิร์ค เครื่องจัก สามร้อยก่่า เครื่อง unix,server2003 sql200 dos3.1 netware, ใหนจะเขียนโปรแกรม ทดสอบ ไอชี อีก
ทำใจ ครับ จบ ปวส ถึงเก่ง แค่ใหน ก็ ได้แค่นี้ เอิ๊กๆ
ใหม่ๆ แทบเอาตัวไม่รอดเหมือนกันค่ะ
แต่ใจจริงเลย สมัยเรียน มหาลัย อยากจะเข้าภาคคอมนะคะ
คือรู้สึกตัวเองชอบ คอม สนใจคอม
แต่เกรดมันไม่ได้น่ะค่ะ เลยอด
พอจบมา ก็หันซ้ายแลขวา อยากทำงานด้านคอม แล้วใครจะรับล่ะทีนี้ แต่จับผลัดจับผลู วกมาหาคอมพิวเตอร์ และอินเตอร์เนต จนได้
เค้าเรียกว่า คนมันรัก คนมันตั้งใจ ฮ่ะๆ ดันทุรัง หน่อยๆ แต่มีความสุขดีค่ะ ได้ทำอะไรในเรื่องที่รัก มักมีความสุขกับงานนั้น จบแบบ happy ending
คำพูดของคนเราแค่คำพูดเดียว บางคนพอใจปรบมือให้
บางคนเฉยๆ บางคนไม่พอใจ
ถ้าคิดจะทำอะไรซักอย่างในแนวทางที่ตนเองคิดว่ามันควรจะเป็น
ก็จงเดินหน้าทำมันต่อไป ถ้าเรามีจิตใจบริสุทธิ์ ผลสัมฤทธิ์มันจะมหาศาลเอง
แต่คำว่าdowngrade อาจแรงไป เปลี่ยนเป็นเบียดเบียนน่าจะเบาลงนะครับ
แต่เป็นผมๆรับได้นะเพราะ ไม่ได้จบทั้งวิดวะคอม และ วิทคอม แต่เพื่อนผมจบวิทคอมส่วนไหญ่ก็ยอมรับว่าเป็นรอง วิศวะคอม อยู่ นี่คือส่วนใหญ่ ส่วน บิลเกต จะเทพมาจากไหน เรียนไม่จบไรมาเลย ก็ช่าง บิลเกต ครับ ที่ว่ามาคือโดยรวม
ที่อยากเพิ่มเติมคือส่วนบน และล่างของวัฏจักร การเบียดเบียนงานครับ
วิดวะคอมเองงานน้อยอยู่แล้ว แต่โดนเบียดเบียน มาจาก วิดวะ ไฟฟ้า และอิเล็คทรอนิค วิดวะคอมเลยเบียด ลงไปอีกที
และท้าย สุดเลย คอมพิวเตอร์ธุรกิจ ไปเบียดเบียน พวกสายธุรกิจ เช่น บัญชี ธุรการครับ
แต่การโดนเบียดเบียนงานเป็นแค่จุดเริ่มต้น แหละครับ ทำงานมานานๆก็เบียดคืนได้ถ้า กระตือลือล้นพอ
ส่วนผมเอง เบียดเบียนมา สองขั้นเลยครับ จบวิศวะ ไฟฟ้ามา เบียดทั้งวิดวะคอม และวิทยาศาสตร์ ไปหลายคนด้วยคะแนนสัมภาษ ครับ สมัครมายี่สิบกว่าคนมีไฟฟ้าโผล่มาคนเดียว คนสัมภาษ งง ครับว่าผมมาทำไม แต่สุดท้ายก็เลือกผม ด้วยสาเหตุใดยังไม่ทราบเลย
ปล. พึ่งsearch มาเจอโดยบังเอิญแวะมาชม ขนาดยก case study จากพันทิพมาก่อนแล้วยังไม่วาย อนิจจังๆ
อาจจะด้วยเหตุที่พวกเราอาจจะ อาจจะมีอารมณ์กับ “คำ,ประโยค” หากมองอย่าง
มีสติ ไม่หลงไปกับอารมณ์ที่แต่งเติม ผมว่ามันก็เป็นความจริง ผมยังคิดว่าการที่เรา
มีอารมณ์กับคำเหล่านี้ ก็เป็นเพราะว่าคุณเป็นเหมือนสิ่งที่คุณเกลียด
คุณยังดูถูกคนที่ด้อยกว่าคุณอยู่ ผมว่าหากเรามองคนอื่น ๆ เท่ากัน คำพวกนี้ก็ไร้ความ
หมาย เพราะใครจะทำอะไรดีกว่า สูงกว่า หรือด้อยกว่า เค้าก็มีคุณค่าของเค้าเท่า ๆ กับ
เรา ๆ นี้แหละครับ
พวกตลก เค้าทำตัวให้ดูโง่ ๆ ให้เราหัวเราะ เน๊ยะ เห็นมั๊ยครับ ว่าฐานะดีกว่าคนหัวเราะ
อย่างเรา ๆ เยอะเลย เคยอ่านหนังสือคุณเหม่ำ เหมือนรู้ประมาณว่า เวลาคนมาด่า หรือ
มาดูถูกเขาตอนเล่นตะลก ความจริงเราก็มีอารมณ์น่ะ แต่เขาต้องพยายามคิดเสมอว่า
“..(เซนเซอร์)ทำไปเถอะ …(เซนเซอร์)มีเงินเยอะกว่าพวก…(เซนเซอร์)อีก”
เพื่อนผมเขียน web อยู่ดี ๆ กลายเป็นตากล้องมืออาชีพไปล่ะ เพื่อนอีกคน เรียน
สิ่งแวดล้อม จบมาไปทำงานเขียน web ต่อมาเป็นหัวหน้าแผนกบุคคล ผมนี้อื่งเลย
ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นล่ะครับ มันจะใช้สมอง หรือจะใช่แรง สุดท้ายมันก็ชีวิตของเรา ๆ
ท่าน ๆ ที่จะต้องประคองกันไปในสังคม ก็ขออย่างให้ผิดทางล่ะกันครับ
สาธุ
เชื่อมต่อผ่าน SDK ซะเป็นส่วนใหญ่ครับ จะมาพัฒนาเอง จะมาซื้อของไทยเองหายากครับ เพราะไทยเราด้าน Hardware ยังต้องพัฒนาด้านนี้อีกเยอะ แล้วที่ว่า วิศวะเก่งกว่าหัวดีกว่า วิดคอมชี้ชัดเกินไปรึเปล่า น้องผมจบแพทย์มา เขามาใช้คอม หรือพยายามมาศึกษาเขียนโปรแกรมก็ยังทำได้ไม่ดีเท่า วิดคอมเลย มันอยู่ที่หลักสูตรครับ และอีกอย่างมันขึ้นกับอีกอย่างระบบการศึกษาของไทยการแนะแนว ชอบแห่ตามกัน สุดท้ายคนที่ตกงานเยอะๆก็คือวิศวะมากกว่าวิดคอมครับ
บริษัทเค้าอยากให้คนที่มีใจรักด้านนี้ กลับเข้าสู่อุตสาหกรรมพัฒนาซอท์ฟแวร์ด้านอีเล็คทรอนิคส์ยานยนต์อยู่ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ไม่รู้จะไปตามหาพวกน้อง ๆ แบบนี้ที่ไหน
งานเข้ามาเพียบ แต่โปรแกรมเมอร์ที่เซียน ๆ และใจรักก็มีอยู่น้อยซะเหลือเกิน ไม่รู้จะไปตามหาได้ที่ไหน ยังไงใครสนใจงานด้านนี้ หรือมีเพื่อนคนรู้จักที่อยากทำงานด้านการพัฒนาซอฟท์แวร์แบบนี้ก็ติดต่อพี่ได้ที่ 081818 2826 หรือส่ง resume มาที่ sudkanung@ttet.co.th ได้ตลอดค่ะ
ขอบคุณคุณไท้ ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลนะคะ ยังไงฝากประชาสัมพันธ์ให้คนที่เค้าชอบงานด้านนี้ มาได้ทำงานกับบริษัทที่ต้องการเฉพาะคนแบบนี้ด้วยจะขอบคุณอย่างสูงเลยค่ะ
งั้นผมจบ computer science มาก็ตรงสายที่สุดแล้วสิเนี่ย
ทำงานตรงกับที่เรียน เด๊ะเลย
ก่อนอื่นต้องยอมรับกันก่อนว่า คนที่เรียนวิศวกรรมศาสาตร์(ทุกสาขา) มักจะเก่งกว่า คนที่เรียนวิทยาศาสตร์(ทุกสาขา เช่นกัน)
เรื่องหลักสูตรยิ่งเป็นตัวเปิดช่องทาง ให้ักับวิศวกรรมศาสตร์เข้าไปอีก เพราะ ตัวหลักสูตรจะกว้างกว่ามาก
อีกเรื่องที่ผมอยากเสริมครับ บัณฑิตจบใหม่ยังไม่สามารถทำงานจริงได้ทันทีหรอกครับ (ถึงแม้จะผ่านการฝึกงานมาแล้วก็ตาม) ทำให้หลายๆบริษัทไม่จำเป็นต้องพิจารณารับพนักงาน(จบใหม่)ตรงตามสายงาน แต่เลือกจากตัวบุคคล และด้วยพื้นฐานที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ทำให้ึคนที่จบวิศวสามารถเลือกงานได้หลากหลายกว่าครับ
ปล ถ้ามีคนสองคน โดยที่คนสองคนนี้ ผ่านการสัมภาษณ์(ทำงานร่วมกับทีมที่มีอยู่ได้) และ ทำข้อสอบวัดความสามารถแล้ว ได้ผลใกล้เคียงกัน และผมจำเป็นต้องเลือกคนหนึ่งมาเข้าทีม ผมจะเลือกคนที่จบวิศวกรรมศาสตร์ครับ เนื่องจาก วิธีการเรียนการสอนในหลักสูตรที่เขาเีรียนมา ทำให้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างกว่า
นี่ล่ะครับ จุดอ่อนของการศึกษาไทย เรียนเอาคำ (วศ.บ วิดวะ) มาเป็นยี่ห้อคิดกันได้ไง
มีวิศวกรรม แล้วก็น่าจะมี อิศวรกรรม พรหมกรรม ศิวกรรม ด้วยน่ะครับ มันฟังดูเทพๆดี จะได้หลอกเด็ก(เก่งๆ)ไปเรียนกัน 555+
ในความเห็นของผม คำว่าซอฟท์แวร์ ไม่สมควรผูกติดกับวิทยาการคอมพิวเตอร์มากเกินไป ซอฟท์แวร์ น่าจะเป็นสาขาของ วิศวกรรมซอฟท์แวร์ ในขณะที่ วิทยาการคอมพิวเตอร์เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องทางทฤษฎีคอมพิวเตอร์ทุก ๆ เรื่อง เสียมาก น่าจะดูเชื่อมโยงกันได้มากขึ้นอีกหน่อย การศึกษามันเป็นเพียงเครื่องมือขึ้นต้นที่ดี ที่แต่ละคนจะเลือก อาวุธดีไม่พอครับ คนใช้ต้องรู้จักใช้ด้วย
ด้านสังคมนะครับ ผมเห็นว่าเด็กวิทยาศาสตร์คอมจะค่อนสนใจเรียนเท่าไร และสติปัญญาในการเีรียนรู้สู้เท่าเด็ิกวิศวะไม่ได้ ส่วนเด็กวิศวะจะมีสังคมที่ตั้งใจเรียนมากกว่าและเรียนรู้ได้เร็ว
ด้านหลักสูตรนะครับ
ด้านวิทยาศาสตร์นะครับ ผมเห็นหลักสูตรสอนเน้นไปทางด้านยโปรแกรมเยอะแต่ว่าอ่อนทางด้านคณิตศาสตร์ครับ เห็นสอนหลายภาษามาก
ด้านวิศวะนะครับ เรื่องคณิตศาสตร์ไม่ต้องพูดถึง และส่วนเรื่องภาษาที่สอนในการเขียนโปรแกรมสอนอยู่ภาษาเดียว แต่ว่าจะสอนให้เีขียนโปรแกรมแก้ปัญหาเลย ไม่มาสอนเรื่อง OO มาอย่างไงไม่มีครับ รู้แค่ว่า syntax มันเป้นอย่างไงแล้วก็ใส่เลย และวิศวะเค้าจะเรียนด้าน embeded ลึกกว่า
สรุป
คนที่เรียนวิทยาศาสตร์คอมจะได้แนวคิดในการพัฒนามากกว่า แต่ว่าเด็กวิศวะไม่คิดอะไรมาก เค้าสังให้ทำอะไรอะ ก็ทำให้ออกมาได้ก็พอ ทฤษฏีไม่ต้องมาก
ยกตัวอย่าง จากทั่วๆ ไป แล้ว คะแนนวิศวะ สูงกว่า วิทย์คอม จริงครับ ถ้าคุณอ้างตามสถิติน่ะ แต่ถ้าคุณเล่นมาว่า คนจบอะไรเก่งกว่า มันจะเฉพาะเจาะจงไปรึเปล่าอย่างนี้หาคนที่จบแต่ละสาขา ที่เก่งที่สุดในโลกมาแข่งกันดีกว่า แต่เนี่ยะสถิติแบบ common ที่รู้ๆกันไม่ต้องไปเอาตัวเลขทศนิยมมากล่าว เห็นใจคนเขียนหน่อย
อีกเรื่องมันก็เป็นการวางหลักสูตร(๓)ว่าให้แต่ละสาขาเรียนเน้นเรื่องใด แน่นอนทุกสายมันก็คอม แต่เน้นด้านใดอ่ะ นี่ละประเด็น ตัวพื้นๆ ทุกคนก็เรียนเหมือนๆ กันใช่ป่ะ แต่บางรายวิชามันก็ต้องแยกตามสาขา คำว่าเก่งกว่าใครนั้นต้องมองงานที่ทำ(๔) และ ความรู้ความสามารถบวกประสบการณ์(๕) เปิดพจนาฯเองว่ามันหมายความว่าอะไร แน่นอนว่าการเรียนในห้องเรียนไม่สามารถทำให้คุณเก่งได้หากไม่ใฝ่หา(๖) อย่างผมนี่แหละ ทำไรไม่เป็น แต่สภาพสังคมก็อีกแบบ เมื่อ อุปสงค์ตั้งไว้ว่าต้องการจบ วิศวะ แล้วคุณเป็นอุปทาน วิทย์คอม หรือ กลับกัน อุปสงค์คือ วิทย์คอม อุปทานคือวิดวะ มันก็ตรงตามหลักเศรษฐ์ศาสตร์ เขาต้องการอะไร เขาเป็นคนกำหนด ก็ไม่ได้บอกว่าใครแย่งใครซักหน่อย เก่งจริง เราก็แสดงออกมาเป็นผลงานเลยครับ เขาเห็น เขาก็ยอมรับ
สรุปง่ายๆ ดีกว่าสุดท้ายก็ไม่มีใครดีกว่าใครไปครับ พี่ไท้แกอ้างตามสถิติทั่วไป อย่างบางคนเอาแค่สถาบันเดียวมันเป็นตัวแทนที่แคบไป คุณลองมองไปทั้งประเทศ ทั้งโลกดูดิ ไม่ได้เข้าข้างใครครับ แต่มันก็เป็นอย่างนี้ตามสภาวะการณ์ใครจะเถึยงก็อ้างอิงเป็นตัวเลข แหล่งข้อมูลไปเลยดีกว่า อืมเหนื่อยแหะ
สุดท้ายก็ขออภัย หากล่วงเกินใครก็ตาม แต่ก็ดีครับมีการถกเถียงปัญหา จะได้ความก้าวหน้า ไม่หยุดคิดว่าปัจจุบันดีที่สุด
แรงไหม
…..
ทุกอย่าง คือ ความเห็น ไม่ใช่ความจริง
computer engineering -> ไม่ใช่ programmer จริง ดังนั้นโปรแกรมมิ่งไม่เก่งเลย เจอมาแล้ว ยิ่ง engineering สาขาอื่น โปรแกรมผิดบ่อยมาก อาศัยเร็ว หัวไว (เพราะเก่งคณิต และไม่คิดมาก) งานเร็วบ้าง บั๊กพอควร
computer science -> programmer เรื่อง programming เก่ง เทคนิคเยอะ ตกม้าตาย เพราะคิดเรื่อง dev technique มาก ทำให้ตอบโจทย์ software ได้ไม่ค่อยดี
สรุป
เด็กวิศวะ เขียนโปรแกรมไม่เก่ง ข้อดี หัวไว
เด็กวิทยา เขียนโปรแกรมเก่ง เทคนิคเยอะ ข้อเสีย คิดมาก เรื่องมาก
อื่นๆ ไม่ต้องพูดถึง
ประเด็นไม่ใช่ใครหัวดีกว่าใคร ประเด็นคือความเชี่ยวชาญ สำคัญกว่า
คนเก่ง ฉลาด ไม่มีจริง มีแต่ใครรู้มาก รู้น้อย ทักษะมาก ทักษะน้อย
คิดเยอะ คิดน้อย เรื่องมาก เรื่องน้อย ปล่อยวางมาก ปล่อยวางน้อย
กระทู้ ออกมาในเชิง เหยียดหยาม ไม่สมควรสร้างกระแสเรื่องดังกล่าว
ไม่สร้างสรรค์…
ครับ ไม่ใช่ไปบอกว่าใครฉลาดกว่าใคร
วิศวะจากเอกชน
วิทย์คอมจากรัฐ
คนไม่ชอบวิศวะ อยากเรียนวิทย์คอม
คือ มันไม่เป็นบัญญัติไตรยางค์หรอกครับ
พูดให้ตายก็ไม่จบครับ เพราะบ้านเราค่อนข้างได้รับอิทธิพลจากความอยากเจริญมาเยอะ เลยเลียนแบบเขา แต่เอามาไม่หมด ที่มีอยู่ก็ยังไม่ดี เลียนแบบก็กลายเป็น apply เป็นตัวเอง จนไม่เหลือเค้าเดิม (แล้วจะเอามาทำไม -_-”) กลายเป็นจากแนวคิดสุดเจ๋งที่แยกสามงานด้านคอมฯชัดเจน พอผ่านกาลเวลาไป com eng, com sci, IT แทบจะรวมเป็นร่างเดียว ในรายวิชาตอนเรียนอาจต่างกันบ้าง แต่พอไปทำงานจริงกลายเป็นปรับสภาพไปตามงานที่มีให้ทำ..
เห็นด้วยกับพี่ไท้น่ะครับ ตอนอ่านก็เข้าใจดีว่า ไม่ได้พยายามจูงให้คนไปเชื่อว่าที่พี่บอกคือแยกว่ามีชนชั้น แต่กำลังบอกว่า หลายคนกำลังเลือกที่จะเชื่อว่า วิศวะ > com-sci > IT (ผมไม่ได้คิดเองนะ แต่คนเรียนน่าจะรู้สึกบ้างเล็กน้อย แม้ไม่ใช่จากตัวเองก็คนรอบข้างที่คิดแบบนี้)
ทั้งที่พี่ไท้ และคนที่ทำงานสายนี้ต่างรู้ดีว่า จริงแล้วมันแตกต่างกันชัดมาก เอาไปเปรียบไม่ได้เลย เหมือนคนนึงสร้างหุ้นยนต์ อีกคนทำโปรแกรมบังคับหุ่นยนต์ อีกคนนำไปใช้+ขายให้ลูกค้า ถ้าเอาสายงานสามคนนี้มาเปรียบกันก็แปลกพิลึก
สุดท้ายเก่งไม่เก่ง ถูกไม่ถูก เราในฐานะมนุษย์ทำงานไม่ใช่ผู้ควบคุมระดับบนของประเทศ คงทำไรไม่ได้ นอกจากทำไปให้ดีเท่าที่มืออาชีพจะเป็นได้
ดังนั้นงานที่คนจบแต่ละสาขาเลือกไปทำนั้น ไม่จำเป็นจะต้องตรงกับสาขาที่เรียนเสมอไป เพียงแต่สาขาที่เรียนนั้นเป็นหลักประกันพื้นฐานว่าคนคนนั้นมีความรู้ในเรื่องที่ได้เล่าเรียนมาตามสมควร ศาสตร์บางสาขานั้นมีเนื้อหาในการเรียนกว้างขวาง ครอบคลุมหลายเรื่อง ดังนั้นเมื่อจบสาขานั้นๆก็จะทำให้สามารถมีต้นทุนที่จะทำให้เชื่อได้ว่ารู้ในหลายเรื่อง เลือกงานทำได้หลายอย่าง และเป็นเรื่องปกติที่ผู้สมัครงานก็จะสมัครงานที่จะต้องการได้งาน หากงานใดเห็นว่าตนมีความรู้ก็สมัครไป ส่วนจะได้ทำหรือไม่คือผู้ประกอบการ
ในทางกลับกัน ก่อนที่เขาจะรับใครเข้าทำงานเขาก็คงต้องเลือกคนที่เหมาะสมที่ สุดสำหรับงานของเขา ไม่มีข้อห้ามใด ว่าจบโน่นแล้วทำนี่ไม่ได้ จบวิศวะห้ามเขียนเว็บ จบวิทยาศาสตร์ห้ามทำเมคาทรอนิกส์ เพราะงานส่วนใหญ่ ก็ต้องศึกษากันใหม่เกือบทั้งนั้น แต่บริษัทเขาย่อมจะเลือกคนที่ดูว่า ทำงานให้เขาได้ดีที่สุดเมื่อเทียบกับผู้สมัครคนอื่น ทุกคนมีเสรีภาพที่จะเลือกและถูกเลือกเท่าเทียมกัน ใจเขาใจเราครับ เราอยากได้งานดีเงินดี ผู้ประกอบการก็อยากได้คนเก่งที่คุ้มค่าเงินเดือนเหมือนกัน
ปัญหาประการสำคัญคือ เรากล้าที่จะยืนหยัดหรือไม่ว่า เรามีความสามารถมากกว่า ใบปริญญา ที่ได้มา ถ้าได้ดังนี้ จะวิศวะ หรือ วิทยาศาสตร์ บริหารธุรกิจก็ไม่สลักสำคัญอะไร แสดงให้เห็นว่า “ผมทำได้เพราะผมมีความสามารถ” ไม่ใช่”ผมทำได้เพราะผม จบทางนี้มา” เพราะท้ายที่สุด บริษัทก็จ้างคนไปทำงาน ไม่ได้เอาใบปริญญาไปทำงาน ความรู้ที่เราเรียนในมหาวิทยาลัยมันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆเท่านั้น ไม่ได้สลักสำคัญอะไร การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด
ผมเข้าใจเอาเองว่าด้วยลักษณะการคัดเลือกคนเข้าเรียนแต่ละสาขาในมหาวิทยาลัยนั้น ทำให้บางสาขาจะได้คนที่มีความเก่งมากกว่าบางสาขา ซึ่งมีหลักฐานในเชิงประจักษ์จากคะแนนการคัดเลือก ระดับความยากของการเรียนแต่ละสาขา และความรับรู้จากผลงานที่ปรากฎตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจ ที่คนโดยทั่วไปจะยอมรับว่า เด็กทีเรียนวิศวะนั้นเป็นเด็กเรียนเก่ง ดังนั้นเมื่อผู้ประกอบการจะเลือกคนเข้าทำงาน เขาต้องการคนเก่งมาทำงาน และไม่ต้องการเสียเวลาในการทดสอบด้วยตัวเอง จึงมีแนวโน้มจะเลือกจาผู้สมัครจาก คณะ หรือ มหาวิทยาลัยที่คะแนนดีเข้ามา จริงๆไม่ได้จะเอาความรู้ที่เรียนมาใช้สักเท่าไหร่ แต่จะเอาคนเก่งมา เพราะคนเก่งย่อมจะสันนิษฐานว่า สามารถเรียนรู้ได้ และมีพัฒนาการได้ ในประสบการณ์ผม ก็ประสบพบเจอเป็นประจำที่ คนจบวิศวะมาแต่มานั่งทำงานด้านการวางแผนทางการเงินและเก่งในเรื่องที่เขาทำมากๆ ทั้งที่ไม่น่าจะมีสอนในวิศวะ
ที่เขียนมาก็เพื่ออยากจะแลกเปลี่ยนว่า อย่าไปยึดติดว่า คนจบสาขานั้นต้องทำงานนี้ เราจบสาขานี้ต้องทำงานนี้สิ ถ้าเรามีความสามารถเสียอย่างปริญญาอะไรก็เป็นเรื่องรอง สาขาที่ไกล้เคียงกัน ทำงานข้ามกันไปกันมาได้ไม่มีปัญหาอะไร เพราะรากฐานมาจากเรื่องเดียวกัน
แต่อย่างไรก็ตาม การที่เราผ่านการคัดเลือกเข้าเรียนใน คณะที่คะแนนดี มหาวิทยาลัยที่คะแนนดี นั้นเป็นหลักประกันเบื้องต้นให้ สังคม”เชื่อได้ว่า” เราผ่านกระบวนการคัดเลือกที่ดีมาพอสมควร และย่อมมีข้อได้เปรียบมากกว่า แต่ยังไงก็อย่าลืมฝึกฝนตนเองให้มีความรู้ความชำนาญจริง ไม่ใช่อาศัยแค่ใบปริญญามาเป็นใบเบิกทางอย่างเดียว
ส่วนเรื่อง Computer Engineering และ Computer Science ต่างกันอย่างไรนั้นคงไม่ใช่เรื่อง ฮาร์ดแวร์อะไรนั่นหรอกครับ จริงๆแล้วปรัชญาอันเป็นจุดมุ่งหมายของแต่ละศาสตร์นั้นแตกต่างกัน (ไม่ได้หมายความว่าศาสตร์ใหนดีกว่าศาสตร์ใหน) แต่เขียนไปคงยาว
tweeq…
“เนื่องจากว่าระดับสติปัญญาก็สู้คนจบวิศวะไม่ได้อยู่แล้ว”…ระดับสติปัญญาวัดกันที่คะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยเหรอครับ?