คลังเก็บหมวดหมู่: Review

รีวิวหลาย ๆ อย่าง

วิธีหาเงินในวงการคอมพิวเตอร์

ผมคิดว่าทุกคนที่เรียนมาทางคอมพิวเตอร์ล้วนมีความฝันครับ คือฝันว่าจะสามารถหาเงินจากความชำนาญทางคอมพิวเตอร์ของตัวเองได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

การได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบแล้วได้เงิน แล้วเงินที่ได้ทำให้อยู่รอดได้ ทำให้มั่นคั่งได้ มันเป็นสิ่งดี

เมืองไทยเราจะก้าวหน้าในทางคอมพิวเตอร์ได้ ก็ขึ้นอยู่กับหนทางในการทำกินของเหล่าบรรดาคนในวงการคอมพิวเตอร์ทั้งหลาย ถ้าพวกเขาอยู่รอดได้ มั่งคั่งได้ พวกเขาก็จะต่อยอดให้วงการคอมพิวเตอร์ของเมืองไทยเรา สร้างพัฒนาการที่ดี ๆ และสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

ผมเลยคิดว่าเป็นการดี ถ้าผมจะนำเอาสิ่งที่ผมรู้มาเรียบเรียง ถ่ายทอดให้พวกเราเห็นว่า วิธีการหาเงินในวงการคอมพิวเตอร์มีกี่วิธี แล้วแต่ล่ะวิธีมันต้องใช้ความชำนาญอะไรบ้าง อันนี้อินเนอร์ล้วน ๆ บวกประสบการณ์ บวกการได้รู้ ได้เห็น ได้ฟัง ได้อ่าน และบวกกับการพูดคุยกับคนในวงการ จนตกผลึกออกมาเป็นบทเรียบเรียงวิธีเหล่านี้

โดยผมจะแบ่งวิธีหาเงินออกเป็น 2 กลุ่มนะครับคือกลุ่มรับจ้างและกลุ่มลงทุน

กลุ่มรับจ้าง  จ้างถึงทำ ไม่จ้างก็ไม่ทำ

1)  รับจ้างเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์

ทุกวันนี้มันมีงานเฉพาะเรื่องหลายงาน ที่โปรแกรมสำเร็จรูปไม่สามารถตอบสนองได้ทั้งหมด หรือตอบสนองได้เพียงบางส่วน ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อสร้างเป็นโปรแกรมสำเร็จรูปตัวใหม่ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา หรือไม่ก็ต้องเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์บางส่วนขึ้นมา เพื่อเสริมให้การทำงานของโปรแกรมสำเร็จรูปที่มีอยู่ เป็นไปตามความต้องการอย่างครบถ้วน

บางครั้งการรับจ้างเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ มันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับโปรแกรมสำเร็จรูป แต่เกี่ยวกับว่านักเรียนนักศึกษาอยากจบการศึกษา เลยต้องมาจ้างให้เขียนให้ แบบนี้ก็มี

จริง ๆ ตลาดตรงนี้กว้าง แพลตฟอร์มก็หลากหลาย อาจเป็นโปรแกรมที่ทำงานบนพีซี เซิฟเวอร์ เราเตอร์ เว็บไซต์ สมาร์ทโฟน ไมโครคอนโทลเลอร์ อาจจะทำงานแบบเบื้องหน้าหรือเบื้องหลัง มีความจุกจิกมากน้อยขึ้นกับผู้จ้างแต่ล่ะรายซึ่งมีความต้องการแตกต่างกันไป

ทักษะที่จะต้องมีในการหาเงินทางนี้คือ ทักษะการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ภาษาใดภาษาหนึ่งซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในตลาด ต้องชำนาญจริง ไม่ไก่กา ยิ่งชำนาญคุณภาพงานยิ่งดี มีประสิทธิภาพ ได้ประสิทธิผล สร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า คู่ควรแก่การสรรเสริญบอกต่อ มีชื่อเสียงในวงการ ซึ่งเราก็คงเห็นแล้วว่าหลายคนในวงการคอมพิวเตอร์ที่มีชื่อเสียงของไทย ก็ล้วนมากันทางนี้ แต่ไม่บอกว่าเป็นใครกันบ้างนะ ไปหาดูกันเอาเอง

2)  รับจ้างติดตั้งปรับแต่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์

โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกสร้างโดยบริษัทเอกชนชั้นนำของโลก หรือถูกสร้างโดยชุมชนขนาดใหญ่ มีหลายตัวที่ได้รับความนิยม ถูกใช้งานเฉพาะด้านอย่างกว้างขวาง มีความทันสมัย และความซับซ้อน มีขั้นตอนการติดตั้งที่อาจยาก อาจเยอะ รวมทั้งต้องปรับแต่งค่าอย่างเป็นลำดับขั้นตอนมากมาย เพื่อให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ทำงานได้ตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้ใช้งาน โดยอาจไม่จำเป็นต้องเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพิ่มเติมเลย

ความซับซ้อนและความเยอะเหล่านี้ เป็นอุปสรรคขัดขวางให้คนทั่วไปไม่สามารถทำอะไรได้ และก็จะมีคนจำนวนหนึ่งที่อดทนพยายามฝึกฝน ทำซ้ำหลาย ๆ ครั้งจนชำนาญ และผ่านความซับซ้อน ความเยอะ จนกลายเป็นผู้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการติดตั้งปรับแต่ง ตัวอย่างของงานเหล่านี้ก็มีมากมาย ได้แก่

  • การปรับแต่งระบบปฏิบัติการ เช่น Linux, MS Windows Server, Android หรือ iOS
  • การปรับแต่งเว็บไซต์ เช่น Drupal, Joomla, WordPress, Wiki, osCommerce หรือ Prestashop
  • การปรับแต่งโปรแกรม ERP/BI/BPS เช่น SAP หรือ Oracle Financial
  • การปรับแต่งบริการ Cloud Computing เช่น Amazon Web Services
  • การปรับแต่งฐานข้อมูล เช่น Oracle, SQL Server หรือ MySQL

ทักษะที่จะต้องมีในการหาเงินทางนี้คือ ทักษะความเข้าใจในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตัวนั้น ๆ ยิ่งเข้าใจมาก ยิ่งติดตามอย่างต่อเนื่อง ก็จะยิ่งพัฒนาตัวเองไปได้เรื่อย ๆ ไม่ตกยุค ไม่ตกข่าว มีความระวังตัว เปลี่ยนตัวเองได้หากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตัวนั้น ๆ มันเริ่มจะไม่โอเคแล้ว ซึ่งในวงการคอมพิวเตอร์ของเมืองไทยเรา ก็มีหลายคนที่มีชื่อเสียงมาจากการเป็นนักติดตั้งปรับแต่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตัวยง

money-18554_640

3)  รับจ้างติดตั้งปรับแต่งอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐาน

อุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานที่ว่าก็ได้แก่ เซิฟเวอร์ พีซี เครื่องพิมพ์ เครื่องอ่านบัตรสมาร์ทการ์ด เครื่องสแกนเนอร์ เครือข่ายมีสาย เครือข่ายไร้สาย เราเตอร์ เอดีเอสแอลโมเด็ม ไมโครคอนโทรเลอร์ ห้องดาต้าเซ็นเตอร์ กับอีกหลาย ๆ อย่างเป็นพะเรอเกวียนที่ผมไม่รู้จัก

งานแบบนี้ถือเป็นสายแข็ง เพราะยุ่งแต่กับของแข็ง ๆ ที่จับต้องได้ อีกทั้งยังต้องยุ่งกับของนิ่ม ๆ ที่จับต้องไม่ได้อย่างเช่น การกำหนดค่าให้อุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้มันทำงานได้อย่างที่มันควรจะเป็น

ทักษะที่จะต้องมีสำหรับหาเงินทางนี้คือการต้องเข้าใจในสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง การต้องรู้จักความเข้ากันได้ของระบบปฏิบัติการ สถาปัตยกรรม และ ไดร์เวอร์ การต้องรู้จักการใช้งานชุดเครื่องมือสำหรับตรวจสอบและปรับแต่ง การต้องรู้จักวิธีการปรับแต่งที่เป็นแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ

นอกจากนี้ ผมยังเคยเห็นสองสามครั้งที่การติดตั้งปรับแต่งอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐาน จำเป็นต้องใช้ทักษะทางโหราศาสตร์และพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์เข้ามาช่วยด้วย คือต้องเซ่นสรวงบริกรรมด้วยดอกไม้ ธูปเทียน น้ำแดง พวงมาลัย อัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้มาปกปักรักษา ขอให้อุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานที่จัดตั้งปรับแต่งสามารถใช้งานได้โดยไม่สะดุดติดขัดอะไร

จริง ๆ มันไม่ใช่อะไร บางทีกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า กำลังไฟฟ้า ก็มีผลกับอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐาน มาแบบติด ๆ ดับ ๆ ก็ทำให้ระบบมีปัญหาได้เหมือนกัน ดังนั้น คนที่รับจ้างทำงานนี้ ก็ควรจะมีความรู้ในทางไฟฟ้าไว้หน่อยก็ดีครับ

ผมเห็นมีอยู่สองคนที่มีชื่อเสียงในวงการคอมพิวเตอร์ไทย ที่เติบโตมาในสายงานนี้ ก็ลองไปหาดูครับ

4)  รับจ้างเป็นที่ปรึกษา

ยังมีหน่วยงานมากมายทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนครับ ที่ยังมีอะไรหลาย ๆ อย่างในเรื่องเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่ไม่เข้าที่เข้าทางอยู่ ดังนั้น ที่ปรึกษาซึ่งเป็นผู้มีความชำนาญในทางทฤษฎีและในทางปฏิบัติที่เป็นเลิศ จึงค่อนข้างเป็นที่ต้องการ

งานที่ปรึกษาก็มีหลายระดับครับ ตั้งแต่ให้คำปรึกษาเฉย ๆ หรือให้คำปรึกษาไปด้วย ไปสร้างแนวทางให้ลูกค้าดูด้วย หรือแม้กระทั่งให้คำปรึกษาไปด้วย แล้วก็ลงไปร่วมปฏิบัติกับลูกค้าด้วย

ส่วนใหญ่ที่ผมเคยเห็น ที่ปรึกษามักจะมาช่วยสร้างกระบวนการ เอากระบวนการมาจับกับวิธีปฏิบัติงาน เพราะวิธีปฏิบัติงานดีอยู่แล้ว เพียงแต่ขาดกระบวนการที่ครบถ้วน

การเป็นที่ปรึกษาต้องแม่นครับ ต้องรู้จริง ต้องอดทนต่อการถูกลองเชิงอยู่บ่อย ๆ ดังนั้นสติสตังต้องดีนิดนึง เพราะความน่าเชื่อถือของที่ปรึกษาอยู่ที่ความรู้และภาพลักษณ์

ทักษะที่ต้องมีของที่ปรึกษาจึงเป็นความชำนาญในเรื่องที่ตนเองให้คำปรึกษา บวกกับความชำนาญในกระบวนการหรือมาตรฐานซึ่งเป็นที่ยอมรับในโลกใบนี้ เช่น อาจจะต้องรู้ CMMI, ISO, COBIT หรือ ITIL นอกจากนี้ ต้องบอกก่อนเลยว่าผมไม่เคยเจอที่ปรึกษาด้านการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพราะมันไม่มี มันไม่มีใครเขาหาเงินจากการเป็นที่ปรึกษาในแบบที่ว่า จะมีก็แต่การเป็นที่ปรึกษาทางด้านกระบวนการจัดการงานคอมพิวเตอร์ หรือ ที่ปรึกษาทางด้านการปรับแต่งติดตั้งอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐาน หรือ ที่ปรึกษาทางความมั่นคงสารสนเทศ เป็นต้น

business-17610_640

5)  รับจ้างทำวิจัย ร่วมทำวิจัย

ปรกติแล้วการทำวิจัยจะมีการให้ทุนวิจัยครับ อาจจะให้โดยหน่วยงานการศึกษา ให้โดยหน่วยงานภาครัฐที่สนับสนุนด้านการวิจัย ให้โดยบริษัทเอกชนที่หวังผลต่อยอดทางความรู้ในเชิงพาณิชย์ หรือให้โดยต่างชาติ

คนในภาคการศึกษามักจะผูกขาดกลาย ๆ สำหรับการรับจ้างทำวิจัยครับ เพราะการเสนอโครงการวิจัยเพื่อขอทุนวิจัย จำเป็นที่จะต้องมีวุฒิการศึกษาและผลงานวิจัยในอดีตเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่มีใครจะให้ทุนวิจัยเป็นแสนเป็นล้านกันง่าย ๆ ถ้าวุฒิไม่ใช่และไม่เคยทำอะไรเจ๋ง ๆ มาก่อน มันต้องมีการทำเอกสารส่ง ต้องมีการพูดคุยสัมภาษณ์ มันไม่ใช่ง่าย

เคยได้ยินมาว่า เวลาครึ่งนึงในการทำวิจัย คือเวลาที่ใช้ไปกับการยื่นขอทุน

งานวิจัยที่มักจะมีการให้ทุน ก็มักจะเป็นงานวิจัยเพื่อสร้างต้นแบบเป็นหลัก และงานวิจัยเพื่อนำทฤษฎีไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์เป็นรอง (อ่านเพิ่มเติม ระดับของงานวิจัย) ดังนั้น คนที่จะไปขอทุนทำวิจัยก็จะต้องมี “ของ” อยู่ก่อนแล้ว

เวลารับเงินวิจัยมาแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าจะใช้ในงานวิจัยทั้งหมดหรอกครับ ใช้จริง ๆ ไม่เยอะหรอก ที่เหลือก็เอามาเป็นค่าตอบแทนให้คนทำวิจัย มากบ้างน้อยบ้าง แล้วแต่การจัดสรร ขอทุนวิจัยบ่อย ๆ ก็มั่งคั่งได้เหมือนกัน

ทีนี้คนที่ไม่มีวุฒิการศึกษาดี ๆ ไม่ได้มีผลงานตีพิมพ์มาก่อน จะไปหาเงินจากการทำวิจัยได้ยังไง ยังพอทำได้ครับ เพราะเงินมันหมุนไป คนทำวิจัยเขาก็ไม่อยากออกแรงวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยเองหรอกครับ เขาก็จะแบ่งงานมาให้ทำ แบ่งเงินมาให้ใช้ แล้วพอทำให้เสร็จแล้ว เขาก็จะเอาข้อมูลสรุปที่ได้ ไปตีความเองต่อไป แต่การไปรับช่วงงานวิจัยมา มันก็ต้องมีเครือข่ายเหมือนกัน ต้องรู้จักคนในวงการศึกษา มันต้องมีเส้นสายนิดนึง

สำหรับทักษะที่จะต้องมีสำหรับคนหาเงินจากการทำวิจัยก็คือ การเป็นผู้มีความเป็นเลิศในทางทฤษฎีทางคอมพิวเตอร์ การชำนาญในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือการเป็นผู้เข้าใจในสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ร่วมกับวงจรไฟฟ้าครับ

6)  รับจ้างวิเคราะห์ข้อมูล

การวิเคราะห์ข้อมูลสามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบใหญ่ ๆ แบบแรกคือการวิเคราะห์เพื่อสกัดสารสนเทศจากข้อมูล และแบบสองคือการวิเคราะห์เพื่อสกัดความรู้จากข้อมูล

แบบแรก การวิเคราะห์เพื่อสกัดสารสนเทศจากข้อมูล

สำหรับการหาเงินวิธีนี้ มันมีความซ้อนทับบางส่วนกับวิธีรับจ้างทำงานวิจัย  แต่มันไม่ใช่ทั้งหมด เพราะการทำวิจัยมันอาจไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์ข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูลอาจไม่เกี่ยวกับการทำวิจัยก็ได้

ส่วนใหญ่การวิเคราะห์ข้อมูลจะใช้โมเดลทางสถิติเข้าช่วย ดังนั้น งานแบบนี้จึงเป็นของถนัดของคนในสายคณิตศาสตร์เชิงคอมพิวเตอร์ หรือสายสถิติศาสตร์ ดังนั้น ทักษะที่ต้องมีสำหรับการหาเงินวิธีนี้คือทฤษฎีทางสถิติวิเคราะห์ และ ความรู้ในการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ เช่น SPSS เป็นต้น

แบบสอง การวิเคราะห์เพื่อสกัดความรู้จากข้อมูล

หลังจากที่พื้นที่เก็บข้อมูลมีความจุมากขึ้น ขนาดเล็กลง ราคาถูกลง มันก็เลยทำให้ใคร ๆ เป็นเหมือนกัน คือเก็บข้อมูลเข้าไปเรื่อย ๆ โดยไม่ลบออก ทีนี้พอข้อมูลมันมีมาก ๆ เข้า มันก็น่าจะใช้ประโยชน์ได้ เอามาสกัดความรู้ออกมาได้ ซึ่งเป็นที่มาของทฤษฎีทางคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า Knowledge Discovery and Data Mining หรือ KDD

ปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐและบริษัทเอกชนมากมาย ที่มีข้อมูลเก็บอยู่อย่างมหาศาล และอยากจะสกัดความรู้ออกมาจากข้อมูลเหล่านั้น เพื่อเอามาสร้างประโยชน์ในเชิงวิธีการปฏิบัติงานหรือเชิงพาณิชย์ได้ในอนาคต

สมัยก่อนผมเคยอ่านเจอว่า พอล อัลเลน ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งไมโครซอฟต์ ได้ออกมาทำธุรกิจรับจ้างคุ้ยไฟล์ข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ตอนนั้นผมไม่เข้าใจว่าทำไปทำไม แต่ภายหลังผมเพิ่งจะเข้าใจว่าเขาน่าจะทำธุรกิจรับจ้างวิเคราะห์ข้อมูล และทฤษฎีทางคอมพิวเตอร์ที่ใช้ก็คงจะเป็น KDD

สำหรับทักษะที่ต้องมีสำหรับหาเงินทางนี้ก็คือ การเข้าใจในทฤษฎีคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า Data Mining และการรู้จักใช้เครื่องมือสำหรับงานทางด้าน Data Mining เช่น Weka หรือ RapidMiner หรือยากหน่อยก็เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ภาษา R เป็นต้น

ปรกติแล้ว การรับจ้างวิเคราะห์ข้อมูลให้หน่วยงานภาครัฐหรือบริษัทเอกชน จะต้องเซ็นสัญญาไม่เปิดเผยความลับก่อนครับ ดังนั้น วิธีหาเงินแบบนี้จึงค่อนข้างเงียบเชียบไม่ค่อยมีการกระโตกกระตากเท่าไหร่ ไม่งั้นความลับมันจะไม่เป็นความลับ

graph-163509_640

7)  รับจ้างตรวจสอบระบบคอมพิวเตอร์

หน่วยงานภาครัฐหรือบริษัทเอกชน ถ้าเริ่มมีขนาดใหญ่โตขึ้น ก็จะอืดอาด ยืดยาด ไร้ประสิทธิภาพ ขาดประสิทธิผล มีช่องโหว่กระจายอยู่ทั่วไปหมด ซึ่งนอกจากจะทำให้ขาดความสามารถในการแข่งขันแล้ว เผลอ ๆ จะทำให้เกิดการขาดทุนเสียประโยชน์จากการยักยอกด้วย!!!

ดังนั้น หากผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ มองว่าหากเอาคนภายในมาตรวจสอบก็คงจะฮั้วกัน จะดีกว่ามั้ยถ้าจะไปจ้างคนดีมีฝีมือจากภายนอก ให้เข้ามาช่วยตรวจสอบให้ ซึ่งสำหรับอะไร ๆ ทางคอมพิวเตอร์ ก็ต้องให้ผู้ที่ชำนาญการตรวจสอบระบบคอมพิวเตอร์ เข้ามาช่วยตรวจสอบน่าจะเป็นการดี

ซึ่งการตรวจสอบระบบคอมพิวเตอร์ ก็คือการ Audit ระบบคอมพิวเตอร์นั่นแหล่ะครับ โดยสิ่งที่จะตรวจสอบก็คือช่องโหว่ทั้งหลายในระบบคอมพิวเตอร์ของหน่วยงาน ซึ่งอาจกระจายอยู่ในนโยบาย กระบวนการ วิธีปฏิบัติงาน ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ เป็นต้น

ปรกติแล้วผมจะได้มีโอกาสเจอกับผู้ตรวจสอบปีล่ะหนึ่งหน พวกเขาจะคุ้ยช่องโหว่เก่งมาก เสาะแสวงหาจุดบกพร่องได้ดี ให้ข้อเท็จจริงโดยไม่บิดพริ้ว และก็เก่งทางเทคนิคมาก ๆ ด้วย เพราะพวกเขาล้วนมีความรู้ทั้ง กระบวนการ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ อีกทั้งพวกเขายังทำเอกสารเก่งมาก สามารถบรรยายจุดโหว่ของระบบคอมพิวเตอร์ได้หลายหน้ากระดาษเลย

โดยส่วนตัวผมมองว่า ผู้ตรวจสอบระบบคอมพิวเตอร์ เก่งกว่า ที่ปรึกษาระบบคอมพิวเตอร์ นะครับ จากที่สัมผัสมา เพราะที่ปรึกษาระบบคอมพิวเตอร์ยังรู้เป็นอย่าง ๆ แต่ผู้ตรวจสอบระบบคอมพิวเตอร์ เหมือนจะรู้ทุกอย่างเลย

ดังนั้น ทักษะที่จะต้องมีสำหรับหาเงินวิธีนี้คือ การรู้ไปซะทุกอย่างในสรรพวิชาทางคอมพิวเตอร์ครับ

8)  รับจ้างเขียนบทความทางคอมพิวเตอร์

คนเก่งคอมพิวเตอร์แล้วเล่าเรื่องเป็นตัวหนังสือได้ ยังมีอยู่ในประเทศไทยอีกมากมายครับ และคนที่สนใจเรื่องเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ก็มีอีกเยอะแยะเหมือนกัน

บทความทางคอมพิวเตอร์ก็เหมือนบทความทั่วไปครับ สามารถตีพิมพ์อยู่ในหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือวารสาร แถมเดี๋ยวนี้มีอินเทอร์เน็ต ก็สามารถเผยแพร่ในเว็บหนังสือพิมพ์ออนไลน์ เว็บบล็อก หรือแม้แต่ในเครือข่ายสังคมก็ยังได้

เนื้อหาในบทความทางคอมพิวเตอร์ ก็มักเป็นเรื่องของผลิตภัณฑ์หรือบริการทางคอมพิวเตอร์ใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ อาจเป็นการเปรียบเทียบคุณภาพ ราคา คุณสมบัติ หรืออาจเป็นเรื่องของกระแสที่เกิดขึ้นในโลกอินเทอร์เน็ต หรืออาจเป็นเรื่องของบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการไอที เป็นต้น

ส่วนตัวผมไม่เคยรับจ้างเขียนบทความทางคอมพิวเตอร์นะ ผมเลยไม่รู้ราคา แต่ที่รู้แน่ ๆ ก็คือคนที่จะทำแบบนี้ได้ต้องมีทักษะทางคอมพิวเตอร์พอตัว ตามกระแสเก่ง ใฝ่รู้ สำนวนวรรณกรรมดี มีชื่อเสียงความสำเร็จอะไรมาก่อนยิ่งดีใหญ่

euro-870765_640

กลุ่มลงทุน  ลงทุนทรัพย์ แรงกาย แรงสมอง ถึงไม่จ้างก็จะทำ

9)  เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อขายเป็นสินค้า

ถ้าเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เก่ง แล้วไม่อยากรับจ้างทำงานให้คนอื่น อยากจะทำอะไรที่มันยั่งยืน กินยาว ๆ อยากมีนวัตกรรมเป็นของตนเอง อยากสร้างการตระหนักรู้ ความภักดีและแบรนด์ให้กับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของตนเอง มีวิสัยทัศน์ว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์คือสินค้า ซึ่งมีมูลค่าและขายได้ งั้นทางนี้ก็น่าจะเป็นคำตอบ!

แต่ช้าก่อน มาอ่านปัญหาของการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขายเป็นสินค้ากันดีกว่า เพราะมันมี 2 ปัญหาแล้วเป็นปัญหาใหญ่ซะด้วย!!

ปัญหาแรกคือ มันถูกละเมิดได้ คือทำซ้ำแจกจ่ายได้ อาจยากง่ายแตกต่างกันตามบริบท ซึ่งปัญหานี้เกิดกับทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ขายเป็นกล่อง ขายเป็นแผ่นซีดี เป็นแผ่นดีวีดี เพื่อใช้ทำงานบนพีซี หรือ เซิฟเวอร์ หรือเป็นโปรแกรมที่ขายแล้วให้โหลดผ่านอินเทอร์เน็ต เอามาใช้บนเว็บไซต์หรือบนสมาร์โฟน โดนกันเรียบวุธ!!!

วิธีแก้ไขก็มี หลายแบบเท่าที่ผ่านมา ตัวอย่างของโปรแกรมที่ทำงานบนพีซีก็เช่น บังคับให้ลงทะเบียนด้วยเลขเฉพาะ (เหลว โดนแกะกระจาย) บังคับใช้อุปกรณ์เสริมเพื่อแสดงตน นับตั้งแต่โบราณถึงปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น การใช้การ์ดเสียบบนบอร์ดพีซี การใช้กล่องวงจรเสียบกับพอร์ตขนานหรือพอร์ตอนุกรม การใช้แฟลชไดรฟ์เสียบกับยูเอสบี (ซึ่งถ้าเจอมือดีแกะ ก็ไม่เหลือเหมือนกัน)

บางทีก็แก้ด้วยการเข้าไปสุ่มตรวจ ซึ่งจะทำได้ถ้าเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเภทที่มีลูกข่ายได้หลายเครื่อง แต่ถ้าเป็นโปรแกรมแบบที่ติดตั้งให้ทำงานบนเครื่องเดี่ยว ๆ ได้ อันนี้ก็ต้องใช้วิธีประเมินจากความเป็นไปได้ของจำนวนคนใช้งานแทน

นอกจากวิธีแก้ปัญหาทางเทคนิคแล้ว ก็ยังมีวิธีการแก้ปัญหาในทางการตลาด โดยการวางกลยุทธ์ให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ขายไม่เป็นสินค้าที่ถูกขายขาด แต่ยังต้องถูกสนับสนุนหลังการขายไปเรื่อย ๆ ตราบเท่าที่คนซื้อไปยังต้องใช้งานมัน และการสนับสนุนนั้นไม่ฟรี จะต้องมีการจ่ายตังค์ แต่ราคาคำนวณแล้วคุ้มค่า

ปัญหาที่สอง คือ การมองตลาด มองว่าตลาดกำลังต้องการอะไร แล้วทิศทางของตลาดมันดีมั้ย มันกำลังขาขึ้น กำลังทรง หรือกำลังทรุด มองว่าคู่แข่งขันเป็นใคร มีส่วนแบ่งตลาดแค่ไหน ตรงนี้ต้องไม่หลอกตัวเอง สำคัญมากห้ามหลอกตัวเอง ภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้พัฒนาจะไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญคือทำออกมาแล้วมันถูกที่ถูกเวลาหรือเปล่า

เรื่องนี้บอกอะไรไม่ได้มาก เป็นวิสัยทัศน์ของแต่ล่ะคน มันเป็นการพยากรณ์ เป็นการทำนาย เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เก่งก็ไม่ใช่จะมองเรื่องนี้ขาด มันเป็นอะไรที่ยาก คิดได้ก็ทะลุผ่านไปได้

ดังนั้น ทักษะที่จะต้องมีในการหาเงินทางนี้คือ ทักษะการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งก็ควรจะเก่งควรจะชำนาญ นอกจากนี้ก็ยังต้องมีทักษะในการบริหารงานโครงการ เพราะการสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขาย มันไม่ใช่ว่าจะทำได้คนเดียว มันต้องช่วยกันทำหลาย ๆ คนถึงจะออกมาดี เก่งคนเดียวมันก็ทำได้ปริมาณหนึ่ง เก่งหลาย ๆ คนก็ทำได้ในปริมาณที่มากขึ้น ถัดมาก็ต้องมีทักษะทางการตลาด สำคัญไม่แพ้กัน และสุดท้ายต้องมีทักษะทางการขาย ถ้าไม่เอาไปเสนอขายจะไม่มีใครรู้จัก ตรงนี้ผมเจอบ่อย เป็นแนวปฏิบัติเลย คือนัดขอเข้ามาเสนอคุณสมบัติโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพราะคิดว่าน่าจะตรงกับหน่วยธุรกิจ บ้างก็ตรง บ้างก็ไม่ตรง แต่ถ้าไม่เสนอขาย จะเอาไปตั้งขายเลยก็ได้ เห็นบ่อย ส่วนใหญ่จะขายเป็นดีวีดีใส่กล่องสวย ๆ วางขายในร้านหนังสือ แปลกใจทำไมต้องเป็นร้านหนังสือ ทำไมไม่เป็นในร้านขายยาบ้าง?

10)  เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อขายเป็นบริการ

การมีอินเทอร์เน็ตมันทำให้อะไรเปลี่ยนไปเยอะครับ โปรแกรมคอมพิวเตอร์มันไม่จำเป็นจะต้องถูกขายเป็นไฟล์เพื่อไปติดตั้งบนพีซี โน็ตบุ็ค สมาร์ทโฟน หรือ แท็บเล็ต เพียงหนทางเดียว หากแต่มันสามารถถูกติดตั้งไว้บนกลุ่มเมฆแล้วให้ลูกค้าเชื่อมโยงไปใช้งานได้ นี่คือสาเหตุว่าทำไมพักหลัง ๆ ในหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา บริษัทเอกชนทางคอมพิวเตอร์ชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ถึงให้ความสนใจในการให้บริการโปรแกรมคอมพิวเตอร์ผ่านกลุ่มเมฆแทน

มันโอเคเลยนะ เพราะมันแก้ปัญหาการละเมิด การทำซ้ำได้ แต่มันก็สร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาเหมือนกัน คือปัญหาความปลอดภัยของข้อมูล และ ปัญหาความเร็วของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้งาน

ทักษะที่จะต้องมีสำหรับหาเงินทางนี้ไม่แตกต่างจากการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อขายเป็นสินค้า แต่ที่เพิ่มมาคือต้นทุนในการสร้างกลุ่มเมฆเพื่อประมวลผลโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เขียนขึ้นสำหรับให้บริการ จะเป็นเมฆก้อนเดียวหรือเมฆหลายก้อน ก็เงินทั้งนั้น เพราะการประมวลผลมันต้องมาอยู่ที่กลุ่มเมฆ แทนที่จะไปอยู่บนทรัพยากรของลูกค้า

แนวทางการขายก็แล้วแต่ว่าจะคิดเป็นช่วงเวลา คิดเป็นแพ็กเก็จโปรโมชัน คิดตามจำนวนคนใช้งาน หรือคิดตามจำนวนครั้งในการใช้งาน หรืออาจให้ใช้ฟรี แต่ถ้าอยากได้อะไรเจ๋ง ๆ ที่ของฟรีไม่มีก็ต้องจ่ายตังค์

ส่วนการคิดว่าจะเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์อะไรเพื่อขายเป็นบริการ อันนี้ก็เป็นวิสัยทัศน์อีกเช่นกัน จะจับตลาดบน ตลาดกลาง ตลาดล่าง ตลาดกว้าง ตลาดแคบ ตลาดทั่วไป ตลาดเฉพาะ ก็สุดแล้วแต่ความปรารถนา

ตัวอย่างของวิธีการหาเงินแบบนี้ก็ได้แก่ โปรแกรมชุดสำนักงาน โปรแกรมบริหารลูกค้า โปรแกรมให้บริการชำระเงินออนไลน์ ตลาดขายสินค้าออนไลน์ หรือแม้แต่เกมออนไลน์บางประเภท

business-18107_640

11)  ติดตั้งปรับแต่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อขายเป็นบริการ

เป็นการเอาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่คนอื่นเขียน ซึ่งมีอรรถประโยชน์และกำลังเป็นที่นิยมแพร่หลายในปัจจุบัน มาติดตั้งบนกลุ่มเมฆ จะเมฆก้อนเดียวหรือเมฆหลายก้อนก็สุดแล้วแต่ จากนั้นเปิดให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ตเพื่อเก็บตังค์ค่าใช้งาน หนึ่งในตัวอย่างสำหรับเรื่องนี้คือ เกมออนไลน์ โดยการไปติดต่อกับเจ้าของลิขสิทธิ์เกมออนไลน์ ขอซื้อสิทธิ์มา เอาเกมออนไลน์มาติดตั้ง แปลให้เป็นภาษาไทย แล้วก็เปิดให้บริการ เก็บตังค์ค่าใช้งาน ซึ่งแบบนี้ ต้นทุนที่จะมีคือค่าลิขสิทธิ์ ค่าการติดตั้ง ค่าการแปลภาษา และ ค่ากลุ่มเมฆ

ตรงนี้เป็นช่องว่างที่ทำได้ เพราะถึงแม้ว่าอินเทอร์เน็ตจะเข้าถึงได้จากทั้งโลก แต่มันจะดีกว่า เร็วกว่า สื่อสารกันง่ายกว่า ถ้าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เขียนขึ้น ถูกนำมาติดตั้งไว้ในกลุ่มเมฆท้องถิ่น เพื่อให้คนท้องถิ่นได้ใช้งาน ยิ่งแปลเป็นภาษาไทยที่อ่านเข้าใจง่ายยิ่งดี ดังนั้น ถ้าใครตาถึง มองออกว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตัวไหนเจ๋ง แล้วรีบฉวยโอกาสซื้อสิทธิ์มาติดตั้งเพื่อขายเป็นบริการ คนนั้นก็จะมีโอกาสก่อนใคร ๆ

ทักษะที่จะต้องมีสำหรับหาเงินทางนี้ในทางเทคนิคและเรื่องของต้นทุน จะเหมือนกับการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อขายเป็นบริการ แต่สิ่งที่จะเพิ่มมาคือทักษะทางภาษาอังกฤษ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น หรืออะไรซักชาตินึง ขึ้นกับว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่จัดหามาติดตั้งเพื่อให้บริการถูกทำโดยชาติใด คนไทยยังไงก็ยังอยากอ่านแต่ภาษาไทยครับ ถึงจะอ่านกันแค่ปีล่ะ 8 บรรทัดก็เถอะ!

12)  ให้เช่าอุปกรณ์หรืิอโครงสร้างพื้นฐาน

เรื่องนี้ต้องแบ่งคุยกันเป็นสองส่วนครับ คือส่วนของอุปกรณ์ที่เช่าแล้วต้องไปอยู่กับลูกค้า กับส่วนของอุปกรณ์ที่เช่าแล้วต้องอยู่กับผู้ให้เช่า

แบบแรก เช่าแล้วของอยู่กับลูกค้า เดี๋ยวนี้หลายหน่วยงานเขาไม่ซื้อพีซี โน็ตบุ๊ก หรือ เครื่องพิมพ์กันแล้วครับ เขาใช้วิธีเช่า ไม่ต้องลงบัญชีสินทรัพย์ ไม่ต้องตัดค่าเสื่อมราคา ลงบัญชีเป็นค่าใช้จ่าย ไม่ต้องเสี่ยงกับของที่ตกรุ่น หมดสัญญากันก็ยกของกลับไป ทำสัญญาใหม่ก็ได้ของรุ่นใหม่มา เช่าสั้นก็จ่ายแพง เช่ายาวก็คุยกัน อะไรประมาณนั้น

คนที่จะหาเงินทางนี้ต้องมีทักษะในการหมุนเงิน หมุนสินค้าครับ จะทำยังไงกับของที่ลูกค้าเช่าแล้ว จะให้เช่าต่ออีกหรือจะโละทิ้ง แล้วจะโละทิ้งทำไง ขายถูก ๆ ออกไป หรือ เอาไปแลกอย่างอื่นมา หรือ เอาไปแจกฟรี หรือ เอาไปถมที่ปลูกสะระแหน่ อันนี้เป็นวิสัยทัศน์ ยากอยู่ ไม่ใช่ง่าย ถ้าลูกค้ายกเค้าปล้นไปดื้อ ๆ จะทำไง หรือเอาไปยำซะไม่เหลือชิ้นดีจะทำไง หรือแม้แต่ลูกค้าเอาของไปกอดไว้ ดึงหนี้ ไม่จ่ายค่าเช่า จะทำไง เหล่านี้คือต้องมีทักษะการหมุนเงินหมุนสินค้าที่จะต้องมีครับ

แบบสอง เช่าแล้วของอยู่กับผู้ให้เช่า พวกนี้จะเป็นการเช่าใช้เซิฟเวอร์ซะส่วนใหญ่ครับ เอามาทำเป็นตัวประมวลผลเดี่ยวบ้าง แบ่งเป็นส่วน ๆ เพื่อให้ผู้อื่นเช่าต่อแบบ Shared Hosting หรือ VPS บ้าง ซึ่งคนที่จะหาเงินทางนี้ต้องมีทักษะแบบเดียวกับคนที่หาเงินทางด้านรับจ้างติดตั้งปรับแต่งอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานนั่นแหล่ะครับ เพียงแต่ต้องเพิ่มทักษะในการจัดสรรทรัพยากรด้วย เพราะลูกค้ามีการหมุนเวียน คนโน้นเลิกเช่า คนนี้เช่าใหม่ คนนั้นอยากได้แบบหนึ่ง คนนี้อยากได้อีกแบบหนึ่ง ไม่เหมือนกัน ถ้าทำเป็นชุดสำเร็จรูปอัตโนมัติได้อย่างเช่น cPanel ก็ง่ายไป แต่ถ้ามันเฉพาะมาก ๆ ก็ต้องออกแรงให้กับลูกค้าอยู่ดี

ผมยังคิดว่าในอนาคต ถ้าคนไทยเราหาเงินจากการให้บริการกลุ่มเมฆแบบ AWS ได้ คงดีไม่น้อย!!!

achievement-18134_640

13)  สร้างพื้นที่เพื่อขายโฆษณา

วิธีนี้เกิดขึ้นหลังจากมีอินเทอร์เน็ต วิธีนี้ไม่เกี่ยงว่าจะต้องเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เอง หรือติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นที่นิยมแพร่หลาย เพื่อประมวลผลบนทรัพยากรของลูกค้าเอง หรือประมวลผลบนโครงสร้างพื้นฐานที่เช่า หรือประมวลผลบนกลุ่มเมฆ ยังไงก็ได้ ขอแค่ทำให้พื้นที่ ๆ มีเป็นจุดสนใจ และขายโฆษณาได้ก็พอ

วิธีหาเงินแบบนี้มีวิวัฒนการมานานมาก ทุกแบบจบด้วยการแปะโฆษณา เริ่มจากการทำเว็บไซต์แห้ง แล้วถัดมาจึงเป็นการทำเว็บไซต์ข่าว ถัดมาอีกเป็นการทำเป็นชุมชนเว็บบอร์ด  การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้โหลดไปใช้ฟรี ๆ การเขียนบล็อก การสร้างเครือข่ายสังคม เป็นต้น

ดังนั้น ทักษะหลักที่ต้องมีในการหาเงินแบบนี้คือทักษะการตลาด ถ้าเป็นพื้นที่โฆษณาบนเว็บไซต์ ก็ต้องคิดวิธีว่าจะทำยังไงถึงจะให้คนเข้าเว็บไซต์ได้มาก ๆ ต้องคิดให้ออกว่าตอนนี้สังคมต้องการอะไร ขาดอะไร หรือถ้าเป็นพื้นที่โฆษณาบนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ก็ต้องคิดว่าอะไรเป็นเหตุผลที่ผู้ใช้งานอยากโหลดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ไปใช้งาน ส่วนทักษะรองก็จะเป็นทักษะทางเทคนิคในการติดตั้งปรับแต่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน แบบที่เคยกล่าวมา

14)  สร้างพื้นที่เพื่อขายสินค้าเสมือนจริง

วิธีนี้เกิดขึ้นจากปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ในโปรแกรมเกมคอมพิวเตอร์ จึงเกิดกลยุทธ์ทางการตลาดแบบใหม่ โดยใช้ความก้าวหน้าทางอินเทอร์เน็ตเข้ามาช่วย คือแทนที่จะหาเงินจากการขายขาดโปรแกรม หรือเก็บตังค์จากการเข้าใช้งานโปรแกรม ก็เปลี่ยนเป็นการแจกจ่ายโปรแกรมให้ลูกค้าโหลดไปติดตั้งฟรี ๆ และเปิดโอกาสให้ลูกค้าเชื่อมโยงเข้ามายังกลุ่มเมฆเพื่อใช้งานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เมื่อลูกค้าเข้ามาอยู่ในพื้นที่แล้ว ก็สร้างสถานการณ์ เหตุการณ์ เพื่อจูงใจให้ลูกค้าเกิดความอยากมีอยากได้ในสินค้าเสมือนจริง จนลูกค้าซื้อสินค้าเสมือนจริงไปใช้งาน

ปัจจุบันสินค้าเสมือนจริงได้ถูกขยายไปยังพื้นที่อื่นนอกจากเกมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นสติ๊กเกอร์หรืออีโมติค่อนในโปรแกรมแชท โมเดลสามมิติในโลกเสมือนจริง เป็นต้น

สำหรับทักษะที่ต้องมีในการหาเงินด้านนี้ก็เหมือนกับการสร้างพื้นที่เพื่อขายโฆษณา และยังต้องเน้นในทักษะการเขียนโปรแกรม รวมทั้งทักษะในการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน เพราะสินค้าเสมือนจริงก็เหมือนเงินตรา คือจะต้องถูกหนุนหลังโดยสิ่งที่น่าเชื่อถือได้ ดังนั้น โปรแกรมคอมพิวเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานจึงต้องมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

background-20126_640

15)  ขายข้อมูล

การเอาข้อมูลที่สำคัญออกมาขาย โดยได้รับสิทธิ์เพื่อการขายจากผู้ดูแลข้อมูลหรือเจ้าของข้อมูล ซึ่งข้อมูลที่จะขายก็ต้องเป็นข้อมูลที่มีคุณค่า ผมยกตัวอย่างนะ แต่ล่ะอย่างละเมิดสิทธิคนอื่นทั้งนั้น ได้แก่

ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลทางการเงิน ข้อมูลการทำงาน ข้อมูลการศึกษา ข้อมูลคดีความ ข้อมูลการรักษาพยาบาล ข้อมูลเครดิต ข้อมูลการจดทะเบียนกิจการ ข้อมูลการส่งงบการเงินกิจการ ข้อมูลการเสียภาษี ข้อมูลประวัติการโทรศัพท์ ข้อมูลตำแหน่งพิกัดโทรศัพท์มือถือ ข้อมูลการซื้อขายหุ้น ข้อมูลการซื้อขายที่ดิน เป็นต้น

ข้อมูลเหล่านี้อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ครับ มันอยู่กับหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมทะเบียนราษฎร์ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กรมบังคับคดี กรมคุมประพฤติ กรมบัญชีกลาง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานที่ดิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ โรงพยาบาลรัฐ

หรืออยู่ในบริษัทเอกชน เช่น ธนาคารพาณิชย์ บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ โรงพยาบาลเอกชน หรือบริษัทให้บริการโทรศัพท์มือถือ

ข้อมูลพวกนี้ขายได้ครับ ถึงแม้จะเป็นข้อมูลของประชาชน ซึ่งเก็บไว้กับหน่วยงานภาครัฐหรือบริษัทเอกชน ก็ขายได้ครับ ถ้าจะขายซะอย่าง ต่อให้มีกฎหมายมาคุมก็ซิกแซกแอบขายได้อยู่ดี

ตัวอย่างของธุรกิจที่ขายข้อมูล คือ บริษัทบิสซิเนสออนไลน์ครับ บริษัทนี้มีผลิตภัณฑ์ชื่อ Bingo เป็นบริการสืบค้นข้อมูลของบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทยกับกระทรวงพาณิชย์ ใครอยากใช้ต้องจ่ายตังค์ การที่บริษัทบิสซิเนสออนไลน์สามารถขายข้อมูลบริษัทจดทะเบียนได้ ก็เพราะไปเจรจากับหน่วยงานราชการ แบ่งผลประโยชน์กันลงตัวครับ ถึงเอาข้อมูลมาขายได้

ดังนั้น ทักษะที่จะต้องมีในการหาเงินวิธีนี้คือทักษะการเจรจาต่อรองผลประโยชน์ และต้องมีเส้นสายกับคนวงในระดับบิ๊ก ๆ ครับ แต่ถ้าไม่ต้องการทำอะไรที่ถูกระเบียบขั้นตอนตามกฎหมาย ก็ทำได้ แต่จะต้องมีทักษะในการเจาะระบบครับ ซึ่งแสดงว่าต้องเก่งพอตัวเลยล่ะ แถมผิดกฎหมายอีกต่างหาก

16)  จัดอบรมสัมมนาทางคอมพิวเตอร์

คนที่เชี่ยวชาญในทฤษฎีทางคอมพิวเตอร์ หรือได้เคยปฏิบัติซ้ำ ๆ จนมีความชำนาญในด้านการเขียนโปรแกรม ด้านการติดตั้งปรับแต่งโปรแกรม หรือด้านการติดตั้งปรับแต่งอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐาน ล้วนสามารถจัดอบรมสัมมนาทางคอมพิวเตอร์ ให้ใคร ๆ เรียกขานเป็นครูบาอาจารย์ได้ทั้งนั้นครับ

การจัดอบรมสัมมนาก็ต้องหาสถานที่ซักนิดนึงครับ อาจจะเช่าห้องประชุมใน Co-working Space หรือไม่ก็เช่าห้องโรงแรมกันไปเลยหรูดี ต้องลงทุนทำชีท ทำดีวีดี และถ้าเป็นการจัดอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ก็ต้องจัดเตรียมอุปกรณ์เฉพาะด้านด้วย ลงทุนนิดนึง

ส่วนเรื่องการบอกกล่าววันเวลาสถานที่ในการจัดอบรมสัมมนา อันนี้ก็สุดแล้วแต่ครับ อาจจะบอกแบบปากต่อปาก เผยแพร่ในเว็บ ลงโฆษณา เผยแพร่ในเครือข่ายสังคม ส่วนเรื่องการเก็บตังค์ การกำหนดราคาค่าอบรมฯ อันนี้ก็ต้องประเมินกันเอง โดยวัดจากเนื้อหา ระยะเวลา จำนวนผู้เข้าเรียน และต้นทุนในการจัดอบรมฯ

ที่สำคัญเรื่องที่จะจัดอบรมสัมมนา ก็ต้องเป็นเรื่องที่น่าสนใจ แน่ใจได้ว่าจะมีคนมาเข้าร่วมอบรมฯด้วย อย่าคิดจะอบรมภาษาเครื่องหรือภาษาแอสเซมบลี้นะครับ ได้สอนอากาศแน่ ๆ

สำหรับทักษะที่จะต้องมีก็คือสิ่งที่จะสอนนั่นแหล่ะครับ บวกกับทักษะในการสอนด้วย การสอนไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ สอนไม่ถูกเจอสวนได้ง่าย ๆ สอนไม่ตื่นเต้นพาลหลับได้ง่าย ๆ เหมือนกัน และถ้าสอนไม่รู้เรื่องรับรองมีบอกต่อครับ

17)  แต่งหนังสือตำราทางคอมพิวเตอร์

เดี๋ยวนี้หนังสือตำราทางคอมพิวเตอร์แนวทฤษฎีขายยากมากครับ ส่วนใหญ่คนซื้อหนังสือ เขาจะซื้อหนังสือคอมพิวเตอร์ที่สอนใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เป็นที่นิยม หรือซื้อหนังสือสอนปฏิบัติแบบง่าย ๆ เช่น สอนเล่นเครือข่ายสังคม สอนหาเงินจากเว็บเผยแพร่คลิปวีดีโอ สอนใช้โปรแกรมแต่งรูป สอนสร้างเว็บไซต์ขายของ สอนสร้างโมเดล 3 มิติ สอนใช้งานโปรแกรมเอ็กเซล เป็นต้น

สำหรับการกำหนดราคาขายหนังสือ แบบเล่มกระดาษก็ราคานึง แบบเป็นอีบุ๊คก็ราคานึง แล้วแต่จะไปตกลงกัน ถ้าออกเงินพิมพ์ที่โรงพิมพ์เอง แล้วไปฝากขายกับร้านขายหนังสือก็ราคานึง ถ้าส่งต้นฉบับให้สำนักพิมพ์ แล้วให้สำนักพิมพ์เป็นคนพิมพ์ เป็นคนไปติดต่อวางขายกับร้านขายหนังสือก็อีกราคานึง อันนี้แล้วแต่

สรุป ทักษะที่ต้องมีสำหรับการหาเงินวิธีนี้ก็เหมือนกับทักษะการรับจ้างเขียนบทความทางคอมพิวเตอร์นั่นแหล่ะครับ เพียงแต่ต้องอึดมากขึ้น เพราะมันไม่ใช่หน้ากระดาษหรือสองหน้ากระดาษ แต่มันเป็นเล่ม ๆ ดังนั้น เนื้อหาต้องแน่น ภาพต้องสวย บทบรรยายต้องดี พิสูจน์อักษรครบถ้วน

background-21657_640

เบ็ดเสร็จแล้ว ผมก็เรียบเรียงได้ 17 วิธีนะครับ ผมคิดว่าน่าจะมีวิธีอื่น ๆ อีกนั่นแหล่ะที่ผมยังไม่รู้ ไม่เคยผ่าน ยังไม่เข้าใจ ก็หวังว่าผู้อ่านจะได้ประโยชน์จากสิ่งที่เรียบเรียงครับ

เหนือสิ่งอื่นใด ผมคิดว่าความขยันต้องนำความฉลาด ถ้าฉลาดแล้วไม่ขยันก็จบกันเลยครับงานนี้

รีวิว หลักสูตรปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์

ผมเพิ่งเรียนจบหลักสูตรปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ แขนงวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ประยุกต์ เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2558 ที่ผ่านมานี้เองครับ เป็นการจบภายใน 2 ปีการศึกษาคนแรกของรุ่น และจบภายใน 2 ปีการศึกษาคนที่ 2 ของหลักสูตร

หลักสูตรที่ผมเรียนเป็นหลักสูตรที่อนุมัติเมื่อปี พ.ศ. 2553 ครับ ดังนั้น จึงยังเป็นหลักสูตรที่ทันโลกอยู่ ซึ่งการปรับปรุงหลักสูตรของมหาวิทยาลัย ก็มักจะถูกกระทำทุก ๆ 5 ปี เพื่อให้หลักสูตรมีความทันสมัยอยู่เสมอ ดังนั้น ก่อนที่ผมจะจบการศึกษา ทางสภามหาวิทยาลัยก็ได้มีการประกาศหลักสูตรใหม่ของปี พ.ศ. 2557 ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หลายคนอาจจะมีความสับสนเล็ก ๆ ว่า หลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์นั้น ต่างกับหลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือต่างกับหลักสูตรการจัดการระบบสารสนเทศยังไง ซึ่งสำหรับรีวิวนี้คงไม่อธิบายเปรียบเทียบให้เห็นทีล่ะตัว แต่จะเน้นอธิบายอย่างชัดเจนในหลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์ ว่าเป็นหลักสูตรที่มุ่งหวังเพื่อผลิตบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในทฤษฎีการคำนวณสำหรับคอมพิวเตอร์และทฤษฎีการประมวลผลสารสนเทศ ดังนั้น ผู้ที่จบในหลักสูตรนี้ จึงมีความเข้าอกเข้าใจอย่างยิ่ง ในการใช้คณิตศาสตร์เพื่อช่วยแก้ปัญหาทางคอมพิวเตอร์!!!

สำหรับรายวิชาที่ผมเรียนในหลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์ มีทั้งหมด 10 วิชาประกอบด้วย

1.  Design & Analysis of Algorithm

วิชานี้ไม่ได้สอนให้ผมนั่งท่องโครงสร้างข้อมูล ท่องวิธีการจัดเรียง หรือท่องวิธีการค้นหาข้อมูล แต่เป็นวิชาที่สอนให้ผมรู้จักคำนวณประสิทธิภาพในการจัดเรียง ประสิทธิภาพในการค้นหา และประสิทธิภาพในการทำงานของอัลกอริทึมต่าง ๆ มันทำให้ผมเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ถึงแม้ว่าคอมพิวเตอร์มันจะทำงานแบบอนุกรมได้อย่างรวดเร็ว แต่หากต้องเผชิญกับปัญหาที่ต้องวนรอบการทำงานหลายชั้น มันก็มีสิทธิ์ตายห่าได้เหมือนกัน

นอกจากนี้ วิชานี้ยังสอนให้ผมรู้จักคัดเลือกเทคนิค อัลกอริทึม และขั้นตอนวิธีต่าง ๆ เพื่อให้เหมาะสมกับปัญหาที่จะต้องแก้ไข โดยมีจุดประสงค์สูงสุดคือทำให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุดในการทำงานของคอมพิวเตอร์

2.  Computer Architecture

หลายคนอาจจะเข้าใจว่าวิชา Computer Architecture หรือเรียกเป็นภาษาไทยว่าวิชาสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ คือ วิชาที่สอนให้เราท่อง ๆ ๆ ๆ อะไรหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งผมขอบอกว่าไม่จริงครับ เพราะจริง ๆ แล้ววิชานี้สอนให้ผมรู้วิธีการคำนวณทางคณิตศาสตร์ในระดับบิตของข้อมูล สอนให้ผมได้รู้วิธีการคำนวณทางคณิตศาสตร์ในสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์หลาย ๆ รูปแบบ และทำให้ผมเข้าใจว่าในโลกนี้มันมีสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์มากมายหลายแบบเหลือเกิน

3.  Principle of Programming

คนที่จะเรียนหลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์ได้ มีความจำเป็นอย่างที่สุดที่จะต้องเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นครับ แต่ว่าวิชานี้ไม่ได้สอนให้ผมเสาะแสวงหาภาษาคอมพิวเตอร์ใหม่ ๆ มาทดลองเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ผมเป็นผู้สันทัดกรณีและมีทักษะสูงส่งในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่หลากหลายแต่ประการใด หากแต่วิชานี้กลับสอนให้ผมเข้าใจหัวใจและจิตวิญาณของการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และสอนให้ผมสามารถบรรยายพรรณาเหตุผลในทางไวยากรณ์และวากยสัมพันธ์ของภาษาคอมพิวเตอร์ได้

ซึ่งจุดมุ่งหมายสูงสุดของวิชานี้คือการปูพื้นฐานที่แน่นหนา เพื่อต่อยอดไปยังวิชา Compiler ซึ่งเป็นวิชาที่ศึกษาวิธีการแปลภาษาคอมพิวเตอร์ที่มนุษย์อ่านเข้าใจได้ ไปเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ที่คอมพิวเตอร์อ่านเข้าใจได้นั่นเอง

4.  Semantic Web & Ontology

ข้อมูลที่ถูกบรรยายด้วยข้อมูล อ่านแล้วไม่งงใช่มั้ย? ตอนแรกผมเองก็งงนั่นแหล่ะ และวิชานี้ก็ช่วยให้ผมหายงง เพราะวิชานี้ได้สอนให้ผมเกิดความเข้าใจว่า ข้อมูลนั้นมันสามารถถูกบรรยายด้วยข้อมูลได้ โดยวิธีการอธิบายจะต้องมีการตกลงกัน เช่น ตกลงกันในระดับหน่วยงาน ระดับชุมชน หรือ ระดับโลก จุดประสงค์ของการบรรยายและการตกลงกัน ก็เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างมีมาตรฐาน และทำให้คอมพิวเตอร์มันเข้าใจสิ่งที่บรรยายได้

และนอกจากจะสอนให้ผมสามารถออกแบบโมเดลการบรรยายข้อมูลได้แล้ว วิชานี้ยังสอนให้ผมออกแบบโมเดลความสัมพันธ์ให้กับข้อมูลได้ด้วย โดยมีจุดประสงค์เพื่อผลการอนุมานข้อมูลในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น เรากำหนดว่า กรุงเทพมหานคร คือ เมืองหลวงของประเทศไทย และ บางกอก ก็คือ เมืองหลวงของประเทศไทย ดังนั้น คอมพิวเตอร์ก็จะอนุมานตามสิ่งที่บรรยายไว้ว่า ที่แท้แล้ว กรุงเทพมหานคร กับ บางกอก น่าจะเป็นสิ่งเดียวกันนั่นเอง!!!

โดยส่วนตัวแล้วผมจัดวิชานี้อยู่ในกลุ่มวิชาปัญญาประดิษฐ์ครับ และยังมีอีก 4 วิชาที่ยังอยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน ซึ่งผมจะได้เล่าต่อไป

5.  Machine Learning

ผมได้เรียนเกี่ยวกับ Neural Network รูปแบบต่าง ๆ ทั้งแบบ Supervised Learning และ Unsupervised Learning จากวิชานี้ครับ โดยสิ่งที่ผมเรียนไม่ใช่การออกแบบ Neural Network เพราะมันธรรมดาไป แต่เป็นการเรียนวิธีการคำนวณของ Neural Network ครับ และยังเรียนวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพในการคำนวณของ Neural Network ด้วย

นอกจากนี้ ผมยังได้เรียนเกี่ยวกับ  Fuzzy Logic และ Centroid-based clustering แบบ Fuzzy C Means ซึ่งไม่ใช่การเรียนออกแบบหรือใช้งานเช่นเคยครับ แต่เป็นการเรียนวิธีการคำนวณล้วน ๆ โดยเฉพาะไอ้เจ้า Fuzzy C Means นี่ถ้าใช้วิธีคำนวณด้วยมือจะต้องทำหลายรอบมากจนปวดหัวไปหมดเลย

สำหรับวิชานี้นะครับ ก็จัดได้ว่าอยู่ในกลุ่มวิชาปัญญาประดิษฐ์เช่นกัน

6.  Data Mining

วิชานี้ผมคิดว่าเป็นวิชาที่เหมาะกับยุคสมัยนี้มาก เพราะยุคสมัยนี้เป็นยุคที่ข้อมูลเยอะเท่าภูเขาเลากา ดังนั้น มันจะเป็นการดีกว่าถ้าเราสามารถสกัด “ความรู้” จาก “ข้อมูลมหาศาล” ได้

วิชานี้ใช้การคำนวณทั้งด้านพีชคณิต เมตริกซ์กับเวกเตอร์ และสถิติ หลายอย่างมาก!!!

ผมได้เรียนการคำนวณเพื่อเกลี่ยข้อมูลให้ค่ามีความใกล้เคียงกัน ได้เรียนการคำนวณ Entropy, Information Gain, Chi Square เพื่อการเลือกคุณลักษณะเด่นของข้อมูล ได้เรียนการคำนวณ Principle Component Analysis เพื่อการลดมิติของข้อมูลและสกัดคุณลักษณะเด่นของข้อมูล

ได้เรียนการคำนวณ Superivised Learning ของ Naive Bayes, Decision Tree และ Support Vector Machine และได้เรียนการคำนวณ Unsupervised Learning ของ Density-based Clustering

นอกจากนี้ผมยังได้เรียนกลไกการทำงานและวิธีการคำนวณของวิธี Association Rule Learning ด้วยเทคนิค Apriori และ FP-Growth อีกด้วย (วิชานี้มีประโยชน์มากในทางธุรกิจนะเออ)

สุดท้าย วิชานี้ยังได้สอนให้ผมรู้ว่า ทุกสิ่งที่หาคำตอบมาได้มันต้องมีการประเมินผล ดังนั้น ผมจึงได้เรียนการคำนวณเพื่อประเมินผลคำตอบด้วยตัวชี้วัดแบบต่าง ๆ ซึ่งก็มีทั้ง Precision, Recall, True Positive Rate และ False Positive Rate

สำหรับวิชานี้นะครับ ก็จัดได้ว่าอยู่ในกลุ่มวิชาปัญญาประดิษฐ์เช่นกัน

7.  Bioinformatics

วิชานี้เป็นวิชาที่ใหม่มากครับ และหากใครทำวิจัยในแวดวงของวิชานี้ จะได้รับคะแนนในการวิจัยสูงมาก เนื่องจากเป็นงานวิจัยที่มีผลกระทบในวงกว้าง!!!

การเรียนวิชานี้จำเป็นที่จะต้องมีพื้นฐานความรู้ทางชีววิทยาพอสมควร เพราะวิชานี้เป็นวิชาที่รวมเอา ชีววิทยา คณิตศาสตร์ และ คอมพิวเตอร์เข้าไว้ด้วยกัน โดยจะเน้นลงไปถึงระดับของ เซล โครโมโซม ดีเอ็นเอ อาร์เอ็นเอ จีโนไทป์ ฟีโนไทป์ และ โปรตีน ครับ

ผมได้เรียนอัลกอริทึมในการจับคู่ดีเอนเอแบบต่าง ๆ จากวิชานี้ โดยอัลกอริทึมที่เรียนจะมีพื้นฐานจากอัลกอริทึม Longest Common Subsequence ได้เรียนวิธีการอนุมานดีเอนเอ โดยใช้วิธีการคำนวณ Hidden Markov Model ได้เรียนการค้นหาคำตอบแบบ Optimization ด้วย Genetic Algorithm ได้เรียนการจัดกลุ่มของจีโนไทป์และฟีโนไทป์ และได้เรียนการคำนวณเพื่อทำ Hierarchical-based Clustering ครับ

สำหรับวิชานี้นะครับ ก็จัดได้ว่าอยู่ในกลุ่มวิชาปัญญาประดิษฐ์เช่นกัน เพราะจุดมุ่งหมายของวิชานี้คือการทำให้คอมพิวเตอร์สามารถเรียนรู้และระบุความแตกต่างของดีเอ็นเอ เพื่อนำไปสู่การรักษาโรคได้นั่นเอง

8.  Image Processing

ต้องบอกเลยว่าวิชานี้เป็นวิชาที่ผมต้องเรียนคำนวณมากที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะการขยายภาพ ย่อภาพ บิดภาพ เติมภาพ กร่อนภาพ เน้นภาพ เปลี่ยนความสว่างความมืด หาเส้นขอบของวัตถุในภาพ กำจัดสิ่งรบกวนในภาพ เติมภาพที่หายไป ฯลฯ ทั้งหลายทั้งปวง ล้วนใช้คณิตศาสตร์ด้วยกันทั้งนั้น และเป็นคณิตศาสตร์แบบยากซะด้วย ดังนั้น สำหรับคนที่อยากจะรู้ว่าโปรแกรม Photoshop มันทำงานยังไง ก็จะได้รู้กันเลยล่ะครับจากวิชานี้

วิชานี้มันถูกจัดอยู่ในกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ก็เพราะว่า วิธีการคำนวณและอัลกอริทึมที่คิดค้นขึ้น มันเป็นตัวผลักดันให้คอมพิวเตอร์รู้จักที่จะตัดสินใจว่ามันควรจะจัดการกับภาพยังไงถึงจะเหมาะสมที่สุดครับ และที่สำคัญวิธีการคำนวณและอัลกอริทึม ต้องสามารถนำไปใช้ได้กับทุกภาพครับ ถึงจะถือว่าเลิศที่สุด จะมาบอกว่าใช้ได้กับภาพหน้าคนแต่ใช้กับภาพสิ่งของสถานที่ไม่ได้ แบบนี้ไม่ได้ครับ

9.  Computer Security

ความมั่นคงทางคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องที่กว้างมากครับ กินอาณาบริเวณครอบคลุมทั้งฮาร์ดแวร์ มิดเดิ้ลแวร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูล ฐานข้อมูล ผู้ใช้งาน และ เครือข่าย เป็นเรื่องของความละเอียดอ่อน ช่องโหว่ ภัยคุกคาม

ด้วยวิชานี้จึงทำให้ผมได้เกิดความเข้าใจและแยกแยะได้ว่า ช่องโหว่ของคอมพิวเตอร์มันมีอยู่ที่ตรงไหนบ้าง ภัยคุกคามของคอมพิวเตอร์มันเป็นอะไรได้บ้าง แล้วเราจะอุดช่องโหว่ได้อย่างไร จะตรวจพบช่องโหว่ได้ด้วยวิธีใด และจะรับมือกับภัยคุกคามอย่างมีประสิทธิภาพได้ยังไง

เพราะเหตุนี้ วิชานี้จึงไม่ใช่วิชาท่องจำ มันเป็นวิชาสืบสวนสอบสวน ดังนั้น การจะเรียนวิชานี้ได้จึงมีความจำเป็นจะต้องเข้าอกเข้าใจใน ฮาร์ดแวร์ มิดเดิ้ลแวร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูล ฐานข้อมูล ผู้ใช้งาน และ เครือข่าย ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว และสำหรับผมแล้ว วิชานี้ถึงแม้ว่าจะไม่มีการคำนวณเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่มันก็ยังคงต้องมีการวิเคราะห์เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ดี

10.  Research Method

วิชานี้ถือว่าเป็นวิชาตกผลึก เพราะวิชานี้สอนให้ผมเข้าใจขั้นตอนการทำงานวิจัยอย่างถูกต้อง วิชานี้ได้สอนให้ผมรู้ว่าจุดสำคัญของงานวิจัยคืออะไร การทบทวนวรรณกรรมสำคัญไฉน (ป.ล. วรรณกรรมที่ว่าก็คืองานวิจัยนั่นแหล่ะ) จะไปหาวรรณกรรมจากที่ไหนมาทบทวนได้บ้าง และจะไปแสวงหาวิธีการแก้ปัญหาได้จากแหล่งไหนได้บ้าง

ผมได้ลองเขียนเอกสารทบทวนวรรณกรรมครั้งแรกก็เพราะวิชานี้ ซึ่งมันทำให้ผมได้เข้าใจว่า การบรรยายว่าเรารู้อะไรมาบ้างอย่างเป็นลำดับขั้นตอน มันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก มันเหมือนกับว่าเราต้องแก้ปัญหาอะไรซักอย่างนึง เราต้องอธิบายให้ใคร ๆ เข้าใจได้ว่าปัญหามันคืออะไร มีใครเคยแก้ปัญหานี้บ้าง แล้วเขาแก้ปัญหาด้วยวิธีไหนกันบ้าง และเราจะแก้ปัญหาด้วยวิธีไหน แล้ววิธีที่เราจะแก้มันวิเศษกว่าวิธีของคนที่เคยแก้มาก่อนยังไง แล้วไอ้ทั้งหมดที่สาธยายมา คือจะต้องถูกเขียนลงไปในรูปแบบเอกสาร แทนที่จะเป็นการมาพูด ๆ ๆ เพื่ออธิบาย มันจึงไม่ง่ายเลยสำหรับคนทางคอมพิวเตอร์ ที่จะมาอธิบายอะไรแบบยืด ๆ ยาว ๆ และเป็นเชิงระบบแบบนี้

ทั้ง 10 วิชาที่ผมรีวิวไปแล้วทั้งหมด จะเห็นว่ามีถึง 5 วิชา คือ Semantic Web & Ontology, Machine Learning, Data Mining, Bioinformatics และ Image Processing ที่จัดอยู่ในกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งมันสะท้อนให้เห็นว่า โดยข้อเท็จจริงแล้วหลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์ กำลังจะนำพาเราไปสู่เส้นทางที่ถูกจับตามองด้วยความวิตกกังวล มันคือเส้นทางของการทำให้เครื่องจักรมีความคิด มีจิตใจ มีวิจารณญาณ และมีจินตนาการ

มันอาจจะเป็นข้อเท็จจริงแบบนั้นจริง ๆ ก็ได้ เพราะไม่ใช่มีเพียงสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์เท่านั้น ที่กำลังมุ่งไปสู่เส้นทางดังกล่าว ทางสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและสาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกลเอง ก็ไม่มีความแตกต่างกัน เพราะพวกเขาก็เพียรพยายามที่จะตกผลึกสรรพวิชาในสาขาของตนเอง เพื่อจะสร้างหุ่นยนต์ที่ประสิทธิภาพสูงและหวังผลในประสิทธิผลได้

ผมว่านะ เมื่อใดก็ตามที่ถึงจุด ๆ หนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ สามารถพัฒนาปัญญาประดิษฐ์จนกระทั่งบรรจุเป็นสมองของหุ่นยนต์ได้ และวิศวกรไฟฟ้ากับวิศวกรเครื่องกลสามารถพัฒนาสรีรวิทยาทั้งภายในและภายนอกของหุ่นยนตจนเหมือนมนุษย์ได้ เมื่อนั้นก็คงค่อยมาว่ากันอีกทีครับ ว่าเราจะจัดการกับความสำเร็จนี้ของมนุษย์กันยังไงดี

วกกลับมาเรื่องของเรานิดนึง สำหรับใครที่อยากจะเรียนหลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์นะครับ ก็จะเป็นประมาณที่ผมรีวิวนั่นแหล่ะ ผมคิดว่าทุกมหาวิทยาลัยที่มีสอนหลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์ในระดับปริญญาโท ก็คงจะจัดรายวิชาให้เรียนคล้าย ๆ แบบที่ผมเรียนเนี่ยแหล่ะ ดังนั้น ใครที่คิดจะเรียนหลักสูตรนี้ในระดับปริญญาโท ก็คงต้องขยันให้มาก ๆ นะครับ เพราะมันต้องเน้นคำนวณเยอะจริง ๆ

สุดท้าย และท้ายที่สุด ผมลืมเล่าไป ลืมได้ไง คือ หลังจากเรียนทั้ง 10 วิชาครบแล้ว ผมยังต้องทำงานวิจัยหนึ่งชิ้นเพื่อจะจบการศึกษาด้วยครับ โดยงานวิจัยที่ผมทำ คือ การวิเคราะห์ภาพสมอง จุดประสงค์เพื่อสกัดหรือเลือกคุณลักษณะเด่นจากภาพสมอง สำหรับทำนายความคิด เพื่อนำความคิดของเจ้าของสมอง ไปสั่งการคอมพิวเตอร์ต่อไปครับ

นับเบ็ดเสร็จแล้ว เพื่อจะให้จบหลักสูตรนี้ได้ ก็ต้องลงเรียน 10 วิชา และทำงานวิจัย 1 ชิ้นนั่นเองครับ!!!

ป.ล. จริง ๆ มันมีอีกนิดหน่อย คือ ต้องสอบผ่านภาษาอังกฤษ และ สอบประมวลความรู้ผ่านด้วย แต่ผมไม่นับครับ มันเป็นเรื่องปลีกย่อย

หุ้นไฮเทคใน NASDAQ-100

ก็อย่างที่รู้ ๆ กันว่า NASDAQ เป็นตลาดหุ้นไฮเทคของสหรัฐอเมริกา และ NASDAQ-100 ก็เป็น 100 บริษัทยักษ์ใหญ่ (ซึ่งไม่ใช่บริษัทที่ทำธุรกิจการเงิน) ที่ถูกเลือกมาทำเป็นดัชนีเพื่อชี้วัดความเจ๋งเป้งของ NASDAQ

ผมเป็นคนรู้น้อย รู้ไม่ค่อยกว้างขวาง และก็รู้ไม่ค่อยจะทันคนอื่นซักเท่าไหร่ ดังนั้น ผมก็เลยเพิ่งจะคิดว่า ผมควรจะเอาบริษัทใน NASDAQ-100 มาดูหน่อยดีกว่า ว่าผมรู้จักบริษัทอะไรในนั้นบ้าง???

อ่านเพิ่มเติม หุ้นไฮเทคใน NASDAQ-100

ศาสตร์ทางคอมพิวเตอร์ ในแบบที่ฝรั่งจับตามอง

เว็บข่าว ScienceDaily เป็นเว็บข่าวการวิจัยพัฒนาที่อ่านแล้วสนุกดี เพราะมีเนื้อหาเชิงลึกมาก ๆ เหมาะสำหรับ nerd หรือ geek

ในนั้นมีข่าววิทยาศาสตร์หลายกลุ่ม โดยเฉพาะข่าวที่ผมสนใจเป็นพิเศษ คือข่าวในกลุ่ม Computers & Math News

มีการแบ่งย่อยประเภทข่าวเอาไว้หลายหัวข้อ ประกอบไปด้วย Artificial Intelligence, Communications, Computational Biology, Computer Graphics, Computer Modeling, Computer Programming, Computer Science, Distributed Computing, Encryption, Hacking, Information Technology, Internet, Mobile Computing, Photography, Quantum Computers, Robotics, Software, Video Games, Virtual Reality และ WiFi

จากการแบ่งย่อยของประเภทข่าวข้างบน ทำให้สามารถตั้งสมมติฐานของศาสตร์ทางคอมพิวเตอร์ ในแบบที่ฝรั่งจับตามองได้หลาย ๆ ข้อ อันประกอบไปด้วย

อ่านเพิ่มเติม ศาสตร์ทางคอมพิวเตอร์ ในแบบที่ฝรั่งจับตามอง

Amazon Web Services ณ สิงคโปร์

วันนี้เพิ่งได้รับอีเมลสด ๆ ร้อน ๆ จาก Amazon ใจความตามข้างล่างนี้

Dear AWS Customer,

We are excited to announce the immediate availability of our first Asia Pacific Region in Singapore.

Starting today, Asia Pacific-based businesses and global businesses with customers based in Asia Pacific can run their applications and workloads in AWS’s Singapore Region to reduce latency to end-users in Asia and to avoid the undifferentiated heavy lifting associated with maintaining and operating their own infrastructure. Our new Singapore Region launches with multiple availability zones and currently supports Amazon Elastic Compute Cloud (Amazon EC2), Amazon Simple Storage Service (Amazon S3), Amazon SimpleDB, Amazon Relational Database Service (Amazon RDS), Amazon Simple Queue Service (Amazon SQS), Amazon Simple Notification Service (Amazon SNS), Amazon CloudWatch, and Amazon CloudFront.

แปลได้ใจความว่า การให้บริการ Cloud Computing ของ Amazon ได้มาจ่ออยู่ที่ประตูบ้านของประเทศไทยแล้ว!!!

มาได้ใกล้เกินความคาดหมายจริง ๆ

คำค้น: , ,