ถ้ามีภาษาคอมพิวเตอร์เกิดขึ้นมาใหม่หนึ่งภาษา แล้วภาษาคอมพิวเตอร์ดังกล่าวมีไวยากรณ์ที่ดีมาก มีตัว IDE ที่ดีสนับสนุน มีตัว Compiler ที่แข็งแกร่ง อีกทั้งยังเป็นภาษาที่สนับสนุนได้หลาย platform ภาษาคอมพิวเตอร์ดังกล่าวมีคำสั่งเป็นพัน ๆ คำสั่ง มี class เป็นร้อย ๆ class มีเอกสาร SDK ที่ใช้อธิบายไวยากรณ์ของทุกคำสั่งและทุก class อย่างละเอียดยิบ แต่ …
Author: ไท้ ปริญญา
สมัยก่อนนู้นเวลาผู้บังคับบัญชาใช้ผม เขามักจะเอื้อนเอ่ยประโยคที่ผมฟังแล้วขัดหูเหลือเกิน คุณไท้ผมมีงานชิ้นนึงจะให้คุณทำ เป็นการสร้างซอฟต์แวร์เพื่อบรา บรา บรา … ผมว่ามันไม่ยากหรอก แป๊ปเดียวก็เสร็จ มีอะไรให้ช่วยก็บอก ผมฟังแล้วหัวเราะหึ ๆ ในใจ ที่ว่ามันไม่ยาก รู้หรือเปล่าว่ามันต้องทำยังไง ไม่รู้อ่ะดิ (แต่ผมก็ทำนะ) เดี๋ยวนี้ผมต้องเอื้อนเอ่ยประโยคเพื่อขอให้ผู้ร่วมงานทำงานให้ ผมจึงยังจำได้ว่าประโยคแบบไหนที่ผมฟังแล้วไม่ลื่นหู ดังนั้นผู้ร่วมงานผมฟังแล้วก็คงไม่ลื่นหูเหมือนกัน ผมจึงเปลี่ยนคำพูดเป็น คุณกอผมมีงานชิ้นนึงจะให้คุณทำ เป็นการสร้างซอฟต์แวร์เพื่อบรา บรา บรา
เดี๋ยวนี้ถ้าจะแบ่งประเภทของ SaaS จากเทคนิคการให้บริการ น่าจะแบ่งได้เป็นสองประเภท ประเภทแรก ผู้รับบริการต้องเข้าไปที่หน้าเว๊ปของผู้ให้บริการ SaaS ถึงจะเข้าถึงบริการได้ และประเภทสอง ผู้ให้บริการ SaaS จะปล่อย “ปรสิต” ของตนเอง ไปอยู่ตามหน้าเว๊ปต่าง ๆ เพื่อให้บริการทั้งแก่เจ้าของเว๊ปไซต์ และผู้เยี่ยมชม บล็อกของผมเองก็มี “ปรสิต” อยู่ 3 ตัว ซึ่งผมเองนั่นแหล่ะ ที่อนุญาติให้มันฝังตัวอยู่ภายในบล็อกของผมได้
กติการะบบทุนนิยมนั้นเข้าใจได้โดยง่ายครับ ไม่ว่าจะเป็นทุนอุตสาหกรรมหรือทุนเก็งกำไร นั่นก็คือ ที่ใดที่ให้ผลตอบแทนสูง ต้นทุนต่ำ ทุนก็จะไหลไปที่นั่น ผมกำลังจะเล่าถึงฐานการบริการ SaaS นะ แต่ต้องท้าวความพอหอมปากหอมคอ คงไม่ว่ากัน มันมีอยู่ช่วงนึงในประวัติศาสตร์ครับ น่าสนใจศึกษา ตอนนั้นเป็นช่วงจักรวรรดิ์นิยมเบ่งบาน พวกฝรั่งก็ออกล่าเมืองขึ้น ญี่ปุ่นเองก็ล่าเมืองขึ้นเหมือนกัน ฝรั่งกับญี่ปุ่นมีรูปแบบในการสะสมทุนที่สวนทางกันเลย เพราะฝรั่งจะนับตนเองเป็นศูนย์กลาง นับอาณานิคมเป็นชายขอบ บทบาทของศูนย์กลางคือเป็นโรงงานที่ผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ส่วนบทบาทของชายขอบมีหน้าที่เป็นแหล่งวัตถุดิบราคาถูก และเป็นตลาดรับซื้อสินค้าไปบริโภค ฝรั่งไม่สนใจสินค้าที่ตนเองผลิต แต่สนใจการสะสมทุนมากกว่า!!! ส่วนญี่ปุ่นนี่คนล่ะเรื่องเลย
การจะให้บริการ SaaS นั้นต้องคำนึงถึงโฮสติ้งเป็นอันดับแรก ๆ ครับ สิ่งที่ผมคำนึงถึงก็คือ ความเร็ว, ความจุ และความกว้าง ความเร็วคือต้องส่งบริการถึงผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเราให้เร็วที่สุด ความจุคือต้องมีพื้นที่มาก ๆ เพื่อเอาไว้วางฐานข้อมูล, สคริปต์ และไฟล์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ความกว้างคือต้องมี BandWidth ต่อเดือนเยอะ ๆ ที่มากพอ จะได้ไม่อึดอัดกังวลว่ามันจะเต็ม ทีนี้โดยความเป็นจริงมันเป็นยังไง โฮสติ้งเมืองไทย
พวกเราเป็น geek ทางคอมพิวเตอร์ครับ ดังนั้นต่อให้เราเชื่ออะไรผิด ๆ แต่ถ้าหากว่ามี geek คนอื่น ๆ ช่วยกันยืนยันอย่างหนักแน่น เราย่อมแอบย่องไปค้นหาข้อมูลว่าที่เราเชื่อนั้นมันผิดหรือเปล่า ผมมักจะได้รับรู้ได้รับฟังความเชื่อที่ผิด ๆ เกี่ยวกับศาสตร์ทางคอมพิวเตอร์อยู่บ่อย ๆ ครับ แต่ไม่ได้รับรู้รับฟังมาจาก geek ทางคอมพิวเตอร์หรอกนะ พวกเราน่ะเก่งกันอยู่แล้ว ไม่ค่อยจะผิดกันง่าย ๆ หรอก แต่ส่วนใหญ่ผมจะได้ยินมาจากคนนอกวงการคอมพิวเตอร์มากกว่า ความเชื่ออาจจะใช่หรือไม่ใช่ข้อเท็จจริงก็ได้
สมัยก่อนผมไม่ชอบ Visual Basic เลย จริง ๆ นะไม่ชอบเลย ผมรู้สึกว่ามันเป็น IDE ที่ดี แต่โครงสร้างของภาษามันเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ คือมันกำลังจะกลายเป็นภาษาโครงสร้างเต็มตัวแล้ว แต่มันยังทิ้งคุณลักษณะของภาษาที่ต้องใช้ Label เอาไว้อยู่ แต่ตอนนี้ผมไม่ได้รู้สึกอะไรกับมันแล้วล่ะ เพราะล่าสุดผมเห็นว่า Visual Basic มันเปลี่ยนไปแล้ว คิดว่าคงเป็นเพราะมันไปอยู่บน Visual Studio.NET ซึ่งเป็น IDE
ปรกติแล้วคนที่เขียนบล็อกจะบรรจุอะไรเข้าไปในบล็อกตัวเองบ้าง ถ้าไล่เรียงกันแบบหยาบ ๆ ก็คงจะเป็น … หนึ่ง ข้อความพรรณา, สอง รูปภาพ, สาม เสียง และ สี่ คลิปวีดีโอ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะเน้นข้อความพรรณาและรูปภาพกันซะมากกว่า!!! สำหรับรูปภาพนั้น เราสามารถแสดงความเป็นเจ้าของได้ โดยการใช้ซอฟต์แวร์กราฟิก ทำการบันทึกลายน้ำจาง ๆ ผนึกไว้ในภาพ ต่อให้มีใครจิ๊กภาพเราไปใช้ ก็คงจะลบลายน้ำซึ่งผนึกอยู่ในภาพของเราออกยาก แต่สำหรับข้อความพรรณานั้น จะให้ใส่ลายน้ำแสดงความเป็นเจ้าของเข้าไปได้ยังไงล่ะเนี่ย???
สมัยก่อนซอฟต์แวร์ที่ผลิตออกมา มักจะถูกทำซ้ำเพื่อหาผลประโยชน์ โดยกลุ่มบุคคลที่ไม่ได้เป็นเจ้าของอยู่เสมอ แก้กันยังไง ปราบกันยังไงก็ไม่มีวันหมด เจ้าของเองก็ได้ผลประโยชน์ไม่ได้เต็ม ๆ อย่างที่ตนเองควรได้ การเกิดขึ้นของ OpenSource ทำให้ปัญหานี้ค่อย ๆ จางลงไป เพราะ OpenSource มีลิขสิทธิ์ในอีกแบบนึง อีกทั้ง OpenSource เองก็ไม่คิดจะหาผลประโยชน์จากการขายผลิตภัณฑ์ แต่หวังหาผลประโยชน์จากการ support มากกว่า สำหรับ SaaS ก็มีรูปแบบในการหาผลประโยชน์ในอีกแบบนึง
หลายท่านมักสงสัย ว่าทำไมผมถึงได้รู้อะไร ๆ เกี่ยวกับผู้เยี่ยมชมบล็อกนี้ ซึ่งไม่น่าแปลกใจครับ เพราะพวกท่านเองก็มีบล็อกของตัวเองเช่นกัน แล้วท่านก็ได้เขียนเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เอาไว้ในบล็อกของตัวเอง รวมถึงเรื่องราวที่ตัวเองชื่นชอบตั้งมากมายในบล็อกของตัวเองด้วย ทุกครั้งที่มีคนแสดงความคิดเห็นในบล็อกนี้ ผู้เยี่ยมชมเหล่านั้นก็มักจะบันทึกลิงค์ของบล็อกตัวเอง เอาไว้ในช่องซึ่งให้ระบุเว๊ปไซต์ด้วยเสมอ ซึ่งผมก็ติดตามจากลิงค์เหล่านั้นนั่นแหล่ะ เข้าไปยังบล็อกของท่าน อาจจะไม่ค่อยมีใครเหมือนผมมากนัก เพราะเมื่อผมตามลิงค์ไปแล้ว ผมจะพยายามอ่านทุกหัวข้อที่เจ้าของบล็อกเขียนเอาไว้ ไม่ว่าเขาหรือเธอคนนั้นจะเขียนย้อนหลังไปกี่ปีก็ตาม บางคนเขียนรวมแล้วนับย้อนหลังไปถึง 6 ปีก็มี มันเป็นวิธีที่เร็วที่สุด ลัดที่สุด ที่จะรู้จักคน