คลังเก็บป้ายกำกับ: best practice

Best Practice สำหรับก่อตั้งธุรกิจเกมคอมพิวเตอร์ในไทย

ผมมีผู้ร่วมงานที่ขยันขันแข็งและมากความสามารถอยู่คนหนึ่ง เขาทำงานในหน่วยงานเดียวกับผม ในขณะเดียวกันก็เป็นพนักงานกราฟิกดีไซเนอร์ของบริษัทผลิตเกมเล็ก ๆ แห่งหนึ่งด้วย ผมชอบพูดคุยกับเขามาก ๆ เพราะเขาเป็นคนเปิดเผย มีอารมณ์ขัน เป็นกันเอง และไม่เคยตระหนี่ในความรู้

เขาเคยเล่าให้ผมฟังว่ากำลังทำเกมให้กับบริษัทฯ เป็นเกมที่เล่นได้บน Facebook และเป็นเกมที่มีลักษณะพิเศษ เพราะผู้เล่นต้องเล่นโดยใช้ Web Cam เข้ามาเป็นองค์ประกอบในการเล่น เป็นเทคโนโลยีแบบ Virtual Reality และเป็นเกมการ์ดต่อสู้เหมือนกับ Yu-Gi-Oh อะไรประมาณนั้น

ล่าสุดผมได้สอบถามถึงความคืบหน้าของเกมที่เขาและบริษัทกำลังทำอยู่ ว่ามีความคืบหน้าไปถึงไหน จะเริ่มเล่นได้เต็มรูปแบบเมื่อไหร่ และมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์อะไรบ้าง ซึ่งคำตอบที่ได้รับกลับมาก็คือ ตอนนี้ต้องหยุดเกมที่กำลังทำอยู่เอาไว้ก่อน เพราะเงินของบริษัทใกล้จะหมดแล้ว มีแต่จ่ายกับจ่าย ดังนั้น ก็เลยต้องทุ่มเทคนของบริษัททั้งหมด เพื่อทำงาน “รับจ้างทำของ” ไปพลาง ๆ ก่อน รอจนสะสมทุนได้เพียงพอเมื่อไหร่ แล้วจะรีบ ๆ กลับมาทำเกมบน Facebook ที่ว่าให้เสร็จโดยไว!!!

ดูเหมือนใคร ๆ ก็มีปัญหาเรื่อง “เงิน” ในการ “ขับเคลื่อน” ธุรกิจกันทั้งนั้น โดยเฉพาะกับธุรกิจเกมที่ต้องใช้เม็ดเงินลงทุนสูง ใช้เวลาในการสร้างสรรค์ มีการแข่งขันกันสูงทั้งในระดับชาติและระดับโลก อีกทั้งยังต้องผจญกับ “โจร” อีกเยอะแยะที่คอยจะ “ปล้น” ผลงานที่ถูกปล่อยออกสู่สาธารณชนแล้วอีกต่างหาก

โดยส่วนตัวของผมมองว่า วิธีแก้ปัญหาในการก่อตั้งธุรกิจเกมที่ดีที่สุดก็คือ การลอกวิธีแก้ปัญหาจากชาวบ้านที่เขาทำสำเร็จแล้ว หรือก็คือไปดูว่าบริษัทประกอบธุรกิจเกมในไทย ซึ่งผ่านพ้นช่วงเวลาก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาได้นั้น เขาทำได้กันได้อย่างไรกัน?

จากการค้นคว้าของผม รวมกับการลองผิดลองถูก ลองเจ๊งบ้างสำเร็จบ้างด้วยตัวเอง ทำให้ผมพบว่าตอนนี้ในเมืองไทยเรา มีวิธีการสะสมทุนเพื่อก่อตั้งธุรกิจเกมคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็น Best Practice อยู่อย่างน้อย 2 วิธี ซึ่งผมจะใช้โมเดลของบริษัททำธุรกิจเกม ที่ตอนนี้ได้จดทะเบียนเข้าไปในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นตัวอย่างในการอธิบาย

อ่านเพิ่มเติม Best Practice สำหรับก่อตั้งธุรกิจเกมคอมพิวเตอร์ในไทย

เครื่องทุ่นแรง

ผมไม่ใช่คนใจร้อน แต่ผมก็ขี้เกียจจะต้องสร้างอะไรซักอย่างหนึ่ง ด้วยกำลังทั้งหมดของตัวเอง ดังนั้น ผมจึงมักจะหา “เครื่องทุ่นแรง” เสมอ

ถ้าผมต้องต่อสู้กับใคร ผมจะไม่ลังเลใจที่จะใช้ “อาวุธ” เพราะถ้าสู้แพ้ มันจะแย่ยิ่งกว่าการเสียศักดิ์ศรีที่ใช้อาวุธซะอีก

ถ้าผมต้องสร้างซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ ผมก็จะใช้ “Software Framework” เพราะมันมีงานพื้น ๆ หลาย ๆ อย่าง งานซ้ำ ๆ ที่ต้องทำทุกครั้งที่เราจะสร้างซอฟต์แวร์ แล้ว Software Framework ก็ทำแทนให้เราไปแล้ว เราแค่นำมันมาใช้ แล้วสร้างสิ่งที่เราต้องการต่อยอดบนตัวมันแทน

ถ้าผมต้องสร้างส่วนประกอบอื่น ๆ ของซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ ผมก็จะไม่ลังเลใจที่จะใช้ “Tools” ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแบบฟรีหรือไม่ฟรี

ถ้าผมต้องบริหารจัดการระบบงานคอมพิวเตอร์ ซึ่งประกอบไปด้วย คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ ผมก็จะใช้ Management Process ที่เป็น Best Practice เพื่อเข้ามาบริหารจัดการ เพราะยังไง ๆ ปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ของการบริหารจัดการระบบงานคอมพิวเตอร์ของทุก ๆ ที่ มันก็เหมือน ๆ กันหมดอ่ะแหล่ะ

ดังนั้นผมจึงคิดว่า ถ้าหากต้องตั้งทีมงานขึ้นมาเพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ ผมควรจะจัดสัดส่วนของบุคลากรเป็นแบบ 80/20

โดยแบ่งให้คนในทีม 80% เป็นพวกเก่งเรื่องสรรหาและใช้ “เครื่องทุ่นแรง” ส่วนคนอีก 20% เป็นพวกเก่งสร้าง “เครื่องทุ่นแรง”

ในยุคนี้ มนุษย์ที่เก่งการใช้ “เครื่องทุ่นแรง” ดูจะมีภาษีมากกว่าคนที่เก่งการสร้าง “เครื่องทุ่นแรง” เยอะเลย!!!