หลายปีมานี้ผมเห็นขอบเขตอะไรบางอย่างจากอินเตอร์เน็ต ฟากนึงคือกลุ่มคนหรือองค์กรที่พยายามสร้างพื้นที่สาธารณะเพื่อให้ใคร ๆ เข้ามาใช้กัน ซึ่งการสร้าง SaaS สาธารณะก็ถือว่าอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย ส่วนอีกฟากนึงคือปัจเจกบุคคล ที่พยายามจะสร้างขอบเขตพื้นที่ของตัวเอง พยายามที่จะเป็นเอกเทศไม่ยึดโยงอยู่กับพื้นที่สาธารณะ อีกทั้งอาจคิดถึงกระทั่งสร้าง SaaS เพื่อใช้ส่วนตัวแต่เพียงผู้เดียว!!! จริง ๆ แล้วตัวอย่างง่าย ๆ ที่จะอธิบายเรื่องนี้ได้ก็คือ “บล็อก” เราจะเห็นว่าในเบื้องต้น คนที่เขียนบล็อกจะเริ่มเขียนในพื้นที่สาธารณะก่อน จากนั้นเมื่อเริ่มเล็งเห็นถึงความเป็นปัจเจกของตัวเอง ก็จะมาเปิดบล็อกโดยใช้โดเมนของตัวเองแทน ผมคิดว่าสำหรับ SaaS
Author: ไท้ ปริญญา
ปรกติแล้วคนที่เรียนมาทางคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิธีในการออกแบบซอฟต์แวร์ วิธีในการสร้างซอฟต์แวร์ แต่เรากลับพบว่าไม่เห็นมีรายวิชาไหนเลยแฮะ ที่สอนเราในเรื่องเกี่ยวกับวันหมดอายุของซอฟต์แวร์!!! ตามธรรมดาแล้ววันหมดอายุมักจะใช้สำหรับอาหารและยารักษาโรค เพราะของพวกนี้มันใช้กิน ดังนั้นถ้ามันหมดอายุแล้วกินเข้าไป อาจทำให้เราเดี้ยงได้ การคาดการณ์หรือประเมิณถึงอายุขัยของซอฟต์แวร์นั้น ถือได้ว่าเป็นศาสตร์นึงที่จำเป็นต้องเรียนรู้ เพราะมันหมายถึงต้นทุนของการเสียโอกาส ที่เราจะต้องสูญเสียมันไปหากเราคาดการณ์ผิดแล้วลงทุนผลิตมันขึ้นมา ต้นทุนสูง, อายุขัยสั้น ต้นทุนสูง, อายุขัยยาว ต้นทุนต่ำ, อายุขัยสั้น ต้นทุนต่ำ, อายุขัยยาว จะเห็นว่าแบบข้อ 1. นั้น ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะผลิตมันขึ้นมา
ผมเคยดูน้องชายเล่นเกมส์ออนไลน์เกมส์นึงครับ เห็นเรียกชื่อเกมส์ว่า The Sim เกมส์ดังกล่าวจะให้เราสวมบทเป็นตัวละครอาชีพต่าง ๆ ผมเลยถามน้องชายว่าเล่นเป็นอาชีพอะไร เขาบอกว่าเลือกเล่นเป็นโปรแกรมเมอร์ ผมฟังแล้วก็งง ๆ ไม่เข้าใจ แล้วก็ไม่ได้สนใจ (น้องชายผมเป็นวิศวกรเครื่องกล แต่ดันเล่นเป็นโปรแกรมเมอร์ สงสัยในเกมส์คงไม่มีอาชีพวิศวกรแฮะ เดาเอา) ให้หลังสองสัปดาห์น้องชายผมก็เล่นเกมส์นี้อีก ผมเลยถามว่าอาชีพโปรแกรมเมอร์มันสนุกมั้ย? น้องผมตอบว่าตอนนี้ไม่ได้เป็นโปรแกรมเมอร์แล้ว เลื่อนตำแหน่งเป็น “ราชันย์ข้อมูลข่าวสาร” แล้ว ผมฟังแล้วเอ๋อไป น้องผมรู้ทันเลยบอกว่าอาชีพในเกมส์สามารถเลื่อนตำแหน่งได้ แล้วตำแหน่งสูงสุดของสายโปรแกรมเมอร์ก็คือ
วันนี้ผู้ร่วมงานผมมาชวนผมไปลงเรียนหลักสูตรการสร้างเกมส์ออนไลน์สามมิติครับ สอนโดยอาจารย์จากเกาหลีเชียวนะ คือตอนที่ได้ฟังก็มีคิด ๆ เหมือนกันว่า ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าแบรนด์ทางด้านเกมส์ออนไลน์ของเกาหลีนี่แข็งแกร่งจริง ๆ ขนาดญี่ปุ่นกับอเมริกายังสู้ไม่ได้เลยแฮะ ทีนี้ผมก็เลยถามไปว่าเรียนจบมาแล้วจะได้วุฒิการศึกษาอะไรมั้ย เขาบอกว่าไม่มีหรอก จะมีก็แต่พอเรียนจบแล้วนายทุนจะมาจองตัวไปทำงานทันทีเลย โดยหลักสูตรดังกล่าวรับคนเรียนเพียง 20 คนเท่านั้น!!! ผมฟังแล้วก็ได้แต่คิด คิดว่าผมชอบทำเกมส์ออนไลน์สามมิติหรือเปล่า อื้ม ไม่ ๆ ผมไม่ได้ชอบ ผมชอบ SaaS มากกว่า แล้วการจะทำ SaaS
เคยอ่านหนังสือชื่อเงินสี่ด้านมั้ยครับ มันถูกพิมพ์ออกวางจำหน่ายเมื่อปี พ.ศ. 2544 แล้วก็เช่นเคย คือกว่าผมจะรู้ว่าหนังสือเล่มนี้มันดัง ก็ผ่านไปสองปีแล้ว เหอ ๆ ทั้งปี ไม่เคยรู้อะไรก่อนคนอื่นเลย หนังสือเล่มนี้อธิบายแหล่งรายได้ที่คนเราจะหาได้ อธิบายไปอธิบายมาเขาก็สรุปว่าถึงสุดท้ายแล้ว มนุษย์อย่างพวกเรามีหนทางเพียงแค่ 4 หนทางเท่านั้น ในการหารายได้เข้ากระเป๋าเราเอง นั่นก็คือ E = Employee = เป็นลูกจ้างในระบบธุรกิจ S =
ในความเป็นจริงแล้ว โปรแกรมเมอร์ไม่ได้มีหน้าที่เขียนซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียวครับ พวกเขาเหล่านั้นยังมีงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งจำเป็นต้องทำด้วย แต่ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาไม่ชอบทำกันซักเท่าไหร่ ผมเองเคยร่วมงานกับโปรแกรมเมอร์ทั้งไทย, จีน และอินเดียมากมายหลายคนครับ พบว่าพวกเขามีลักษณะของงานที่ไม่ชอบทำ (แต่จริง ๆ ต้องทำ) เหมือนกันเลย ซึ่งผมพอจะแจกแจงได้ครับ แต่ว่าไม่ได้เรียงความไม่ชอบจากมากไปหาน้อย หรือน้อยไปหามากนะ เพราะแต่ล่ะคนก็รู้สึกชอบไม่ชอบต่างกัน โดยมีสิ่งที่ไม่ชอบทำดังต่อไปนี้ โปรแกรมเมอร์ไม่ชอบ… ไม่ชอบ..เขียนโปรแกรมออก Report ไม่ชอบ..ทำคู่มืออธิบายขั้นตอนการใช้งานโปรแกรม ไม่ชอบ..ทำเอกสารอธิบายกลไกทางเทคนิคของโปรแกรม ไม่ชอบ..ซ่อมแซมหรือปรับปรุงโปรแกรมของโปรแกรมเมอร์คนอื่น
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมเรียนรู้วิธีการสร้างซอฟต์แวร์ เพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานให้มาโดยตลอด จนมาถึงจุดนึงผมรู้สึกว่ามีหลาย ๆ อย่างที่ผมสั่งให้มันทำไม่ได้ ผมว่าไม่ใช่ผมคิดอยู่คนเดียวหรอกเรื่องนี้ บรรดานักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์เองก็คงคิดเช่นเดียวกัน เขาก็คงคิดเหมือนกันว่างานหลาย ๆ อย่างนั้น สั่งให้คนทำซะยังจะดีซะกว่าสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำซะอีก แล้วมันก็คงจะโอละพ่อเข้าไปอีก ถ้าเราสามารถสร้างซอฟต์แวร์ขึ้นมา เพื่อสั่งให้คนทำงานให้ซอฟต์แวร์ดังกล่าวอีกที!!! นิยามของการสั่งให้คนทำงานให้ซอฟต์แวร์นั้น คงไม่ได้หมายถึงการใช้กำลังขู่เข็ญ, การล่อลวง หรือการใช้ความโลภเข้าชักจูง แต่มันน่าจะหมายถึงการนำส่วนเกินแรงงานของมนุษย์ ซึ่งมนุษย์อย่างเราเห็นว่ามันเป็นส่วนเหลือเพียงน้อยนิดที่ไม่น่าจะมีประโยชน์อะไร แต่หากว่าเอาส่วนเหลือดังกล่าวมาทำงานให้ซอฟต์แวร์ ก็จะสามารถสร้างผลผลิตอะไรขึ้นมาได้บ้าง ยิ่งรวบรวมส่วนเกินแรงงานของมนุษย์ได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้ผลผลิตมากขึ้นเท่านั้น
ทายถูกก็ไม่ได้อะไรนะครับ ผมไม่มีอะไรจะให้ 😛 พอดีโดนเรียกลุงน่ะครับ เลยว่า เอ๊ จะถูกเรียกลุงได้นี่ มันต้องอายุเท่าไหร่กันหว่า อิ อิ [tags]ทำนาย,ทาย,อายุ[/tags]
ศาสตร์ทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ เป็นศาสตร์ที่กว้างขวางครับ งานวิจัยแต่ล่ะชิ้นหรือความรู้ใหม่ ๆ แต่ล่ะอย่างที่คิดค้นขึ้นมา ล้วนไม่สามารถที่จะใช้ได้ในปัจจุบัน แต่มันจะเป็นสิ่งที่ถูกใช้ในวันพรุ่งนี้และวันต่อ ๆ ไป มีภาพยนตร์อยู่สองเรื่องครับ และวรรณกรรมอยู่อีกหนึ่งชิ้น ที่เป็นหนึ่งในแรงขับเพื่อสร้างสรรค์แรงบันดาลใจใหม่ ๆ ในการค้นหาคำตอบของคำถาม ด้วยศาสตร์ทางวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่คิดค้นสร้างสมกันมา เรื่องแรกเป็นวรรณกรรมของญี่ปุ่น เป็นภาคต่ออันโด่งดังของ The Ring และ Spiral นั่นก็คือ Loop, เรื่องที่สองเป็นภาพยนต์จาก hollywood
เมื่อสิบกว่าปีก่อน ผมเคยติดสอยห้อยตามเพื่อน ๆ เพื่อไปเยี่ยมชมศูนย์คอมพิวเตอร์ของธนาคารพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยครับ (ตอนนี้น่าจะเรียกว่าธนาคารพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยความครอบครองของสิงค์โปรถึงจะถูก) ทางเข้ามีสามชั้นครับรัดกุมดี พอเข้าไปแล้วก็พบกับศูนย์คอมพิวเตอร์พื้นที่กว้างขวางมาก ๆ อีกทั้งยังยกพื้นขึ้นมาเหนือพื้นปรกติราว 30 เซ็นติเมตร และนอกจากนี้ผมก็พบคอมพิวเตอร์เครื่องขนาดสูงท่วมหัว เรียงรายอีกกว่า 100 เครื่อง รู้สึกตอนนั้นจะได้รับเกียรติจากหัวหน้าศูนย์คอมพิวเตอร์ เป็นผู้พาเราชมสถานที่พร้อมการบรรยายเสร็จสรรพ ผมก็ฟังไปเรื่อย ๆ นะ แต่ก็สะดุดอยู่จุดหนึ่งคือเรื่องความจุของคอมพิวเตอร์ สมัยนั้นคอมพิวเตอร์ที่ผมรู้จักถ้ามี RAM 2