เพิ่งอ่านเปเปอร์นี้จบ บันเทิงมาก ความรู้สึกเหมือนดูมาสเตอร์เชฟทำอาหาร เปเปอร์นี้ตีพิมพ์ในวารสารเนเจอร์ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา เป็นงานวิจัยเพื่อสังเคราะห์เสียงพูดจากสมองออกมาเป็นไฟล์เสียงโดยตรง โดยไม่ผ่านการออกเสียงจากปาก อ่านเนื้อหาแล้ว นึกว่าเป็นงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน SIG ACM หรือ IEEE Transaction มีแต่ศัพท์ EE กับ CS เต็มไปหมด งานวิจัยที่น่าสนใจมาก เพราะเปเปอร์นี้จริง
Author: ไท้ ปริญญา

อันนี้เป็นข่าวเก่า รู้มาสองปีแล้ว แต่ผมเพิ่งสนใจจะตาม คือเป็นข่าวการจัดตั้ง “สมาพันธ์ดิจิทัลไทย” ตั้งแต่เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2559 โดยจุดประสงค์ของการจัดตั้งสมาพันธ์ เพื่อเป็นเครือข่ายการประสานงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันของสมาชิก สมาพันธ์ดิจิทัลไทย มีสมาชิกก่อตั้งประกอบด้วย 9 องค์กรได้แก่ สมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) (DAAT) สมาคมโปรแกรมเมอร์ไทย (TPA) สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย (TECA) สมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทย (TISPA) สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย

อันนี้เป็นข่าวเก่า ผมเพิ่งสนใจจะตาม คือตามเนื้อหาของร่างกฎหมาย “สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย” ระบุให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นเจ้าภาพทำหน้าที่ดำเนินการจัดตั้ง “สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย” โดยมีจุดประสงค์เพื่อประสานภาครัฐและเอกชนเข้าด้วยกัน จะได้ร่วมกันกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจดิจิทัลให้ไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งกระทรวงดิจิทัลฯ ก็ค่อนข้างขยัน เพราะถึงแม้กฎหมายจะยังไม่ออกมาบังคับใช้ ทางกระทรวงดิจิทัลฯ ก็ได้เริ่มลงมือไปก่อนแล้ว โดยการรวบรวมสมาคมทางด้านดิจิทัลของไทย เพื่อลงนามปฏิญญาความร่วมมือผลักดันการจัดตั้ง “สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย” ตั้งแต่เมื่อกลางปี 2561 (4 มิ.ย. 2561) ที่ผ่านมา งั้นเรามาดูกันดีกว่าครับว่า สมาคมสำคัญซึ่งร่วมลงนามปฏิญญาความร่วมมือผลักดันการก่อตั้ง

โลกใบนี้มีหนังสือชื่อ “คลื่นลูกที่สาม” อยู่ 2 เล่ม เล่มแรกแต่งโดย อัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ ส่วนเล่มสองแต่งโดย สตีฟ เคส หนังสือ 2 เล่ม ตีพิมพ์ห่างกันสามสิบกว่าปี โดย อัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ อธิบายคลื่นลูกที่สามในภาพใหญ่ ส่วนของ สตีฟ เคส อธิบายขยายความคลื่นลูกที่สามลงไปในภาพย่อย ถ้าเอาแนวคิดคลื่นลูกที่สามของ อัลวิน

พักหลังมีคนคุยเกี่ยวกับกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศมากขึ้น ผมเองก็ห่างไปนาน ไม่ได้ติดตามมาพักใหญ่ ๆ ว่าบ้านเมืองนี้ มีการออกกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศอะไรออกมาบ้าง สำหรับหัวข้อนี้จะแบ่งกฎหมายออกเป็นสองกลุ่มนะ คือกลุ่มแรกเป็นกฎหมายที่ประกาศบังคับใช้แล้ว กับกลุ่มหลังเป็นกฎหมายที่ยังเตาะแตะรอฟังความคิดเห็น รอประกาศบังคับใช้อยู่ กลุ่มแรก กฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีการประกาศใช้แล้ว 1.1 พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ๒๕๔๔ [1] บัญญัติขึ้นเพื่อทำให้การค้าขายสินค้าและบริการผ่านระบบคอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และ อินเทอร์เน็ต เป็นไปอย่างปลอดภัย ซึ่งประโยชน์จะตกอยู่กับประชาชนเป็นสำคัญ 1.2 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

หลายสัปดาห์ก่อนผมได้มีโอกาสชมวีดีโอสาธิตระบบ Face Detection ของบริษัทจีนเจ้าหนึ่ง ทางผู้แทนจำหน่ายเล่าว่ามันถูกใช้จริงแล้วที่ด่านผ่านแดนระหว่างฮ่องกงกับจีน โดยหลักการทำงานคือ กล้องวงจรปิดความละเอียดสูง จะถูกติดตั้งเอาไว้ตรงด่านผ่านแดน ในตำแหน่งที่ถ่ายติดหน้าของทุกคนที่เดินผ่าน จากนั้นภาพเคลื่อนไหวจากกล้อง ก็จะถูกส่งไปให้เครื่องจักรแยกภาพทีล่ะภาพ เพื่อวิเคราะห์ใบหน้าต่อไป ทีนี้โดยความสามารถหลัก ๆ ของมันก็คือ มันจะจดจำใบหน้าของทุกคนที่ผ่านด่าน มันไม่รู้ว่าเจ้าของใบหน้าที่มันจำได้ชื่ออะไรบ้าง แต่มันจะรู้จักจับสังเกตรูปแบบแปลก ๆ ได้ เช่น ถ้าในแต่ล่ะวันเจอหน้าใครซ้ำ ๆ มันก็จะเอ๊ะ จะเตือนขึ้นมาว่าแปลกแล้วนะ

ผมอธิบายตามประสบการณ์และความเข้าใจของตนเองนะครับ Computer Vision มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เครื่องจักรเข้าใจทัศนียภาพภายในรูปภาพนิ่งหรือรูปภาพเคลื่อนไหว สามารถแยกแยะวัตถุภายในรูปภาพได้ สามารถเข้าใจทิศทางการเคลื่อนไหวของวัตถุภายในรูปภาพได้ Image Processing มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เครื่องจักรแปลงสภาพภายในรูปภาพนิ่ง สามารถแปลงสีภายในภาพ ทำให้ภาพชัดหรือเบลอ ลดหรือเพิ่มสัญญาณรบกวน กร่อนหรือเติมภาพได้ ดังนั้น ถ้าสรุปสั้น ๆ ก็คือ Computer Vision เน้นเข้าใจทัศนียภาพ ส่วน Image Processing เน้นแปลงสภาพภาพ นั่นเองครับ

พักหลังผมไม่ค่อยได้เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อสร้างเป็น Application ซักเท่าไหร่ ผมค่อย ๆ ด้อยความสามารถด้านการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ไปเรื่อย ๆ แต่ก็ชำนาญขึ้นในด้านการบริหารจัดการโครงการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์แทน ยุคนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่เราสามารถโฟกัสทักษะการเขียน Application ได้ แต่เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่แล้ว เพราะอุปกรณ์มันหลากหลายมากขึ้น แล้วมันก็มีอะไร ๆ ที่ซ้อนทับมากขึ้นด้วย เพื่อให้ชำนาญอะไรซักอย่างนึง โปรแกรมเมอร์หรือนักพัฒนาซอฟต์แวร์เลยต้องเลือกว่าจะถนัดในการสร้าง Application แบบไหน เพราะแต่ล่ะแบบก็มีการแตกแขนงในแบบของมันเยอะแยะ ต้องเรียนรู้อะไร ๆ เยอะแยะ เพื่อให้

ผมกำลังคิดเรื่องการสำรวจอวกาศแบบผสมผสาน จริง ๆ มันเป็นเรื่องไกลตัว ไกลจากชีวิตประจำวันปรกติ แต่มันก็น่าสนุกดีที่จะคิด ทุกวันนี้มีแต่ประเทศสหรัฐอเมริกาที่ส่งยานอวกาศสำรวจระหว่างดวงดาว ในขณะที่ประเทศมหาอำนาจอื่นเน้นไปกับการสำรวจโลกของเราซะมากกว่า ซึ่งที่ผ่านมาการสำรวจอวกาศโดยการใช้ยานอวกาศ มักมีข้อติดขัดในด้านความเร็วและการสื่อสาร มันคงเป็นเรื่องยากที่จะให้ยานอวกาศเดินทางได้เร็วมาก ๆ ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นเรื่องยากอีกเช่นกันที่จะให้ภาคพื้นโลกสามารถติดต่อกับยานอวกาศได้ด้วยระยะเวลาอันสั้น ทั้งหมดทั้งมวลมันเป็นปัญหาบนพื้นฐานเดียวกัน คือ ไม่มีอะไรเดินทางได้เร็วกว่าแสง แปลว่าบนทฤษฎีนี้ ยานอวกาศก็ไม่มีทางไปได้เร็วกว่าแสง ในขณะที่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ใช้สื่อสารระหว่างภาคพื้นโลกกับยานอวกาศ ก็ไม่มีทางเดินทางได้เร็วกว่าแสงอีกเช่นกัน มีความพยายามแก้ไขปัญหาสองเรื่องนี้ เรื่องแรกคือการสร้างยานอวกาศให้สามารถดึงกาลอวกาศเบื้องหน้า แล้วผลักกาลอวกาศไปเบื้องหลัง เพื่อให้มันไปได้เร็วกว่าความเร็วแสง

ตอนนี้ผมรู้สึกว่ากิจการด้าน AI ของประเทศมหาอำนาจโลก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายตะวันตก คือ สหรัฐ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิสราเอล หรือ ฝ่ายตะวันออก คือ รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ต่างรุดหน้ากันไปมาก โดยเฉพาะจีนและสหรัฐมีความโดดเด่นสูงเป็นพิเศษ! ถ้าเป็นการคิดค้นทฤษฎีพื้นฐานด้าน AI และจำนวนกิจการด้าน AI ถือว่าสหรัฐเป็นต่อจีนอยู่หลายขุม แต่ถ้าเป็นการประยุกต์ด้าน