จริง ๆ แล้วบล็อกนี้ผมจะเอาไว้โม้เรื่องซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียวครับ แต่ก็รู้สึกเหมือนกันว่าถ้าเราจะโม้ถึงแต่ซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้เบิ่งตาว่าเหตุและผลที่มีผลกระทบกับวงการซอฟต์แวร์ไทยเรานั้น มันมาจากทั้งการเมืองและเศรษฐกิจก็คงไม่ได้ เลยจำเป็นต้องโม้ถึงหน่อย คงไม่ว่ากันเน้อะ ผมจะโม้ว่าเมืองไทยเรานั้น บริษัทซอฟต์แวร์ใหญ่ ๆ ของไทย ล้วนเป็นบริษัทประเภท “ให้คำปรึกษา” และ “รับจ้างทำของ” ทั้งสิ้น แล้วก็อย่างที่รู้ ๆ กันอยู่ว่าบริษัทเหล่านี้เป็นบริษัทใหญ่ ดังนั้นไอ้เรื่องจะทำซอฟต์แวร์เป็นซอง ๆ ออกมาขายปลีกเพื่อหวัง Economy of
Author: ไท้ ปริญญา
ทราบกันมั้ยครับว่าการที่จะเป็นโคตรเซียนพนันได้นั้น มีอยู่เพียงสองวิธีเท่านั้น นั่นก็คือ ต้องโกงได้แนบเนียนมากจนไม่มีใครจับได้, ไม่มีใครคาดเดาได้ และไม่มีใครคิดว่าโกง หรือ ต้องโชคดีเหมือนเทพจุติ ช่วงนี้ผมกำลังนั่งมองดูวงจรอุบาทว์ของตลาดเงินและตลาดทุนไทยอยู่ครับ แบบว่าเงินบาทแข็ง แข็งเพราะมีคนมาแย่งซื้อเงินบาท จะมาซื้อทำไมกันนักหนา อยากซื้อสินค้าไทยใช่ม้า ถึงเอาเงินสกุลต่าง ๆ มาแลกเงินบาทกันใหญ่? ไม่ใช่ล่ะมั๊ง!! พวกเนี้ยจะเก็งกำไรกันต่างหาก แล้วพอเงินบาทแข็งมาก ๆ เข้า ธนาคารแห่งประเทศไทยก็กำหนดนโยบายให้ธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยเงินฝาก เพื่อบีบให้คนทั่วไปเอาเงินฝากไปลงทุนทำอย่างอื่น โหย ถ้าคนทั่วไปรู้จักว่าจะเอาเงินไปลงทุนทำอย่างอื่น
เมื่อวานผมบ่นไว้เรื่อง bandwidth ด้วยสาเหตุเพราะผมย้ายบล็อกมาที่ hosting เมืองไทยได้แค่ 6 วัน แต่ผมกลับเสีย bandwidth ไปแล้วกว่า 520 MB ซึงมันเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผลมาก มันไม่ควรจะเป็นไปได้ ที่นี้โชคดีที่ hosting เขามีสถิติให้ดู (คิดว่าที่ไหนก็คงมี) ปรกติแล้วผมไม่เคยดูสถิติพวกนี้ เพราะตอนที่วางบล็อกไว้ที่ hosting เมืองนอก ที่นั่นเขาให้ harddisk=20GB, bandwidth=300GB/เดือน
ถ้าจะทำ SaaS เพื่อให้บริการคนไทย ก็ควรจะตั้ง hosting ไว้ที่เมืองไทย ผมคิดแบบนั้น แต่สงสัยจะมีอุปสรรคซะแล้ว เพราะนอกจาก hosting เมืองไทยจะแพง และให้เนื้อที่ฮาร์ดดิสก์น้อยแล้ว ยังให้ bandwidth ต่อเดือนน้อยอีก!!! เฮ้อ จะรู้กันมั้ยเนี่ยว่าบริการแบบ SaaS นั้น ถ้าไม่หนักไปที่เนื้อที่ฮาร์ดดิสก์ ก็ต้องหนักไปที่ bandwidth อ่ะ นี่เล่นน้อยทั้งสองอย่าง แล้วจะเอาปัญญาที่ไหนมาทำได้กันล่ะเนี่ย?
ถ้าใครช่างสังเกตุซักนิดนึงแล้วจะพบว่า เดี๋ยวนี้บริการซอฟต์แวร์ที่ส่งผ่านเว๊ปตามหลักการ Software as a Service เริ่มมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งทำให้เราแยก SaaS ได้เป็นสองประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้ ประเภทแรก เป็นการนำซอฟต์แวร์ที่เคยทำงานบนพีซี ซึ่งจริง ๆ ทำงานอยู่บนพีซีมันก็ดีอยู่แล้ว แต่ก็ยังทำให้มันทำงานบนเว๊ปแทน มันก็เลยดีขึ้นไปใหญ่ ซึ่งก็พอจะยกตัวอย่างได้ เท่าที่ไปอ่านเจอจากเว๊ปชาวบ้านก็มี Microsoft Word ->
เมื่อวานผมได้พูดคุยกับผู้ร่วมงาน ซึ่งเป็นพนักงานของบริษัทเอกชน ที่เข้ามาเป็นที่ปรึกษาในการจัดสร้างและดูแลระบบซอฟต์แวร์ให้กับองค์กรที่ผมทำงานอยู่ครับ เธอ – พี่ไท้ ที่ทำงานหนูมีเด็กเข้ามาใหม่ด้วยล่ะ เป็นเจ้าของเว๊ป ThaiWare ด้วยนะ ผม – อ๊ะ จริงดิ น่าสนใจแฮะ ยังไงต่อ แล้วทำไมเขาถึงเข้าไปทำงานบริษัทคุณล่ะ? เธอ – เขาบอกว่าเขาเบื่อเขียนเว๊ป แถมไม่ได้รู้จักใครด้วย ก็เลยออกมาทำงาน จะได้รู้จักคนอื่นบ้าง ผม –
วิชาฐานข้อมูลเป็นวิชาที่ผมได้คะแนนไม่ดีซักเท่าไหร่สมัยเรียน ตอนนั้นไม่คิดว่าวิชานี้จะสลักสำคัญอะไร แต่กาลกลับเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะเดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์อะไร ส่วนใหญ่ล้วนต้องต่อเชื่อมกับฐานข้อมูลด้วยกันทั้งนั้น จะมีก็แต่ระบบปฏิบัติการ และโปรแกรมเอกสารสำนักงานอย่าง Word, Excel หรือ PowerPoint เท่านั้นกระมัง ที่ไม่ต้องต่อเชื่อมฐานข้อมูล!!! ที่ ๆ เก็บข้อมูลก็คือฐานข้อมูล ในทางคอมพิวเตอร์นั้น ยักษ์ใหญ่ทางด้านซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูลก็มีหลายเจ้า ผมเองเคยใช้ไม่กี่อย่าง ที่เคยใช้มีก็เช่น Oracle, Informix, Sybase, Progress, SQL
ผมเคยโม้เอาไว้ว่าน่าจะเสียบ SaaS เข้ามาไว้ในบล็อก คิดว่าคงจะมีคนจำที่ผมโม้เอาไว้ได้ ทีนี้โดยหลักการทางวิทยาศาสตร์แล้ว เมื่อมีแนวคิดก็จำเป็นต้องมีการพิสูจน์ให้เห็นจริง เหมือนกับสุภาษิตที่ว่า “สิบปากกว่า ไม่เท่าตาเห็น และ สิบตาเห็น ไม่เท่ามือคลำ” ผมก็เลยทำให้ดูซะเลยว่า แนวคิดเสียบ SaaS ไว้ในบล็อกนั้น สามารถทำได้จริงไม่ได้โม้ 😛 ว่าแล้วก็ลองไปทดสอบกันดูได้เลยครับกับบล็อกแปลงค่ามาตราชั่งตวงวัด ป.ล. ใครเข้าไม่ได้ยังไม่ต้องหัวเสีย เพราะรู้สึกว่า DNS มันยังปรับไม่ครบทั้งโลก ผมเองก็เพิ่งย้ายบล็อกมา
ปรกติแล้วผมจะให้ความสนใจกับความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ครับ โดยเฉพาะพวกเครื่องบินรบ, เรือรบ, หุ่นยนต์ และยานอวกาศนี่จะสนใจเป็นพิเศษเลยทีเดียว ความรู้ในการสร้างสิ่งประดิษฐ์ทรงภูมิปัญญาเหล่านี้ ส่วนใหญ่แล้วถูกเก็บงำเอาไว้ ไม่ค่อยได้เปิดเผยออกมาสู่สาธารณชนมากนัก ซึ่งแบบนี้ทำให้นึกถึงสูตรของน้ำโคคาโคล่าเลย ที่ถึงแม้จะมีนักเคมีแกะส่วนประกอบของมันออกมาได้แล้ว แต่ก็ยังไม่รู้สัดส่วนของมันอยู่ดี ประเด็นที่ผมจะบอกก็คือ ถึงแม้มันจะเป็นความลับ แล้วเราเองก็ไม่รู้จะค้นหาความลับนี้มาได้ยังไง แต่ในฐานะที่เรามีความรู้ในเรื่องนั้น ๆ ในระดับหนึ่ง เราเองก็สามารถ…เดา…ได้เหมือนกัน ว่าสิ่งประดิษฐ์ทรงภูมิปัญญาเหล่านั้น มันน่า…จะ…มีกลไกในการทำงานยังไงบ้าง ยกตัวอย่างเรื่องนึงซึ่งผมสนใจมาก มันเป็นเรื่องเมื่อปี พ.ศ. 2540 ครับ