<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Data Mining &#8211; PARINYA.NET</title>
	<atom:link href="https://www.parinya.net/node/category/data-mining/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.parinya.net</link>
	<description>Computation theories and information processing theories.</description>
	<lastBuildDate>Sat, 27 Nov 2021 15:41:24 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.3</generator>
	<item>
		<title>จีนจะครองโลก โดยการพึ่งพาตัวเองสูงสุด</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2960</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2960#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 27 Nov 2021 15:41:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Computation]]></category>
		<category><![CDATA[Computer Vision]]></category>
		<category><![CDATA[Data Mining]]></category>
		<category><![CDATA[Electronic Money]]></category>
		<category><![CDATA[Quantum Computer]]></category>
		<category><![CDATA[Robotic]]></category>
		<category><![CDATA[Security]]></category>
		<category><![CDATA[Simulation]]></category>
		<category><![CDATA[Virtual Reality]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.parinya.net/?p=2960</guid>

					<description><![CDATA[ผมเพิ่งได้มีโอกาสอ่าน แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี (2021-2025) ฉบับที่ 14 ของจีน (ฉบับแปลจีนเป็นอังกฤษ) ไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ถือว่าอ่านช้าไปหน่อย เพราะประกาศมาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา และสื่อมวลชนไทยก็สาธยายรายละเอียดสำคัญไปหมดแล้ว แต่พอได้อ่านเอง ถึงได้รู้ว่าสื่อมวลชนไม่ได้แจกแจงทุกรายละเอียดปลีกย่อย ผมจึงเห็นว่าในเนื้อหามีคำสำคัญหลายคำที่ถูกกล่าวอ้างถึง ล้วนเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ทั้งนั้น ซึ่งได้แก่ คลาวคอมพิวติ้ง บิ๊กดาต้า ไอโอที บล็อกเชน ปัญญาประดิษฐ์ วีอาร์ เออาร์]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ผมเพิ่งได้มีโอกาสอ่าน <a href="https://www.adb.org/publications/14th-five-year-plan-high-quality-development-prc">แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี (2021-2025) ฉบับที่ 14 ของจีน (ฉบับแปลจีนเป็นอังกฤษ)</a> ไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ถือว่าอ่านช้าไปหน่อย เพราะประกาศมาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา และสื่อมวลชนไทยก็สาธยายรายละเอียดสำคัญไปหมดแล้ว</p>



<p>แต่พอได้อ่านเอง ถึงได้รู้ว่าสื่อมวลชนไม่ได้แจกแจงทุกรายละเอียดปลีกย่อย ผมจึงเห็นว่าในเนื้อหามีคำสำคัญหลายคำที่ถูกกล่าวอ้างถึง ล้วนเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ทั้งนั้น ซึ่งได้แก่ คลาวคอมพิวติ้ง บิ๊กดาต้า ไอโอที บล็อกเชน ปัญญาประดิษฐ์ วีอาร์ เออาร์ ควอนตัมคอมพิวติ้ง เซมิคอนดักเตอร์ วิทยาการระบบประสาท และบางคำที่ไม่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์โดยตรงแต่เป็นเรื่องไฮเทค เช่น การบินและอวกาศ และ เทคโนโลยีพันธุศาสตร์</p>



<p>ในแผนเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า จีนจะพึ่งพาตัวเองในระดับพื้นฐาน ในหัวข้อตามคำสำคัญที่กล่าวมาข้างต้น โดยลดการพึ่งพาจากต่างชาติให้มากที่สุด และจะทำให้ได้ต่อเนื่องไปถึง 10 ปี เพื่อจะกลายเป็นผู้นำระดับโลกในระยะยาว!!!</p>



<p>ซึ่งถ้าอ้างตามเนื้อหาของแผน แสดงว่าจีนจะทุ่มเทเพื่อคิดค้นทฤษฎีพื้นฐานเอง และลงมือสร้างเครื่องมือพื้นฐานเอง เพื่อจะนำทฤษฎีและเครื่องมือพื้นฐาน ไปใช้ประยุกต์ต่อยอดในการพัฒนาต่าง ๆ อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องสนใจการกลั่นแกล้ง ฉุดรั้ง คว่ำบาตร ของชาติอื่น ๆ อีกต่อไป</p>



<p>และถ้าผมประเมินไม่ผิด ในระยะยาวยิ่งกว่านั้น ผมคิดว่าจีนคิดจะพึ่งพาตัวเองให้ได้ในทุก ๆ ด้าน จนแม้กระทั่งถ้าชาติอื่นล่มสลายไปหมดทุกชาติ จีนก็ยังอยู่ได้และเจริญก้าวหน้าต่อไปได้เรื่อย ๆ โดยไม่เดือดร้อน!!!</p>



<p>น่าจะคิดไปถึงขนาดนั้นเลย!!!</p>



<p>การพึ่งพาพลังของชาติได้ในทุก ๆ ด้าน ก็คือ การกลายเป็นประเทศอภิมหาอำนาจ!!!</p>



<span id="more-2960"></span>



<p>แต่ผมเองก็ยังไม่เคยเห็นชาติไหนในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ที่ทำได้ถึงขนาดนั้น แม้แต่สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นชาติอภิมหาอำนาจในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา ก็ยังทำไม่ได้ ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเพื่อทำให้คนในชาติอยู่ดีกินดีอยู่</p>



<p>สหรัฐอเมริกาไม่ได้พึ่งพาชาติอื่นเพราะไม่มีปัญญาคิดเองทำเอง แต่ที่พึ่งพาชาติอื่นเพราะขี้เกียจคิดเองทำเองในเรื่องโลว์เทค สู้เอาเวลาไปทำเรื่องไฮเทคเพื่อให้มีมูลค่าจะดีกว่า</p>



<p>ซึ่งความคิดต่างจากจีน เพราะจีนคิดจะพึ่งพาชาติตัวเองในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโลว์เทคหรือเรื่องไฮเทค!!!</p>



<p>และแผนของจีนก็คือการพึ่งพาตัวเองด้านไฮเทคให้ได้ และมันจะกลายเป็นพลังต่อยอดเพื่อสนับสนุนการพึ่งพาตัวเองด้านโลว์เทคอีกต่อหนึ่ง!!!</p>



<p>ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าจีนพยายามอย่างสูงสุดที่จะพึ่งพาตัวเอง มันมีหลายข่าวที่ถ่ายทอดออกมา ซึ่งถ้าเราเสพข่าวอย่างผิวเผินเราก็อาจตั้งคำถามว่าจีนคิดจะไม่ให้คนอื่นหากินเลยเหรอ? ไม่คิดจะซื้ออะไรจากชาติอื่นเลยเหรอ? ซึ่งตัวอย่างข่าวก็มีหลายเรื่อง ทั้งเรื่องไฮเทค เช่น จีนมีระบบค้นเว็บของตัวเอง มีตลาดกลางซื้อขายสินค้าออนไลน์ของตัวเอง มีระบบการชำระเงินของตัวเอง มีเครือข่ายสังคมของตัวเอง มีระบบการแบ่งปันคลิปวีดีโอของตัวเอง เป็นต้น</p>



<p>หรือเรื่องโลว์เทค เช่น สถานที่ท่องเที่ยวในชาติอื่นที่ดี ๆ จีนก็จะจำลองไว้ที่ชาติตัวเอง อาหารอร่อย ๆ จีนก็พยายามหัดทำเอง พืชผักผลไม้อร่อย ๆ ที่ได้รับความนิยม จีนก็พยายามจะปลูกเอง เป็นต้น</p>



<p>ตลาดจีนใหญ่มาก ชาติต่าง ๆ ล้วนอยากขายของเข้าไปที่จีน แต่จีนกลับคิดเองทำเอง พึ่งพาตัวเองแม้กระทั่งสินค้าโลว์เทค ไม่ซื้ออะไรที่เป็นโลว์เทคจากชาติอื่น ส่งผลให้ชาติอื่นหากำไรจากจีนไม่ได้ และ ใช้เป็นอำนาจต่อรองกับจีนก็ไม่ได้</p>



<p>สหรัฐพึ่งพาตัวเองในด้านไฮเทค แต่พึ่งพาชาติอื่นในด้านโลว์เทค ชาติอื่นเลยชอบเพราะทำมาค้าขายด้วยได้ คือ ซื้อของไฮเทคจากสหรัฐ และ ขายของโลว์เทคให้สหรัฐ</p>



<p>ส่วนจีนพึ่งพาตัวเองทั้งด้านไฮเทคและโลว์เทค ดังนั้น กลายเป็นว่าชาติต่าง ๆ ต้องซื้อของไฮเทคและโลว์เทคจากจีน และ ชาติต่าง ๆ แทบจะขายของโลว์เทคของตัวเองให้จีนไม่ได้เลย ยกเว้นทรัพยากรธรรมชาติสำคัญที่จีนไม่มี เช่น น้ำมันปิโตรเลียมและแก๊สธรรมชาติ เป็นต้น ซึ่งไม่ใช่ทุกชาติจะมีทรัพยากรธรรมชาติแบบนี้ และอีกไม่นานถ้าจีนเปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด รวมทั้งจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับทั้งประเทศด้วยดวงอาทิตย์เทียมได้ ความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติแบบนี้ก็จะหมดลงไป</p>



<p>ตอนนี้ภาพมันชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าการครองโลกของจีนและสหรัฐมันต่างกัน</p>



<p>สหรัฐครองโลกโดยการก้าวก่ายชาติอื่นไปทั่ว แต่จีนครองโลกโดยการพึ่งพาตัวเองสูงสุด</p>



<p>เราได้เห็นมาแล้วว่าการครองโลกของสหรัฐมันน่ารำคาญสุด ๆ เพราะสหรัฐชอบสูบทรัพยากรจากชาติต่าง ๆ และถ้าชาติไหนไม่เชื่อฟังสหรัฐ สหรัฐก็คว่ำบาตรไม่ซื้อของ และบังคับให้ชาติอื่นไม่ซื้อของ</p>



<p>แต่การครองโลกของจีนก็คงจะน่ารำคาญอีกแบบนึง เพราะจีนไม่สนใจว่าชาติไหนจะเชื่อฟังหรือไม่เชื่อฟังจีน ยังไงจีนก็ไม่ซื้อของชาตินั้นอยู่ดี เพราะจีนพึ่งพาตัวเองได้ และเผลอ ๆ จีนยังขายสิ่งที่ชาติต่าง ๆ ทำได้ในราคาที่ต่ำมาก ๆ แถมคุณภาพดีกว่าอีกต่างหาก ซึ่งมันจะทำให้ชาติอื่นอดตาย เพราะแข่งกับจีนไม่ได้</p>



<p>ผมคิดว่าตอนนี้ จีนคงจะไม่มีเวลามาหาเสียงกับชาติอื่น จีนต้องพัฒนาชาติตัวเองให้พึ่งพาตัวเองให้ได้ มันเป็นเรื่องความมั่นคง เป็นเรื่องคอขาดบาดตายของชาติ เพราะถ้าพึ่งพาเรื่องไฮเทคระดับพื้นฐานไม่ได้ ก็ต้องเป็นเบี้ยล่างสหรัฐและยุโรปเหมือนอดีตที่ผ่านมา</p>



<p>แต่ผมก็เชื่อนะ ว่าภายใน 5 ปีนี้ หลังจากที่จีนพึ่งพาตัวเองในเรื่องไฮเทคระดับพื้นฐานได้แล้ว ในแผน 5 ปีฉบับหน้า จีนน่าจะบรรจุเรื่องการหาเสียงกับชาติอื่น และเริ่มคิดว่าจะอยู่ร่วมกับชาติอื่นในโลกอย่างสันติและมั่งคั่งร่วมกันได้อย่างไร รวมทั้งวางแผนแบ่งผลประโยชน์ยังไงให้ชาติอื่นไม่รู้สึกว่าจีนสนใจแต่ชาติตัวเองไม่สนใจชาติอื่น</p>



<p>จริง ๆ มันมีแบบแผนที่ทำกันมาแล้วนะโดยสหรัฐอเมริกา ตอนที่สหรัฐอเมริกาเป็นอภิมหาอำนาจโลกเสรี ยังเป็นเจ้าสัวโลก (ตอนนี้จีนเป็นแทนแล้ว) โรงงานของโลก (ตอนนี้จีนก็เป็นแทนแล้ว) และ ศูนย์วิจัยของโลก (อันนี้สหรัฐกับจีนแบ่งกันเป็น) นั่นก็คือ การแจกตังค์</p>



<p>ก่อนที่สหรัฐจะถังแตกแบบในปัจจุบัน สหรัฐแจกตังค์ให้ทุกชาติ แจกแบบเจ้าสัวเลย ให้ทุนในหลาย ๆ แบบ ทั้งทุนด้านการทหาร ทุนด้านการศึกษา ปล่อยกู้ผ่านธนาคารโลก ให้เงินอุดหนุนโน่นนี่นั่น เยอะแยะเต็มไปหมด จนชาติต่าง ๆ ยังคงหลงรักสหรัฐแบบหัวปักหัวปำอย่างทุกวันนี้</p>



<p>ซึ่งผมก็คิดว่าเป็นไปได้ที่จีนจะทำตามสหรัฐนั่นแหล่ะ เพียงแต่สหรัฐทำโดยไม่ได้ประกาศเป็นแผนระดับชาติ เป็นการทำผ่านกฎหมายเป็นครั้ง ๆ ให้รัฐสภารับรอง แต่ถ้าจีนเล่นประกาศเป็นแผนระดับชาติออกมา ว่าจะอุดหนุนช่วยเหลือเรื่องเงินทองกับชาติต่าง ๆ อย่างเป็นเรื่องเป็นราว มันก็จะฮือฮาไปอีกแบบนึง</p>



<p>ซึ่งมันต่างจากการที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงประกาศแจกวัคซีนให้ชาติต่าง ๆ เพื่อหาเสียงกับชาติต่าง ๆ อันนั้นมันเป็นแค่ระดับผู้นำสั่งเป็นครั้ง ๆ ไม่ได้เป็นแผนระดับชาติที่ถูกกำหนดให้ต้องทำอย่างต่อเนื่อง</p>



<p>การครองโลก มันมีแค่ 4 วิธี คือ ใช้กำลังทหาร ใช้กำลังเศรษฐกิจ ใช้กำลังวิทยาการ และ ใช้กำลังวัฒนธรรม ผมเลยคิดว่าจีนคงจะเร่งพัฒนากำลังเศรษฐกิจและกำลังวิทยาการ จนมีกำลังทหารและกำลังวัฒนธรรมที่กล้าแกร่ง และจะครองโลกในอีกรูปแบบนึงอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ก็เป็นได้!!!</p>



<p></p>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2960/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สาเหตุที่ไม่ค่อยชอบ Neural Network ซักเท่าไหร่</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2452</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2452#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 01 Jan 2017 04:59:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Data Mining]]></category>
		<category><![CDATA[Pattern Recognition]]></category>
		<category><![CDATA[neural network]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2452</guid>

					<description><![CDATA[เห็นทุกวันนี้งานทางด้าน AI ใช้ Neural Network มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วไม่ค่อยชอบโมเดลปัญญาประดิษฐ์แบบ Neural Network ซักเท่าไหร่ เพราะ &#8230;  แปลความยาก คือเวลามันเรียนรู้แล้วสร้างเส้นแบ่ง เส้นแบ่งมันเป็นเส้นโค้ง โค้งไปมาตามข้อมูลที่มันเรียน มันเลยไม่มีความเป็นกลาง ลองนึกถึงว่าเราตีเส้นตรงเพื่อแบ่งเขต เรายังตีความง่าย แต่พอมันโค้ง เราต้องตีความว่าทำไมมันโค้ง มันหลบทำไม มันมีอะไรพิเศษถึงต้องโค้งหลบ (มันเหมือนทางด่วนที่สร้างหลบบ้านคนรวยมั้ย)]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เห็นทุกวันนี้งานทางด้าน AI ใช้ Neural Network มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วไม่ค่อยชอบโมเดลปัญญาประดิษฐ์แบบ Neural Network ซักเท่าไหร่ เพราะ &#8230;</p>
<p><figure id="attachment_2453" aria-describedby="caption-attachment-2453" style="width: 474px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2017/01/15723468_10155641312277586_5303280927547259387_o.jpg"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="size-large wp-image-2453" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2017/01/15723468_10155641312277586_5303280927547259387_o-683x1024.jpg" alt="Model Neural Network แบบต่าง ๆ" width="474" height="711" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2017/01/15723468_10155641312277586_5303280927547259387_o-683x1024.jpg 683w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2017/01/15723468_10155641312277586_5303280927547259387_o-200x300.jpg 200w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2017/01/15723468_10155641312277586_5303280927547259387_o-768x1152.jpg 768w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2017/01/15723468_10155641312277586_5303280927547259387_o.jpg 1000w" sizes="(max-width: 474px) 100vw, 474px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2453" class="wp-caption-text">Model Neural Network แบบต่าง ๆ</figcaption></figure></p>
<ol>
<li> แปลความยาก คือเวลามันเรียนรู้แล้วสร้างเส้นแบ่ง เส้นแบ่งมันเป็นเส้นโค้ง โค้งไปมาตามข้อมูลที่มันเรียน มันเลยไม่มีความเป็นกลาง ลองนึกถึงว่าเราตีเส้นตรงเพื่อแบ่งเขต เรายังตีความง่าย แต่พอมันโค้ง เราต้องตีความว่าทำไมมันโค้ง มันหลบทำไม มันมีอะไรพิเศษถึงต้องโค้งหลบ (มัน<span class="text_exposed_show">เหมือนทางด่วนที่สร้างหลบบ้านคนรวยมั้ย)</span></li>
<li>ถ้าอยากได้เส้นแบ่งเป็นเส้นตรง ก็ต้องเลือกใช้ Neural Network แบบ Perceptron แต่มุมเอียงของเส้นตรงที่แบ่งข้อมูล ก็จะเอียงแบบไม่มีหลักการ ถ้าเอาไปเทียบกับ Linear Support Vector Machine หรือ Linear Discriminant Analysis พวกนั้นยังตีเส้นตรงแบ่งแบบมีหลักการกว่าเยอะ</li>
<li>มันช้า แต่ล่ะ epoch แปรผันตรงกับ node และ layer ยิ่งเยอะ ยิ่งช้า</li>
<li>โมเดลมันเป็นแบบปลายเปิด คือ ไม่รู้ว่าจะต้องออกแบบ Hidden Layer หรือ Recurrent Layer หรือ Kernel Layer กี่ node หรือกี่ layer ถึงจะเหมาะกับปัญหาที่จะแก้ ต้องลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆเอง</li>
<li>การสุ่มค่าน้ำหนักเริ่มต้น เป็นไปตามดวง สุ่มไม่ดีเรียนรู้ช้า สุ่มดีเรียนรู้เร็ว</li>
<li>ต้องใช้ข้อมูลเพื่อเรียนรู้เยอะมาก กว่าจะแบ่งเขตข้อมูลได้อย่างเหมาะสม</li>
</ol>
<div class="text_exposed_show">
<p>ไม่รู้คนอื่นเจอแค่ไหน แต่ที่ส่วนตัวเคยสัมผัสมา ก็ประมาณนี้</p>
<p>แต่ก็ไม่ใช่ว่า Neural Network จะไม่มีอะไรดีเลยในสายตาผมนะ ผมยังมองว่ามันมีจุดดีอยู่บ้าง ซึ่งเป็นจุดที่ผมชอบมาก ๆ เลย</p>
<p>นั่นก็คือ เมื่อสร้าง Model Neural Network ขึ้นมา แล้วสอนมันจนได้ประสิทธิผลที่พอใจแล้ว เราก็ไม่จำเป็นจะต้องสนใจกับข้อมูลที่สอนอีกต่อไป สนใจเฉพาะโมเดลที่ได้ก็พอ</p>
<p>จากนั้นก็เอาโมเดลที่ได้ ไปใช้งานอย่างอื่นต่อไป (ผมเคยเปรย ๆ ไว้ว่ามันเป็นแบบที่สองในหัวข้อ<a href="https://www.parinya.net/node/2168">วิธีทำให้คอมพิวเตอร์คิดเองได้</a>) ซึ่งมันเป็นอะไรที่ประหยัดพื้นที่จัดเก็บมาก ๆ เลยล่ะ</p>
</div>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2452/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ยกตัวอย่าง ทฤษฎีบทของเบย์</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2295</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2295#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 10 Feb 2016 17:02:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Data Mining]]></category>
		<category><![CDATA[Feature]]></category>
		<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[Quantum Computer]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎีบทของเบย์]]></category>
		<category><![CDATA[บทความพิเศษ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2295</guid>

					<description><![CDATA[ทฤษฎีบทของเบย์เป็นทฤษฎีความน่าจะเป็นเชิงอนุมานที่ถูกใช้กันอย่างกว้างขวางในงานคอมพิวเตอร์ชั้นสูงครับ ไม่ว่าจะเป็นการรู้จำแบบมีผู้สอนเชิงเส้นด้วย Naive Bayes หรือ การรู้จำเสียงพูดด้วย Hidden Markov Model หรือ การคำนวณสภาวะ Superposition ของคิวบิตในควอนตัมคอมพิวเตอร์ ก็ล้วนตั้งอยู่บนหลักการของทฤษฎีบทของเบย์ทั้งนั้น โดยหน้าตาของสมการตามทฤษฎีบทของเบย์ก็เป็นแบบข้างล่างนี้ จริง ๆ แล้วทฤษฎีบทของเบย์ก็สืบต่อมาจากทฤษฎีความน่าจะเป็นแบบมีเงื่อนไขอีกทีนึงน่ะครับ เป็นโมเดลที่อธิบายว่าความน่าจะเป็นในลำดับถัดไปจะขึ้นกับความน่าจะเป็นของลำดับก่อนหน้า อะไรประมาณนั้น ซึ่งถ้าจะคำนวณความน่าจะเป็นของลำดับถัดไปโดยขึ้นกับความน่าจะเป็นของลำดับก่อนหน้า ก็สามารถทำได้ง่าย ๆ ตามสมการข้างล่างนี้ครับ แล้วในเมื่อมันมีสมการง่าย]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ทฤษฎีบทของเบย์เป็นทฤษฎีความน่าจะเป็นเชิงอนุมานที่ถูกใช้กันอย่างกว้างขวางในงานคอมพิวเตอร์ชั้นสูงครับ ไม่ว่าจะเป็นการรู้จำแบบมีผู้สอนเชิงเส้นด้วย Naive Bayes หรือ การรู้จำเสียงพูดด้วย Hidden Markov Model หรือ การคำนวณสภาวะ Superposition ของคิวบิตในควอนตัมคอมพิวเตอร์ ก็ล้วนตั้งอยู่บนหลักการของทฤษฎีบทของเบย์ทั้งนั้น</p>
<p>โดยหน้าตาของสมการตามทฤษฎีบทของเบย์ก็เป็นแบบข้างล่างนี้</p>
<p><figure id="attachment_2296" aria-describedby="caption-attachment-2296" style="width: 369px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem.png" rel="attachment wp-att-2296"><img decoding="async" class="size-full wp-image-2296" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem.png" alt="ทฤษฎีบทของเบย์" width="369" height="129" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem.png 369w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem-300x105.png 300w" sizes="(max-width: 369px) 100vw, 369px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2296" class="wp-caption-text">ทฤษฎีบทของเบย์</figcaption></figure></p>
<p>จริง ๆ แล้วทฤษฎีบทของเบย์ก็สืบต่อมาจากทฤษฎีความน่าจะเป็นแบบมีเงื่อนไขอีกทีนึงน่ะครับ เป็นโมเดลที่อธิบายว่าความน่าจะเป็นในลำดับถัดไปจะขึ้นกับความน่าจะเป็นของลำดับก่อนหน้า อะไรประมาณนั้น</p>
<p>ซึ่งถ้าจะคำนวณความน่าจะเป็นของลำดับถัดไปโดยขึ้นกับความน่าจะเป็นของลำดับก่อนหน้า ก็สามารถทำได้ง่าย ๆ ตามสมการข้างล่างนี้ครับ</p>
<p><figure id="attachment_2297" aria-describedby="caption-attachment-2297" style="width: 304px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_ordinary.png" rel="attachment wp-att-2297"><img decoding="async" class="size-full wp-image-2297" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_ordinary.png" alt="การคำนวณความน่าจะเป็นแบบมีเงื่อนไข" width="304" height="131" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_ordinary.png 304w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_ordinary-300x129.png 300w" sizes="(max-width: 304px) 100vw, 304px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2297" class="wp-caption-text">การคำนวณความน่าจะเป็นแบบมีเงื่อนไข</figcaption></figure></p>
<p>แล้วในเมื่อมันมีสมการง่าย ๆ อยู่ก่อนแล้ว ทำไมเรายังต้องคำนวณโดยใช้ทฤษฎีบทของเบย์อีก???</p>
<p>คำตอบคือ บางครั้งการคำนวณความน่าจะเป็นของลำดับถัดไป โดยขึ้นกับความน่าจะเป็นของลำดับก่อนหน้า มันทำแบบตรงไปตรงมาไม่ได้ครับ มันต้องทำแบบอ้อม ๆ ดังนั้น ทฤษฎีบทของเบย์เลยเป็นสิ่งที่แก้ปัญหาในเรื่องนี้ไปโดยปริยาย</p>
<p>ก่อนอื่น ยกตัวอย่างข้อมูลให้ดูแล้วกันครับ ตามตารางด้านล่างนี้ เป็นข้อมูลคุณสมบัติของบุคคลที่มีเพียง 5 คนเท่านั้น โดยคุณสมบัติของคนเหล่านั้นก็คือ หน้าตา รูปร่าง เส้นเสียง การแสดง และ อาชีพ ครับ</p>
<p><figure id="attachment_2298" aria-describedby="caption-attachment-2298" style="width: 664px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_ex.png" rel="attachment wp-att-2298"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-2298" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_ex.png" alt="ตัวอย่างข้อมูลเพื่อคำนวณตามทฤษฎีบทของเบย์" width="664" height="318" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_ex.png 664w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_ex-300x144.png 300w" sizes="auto, (max-width: 664px) 100vw, 664px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2298" class="wp-caption-text">ตัวอย่างข้อมูลเพื่อคำนวณตามทฤษฎีบทของเบย์</figcaption></figure></p>
<p>ทีนี้จะตั้งโจทย์ครับ โจทย์คือให้หาว่าความน่าจะเป็นที่บุคคลในข้อมูลตัวอย่างจะเป็นนักแสดงและเป็นคนรูปร่างผอม ซึ่งถ้าหาโดยใช้สมการตามความน่าจะเป็นแบบมีเงื่อนไข ก็จะได้ตามสมการด้านล่างนี้</p>
<p><figure id="attachment_2299" aria-describedby="caption-attachment-2299" style="width: 536px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_ordinary_ex.png" rel="attachment wp-att-2299"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-2299" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_ordinary_ex.png" alt="ตัวอย่างสมการแบบความน่าจะเป็นแบบมีเงื่อนไข" width="536" height="506" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_ordinary_ex.png 536w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_ordinary_ex-300x283.png 300w" sizes="auto, (max-width: 536px) 100vw, 536px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2299" class="wp-caption-text">ตัวอย่างสมการแบบความน่าจะเป็นแบบมีเงื่อนไข</figcaption></figure></p>
<p>คำตอบคือ 1 ส่วน 2 ซึ่งแบบข้างบนนี้ตรงไปตรงมา แต่ถ้าหาโดยใช้ทฤษฎีบทของเบย์บ้างล่ะจะเป็นยังไง? ซึ่งก็เป็นไปตามด้านล่างนี้</p>
<p><figure id="attachment_2300" aria-describedby="caption-attachment-2300" style="width: 775px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_full_ex.png" rel="attachment wp-att-2300"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-2300" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_full_ex.png" alt="ตัวอย่างสมการตามทฤษฎีบทของเบย์" width="775" height="739" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_full_ex.png 775w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_full_ex-300x286.png 300w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_full_ex-768x732.png 768w" sizes="auto, (max-width: 775px) 100vw, 775px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2300" class="wp-caption-text">ตัวอย่างสมการตามทฤษฎีบทของเบย์</figcaption></figure></p>
<p>จะเห็นว่าคำตอบที่คำนวณได้ตามทฤษฎีบทของเบย์ มันก็เหมือน ๆ กับคำตอบที่คำนวณได้ตามทฤษฎีความน่าจะเป็นแบบมีเงื่อนไขนั่นแหล่ะครับ แล้วในเมื่อคำตอบมันเหมือนกัน แล้วเราจะไปใช้ทฤษฎีบทของเบย์ทำไมอีก???</p>
<p>คำตอบก็เพราะว่า ในสถานการณ์จริง เราอาจไม่สามารถหาความน่าจะเป็นแบบมีเงื่อนไขอย่างตรงไปตรงมาได้ครับ บางครั้งมันยอกย้อน มันต้องอ้างอิงกลับไปกลับมาถึงจะหาคำตอบได้ ดังนั้น ด้วยคุณสมบัติของทฤษฎีบทของเบย์ ก็เลยทำให้มันกลายเป็นเครื่องมือที่นิยม สำหรับงาน Machine Learning, Data Mining หรือ Quantum Computing ไปโดยปริยายนั่นเอง</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2295/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>2</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Multi-Class กับ Multi-Label</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2279</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2279#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 26 Dec 2015 15:38:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Data Mining]]></category>
		<category><![CDATA[Multi-Class]]></category>
		<category><![CDATA[Multi-Label]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2279</guid>

					<description><![CDATA[คืองี้ครับ ในวิชา Data Mining หรือ Machine Learning มันจะมีอยู่ปัญหานึงที่มักถูกหยิบยกขึ้นมานำเสนออยู่เสมอ นั่นคือ ปัญหาการจำแนกผลลัพธ์โดยการพิจารณาจากคุณสมบัติของข้อมูลที่ฝึกฝน เช่น ใช้ส่วนสูง หรือ น้ำหนัก ประกอบกัน เพื่อจะจำแนกว่าบุคคลคนนั้น เป็นนักบาสเก็ตบอลหรือนักซูโม่หรือนักมวย ซึ่งถ้าในทางทฤษฎีเราสามารถจำแนกว่า นักบาสเก็ตบอลคือ Class ที่หนึ่งส่วนนักซูโม่ก็เป็น Class ที่สอง และนักมวยก็เป็น Class]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>คืองี้ครับ ในวิชา Data Mining หรือ Machine Learning มันจะมีอยู่ปัญหานึงที่มักถูกหยิบยกขึ้นมานำเสนออยู่เสมอ นั่นคือ ปัญหาการจำแนกผลลัพธ์โดยการพิจารณาจากคุณสมบัติของข้อมูลที่ฝึกฝน เช่น ใช้ส่วนสูง หรือ น้ำหนัก ประกอบกัน เพื่อจะจำแนกว่าบุคคลคนนั้น เป็นนักบาสเก็ตบอลหรือนักซูโม่หรือนักมวย</p>
<p>ซึ่งถ้าในทางทฤษฎีเราสามารถจำแนกว่า นักบาสเก็ตบอลคือ Class ที่หนึ่งส่วนนักซูโม่ก็เป็น Class ที่สอง และนักมวยก็เป็น Class ที่สาม ดังนั้น ถ้าข้อมูลที่มีมันจำแนกได้<span style="text-decoration: underline;"><strong>มากกว่าสอง Class</strong></span> เราก็จะเรียกข้อมูลชุดดังกล่าวว่าเป็นข้อมูลที่ถูกจำแนกผลลัพธ์ได้เป็น <span style="text-decoration: underline;"><strong>Multi-Class</strong></span> ตัวอย่างข้อมูลก็เป็นดังรูปข้างล่าง</p>
<p><figure id="attachment_2280" aria-describedby="caption-attachment-2280" style="width: 709px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/12/multi_class.png" rel="attachment wp-att-2280"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-2280" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/12/multi_class.png" alt="Multi-Class Classification" width="709" height="433" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/12/multi_class.png 709w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/12/multi_class-300x183.png 300w" sizes="auto, (max-width: 709px) 100vw, 709px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2280" class="wp-caption-text">Multi-Class Classification</figcaption></figure></p>
<p>แต่ถ้าข้อมูลที่ต้องการจำแนก มันมีข้อมูลบางชุดที่มีคุณสมบัติเหมือนกันเป๊ะ ๆ แต่สามารถจำแนกเป็นผลลัพธ์ได้<span style="text-decoration: underline;"><strong>มากกว่าหนึ่ง Class</strong></span> เราจะเรียกข้อมูุลชุดดังกล่าวว่ามีลักษณะของ <span style="text-decoration: underline;"><strong>Multi-Label</strong></span> ดังรูป</p>
<p><figure id="attachment_2281" aria-describedby="caption-attachment-2281" style="width: 709px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/12/multi_label.png" rel="attachment wp-att-2281"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-2281" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/12/multi_label.png" alt="Multi-Label Classification" width="709" height="478" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/12/multi_label.png 709w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/12/multi_label-300x202.png 300w" sizes="auto, (max-width: 709px) 100vw, 709px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2281" class="wp-caption-text">Multi-Label Classification</figcaption></figure></p>
<p>จากรูปจะเห็นว่า นาย จ กับ นาย ฉ มีส่วนสูงกับน้ำหนักเท่ากันเป๊ะเลย แต่กลับกลายเป็นว่า ด้วยส่วนสูงและน้ำหนักที่เท่ากันเป๊ะดังกล่าว กลับให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน</p>
<p>สำหรับคอมพิวเตอร์แล้ว การเรียนรู้เพื่อจำแนกผลลัพธ์ซึ่งมีมากกว่าสอง Class (Multi-Class) เป็นเรื่องที่ไม่ได้ยากอะไร แต่ถ้าหากว่าเป็นการจำแนกผลลัพธ์ที่แตกต่างกันมากกว่าหนึ่ง Class โดยเกิดจากคุณสมบัติที่เหมือนกัน (Multi-Label) เป็นเรื่องที่ไม่ง่าย ซึ่งวิธีแก้ความไม่ง่ายก็คือ</p>
<ul>
<li>การให้มันเรียนรู้จากคุณสมบัติของข้อมูลชุดที่เหลือเพื่อให้มันชั่งน้ำหนักในการจำแนกผลลัพธ์แทน หรือ</li>
<li>การเพิ่มคุณสมบัติให้กับข้อมูล เช่น ถ้าส่วนสูงกับน้ำหนักมันทำให้จำแนกยาก งั้นก็เพิ่มความดันเลือดกับระดับน้ำตาลในเลือดเข้าไป เผื่อมันจะช่วยให้เห็นความแตกต่าง และทำให้การจำแนกเป็นไปได้ง่ายขึ้น เป็นต้น</li>
</ul>
<p>ถึงตอนนี้ก็คงพอจะแยกออกแล้วนะครับว่า Multi-Class กับ Multi-Label มันแตกต่างกันยังไง</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2279/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิธีทำให้คอมพิวเตอร์คิดเองได้</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2168</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2168#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 14 Sep 2015 14:48:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Data Mining]]></category>
		<category><![CDATA[คอมพิวเตอร์คิดเองได้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2168</guid>

					<description><![CDATA[ทุกวันนี้คอมพิวเตอร์มันยังคิดเองไม่ได้นะครับ ขอบอกไว้ก่อนตรงนี้เลยว่ามันยังคิดเองไม่ได้ สิ่งที่มันทำได้คือการเรียนรู้จากข้อมูลที่ถูกเฉลยเอาไว้ก่อนแล้ว จากนั้นเมื่อมีข้อมูลใหม่ถูกป้อนเข้ามาเพื่อขอคำตอบ มันก็จะนำเอาสิ่งที่มันเคยเรียนรู้ซึ่งเคยถูกเฉลยเอาไว้ มาทบทวนเพื่อทำนายว่าข้อมูลใหม่ควรจะเฉลยคำตอบว่ายังไง และคำตอบควรจะเป็นยังไง โดยผู้ที่เฉลยคำตอบให้กับคอมพิวเตอร์ในขั้นตอนการเรียนรู้ ก็คือมนุษย์เราเนี่ยแหล่ะ!!! ยกตัวอย่างเช่น เราอยากให้คอมพิวเตอร์แยกแยะได้ระหว่าง ส้ม กับ แอปเปิ้ล เราก็จะเอาข้อมูลคุณสมบัติของส้มซัก 20 ลูก พร้อมทั้งเฉลยว่าคุณสมบัติเหล่านั้นคือส้ม และเอาข้อมูลคุณสมบัติของแอปเปิ้ลซัก 20 ลูก พร้อมทั้งเฉลยว่าคุณสมบัติเหล่านั้นคือแอปเปิ้ล ป้อนเข้าไปให้คอมพิวเตอร์มันเรียนรู้ มันก็จะพยายามทบทวนของมันไป จนมันได้อะไรซักอย่างนึงออกมาเพื่อจะบอกว่ามันเรียนรู้ได้ล่ะ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ทุกวันนี้คอมพิวเตอร์มันยังคิดเองไม่ได้นะครับ ขอบอกไว้ก่อนตรงนี้เลยว่ามันยังคิดเองไม่ได้ สิ่งที่มันทำได้คือการเรียนรู้จากข้อมูลที่ถูกเฉลยเอาไว้ก่อนแล้ว จากนั้นเมื่อมีข้อมูลใหม่ถูกป้อนเข้ามาเพื่อขอคำตอบ มันก็จะนำเอาสิ่งที่มันเคยเรียนรู้ซึ่งเคยถูกเฉลยเอาไว้ มาทบทวนเพื่อทำนายว่าข้อมูลใหม่ควรจะเฉลยคำตอบว่ายังไง และคำตอบควรจะเป็นยังไง โดยผู้ที่เฉลยคำตอบให้กับคอมพิวเตอร์ในขั้นตอนการเรียนรู้ ก็คือมนุษย์เราเนี่ยแหล่ะ!!!</p>
<p>ยกตัวอย่างเช่น เราอยากให้คอมพิวเตอร์แยกแยะได้ระหว่าง ส้ม กับ แอปเปิ้ล เราก็จะเอาข้อมูลคุณสมบัติของส้มซัก 20 ลูก พร้อมทั้งเฉลยว่าคุณสมบัติเหล่านั้นคือส้ม และเอาข้อมูลคุณสมบัติของแอปเปิ้ลซัก 20 ลูก พร้อมทั้งเฉลยว่าคุณสมบัติเหล่านั้นคือแอปเปิ้ล ป้อนเข้าไปให้คอมพิวเตอร์มันเรียนรู้ มันก็จะพยายามทบทวนของมันไป จนมันได้อะไรซักอย่างนึงออกมาเพื่อจะบอกว่ามันเรียนรู้ได้ล่ะ จากนั้นเราก็ลองพิสูจน์ดูว่ามันแยกแยะได้จริงหรือเปล่า โดยการป้อนคุณสมบัติของส้มหรือแอปเปิ้ลเข้าไปให้มัน ดูซิว่ามันจะตอบว่าเป็นผลอะไร ถ้ามันตอบถูกแสดงว่ามันแม่น ถ้าตอบผิดแสดงว่ามันไม่แม่น เป็นต้น</p>
<p><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/09/clock-64266_640.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-2169" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/09/clock-64266_640.jpg" alt="" width="640" height="360" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/09/clock-64266_640.jpg 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/09/clock-64266_640-300x169.jpg 300w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/09/clock-64266_640-500x281.jpg 500w" sizes="auto, (max-width: 640px) 100vw, 640px" /></a></p>
<p>โดยวิธีการเรียนรู้ของคอมพิวเตอร์จากข้อมูลที่มีการเฉลยไว้ก่อน เพื่อทำนายคำตอบของข้อมูลใหม่ที่ป้อนให้กับคอมพิวเตอร์ สามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบใหญ่ ๆ ครับ คือ</p>
<p><strong>แบบที่หนึ่ง</strong> มองว่าข้อมูลที่ให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้พร้อมกับผลเฉลย เป็นเหมือนสารานุกรม ดังนั้น ทุกครั้งที่มีข้อมูลใหม่ป้อนให้กับคอมพิวเตอร์เพื่อขอคำตอบ คอมพิวเตอร์ก็จะย้อนกลับไปเปิดสารานุกรมที่ว่า เพื่อเทียบความคล้ายของข้อมูล จากนั้นเมื่อพบว่าข้อมูลใหม่คล้ายข้อมูลที่เคยเรียนชุดไหนมากที่สุด ก็จะเอาผลเฉลยของข้อมูลที่เคยเรียน (ก็ไอ้ตัวที่ว่าคล้ายที่สุดนั่นแหล่ะ) มาเป็นคำตอบ ถ้าจะเปรียบเทียบก็เหมือนกับการทำข้อสอบแบบเปิดตำรานั่นแหล่ะครับ ข้อสอบส่วนใหญ่ก็ประยุกต์จากเนื้อหาในตำรานั่นแหล่ะ เพียงแต่มันไม่เป๊ะ ๆ เท่านั้นเอง</p>
<p><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/09/books-925755_640.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-2170" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/09/books-925755_640.jpg" alt="" width="640" height="426" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/09/books-925755_640.jpg 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/09/books-925755_640-300x200.jpg 300w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/09/books-925755_640-451x300.jpg 451w" sizes="auto, (max-width: 640px) 100vw, 640px" /></a></p>
<p><strong>แบบที่สอง</strong> มองว่าคอมพิวเตอร์ไม่จำเป็นจะต้องเก็บข้อมูลที่เคยเรียนรู้พร้อมกับผลเฉลยในรูปแบบของสารานุกรม ที่จะต้องเสียเวลามาพลิก ๆ เทียบ ๆ ทุกครั้งที่มีข้อมูลใหม่ป้อนเข้ามาเพื่อขอคำตอบ แต่ให้ใช้วิธีผนึกการกะประมาณผลเฉลยเข้าไปในอะไรซักอย่างนึงแทน ดังนั้น เมื่อมีข้อมูลใหม่ป้อนเข้ามาเพื่อขอคำตอบ ก็ใช้การกะประมาณผลเฉลยที่ผนึกเอาไว้ เป็นตัวกลั่นกรองหาผลเฉลยของคำตอบไปเลย ถ้าให้ยกตัวอย่างก็คงเหมือนกับแทนที่เราจะทำข้อสอบแบบเปิดตำรา ก็เปลี่ยนเป็นแบบปิดตำรา ซึ่งก็หมายความว่าตัวผู้ทำข้อสอบ จะต้องท่องหนังสือสอบเข้าไปในสมองตัวเองนั่นเอง</p>
<p><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/09/board-784360_640.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-2171" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/09/board-784360_640.jpg" alt="" width="640" height="426" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/09/board-784360_640.jpg 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/09/board-784360_640-300x200.jpg 300w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/09/board-784360_640-451x300.jpg 451w" sizes="auto, (max-width: 640px) 100vw, 640px" /></a></p>
<p>โดยปรกติแล้ว การทำให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้จากผลเฉลย เพื่อทำให้มันสามารถให้คำตอบกับข้อมูลใหม่ ๆ ได้ ยังไม่ถือว่าเป็นการทำให้คอมพิวเตอร์คิดเองได้ มันยังห่างไกลกับนิยามนั้นอยู่ และถึงแม้ว่าเราจะพยายามยกระดับให้กับมัน โดยการให้มันนำข้อมูลใหม่ที่ถูกเฉลยแล้วด้วยตัวมันเอง ป้อนกลับไปให้ตัวมันเองเรียนรู้ใหม่อีกครั้ง เพื่อให้มันมีสารานุกรมส่วนตัวที่ทันสมัยขึ้น หรือให้มันมีการกะประมาณผลเฉลยที่เจนจัดมากขึ้น ก็ยังไม่ถือว่าคอมพิวเตอร์มันคิดเองได้อยู่ดี</p>
<p>เพราะทุกวันนี้การให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้ผลเฉลย ยังมีขอบเขตจำกัดอยู่ เรายังไม่สามารถทำให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้ได้เป็นลำดับขั้นตอนที่หลากหลาย เหมือนกับการเรียนรู้ของเด็กทารกที่ค่อย ๆ เติบโตขึ้นกลายเป็นผู้ใหญ่ เรายังไม่สามารถสร้างสารานุกรมแบบบูรณการ หรือวิธีการกะประมาณผลเฉลยแบบบูรณการ เพื่อส่งมอบให้คอมพิวเตอร์ใช้เรียนรู้ได้ ดังนั้น ความวิตกกังวลเรื่องเครื่องจักรครองโลก คงต้องรอไปอีกอย่างน้อยหลายสิบปี กว่าเวลานั้นจะมาถึงครับ</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2168/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การพิสูจน์ผลการ Predict และ Mining ด้วย Domain Expert</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/1933</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/1933#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 18 Jul 2014 15:48:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Data Mining]]></category>
		<category><![CDATA[Pattern Recognition]]></category>
		<category><![CDATA[domain expert]]></category>
		<category><![CDATA[internal indices]]></category>
		<category><![CDATA[mining]]></category>
		<category><![CDATA[predict]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1933</guid>

					<description><![CDATA[ผมเชื่อมาตลอดว่างานวิจัยทางด้าน Predict ง่ายกว่าทางด้าน Mining เพราะงานวิจัยทาง Predict ส่วนใหญ่แล้วพิสูจน์ได้ด้วยการหา ROC curve จะมีส่วนน้อยเท่านั้นที่ต้องใช้ Domain Expert เข้ามาช่วย เช่น งานทางด้าน Facial Recognition เป็นต้น ในขณะที่งานวิจัยทางด้าน Mining ส่วนใหญ่แล้วต้องพิสูจน์ด้วย Domain Expert เพราะการหาความรู้จากข้อมูล มันไม่สามารถพิสูจน์ได้ถ้าไม่มีผู้เชี่ยวชาญมาตัดสินว่าถูกหรือผิด]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผมเชื่อมาตลอดว่างานวิจัยทางด้าน Predict ง่ายกว่าทางด้าน Mining เพราะงานวิจัยทาง Predict ส่วนใหญ่แล้วพิสูจน์ได้ด้วยการหา ROC curve จะมีส่วนน้อยเท่านั้นที่ต้องใช้ Domain Expert เข้ามาช่วย เช่น งานทางด้าน Facial Recognition เป็นต้น</p>
<p>ในขณะที่งานวิจัยทางด้าน Mining ส่วนใหญ่แล้วต้องพิสูจน์ด้วย Domain Expert เพราะการหาความรู้จากข้อมูล มันไม่สามารถพิสูจน์ได้ถ้าไม่มีผู้เชี่ยวชาญมาตัดสินว่าถูกหรือผิด เช่น ถ้าจะจัดกลุ่มข้อมูลทางด้านโรคภัยไข้เจ็บ พอจัดกลุ่มได้ก็ต้องให้หมอมาตัดสิน หรือถ้าจะจัดกลุ่มข้อมูลการออกฤทธิ์ของยา ก็ต้องให้เภสัชกรมาตัดสิน เป็นต้น</p>
<p>การให้ผู้เชี่ยวชาญหรือ Domain Expert มาตัดสินว่าถูกหรือผิดมีต้นทุนที่สูง เพราะอย่างแรกก็คือเราจะไปรู้จัก Domain Expert เหล่านั้นได้ยังไง อย่างสองก็คือจะเอาอะไรมาพิสูจน์ว่าคนเหล่านั้นเป็น Domain Expert จริง และอย่างสามก็คือจะเอาวิธีการเก็บสถิติหรือเก็บผลสำรวจแบบไหน เพื่อมาใช้ประกอบการตัดสินผลการ Mining โดย Domain Expert</p>
<p>เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว มันจึงทำให้ดูเหมือนกับว่า งานวิจัยทางด้าน Mining ค่อนข้างจะโน้มเอียงไปในทางสังคมศาสตร์อยู่ไม่น้อย!!!</p>
<p>จริง ๆ แล้วผมก็เห็นงานวิจัยหลายชิ้นที่พยายามหนีการพิสูจน์ด้วย Domain Expert โดยการใช้ Internal Indices เข้ามาช่วย เช่นการพิสูจน์ว่าผลการจัดกลุ่มถูกต้องมั้ย โดยการพิสูจน์ย้อนกลับว่าสมาชิกในแต่ล่ะกลุ่ม เกาะกลุ่มกันใกล้ศูนย์กลางจริงหรือเปล่า ซึ่งแล้วไงล่ะ? มันก็แค่พิสูจน์ว่ามันเกาะกลุ่มจริง แต่มันก็ยังคงพิสูจน์ไม่ได้อยู่ดีว่าการเกาะกลุ่มของมัน สมเหตุสมผลกับสภาวะความเป็นจริงหรือเปล่า จนกว่าจะมี Domain Expert มาตัดสินมัน</p>
<p>ผมกำลังคิดว่า มันน่าจะมีวิธีพิสูจน์ผลการ Mining แบบกลาง ๆ ซึ่งอยู่ระหว่างวิธีใช้ Domain Expert กับวิธีใช้ Internal Indices ซึ่งต้องดูกันต่อไป</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/1933/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>User Generated Content กับ Big Data และ Data Mining</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/1919</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/1919#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 25 May 2014 15:50:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Data Mining]]></category>
		<category><![CDATA[Big Data]]></category>
		<category><![CDATA[data mining]]></category>
		<category><![CDATA[user generated content]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1919</guid>

					<description><![CDATA[อาจารย์ผมเคยสอนว่า ถ้าเราจะทำวิจัยเรื่องอะไร เราก็ต้องดูก่อนว่าตอนนี้โลกเขาไปถึงไหนกันแล้ว และผมก็เชื่อเหลือเกินว่าตอนนี้พวกเราก็คงจะรู้แล้วว่าโลกอินเทอร์เน็ตนั้นสำคัญและมีพลังมากขนาดไหน!! หลายปีที่ผ่านมา ประชาคมอินเทอร์เน็ตได้ช่วยกันสร้างเนื้อหาต่าง ๆ และโอนมันขึ้นไปอยู่บนระบบอินเทอร์เน็ตมากมายมหาศาล ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็น ข้อความ ภาพ เสียง วีดีโอ แฟ้มไบนารี่ ซึ่งการกระทำเหล่านั้นล้วนผ่านทั้งกระบวนการของ User Generated Content และหรือ Human Based Computation เนื้อหาที่มากมายมหาศาลที่ถูกสร้างขึ้นเหล่านั้น เป็นก้อนข้อมูลขนาดมหึมาซึ่งต้องมีพื้นที่จัดเก็บที่มีขนาดทัดเทียมกันหรือมากกว่ารองรับ ทุกอย่างมันต้องสอดคล้องกัน เพราะจำนวนคนในประชาคมอินเทอร์เน็ตที่สร้างเนื้อหามีจำนวนมากมายเป็นล้าน ๆ คน ในขณะที่พื้นที่จัดเก็บก็ต้องขยายตามไปด้วย]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>อาจารย์ผมเคยสอนว่า ถ้าเราจะทำวิจัยเรื่องอะไร เราก็ต้องดูก่อนว่าตอนนี้โลกเขาไปถึงไหนกันแล้ว และผมก็เชื่อเหลือเกินว่าตอนนี้พวกเราก็คงจะรู้แล้วว่าโลกอินเทอร์เน็ตนั้นสำคัญและมีพลังมากขนาดไหน!!</p>
<p>หลายปีที่ผ่านมา ประชาคมอินเทอร์เน็ตได้ช่วยกันสร้างเนื้อหาต่าง ๆ และโอนมันขึ้นไปอยู่บนระบบอินเทอร์เน็ตมากมายมหาศาล ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็น ข้อความ ภาพ เสียง วีดีโอ แฟ้มไบนารี่ ซึ่งการกระทำเหล่านั้นล้วนผ่านทั้งกระบวนการของ User Generated Content และหรือ Human Based Computation</p>
<p>เนื้อหาที่มากมายมหาศาลที่ถูกสร้างขึ้นเหล่านั้น เป็นก้อนข้อมูลขนาดมหึมาซึ่งต้องมีพื้นที่จัดเก็บที่มีขนาดทัดเทียมกันหรือมากกว่ารองรับ ทุกอย่างมันต้องสอดคล้องกัน เพราะจำนวนคนในประชาคมอินเทอร์เน็ตที่สร้างเนื้อหามีจำนวนมากมายเป็นล้าน ๆ คน ในขณะที่พื้นที่จัดเก็บก็ต้องขยายตามไปด้วย จนเกิดแนวคิด Big Data ขึ้นมา แนวคิดที่ว่าข้อมูลหรือเนื้อหาทั้งหมดควรจะเก็บไว้ โดยที่มันสามารถค้นหาได้ง่ายอย่างรวดเร็วที่สุด!!</p>
<p>คนโบราณมักจะบอกว่า &#8220;เกิน&#8221; ดีกว่า &#8220;ขาด&#8221; ดังนั้น การเก็บทุกอย่างไว้ใน Hardware ที่มีความจุสูงโดยใช้แนวคิด Big Data จึงเป็นเรื่องที่เหมาะสม แต่หลังจากนั้น เราก็ต้องมาคิดว่าเราจะทำยังไงกับข้อมูลจำนวนมหาศาลที่เก็บไว้ เราจะแค่สืบค้นมันขึ้นเฉย ๆ หรือเราจะทำอะไรอย่างอื่นกับมันได้อีก?</p>
<p>ซึ่งนั่นเป็นที่มาของ Data Mining หรือก็คือการค้นหาและสกัดความรู้จากข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ถูกจัดเก็บไว้ โดยการค้นหาความรู้จะต้องทำได้อย่างรวดเร็ว และได้ความรู้ที่มีค่า มีความหมาย</p>
<p>มันคงจะเป็นอะไรที่ฟุ่มเฟือย ต้นทุนสูง และไร้ค่ามาก ๆ หากเราเก็บข้อมูลเอาไว้ได้อย่างมากมายมหาศาล แต่เรากลับไม่สามารถสกัดหรือสังเคราะห์ความรู้อะไรออกจากข้อมูลเหล่านั้นได้เลย</p>
<p>ทุกวันนี้บริษัทไอทียักษ์ใหญ่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในโลกอย่าง Google, Microsoft หรือ Facebook ก็ล้วนแต่ทำ Data Mining จากข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ประชาคมอินเทอร์เน็ตสร้างขึ้นผ่านบริการของตนเองทั้งนั้น</p>
<p>นิยามความรู้เบื้องต้นของ Data Mining ตอนนี้อาจจะยังอยู่แค่ Classification, Clustering หรือ Association Rule Mining แต่ในอนาคตเราไม่รู้ว่าจะมีนักวิจัยคิดค้นอย่างอื่นเพื่อการทำ Data Mining อีกมั้ย และถ้าถึงตอนนั้นก็อาจจะมีวิธีหาความรู้จากข้อมูลจำนวนมหาศาลมหึมาในรูปแบบใหม่ก็เป็นได้!</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/1919/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Machine Learning กับ Data Mining แตกต่างกันยังไง?</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/1914</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/1914#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 11 May 2014 05:40:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Data Mining]]></category>
		<category><![CDATA[data]]></category>
		<category><![CDATA[data mining]]></category>
		<category><![CDATA[machine learning]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1914</guid>

					<description><![CDATA[เอาใจความหลักๆก่อนแล้วกัน Machine Learning คือ การให้คอมพิวเตอร์ทำนายผลลัพธ์ โดยใช้ข้อมูลพื้นฐานจาก attribute ที่รู้จักมาก่อนจากขั้นตอนการ train Data Mining คือ การค้นพบความรู้จากข้อมูล โดยข้อมูลที่ใช้เพื่อการค้นพบนั้นเป็น attribute ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ดังนั้น ความแตกต่างของทั้งสองอย่างอยู่ที่กริยาของพวกมัน เพราะอย่างนึงคิดค้นขึ้นเพื่อการ &#8220;ทำนาย&#8221; ส่วนอีกตัวนึงคิดค้นขึ้นเพื่อการ &#8220;ค้นพบ&#8221; ส่วนสิ่งที่เหมือนกันของทั้งสองอย่างคือ &#8220;ข้อมูล&#8221; เพราะในแง่ของ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เอาใจความหลักๆก่อนแล้วกัน</p>
<ul>
<li>Machine Learning คือ การให้คอมพิวเตอร์ทำนายผลลัพธ์ โดยใช้ข้อมูลพื้นฐานจาก attribute ที่รู้จักมาก่อนจากขั้นตอนการ train</li>
<li>Data Mining คือ การค้นพบความรู้จากข้อมูล โดยข้อมูลที่ใช้เพื่อการค้นพบนั้นเป็น attribute ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน</li>
</ul>
<p>ดังนั้น ความแตกต่างของทั้งสองอย่างอยู่ที่กริยาของพวกมัน เพราะอย่างนึงคิดค้นขึ้นเพื่อการ &#8220;ทำนาย&#8221; ส่วนอีกตัวนึงคิดค้นขึ้นเพื่อการ &#8220;ค้นพบ&#8221; ส่วนสิ่งที่เหมือนกันของทั้งสองอย่างคือ &#8220;ข้อมูล&#8221; เพราะในแง่ของ Machine Learning นั้น การมีข้อมูลนำเข้าที่มาก จะทำให้การทำนายมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น ส่วนแง่ของ Data Mining นั้น การมีข้อมูลยิ่งมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะทำให้สามารถค้นพบ Pattern เพื่อจะประเมินเป็นความรู้ได้มากเท่านั้น</p>
<p>สรุปแล้ว ข้อมูลคือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับ Machine Learning กับ Data Mining ครับ ดังนั้น เราต้องเริ่มจากข้อมูลก่อน แล้วค่อยเอาทฤษฎีการคำนวณ และทฤษฎีการประมวลผลสารสนเทศมาดำเนินการต่อไป</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/1914/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>1</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของหุ้นด้วย Association Rule Mining</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/1903</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/1903#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 29 Apr 2014 05:10:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Assignment]]></category>
		<category><![CDATA[Data Mining]]></category>
		<category><![CDATA[association rule mining]]></category>
		<category><![CDATA[data mining]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1903</guid>

					<description><![CDATA[ผมได้รับการบ้านมาครับ เป็นการบ้านระยะยาว รายละเอียดของการบ้านก็คือ ต้องทำ Demo ของ Paper งานวิจัยขึ้นมาซักเรื่องนึงที่เกี่ยวกับหัวข้อที่เรียนมา ผมจึงเลือกที่จะลองทำการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของหุ้นด้วย Association Rule Mining ดู ผมทำไปแล้วและส่งไปแล้ว และมันเป็น Demo ของ Paper ที่ไม่สามารถนำไปต่อยอดเพื่อตีพิมพ์หรือประชุมวิชาการได้อย่างแน่นอน เพราะมันมีจุดบกพร่องอยู่ 3 ข้อใหญ่ ๆ  โดยจุดบกพร่องข้อแรกก็คือ ผมไม่ได้คิดอะไรใหม่เลย ผมแค่เอาสิ่งที่มีอยู่แล้วมาประกอบกันเพื่อสร้างเป็นผลลัพธ์ จุดบกพร่องข้อสองคือ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผมได้รับการบ้านมาครับ เป็นการบ้านระยะยาว รายละเอียดของการบ้านก็คือ ต้องทำ Demo ของ Paper งานวิจัยขึ้นมาซักเรื่องนึงที่เกี่ยวกับหัวข้อที่เรียนมา ผมจึงเลือกที่จะลองทำการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของหุ้นด้วย Association Rule Mining ดู</p>
<p>ผมทำไปแล้วและส่งไปแล้ว และมันเป็น Demo ของ Paper ที่ไม่สามารถนำไปต่อยอดเพื่อตีพิมพ์หรือประชุมวิชาการได้อย่างแน่นอน เพราะมันมีจุดบกพร่องอยู่ 3 ข้อใหญ่ ๆ  โดยจุดบกพร่องข้อแรกก็คือ ผมไม่ได้คิดอะไรใหม่เลย ผมแค่เอาสิ่งที่มีอยู่แล้วมาประกอบกันเพื่อสร้างเป็นผลลัพธ์ จุดบกพร่องข้อสองคือ ผมสนใจในเรื่องโบราณ เป็นเรื่องที่นิยมวิจัยกันตั้งแต่ 30 ปีก่อนแล้ว เพราะเดี๋ยวนี้นักวิจัยมุ่งเน้นวิจัยหุ้นร่วมกับเครือข่ายสังคมแล้ว และ จุดบกพร่องข้อสามก็คือ ผมไม่สามารถพิสูจน์สิ่งที่ตัวเองค้นพบได้ว่าจริงหรือไม่จริง ผมทำได้เพียงแค่ตั้งข้อสังเกตจากผลลัพธ์เท่านั้น</p>
<p>แต่ก็คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ เลยเอามาเผยแพร่ให้ดูครับ ว่าสิ่งที่ผมทำมันประมาณไหน</p>
<p><span id="more-1903"></span></p>
<p><figure id="attachment_1909" aria-describedby="caption-attachment-1909" style="width: 723px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/04/paper1.png"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-large wp-image-1909" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/04/paper1-723x1024.png" alt="วิเคราะห์หุ้นโดยใช้ Association Rule Ming หน้าที่ 1" width="723" height="1024" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/04/paper1-723x1024.png 723w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/04/paper1-212x300.png 212w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/04/paper1-900x1273.png 900w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/04/paper1.png 1036w" sizes="auto, (max-width: 723px) 100vw, 723px" /></a><figcaption id="caption-attachment-1909" class="wp-caption-text">วิเคราะห์หุ้นโดยใช้ Association Rule Ming หน้าที่ 1</figcaption></figure></p>
<p><figure id="attachment_1906" aria-describedby="caption-attachment-1906" style="width: 724px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/04/paper2.png"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-large wp-image-1906" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/04/paper2-724x1024.png" alt="วิเคราะห์หุ้นโดยใช้ Association Rule Ming หน้าที่ 2" width="724" height="1024" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/04/paper2-724x1024.png 724w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/04/paper2-212x300.png 212w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/04/paper2.png 1036w" sizes="auto, (max-width: 724px) 100vw, 724px" /></a><figcaption id="caption-attachment-1906" class="wp-caption-text">วิเคราะห์หุ้นโดยใช้ Association Rule Ming หน้าที่ 2</figcaption></figure></p>
<p><figure id="attachment_1905" aria-describedby="caption-attachment-1905" style="width: 724px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/04/paper3.png"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-large wp-image-1905" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/04/paper3-724x1024.png" alt="วิเคราะห์หุ้นโดยใช้ Association Rule Ming หน้าที่ 3" width="724" height="1024" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/04/paper3-724x1024.png 724w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/04/paper3-212x300.png 212w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/04/paper3.png 1036w" sizes="auto, (max-width: 724px) 100vw, 724px" /></a><figcaption id="caption-attachment-1905" class="wp-caption-text">วิเคราะห์หุ้นโดยใช้ Association Rule Ming หน้าที่ 3</figcaption></figure></p>
<p><figure id="attachment_1904" aria-describedby="caption-attachment-1904" style="width: 724px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/04/paper4.png"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-large wp-image-1904" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/04/paper4-724x1024.png" alt="วิเคราะห์หุ้นโดยใช้ Association Rule Ming หน้าที่ 4" width="724" height="1024" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/04/paper4-724x1024.png 724w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/04/paper4-212x300.png 212w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/04/paper4.png 1036w" sizes="auto, (max-width: 724px) 100vw, 724px" /></a><figcaption id="caption-attachment-1904" class="wp-caption-text">วิเคราะห์หุ้นโดยใช้ Association Rule Ming หน้าที่ 4</figcaption></figure></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/1903/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>1</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เหมืองความรู้ทางคอมพิวเตอร์</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/1255</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/1255#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 07 May 2010 05:02:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Computation]]></category>
		<category><![CDATA[Data Mining]]></category>
		<category><![CDATA[Feature]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.peetai.com/a/1255/%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%</guid>

					<description><![CDATA[ความรู้ทางคอมพิวเตอร์มีอยู่สองรูปแบบ คือ ความรู้เพื่อแสดงภูมิปัญญา และ ความรู้เพื่อการเอาตัวรอด!!! ว่ากันตามจริงแล้ว บล็อกแห่งนี้ก็โม้แต่ความรู้ทางคอมพิวเตอร์ ในรูปแบบความรู้เพื่อแสดงภูมิปัญญา โดยมีความรู้ทั่วไปนิด ๆ หน่อย ๆ และเน้นความรู้ชั้นสูงมากหน่อย!!! แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผมยกย่องคนที่มีความรู้ทางคอมพิวเตอร์เพื่อการเอาตัวรอดนะ 😛 ยิ่งคนเหล่านั้นมีความรู้ทางคอมพิวเตอร์เพื่อการเอาตัวรอดแบบชั้นสูงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งน่ายกย่องมากขึ้นเท่านั้น &#8230; แต่เหนือสิ่งอื่นใด การสกัดเอาความรู้ทางคอมพิวเตอร์ในรูปแบบความรู้เพื่อการเอาตัวรอด (ชั้นสูง) เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก เปรียบได้กับการสกัดเอาทองคำออกจากหินแร่ต่าง ๆ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ความรู้ทางคอมพิวเตอร์มีอยู่สองรูปแบบ คือ ความรู้เพื่อแสดงภูมิปัญญา และ ความรู้เพื่อการเอาตัวรอด!!!</p>
<div align="center"><img decoding="async" id="image1254" alt=เหมืองความรู้คอมพิวเตอร์ src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2010/05/knowledge_treasury.jpg" /></div>
<p>ว่ากันตามจริงแล้ว บล็อกแห่งนี้ก็โม้แต่ความรู้ทางคอมพิวเตอร์ ในรูปแบบความรู้เพื่อแสดงภูมิปัญญา โดยมีความรู้ทั่วไปนิด ๆ หน่อย ๆ และเน้นความรู้ชั้นสูงมากหน่อย!!!</p>
<p>แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผมยกย่องคนที่มีความรู้ทางคอมพิวเตอร์เพื่อการเอาตัวรอดนะ <img src="https://s.w.org/images/core/emoji/16.0.1/72x72/1f61b.png" alt="😛" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /> ยิ่งคนเหล่านั้นมีความรู้ทางคอมพิวเตอร์เพื่อการเอาตัวรอดแบบชั้นสูงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งน่ายกย่องมากขึ้นเท่านั้น &#8230;</p>
<p>แต่เหนือสิ่งอื่นใด การสกัดเอาความรู้ทางคอมพิวเตอร์ในรูปแบบความรู้เพื่อการเอาตัวรอด (ชั้นสูง) เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก เปรียบได้กับการสกัดเอาทองคำออกจากหินแร่ต่าง ๆ ซึ่งหากเราลงทุนลงแรงมากไป เราก็อาจจะขาดทุนได้ง่าย ๆ</p>
<p>ที่สำคัญ จะมีบุคคลใดบ้างหนอ ที่มีความรู้ทางคอมพิวเตอร์เพื่อการเอาตัวรอด (ชั้นสูง) ที่จะยอมเปิดสัมปทาน เพื่อให้เราเข้าไป ขุด ค้น สกัด ร่อน เอาความรู้ฯจากสมองของเขา เพื่อนำออกมาทำประโยชน์ให้กับเราได้บ้างอ่ะ T-T</p>
<p>ไม่แน่ใจว่าเครื่องมืออย่าง Facebook, Twitter และ YouTube จะช่วยให้เราหาคำตอบจากเรื่องนี้ได้หรือเปล่า?</p>
<p>[tags]เหมืองความรู้, คอมพิวเตอร์, ความรู้ทางคอมพิวเตอร์, ความรู้, เหมืองคอมพิวเตอร์, Facebook, Twitter, YouTube[/tags]</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/1255/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>4</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
