<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>hidden markov model &#8211; PARINYA.NET</title>
	<atom:link href="https://www.parinya.net/node/tag/hidden-markov-model/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.parinya.net</link>
	<description>ทฤษฎีการคำนวณสำหรับคอมพิวเตอร์และทฤษฎีการประมวลผลสารสนเทศ</description>
	<lastBuildDate>Sun, 24 Feb 2013 16:46:23 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.2</generator>
	<item>
		<title>Hidden Quantum Markov Model</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/1766</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/1766#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 24 Feb 2013 16:39:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[hidden markov model]]></category>
		<category><![CDATA[hidden quantum markov model]]></category>
		<category><![CDATA[Markov Model]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1766</guid>

					<description><![CDATA[ตอนนี้งานวิจัยมันก้าวหน้า]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ตอนนี้งานวิจัยมันก้าวหน้าไปไกลมาก นอกจากจะต้องสนใจเรียนรู้ของเดิมแล้ว เรายังต้องสนใจเรียนรู้ดักทางของใหม่ ๆ อีก</p>
<p>เริ่มแรก <strong>Markov Model</strong> ซึ่งมีการอนุมานว่าความน่าจะเป็นของ State ปัจจุบัน เกิดจากความน่าจะเป็นของ State ก่อนหน้า ดังนั้น ทุก ๆ State จึงมีการยึดโยงกับ State ก่อนหน้า เหมือนกับการทำนายดินฟ้าอากาศ เพื่อหาความน่าจะเป็นในการเกิดปรากฎการณ์ ฟ้าโปร่ง, ฝนตก หรือ มีเมฆ โดยการหาความน่าจะเป็นในการเกิดปรากฎการณ์นั้น ๆ</p>
<p>แต่เนื่องจาก <strong>Markov Model</strong> มีข้อจำกัด จึงมีคนคิดค้น <strong>Hidden Markov Model</strong> ขึ้นมา โดยให้การอนุมานว่า ความน่าจะเป็นของ State ปัจจุบัน เกิดจากความน่าจะเป็นของ State ก่อนหน้าก็จริง แต่เราไม่สามารถรู้สิ่งที่เกิดขึ้นจาก State เหล่านั้นได้ เพราะ State เหล่านั้นถูกซ่อนอยู่ ทำให้เราต้องหาความน่าจะเป็นจาก State ที่ไม่ถูกซ่อนไว้ เหมือนกับการที่เราเป็นนักโทษ เราไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน เราไม่รู้หรอกว่าตอนนี้ข้างนอก ฟ้าโปร่ง, ฝนตก หรือ มีเมฆ เราเพียงหาความน่าจะเป็นได้จากผู้คุมนักโทษที่เอาอาหารมาส่งเรา ว่าเขาถือร่มหรือไม่ถือร่มมา จากนั้นเราก็อนุมานต่าง ๆ นา ๆ ว่าอากาศข้างนอกน่าจะ ฟ้าโปร่ง หรือ ฝนตก หรือ มีเมฆ เป็นต้น</p>
<p>มาตอนนี้ไฮเทคกันไปใหญ่ คือ มีการคิดค้น <strong>Hidden Quantum Markov Model</strong> โดยการกำหนดว่า State ที่ถูกซ่อนไว้ หรือ State ที่ถูกตรวจจับได้ ไม่ได้มีเพียง 1 ค่าในช่วง 1 State หากแต่ในแต่ล่ะ State นั้นมีค่าที่เป็นไปได้มากกว่า 1 ค่า</p>
<p>งานนี้คงได้ <strong>Optimization</strong> กันแหลก เพราะแค่ของเดิมกว่าจะแก้ปัญหา <strong>Non Deterministic Polynomial</strong> ได้ก็แทบอ้วกแล้ว นี่เล่น 1 State มีได้มากกว่า 1 ค่า ยิ่งต้องแก้ปัญหา <strong>Non Deterministic Polynomial</strong> เข้าไปใหญ่</p>
<p>ไม่แน่ใจว่า <strong>Hidden Quantum Markov Model</strong> นี่ตีพิมพ์หรือยัง ถ้าตีพิมพ์แล้วก็น่าเสียดาย เพราะว่าผมคิดได้แล้วเหมือนกัน เพียงแต่หาสมการคณิตศาสตร์มารองรับไม่ได้เท่านั้นเอง (ก็คือคิดไม่ทันเขานั่นแหล่ะ)</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/1766/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>2</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ประเด็นความเข้าใจใน Hidden Markov Models</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/1701</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/1701#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 26 Jun 2012 04:49:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[hidden markov model]]></category>
		<category><![CDATA[Hidden Markov Models]]></category>
		<category><![CDATA[HMM]]></category>
		<category><![CDATA[HMMs]]></category>
		<category><![CDATA[Markov Model]]></category>
		<category><![CDATA[Markov Models]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1701</guid>

					<description><![CDATA[Hidden Markov Models หรือ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>Hidden Markov Models หรือ HMMs เป็นส่วนขยายของ Markov Models ดังนั้น เราจึงต้องศึกษา Markov Models ก่อน ทีนี้พอเราศึกษาเสร็จแล้ว เราก็จะต้องเตรียมพื้นฐานอย่างหนึ่งก่อนศึกษา Hidden Markov Models นั่นก็คือ เราต้องไปศึกษา การอนุมานแบบเบย์ หรือ Bayesian inference ซะก่อน เพราะสมการหลาย ๆ อย่างที่ใช้ใน Hidden Markov Models มันประยุกต์มาจาก Bayesian inference</p>
<p>สิ่งที่เป็นประเด็นอย่างหนึ่งในการทำความเข้าใจกับ Hidden Markov Models ก็คือ จริตของผู้เผยแพร่ความรู้ ผู้เผยแพร่ความรู้บางคนใช้สมการทางคณิตศาสตร์เพื่ออธิบายความเข้าใจ บางคนใช้รูปภาพเพื่ออธิบายความเข้าใจ และบางคนใช้เมตริกซ์เพื่ออธิบายความเข้าใจ</p>
<p>สำหรับผู้เผยแพร่ที่ใช้รูปภาพเพื่ออธิบายความเข้าใจใน Hidden Markov Models ก็มีหลายสำนัก บางสำนักก็ใช้รูปภาพเต็มรูปแบบพร้อมพารามิเตอร์ประกอบ บางสำนักก็ใช้รูปภาพแบบง่ายสุดเพื่ออธิบาย</p>
<p>อีกประเด็นหนึ่งก็คือ การอธิบาย Hidden Markov Models จำเป็นจะต้องอธิบายในทุก ๆ ขั้นตอนอย่างละเอียด แต่ผู้เผยแพร่มักละเลยข้ามจุดเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งสำคัญ โดยคิดว่าผู้ศึกษาคงเข้าใจเองได้ว่าจุดเล็ก ๆ ที่ขาดหายไปนั้น ควรจะเอาอะไรมาเติมเต็มให้สมบูรณ์ ยกตัวอย่างเช่น มีการอธิบายว่า Hidden Markov Models ก็คล้าย ๆ กับ Dynamic Bayesian inference และได้ข้ามการพิสูจน์สูตร โดยไม่ได้บอกว่าต้องใช้สูตรของ Bayesian inference เข้ามาช่วยคำนวณด้วย เป็นต้น</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องของทฤษฎีความน่าจะเป็น ซึ่งเป็นแกนหลักของ Hidden Markov Models ซึ่งอย่างที่เรารู้ ๆ กันว่า ทฤษฎีความน่าจะเป็น คือทฤษฎีที่เราจะคำนวณเพื่อให้ได้ผลลัพท์จากอัตราส่วนของ จำนวนเหตุการณ์ที่เป็นไปได้ หารด้วย จำนวนเหตุการณ์ทั้งหมด โดยบางสำนักที่เผยแพร่ Hidden Markov Models ก็จะเน้นอธิบายถึงแต่วิธีการหา จำนวนเหตุการณ์ที่เป็นไปได้ ในขณะที่บางสำนักก็จะอธิบายถึงแต่ จำนวนเหตุการณ์ทั้งหมด เป็นต้น</p>
<p>สำหรับประเด็นถัดไปก็เป็นเรื่องของการทำให้สมบูรณ์ โดยตัวของ Hidden Markov Models เองนั้น ไม่สามารถนำไปใช้อะไรเป็นเรื่องเป็นราวได้ จำเป็นที่จะต้องถูกนำไปใส่รายละเอียด โดยการคัดเลือกโมเดลและพารามิเตอร์ รวมทั้งใช้อัลกอริทึมต่าง ๆ เพื่อเข้ามาช่วย ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมในอัลกอริทึมต่าง ๆ ที่มีคนคิดขึ้นมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Baum–Welch algorithm, Viterbi algorithm และ Forward–backward algorithm</p>
<p>ถ้าเราเปรียบเทียบว่า Hidden Markov Models เป็นระบบปฏิบัติการ บรรดาอัลกอริทึมต่าง ๆ อย่าง Baum–Welch algorithm, Viterbi algorithm และ Forward–backward algorithm ก็เปรียบได้กับ Device Driver ที่สร้างมาเพื่อใช้กับระบบปฏิบัติการ </p>
<p>ซึ่งถ้าบอกแบบนี้ก็หมายความว่า ยังมีโอกาสอีกมากมายในอนาคต ที่จะมีผู้คิดค้นวิจัยพบอัลกอริทึมใหม่ ๆ เพื่อมาใช้กับ Hidden Markov Models เหมือนกับที่มีการสร้าง Device Driver ใหม่ ๆ เพื่อมาใช้กับระบบปฏิบัติการยังไงอย่างงั้น</p>
<p>ส่วนประเด็นสุดท้ายเป็นเรื่องของการประยุกต์ใช้งาน Hidden Markov Models ไปยังสาขาต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบันผู้เผยแพร่ที่ถนัดเฉพาะด้านก็จะเน้นแต่งตำราเพื่อใช้ Hidden Markov Models กับสาขาของตัวเอง โดยหนังสือที่ผมเห็นส่วนใหญ่จะเป็นการประยุกต์ทางด้าน Speech Recognition, การเงิน และ Bioinformatics</p>
<p>โดยสรุปแล้ว การจะทำความเข้าใจกับ Hidden Markov Models ได้ มันจึงเป็นเรื่องลำบากนิดนึง เพราะเราต้องทำความเข้าใจ 4 ลำดับอันได้แก่ </p>
<ol>
<li>ทำความเข้าใจกับทฤษฎีพื้นฐานก่อนจะมาเป็น Hidden Markov Models และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับมัน</li>
<li>ทำความเข้าใจกับทฤษฎีของตัว Hidden Markov Models เอง</li>
<li>ทำความเข้าใจกับอัลกอริทึมต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นมาเพื่อ Hidden Markov Models ซึ่งเปรียบได้กับการทำความเข้าใจ Device Drivers ที่สร้างขึ้นมาเพื่อระบบปฏิบัติการ</li>
<li>ทำความเข้าใจกับวิธีการในการประยุกต์ Hidden Markov Models เพื่อใช้แก้ปัญหาในเรื่องที่เราสนใจ</li>
</ol>
<p>มันก็เลยเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย และจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมจึงมีงานวิจัยและวิทยานิพนธ์ในไทย ที่เกี่ยวกับ Hidden Markov Models ตีพิมพ์อยู่ไม่ถึง 50 เรื่องเท่านั้น</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/1701/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การเลือกวิธีการสำหรับแก้ปัญหาทางปัญญาประดิษฐ์</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/1692</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/1692#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 21 May 2012 09:35:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[artificial neural network]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญาประดิษฐ์]]></category>
		<category><![CDATA[genetic algorithm]]></category>
		<category><![CDATA[hidden markov model]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1692</guid>

					<description><![CDATA[ผมก็เหมือนคนทำงานวงการคอม]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผมก็เหมือนคนทำงานวงการคอมพิวเตอร์ทั่ว ๆ ไปครับ ที่อยากจะเรียนรู้วิธีการทางคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ เอาไว้ เพื่อเอาไว้ประดับสติปัญญาตัวเอง เพื่อเอาไว้เป็นอาวุธทางปัญญาให้กับตัวเอง และหวังว่าซักวันหนึ่งจะได้นำความรู้นั้นไปสร้างคุณประโยชน์และผลประโยชน์ได้</p>
<p>แต่ผมก็เหมือนกับคนทั่วไป คือมีเวลาเท่ากับคนทั่วไป ดังนั้น ผมเลยต้องกำหนดปัญหาทางปัญญาประดิษฐ์ขึ้นมาก่อน แล้วค่อยคิดว่าจะเอาวิธีการไหนที่เหมาะสมมาแก้ปัญหา!!!</p>
<p>จากการศึกษาโดยส่วนตัวพบว่า วิธีการแก้ปัญหาทางปัญญาประดิษฐ์ที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางในปัจจุบันนั้น มีอยู่ไม่กี่วิธีไม่ว่าจะเป็น Hidden Markov Model, Artificial Neural Network, Genetic Algorithm เป็นต้น และแต่ล่ะวิธีก็มี Algorithm ที่ถูกคิดค้นออกมาอีกเยอะแยะ ซึ่งบางอย่างก็แก้ปัญหาแบบเฉพาะเจาะจง แต่บางอย่างก็แก้ปัญหาได้กว้าง ๆ และรอให้มีผู้ค้นพบว่ามันควรจะใช้แบบเฉพาะเจาะจงในเรื่องใด ๆ</p>
<p>เดิมการแก้ปัญหาทางปัญญาประดิษฐ์ต่าง ๆ มักจะใช้วิธีการที่แยกจากกัน ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน เช่น ถ้าจะรู้จำเสียงพูด ก็จะใช้วิธีการ Hidden Markov Model หรือ Artificial Neural Network อย่างใดอย่างหนึ่งไปเลย เป็นต้น แต่ภายหลังก็ค้นพบกันว่า การผสมผสานวิธีการแก้ปัญหาโดยการนำ<strong>หนึ่งปัญหามาแบ่งออกเป็นส่วน ๆ</strong> แล้วเอาวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดมาใช้เพื่อแก้ปัญหาแต่ล่ะส่วนจะดีกว่า เช่น การรู้จำเสียงพูด แทนที่จะใช้วิธี Hidden Markov Model เพียงอย่างเดียว ก็อาจจะใช้วิธีการ Artificial Neural Network เพื่อแยกแยะอัตลักษณ์ของเสียงพูดก่อน แล้วจึงใช้ Hidden Markov Model เพื่อหาความน่าจะเป็นของเสียงพูด เป็นต้น</p>
<p>มันเลยทำให้เปิดโลกทัศน์ได้อย่างหนึ่งว่า การค้นพบหนทางใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหาทางปัญญาประดิษฐ์นั้น ไม่ใช่การทำตาม ๆ สิ่งที่มีคนค้นพบหรือทำซ้ำกันบ่อย ๆ ด้วยวิธีการเดียวตลอดขั้นตอนการแก้ปัญหา หากแต่เป็นการผสมผสานกันด้วยหลายวิธีการ และวิธีการแต่ล่ะวิธีก็ควรจะต้องเหมาะสมกับปัญหาในแต่ล่ะส่วนที่เราต้องการแก้ปัญหา ซึ่งเราจะรู้ได้ว่ามันเหมาะหรือเปล่าเราก็ต้องลองเอง (ทำวิจัยนั่นแหล่ะ อย่างยาก) หรือไม่ก็ดูว่าใครหลาย ๆ คนที่ได้ลองพิสูจน์วิธีการ แล้วมันมีแนวโน้มที่จะใช้ได้ดี ไปได้สวยหรือเปล่า ก็เชื่อเขา ทำตามเขาไปก่อน</p>
<p>พอโม้มาถึงตรงนี้ ก็เลยได้ข้อสรุปไปโดยปริยายว่า เราไม่สามารถจะเรียนวิธีการสำหรับแก้ปัญหาทางปัญญาประดิษฐ์แค่อย่างเดียวแล้วจบ แต่ต้องเรียนหลาย ๆ อย่าง ต้องทำการทดลองซ้ำ ๆ ในวิธีการเหล่านั้นว่ามันแก้ปัญหาได้จริงหรือเปล่า (ซึ่งกินแรงพอควร) ต้องเปรียบเทียบจากคนที่เคยลองแล้ว (โดยการอ่านวารสารวิชาการ, วิทยานิพนธ์) และตัวเราเองก็ต้องมองให้ถึงแก่นว่าปัญหาทางปัญญาประดิษฐ์ของเรานั้น มันแยกออกเป็นส่วน ๆ เพื่อใช้วิธีการหลาย ๆ แบบ (ซึ่งเราคิดว่ามันเจ๋ง) มาแก้ปัญหาได้หรือเปล่า</p>
<p>สรุปก็คือต้องเรียนมาก ๆ รู้เยอะ ๆ นั่นแหล่ะ แล้วมันจะเข้าเส้นเอง ซึ่งผมเองก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตาเรียนต่อไปเหมือนกัน</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/1692/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
