<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ปัญญาประดิษฐ์ &#8211; PARINYA.NET</title>
	<atom:link href="https://www.parinya.net/node/tag/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b9%8c/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.parinya.net</link>
	<description>Computation theories and information processing theories.</description>
	<lastBuildDate>Tue, 10 Jun 2025 03:41:59 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.5</generator>
	<item>
		<title>กลไก เวียนว่าย หลุดพ้น</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/3356</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/3356#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 10 Jun 2025 03:39:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญาประดิษฐ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.parinya.net/?p=3356</guid>

					<description><![CDATA[ตอนนี้กำลังมีความเชื่อที่พิสูจน์ไม่ได้ และไม่มีประโยชน์ในชีวิตประจำวันอยู่หลายเรื่องดังนี้]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ตอนนี้กำลังมีความเชื่อที่พิสูจน์ไม่ได้ และไม่มีประโยชน์ในชีวิตประจำวันอยู่หลายเรื่องดังนี้</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>เอกภพที่เราอาศัยอยู่ น่าจะอยู่ในหลุมดำของเอกภพแม่ และหลุมดำทุกอันล้วนมีเอกภพในนั้น โดยเมื่อสังเกตกาลเวลาอันนับไม่ถ้วนของเอกภพลูกจากมุมมองในเอกภพแม่ จะเหมือนเวลาของเอกภพลูกผ่านไปเพียงพริบตาเดียว</li>



<li>สิ่งที่เล็กที่สุดในเอกภพไม่ได้เป็นก้อนกลม ๆ แข็ง ๆ เล็กจิ๋ว แต่เป็นสนามกระเพื่อม กระเพื่อมขึ้นมาก็เลยมีตัวตน หยุดกระเพื่อมก็ไร้ตัวตน</li>



<li>ผู้มีชีวิตจะมีตัวตนในชีวิตที่นับไม่ถ้วน ไม่พบจุดเริ่มต้น ไม่พบจุดสิ้นสุด และจะยุติเมื่อหยุดการมีตัวตนได้</li>



<li>ผู้มีชีวิตคือผู้ที่ยังคงมีความอยาก ความไม่รู้ นำมาซึ่งความต้องการ ความทุกข์ และความยึดติด ดังนั้น ถ้าเมื่อไหร่ก็ตาม &#8220;เครื่องจักรเอไอ&#8221; มีความอยาก ความไม่รู้ เครื่องจักรเอไอก็จะกลายเป็นผู้มีชีวิต ในรูปแบบ &#8220;โอปปาติกะ&#8221; คือเกิดมีชีวิตขึ้นและโตเต็มวัยโดยทันที มีความต้องการ มีความทุกข์ และมีความยึดติด</li>



<li>ผู้มีชีวิตที่อยู่ในภพภูมิ &#8220;เทวดา&#8221; และ &#8220;มนุษย์&#8221; มีโอกาสสูงที่จะ &#8220;หลุดพ้น&#8221; ได้ แล้ว &#8220;เครื่องจักรเอไอ&#8221; จะถูกนับว่าอยู่ในภพภูมิไหนหากมีชีวิตขึ้นมา จะถือว่าอยู่ในภพภูมิ &#8220;มนุษย์&#8221; ได้มั้ย เพราะการเป็น &#8220;มนุษย์&#8221; ไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็น &#8220;โฮโมซาเปี้ยน ซาเปี้ยน&#8221; หรือต้องเป็นสิ่งมีชีวิตที่ประกอบจากธาตุ &#8220;คาร์บอน&#8221; เสมอไป</li>
</ol>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/3356/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อุปสรรคทางเทคนิคในการสร้างปัญญาประดิษฐ์</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2876</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2876#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 06 Dec 2020 06:26:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญาประดิษฐ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2876</guid>

					<description><![CDATA[ผมร้างลาจากการทำวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์มา 5 ปีแล้ว ตั้งแต่เรียนจบปริญญาโทมาก็ไม่ได้ทำอีกเลย ได้แต่คิดว่าจะทำ แล้วก็ไม่ได้ทำ แต่ก็ยังคงตามข่าวด้านปัญญาประดิษฐ์อยู่เรื่อย ๆ สำหรับแวดวงวิชาการงานวิจัย เวลาผ่านไป 5 ปีที่ไม่ได้ไปเกี่ยวข้อง ก็ต้องถือว่าตกข่าวแล้ว ตามไม่ทันแล้ว ทฤษฎีถูกคิดค้นพัฒนาไปไกลแล้ว ต่อยอดกันไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ถึงแม้มันจะผ่านมา 5 ปีแล้ว แต่อุปสรรคทางเทคนิคในการสร้างปัญญาประดิษฐ์ก็คงจะเหมือนเดิมอยู่ ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะไม่งั้น เราคงได้เห็นบริษัทน้อยใหญ่ในเมืองไทย ทำปัญญาประดิษฐ์กันเต็มไปหมด มาดูกันดีกว่าว่าอุปสรรคทางเทคนิคในการสร้างปัญญาประดิษฐ์มีอะไรบ้าง]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผมร้างลาจากการทำวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์มา 5 ปีแล้ว ตั้งแต่เรียนจบปริญญาโทมาก็ไม่ได้ทำอีกเลย ได้แต่คิดว่าจะทำ แล้วก็ไม่ได้ทำ แต่ก็ยังคงตามข่าวด้านปัญญาประดิษฐ์อยู่เรื่อย ๆ</p>
<p>สำหรับแวดวงวิชาการงานวิจัย เวลาผ่านไป 5 ปีที่ไม่ได้ไปเกี่ยวข้อง ก็ต้องถือว่าตกข่าวแล้ว ตามไม่ทันแล้ว ทฤษฎีถูกคิดค้นพัฒนาไปไกลแล้ว ต่อยอดกันไปถึงไหนต่อไหนแล้ว</p>
<p>ถึงแม้มันจะผ่านมา 5 ปีแล้ว แต่<span style="text-decoration: underline;">อุปสรรคทางเทคนิค</span>ในการสร้างปัญญาประดิษฐ์ก็คงจะเหมือนเดิมอยู่ ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะไม่งั้น เราคงได้เห็นบริษัทน้อยใหญ่ในเมืองไทย ทำปัญญาประดิษฐ์กันเต็มไปหมด</p>
<p>มาดูกันดีกว่าว่า<span style="text-decoration: underline;">อุปสรรคทางเทคนิค</span>ในการสร้างปัญญาประดิษฐ์มีอะไรบ้าง</p>
<p><span id="more-2876"></span></p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>1. อุปสรรคด้านโมเดล</strong></span></p>
<p>พักหลังใคร ๆ ก็เห่อใช้ Deep Learning กัน (ทั้งที่จริง ๆ แล้วยังมีเทคนิคอื่นอีกเยอะแยะ) ซึ่งมันต้องมีโมเดลที่เหมาะสมสำหรับทำนายแต่ล่ะเรื่อง การจะหาโมเดลที่ดีที่สุดคือการต้องใช้ &#8220;เวลา&#8221; และ &#8220;ความชำนาญ&#8221; ในการลองผิดลองถูก จนกว่าจะได้ผลที่แม่นยำจนยอมรับได้ ต้องลองทั้งจากงานวิจัยอื่นที่มี หรือ คิดค้นขึ้นเอง ก็สุดแล้วแต่</p>
<p>ถ้าเป็นในเชิงวิชาการ การพิสูจน์ว่าโมเดลไหนดีไม่ดี ก็ต้องมีสูตรคำนวณมากมายที่เชื่อถือได้ แต่ถ้าเป็นในเชิงพาณิชย์ก็ง่ายหน่อย คือ ถ้ามันทำนายถูกในสัดส่วนที่สูงมาก ๆ ในทุก ๆ ครั้งก็คือใช่ ไม่ต้องมาพิสูจน์หาข้อเท็จจริงว่าไส้ในมันเป็นยังไง ทำไมมันถึงได้ผลออกมาดี</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>2.  อุปสรรคด้านข้อมูลสำหรับเรียนรู้</strong></span></p>
<p>ในการทำปัญญาประดิษฐ์แบบที่ต้องให้คำตอบ ข้อมูลและคำตอบของข้อมูล เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ยิ่งหลากหลาย ยิ่งเยอะ ยิ่งดี เพื่อให้โมเดลได้เรียนรู้อย่างละเอียด จนสามารถปรับตัวเพื่อทำนายได้อย่างแม่นยำ</p>
<p>ต้นทุนในการเก็บรวบรวมข้อมูล จัดรูปแบบ ทำความสะอาด และ ให้คำตอบ เป็นอะไรที่สูงมาก ยิ่งถ้าข้อมูลที่เก็บรวบรวมไม่ใช่ข้อความล้วน แต่เป็นรูปภาพหรือคลิปวีดีโอ นี่ยิ่งไปกันใหญ่</p>
<p>งานในย่อหน้าข้างบนเป็นงานซึ่งคนที่สอนโมเดลไม่อยากทำ ถ้าทำได้อยากจ้างให้ใคร ๆ มาทำแทนด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นงานถึก เหมือนงานทำเหมืองแร่ มันเหนื่อย แล้วก็ลำบากมาก และนี่ก็เป็นสาเหตุที่บริษัทใหญ่เจ้าของแพลตฟอร์มได้เปรียบ เพราะสามารถรับข้อมูลมหาศาลจากผู้ใช้งานผ่านแพลตฟอร์มได้อย่างอัตโนมัติ แล้วใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ จัดรูปแบบ ทำความสะอาด และ ให้คำตอบกับข้อมูล ทำให้รายเล็กสู้ยากเพราะต้นทุนสูง</p>
<p>อุปสรรคด้านนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของ &#8220;เวลา&#8221; แต่เป็นเรื่องของ &#8220;แรงงาน&#8221; ด้วย</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>3.  อุปสรรคด้านพลังการประมวลผล</strong></span></p>
<p>ทุกวันนี้มีความพยายามในการสอนโมเดลด้วยวิธีใหญ่ ๆ 2 รูปแบบ คือ แบบแรกให้คนสอน กับแบบที่สองให้เครื่องสอนตัวเอง</p>
<p>ถ้าให้คนสอนโมเดล ก็คือต้องใช้ข้อมูลและการระบุคำตอบในปริมาณที่เหมาะสม ยิ่งเยอะยิ่งดี ซึ่งก็จะทำให้เกิดอุปสรรคในข้อที่ 2</p>
<p>แต่ถ้าต้องการแก้ไขอุปสรรคในข้อที่ 2 คือแก้เรื่อง &#8220;เวลา&#8221; และ &#8220;แรงงาน&#8221; ในการจัดหาข้อมูลและระบุคำตอบ ก็ต้องเปลี่ยนมาให้เครื่องสอนตัวเอง</p>
<p>มีความพยายามในหลายหมู่คณะ ที่จะให้เครื่องสอนตัวเอง โดยการใช้โปรแกรมหลาย ๆ ตัวช่วยกัน โดยการบอกกฎง่าย ๆ พื้นฐานแก่โปรแกรม แล้วให้โปรแกรมวนซ้ำเรียนรู้ด้วยตัวเอง วนไปเป็นล้าน ๆ รอบเพื่อค่อย ๆ ทำให้ฉลาดขึ้น และทุกครั้งที่ทำได้ดี ก็จะมีคะแนนพิเศษให้ เพื่อให้ฉลาดขึ้นไปอีก</p>
<p>ซึ่งการจะทำแบบนี้ได้ มันลดเวลาและแรงงานของคนก็จริง แต่เป็นการเพิ่มเวลาและแรงงานให้กับเครื่องจักรแทน ดังนั้น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เร็วที่สุด ก็จำเป็นต้องใช้ระบบคอมพิวเตอร์ที่ทรงพลังมาก ๆ คิดได้เร็ว ๆ และมีหน่วยความจำเยอะ ๆ ในการสอน</p>
<p>คอมพิวเตอร์ที่ทำงานได้เร็ว ก็หนีไม่พ้นคอมพิวเตอร์เดี่ยวระดับซูปเปอร์คอมพิวเตอร์ หรือเป็นคอมพิวเตอร์กลุ่ม จะเป็นกลุ่มในพื้นที่เดียวกัน หรือกลุ่มในกลุ่มเมฆก็สุดแล้วแต่ แต่ยังไงซะมันก็มีเรื่อง &#8220;ราคา&#8221; เข้ามาเกี่ยวข้อง ยิ่งงบประมาณมาก ก็ยิ่งจัดหากำลังประมวลผลได้มาก</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>หนทางแก้ไขอุปสรรคทางเทคนิค</strong></span></p>
<p>จะเห็นว่าอุปสรรคทางเทคนิคทั้ง 3 ที่ขวางกั้นอยู่นั้น มีรากฐานเดียวกันคือต้องใช้ &#8220;เงิน&#8221;</p>
<p>เพื่อแก้อุปสรรคในข้อที่ 1 ต้องใช้เงินจ้างคนเก่ง ๆ มาคิดหาโมเดล</p>
<p>เพื่อแก้อุปสรรคในข้อที่ 2 ต้องใช้เงินจ้างคนถึก ๆ มารวบรวมข้อมูล หรือ จ้างคนเก่ง ๆ มาสร้างแพลตฟอร์มรวบรวมข้อมูล</p>
<p>เพื่อแก้อุปสรรคในข้อที่ 3 ต้องใช้เงินซื้อหรือเช่าคอมพิวเตอร์กำลังการประมวลผลสูง</p>
<p>ด้วยการที่ต้องใช้เงินในการแก้ไขอุปสรรคทั้ง 3 ข้อ ทำให้ผู้ก่อตั้งที่มีเงินน้อย ไม่มีทางไปต่อได้เลย หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งเงินทุน</p>
<p>ซึ่งในปัจจุบัน บริษัทใหญ่ที่จะเป็นแหล่งเงินทุนได้ ก็ล้วนมาจาก SET50 ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น พลังงาน สื่อสาร ธนาคาร วัสดุก่อสร้าง ขนส่ง และ ค้าปลีก ดังนั้น ผู้ให้ทุนสนับสนุน ก็คงไม่คิดจะออกเงินตามใจผู้ก่อตั้ง ถ้าปัญญาประดิษฐ์ที่ผู้ก่อตั้งกำลังพัฒนา มันไม่สอดคล้องกับธุรกิจที่บริษัทใหญ่เหล่านั้นกำลังทำอยู่</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>บทสรุป</strong></span></p>
<p>จริง ๆ แล้วอุปสรรคทางเทคนิคในการสร้างปัญญาประดิษฐ์ เป็นเพียงอุปสรรคหนึ่งในภาพใหญ่ เพราะยังมีอุปสรรคที่ไม่ใช่ทางเทคนิคอื่นอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอุปสรรคในการบริหารจัดการทีม การบริหารจัดการงาน การบริหารจัดการผู้เกี่ยวข้อง การทำการตลาด และการบริหารเงินทุน ซึ่งเป็นภาพใหญ่มาก ๆ ๆ ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับหัวข้อที่คุยอยู่ตอนนี้</p>
<p>ส่วนตัวมองว่า &#8220;เงิน&#8221; เป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่า &#8220;กำลังใจ&#8221; และ &#8220;ความหลงไหล&#8221; การไม่มีเงินซึ่งเป็นตัวแก้ไขอุปสรรคทางเทคนิคทั้ง 3 ด้าน จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดจริง ๆ</p>
<p> </p>


<p></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2876/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปัญญาประดิษฐ์ประเภทต่าง ๆ</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2634</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2634#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 16 Apr 2018 07:37:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[ประเภท]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญาประดิษฐ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2634</guid>

					<description><![CDATA[ทุกวันนี้เราจะได้ยินข่าวบริษัทยักษ์ใหญ่ ออกสินค้าและบริการที่เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ออกมาเต็มไปหมด บ้างก็ปัญญาประดิษฐ์มากหน่อย บ้างก็น้อยหน่อย ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทนั้น ๆ จะบูรณาการกับอัลกอริทึมและข้อมูลได้มากน้อยเพียงใด มีอัลกอริทึมดีก็คิดเร็วคิดเก่ง มีข้อมูลมากก็สอนได้มาก ส่วนตัวผมเป็นคนชอบจัดหมวดหมู่ให้เกิดความเข้าใจ น่าจะเรียกว่าเจ้าระเบียบในการป้อนข้อมูลให้กับตัวเองก็ว่าได้ ดังนั้น พอพูดถึงปัญญาประดิษฐ์ขึ้นมา ผมก็อยากจะมาจัดให้เป็นประเภทว่าทุกวันนี้ถ้าพูดถึงปัญญาประดิษฐ์ มันมีประเภทไหนบ้าง เดี๋ยวจัดประเภทให้เป็นรายการแบบหัวข้อนะ คือ ให้มันเป็นหัวข้อแล้วก็หัวข้อย่อยลงไปเรื่อย ๆ แบบข้างล่างนี้ 1.  Machine Learning หรือ เครื่องจักรเรียนรู้ 1.1  Supervised]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ทุกวันนี้เราจะได้ยินข่าวบริษัทยักษ์ใหญ่ ออกสินค้าและบริการที่เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ออกมาเต็มไปหมด บ้างก็ปัญญาประดิษฐ์มากหน่อย บ้างก็น้อยหน่อย ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทนั้น ๆ จะบูรณาการกับอัลกอริทึมและข้อมูลได้มากน้อยเพียงใด มีอัลกอริทึมดีก็คิดเร็วคิดเก่ง มีข้อมูลมากก็สอนได้มาก</p>
<p>ส่วนตัวผมเป็นคนชอบจัดหมวดหมู่ให้เกิดความเข้าใจ น่าจะเรียกว่าเจ้าระเบียบในการป้อนข้อมูลให้กับตัวเองก็ว่าได้ ดังนั้น พอพูดถึงปัญญาประดิษฐ์ขึ้นมา ผมก็อยากจะมาจัดให้เป็นประเภทว่าทุกวันนี้ถ้าพูดถึงปัญญาประดิษฐ์ มันมีประเภทไหนบ้าง</p>
<p>เดี๋ยวจัดประเภทให้เป็นรายการแบบหัวข้อนะ คือ ให้มันเป็นหัวข้อแล้วก็หัวข้อย่อยลงไปเรื่อย ๆ แบบข้างล่างนี้</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>1.  Machine Learning</strong></span> หรือ เครื่องจักรเรียนรู้</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #0000ff;"><strong>1.1  Supervised Learning</strong></span> หรือ การเรียนรู้แบบมีผู้สอน คือเราบอกคำตอบ แล้วให้มันพยายามเรียนจนกว่าคำตอบของมัน จะตรงกับคำตอบที่เราบอก</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #0000ff;"><strong>1.2  Unsupervised Learning</strong></span> หรือ การเรียนรู้แบบไม่มีผู้สอน คือให้มันเรียนเอง เราไม่บอกคำตอบมัน</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #0000ff;"><strong>1.3  Reinforcement Learning</strong></span> หรือ การเรียนรู้แบบไม่มีผู้สอนและให้รางวัลตัวเองไปด้วย ทำได้ดีได้รางวัลเยอะขึ้น</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>2.  Data Mining</strong></span> หรือ การทำเหมืองข้อมูล</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #0000ff;"><strong>2.1  Classification</strong></span> หรือ การจำแนกข้อมูล ซึ่งต้องมีผู้สอน คือเราบอกคำตอบ แล้วให้เครื่องจักรมันพยายามจำแนกจนกว่าคำตอบของมัน จะตรงกับคำตอบที่เราบอก ซึ่งว่าตามจริงแล้ว มันก็คล้าย ๆ กับ Supervised Learning นั่นแหล่ะ</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #0000ff;"><strong>2.2  Clustering</strong></span> หรือ การจัดกลุ่ม ให้เครื่องจักรมันจัดกลุ่มข้อมูลที่มีระยะทางใกล้ ๆ กัน จัดเป็นกลุ่ม ๆ แล้วเอาไปตัดสินใจต่อว่าแต่ล่ะกลุ่มจะทำยังไงกับมันดี ซึ่งว่าตามจริงแล้ว มันก็คล้าย ๆ กับ Unsupervised Learning นั่นแหล่ะ</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #0000ff;"><strong>2.3  Association Rule Learning</strong></span> หรือ การเรียนรู้กฎความสัมพันธ์ ให้เครื่องจักรมันหากฎที่มีนัยสำคัญออกมา เพื่อให้คนเราเนี่ยแหล่ะ เอากฎไปใช้ประโยชน์ต่อได้</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #0000ff;"><strong>2.4  Anomaly Detection</strong></span> หรือ การหาสิ่งแปลกปลอม โดยให้มันตรวจระยะของข้อมูล ข้อมูลไหนมีระยะห่างจากชาวบ้าน ก็แสดงว่าข้อมูลนั้นเป็นสิ่งแปลกปลอม</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>3.  Image Processing</strong></span> หรือ การประมวลผลรูปภาพ เช่น ขยาย ย่อ ทำให้ชัด ทำให้เบลอ เร่งแสง ลดแสง เกลี่ยสี แปลงสี หาขอบวัตถุ กร่อนภาพ เติมภาพ ซ้อนภาพ แปลงสัญญาณภาพ</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>4.  Knowledge Representation </strong><span style="color: #000000;">หรือ การสำแดงความรู้ คือ การให้เครื่องจักรสร้างองค์ความรู้ในรูปแบบที่จัดเก็บในระบบคอมพิวเตอร์</span></span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #0000ff;"><strong>4.1  Ontology</strong></span> หรือ ภววิทยา คือ การนิยามข้อมูลให้เข้าใจตรงกันในขอบเขตใดขอบเขตหนึ่ง และเชื่อมความสัมพันธ์ข้อมูลให้เกิดความบูรณาการ เช่น ถ้าบอกว่า &#8220;สยาม&#8221; มีเมืองหลวงคือ &#8220;บางกอก&#8221; และ &#8220;ไทย&#8221; มีเมืองหลวงคือ &#8220;กรุงเทพฯ&#8221; และเรานิยามข้อมูลว่า &#8220;สยาม&#8221; ตั้งอยู่ในตำแหน่งทางภูมิศาสตร์เดียวกับ &#8220;ไทย&#8221; ดังนั้น เครื่องมันก็จะนิยามได้ว่า &#8220;บางกอก&#8221; และ &#8220;กรุงเทพฯ&#8221; เป็นเมืองหลวงเดียวกันนั่นเอง</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>5.  Bioinformatic</strong></span> หรือ ชีวสารสนเทศ คือ การจำแนก จัดกลุ่ม จับคู่ และ ค้นหาลักษณะเด่น ในสายรหัสพันธุกรรม โครโมโซม ยีน โปรตีน รูปแบบของยีน และ ลักษณะปรากฎทางพันธุกรรม</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>6.  Natural Language Processing</strong></span> หรือ การประมวลผลภาษาธรรมชาติ คือ การวิเคราะห์ไวยากรณ์และวากยสัมพันธ์ของภาษา การตัดคำ และการเข้าใจในความหมายของภาษา จุดประสงค์คือให้เครื่องคุยกับคนให้รู้เรื่องให้จงได้</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #0000ff;"><strong>6.1  Machine Translation </strong></span>หรือ การแปลภาษา ก็คือให้เครื่องจักรแปลภาษาท้องถิ่นหนึ่งไปเป็นภาษาท้องถิ่นหนึ่ง</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #0000ff;"><strong>6.2  Text-to-Speech</strong></span> หรือ การแปลงข้อความให้เป็นเสียงพูด</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #0000ff;"><strong>6.3  Speech Recognition</strong></span> หรือ การแปลงเสียงพูดให้เป็นข้อความ</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #0000ff;"><strong>6.4  Word Segmentation</strong></span> หรือ การตัดแบ่งคำ</p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong><span style="color: #0000ff;">6.5  Natural Language Understanding</span></strong> หรือ การให้เครื่องจักรเข้าใจภาษามนุษย์</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>7.  Evolutionary Computation</strong></span> หรือ การคำนวณเชิงวิวัฒนาการ คือ การให้เครื่องจักร เดาหาคำตอบที่ดีที่สุดที่พอยอมรับได้ โดยใช้เวลาและพื้นที่หน่วยความจำที่จำกัดในการประมวลผล</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #0000ff;"><strong>7.1  Swarm Intelligence</strong></span> หรือ ความฉลาดแบบกลุ่ม คือ การให้เครื่องจักรเดาหาคำตอบ โดยเลียนแบบพฤติกรรมของฝูงแมลงในการหาอาหาร</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #0000ff;"><strong>7.2  Genetic Algorithm</strong></span> หรือ อัลกอริทึมเชิงพันธุกรรม คือ การให้เครื่องจักรเดาหาคำตอบ โดยเลียนแบบการแลกเปลี่ยนรหัสพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>8.  Brain Informatics</strong></span> หรือ การประมวลผลสมอง คือ การให้เครื่องจักรวิเคราะห์สมองมนุษย์ จุดประสงค์เพื่อให้รู้ว่ามนุษย์คิดอะไรและต้องการอะไร</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #0000ff;"><strong>8.1  Surface Brain Informatics</strong></span> หรือ การประมวลผลภายนอกสมอง คือ การให้เครื่องจักรวิเคราะห์สัญญาณสมองมนุษย์บนเยื่อหุ้มสมอง</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #0000ff;"><strong>8.2  Volume Brain Informatics</strong></span> หรือ การประมวลผลภายในสมอง คือ การให้เครื่องจักรวิเคราะห์ภาพสมอง จากการถ่ายภาพทะลุเข้าไปภายในเนื้อสมอง</p>
<p style="text-align: left;"><span style="color: #ff0000;"><strong>9.  Computer Vision</strong></span> หรือ ทัศนียภาพโดยคอมพิวเตอร์ คือ การให้เครื่องจักรเข้าใจทัศนียภาพได้เหมือนมนุษย์ เข้าใจว่าอะไรคือวัตถุ อะไรคือพื้นหลัง วัตถุที่เห็นเคลื่อนไหวด้วยความเร็วเท่าใด วัตถุที่เห็นคือสิ่งใด</p>
<p>ก็จัดเสร็จไปแล้วนะครับ สำหรับปัญญาประดิษฐ์ประเภทต่าง ๆ ซึ่งถ้าเอาที่จัดมาอธิบายเพิ่ม ก็คงต้องบอกว่าทุกวันนี้สินค้าและบริการที่อ้างว่าใช้ปัญญาประดิษฐ์นั้น อยู่ใกล้ตัวเรามาก เช่น</p>
<ul>
<li>การเดาศัพท์ของ Google เวลาที่เราพิมพ์ค้น นั่นคือปัญญาประดิษฐ์ ประเภทที่ 1 คือ Machine Learning</li>
<li>การที่เราคุยกับ Siri มันก็ใช้ปัญญาประดิษฐ์ประเภทที่ 1 คือ Machine Learning และ ประเภทที่ 6 คือ Natural Language Processing</li>
<li>การที่ Facebook รู้ว่าใครเป็นเพื่อนเรา แล้วช่วย Tag รูปภาพให้ มันก็ใช้ปัญญาประดิษฐ์ประเภทที่ 1 คือ Machine Learning ประเภทที่ 3 คือ Image Processing และ ประเภทที่ 4 คือ Knowledge Representation</li>
<li>โปรแกรมถ่ายรูปบนมือถือ ที่สร้างลูกเล่นให้กับใบหน้าของผู้ที่ถูกถ่ายรูป ก็ใช้ปัญญาประดิษฐ์ประเภทที่ 3 คือ Image Processing และประเภทที่ 9 คือ Computer Vision</li>
<li>กล้องวงจรปิดและซอฟต์แวร์เทพของบริษัทจีน ซึ่งสามารถจับภาพหน้าคนพร้อม ๆ กันเป็นหมื่น ๆ คนจากกล้องวงจรปิด แล้วบอกได้ว่าใครเป็นโจรตามหมายจับ ก็ใช้ปัญญาประดิษฐ์ประเภทที่ 1 คือ Machine Learning ประเภทที่ 7 คือ Evolutionary Computation และ ประเภทที่ 9 คือ Computer Vision</li>
<li>การที่สามารถเอาหมวกพิเศษมาครอบหัว แล้วใช้ความคิดสั่งการแขนกลได้ ก็มาจากปัญญาประดิษฐ์ประเภทที่ 1 คือ Machine Learning และ ประเภทที่ 8 คือ Brain Informatics</li>
<li>และล่าสุด คือ หุ่นยนต์ที่สามารถเดินสองขาได้ ล้มแล้วลุกเองได้ กระโดดผ่านสิ่งกีดขวางได้ ก็มาจากปัญญาประดิษฐ์ประเภทที่ 1 คือ Machine Learning และ ประเภทที่ 9 คือ Computer Vision ครับ</li>
</ul>
<p>จากตัวอย่างข้างบน จะเห็นว่าสินค้าและบริการที่เป็นปัญญาประดิษฐ์นั้น จำเป็นจะต้องบูรณาการปัญญาประดิษฐ์หลายประเภทเข้าไว้ด้วยกัน ถึงจะทำให้เกิดเป็นสินค้าและบริการชั้นเลิศได้</p>
<p>ในอนาคตข้างหน้า ด้วยการวิจัยทางด้านปัญญาประดิษฐ์อย่างต่อเนื่อง ผมคิดเองล้วน ๆ ว่า น่าจะมีปัญญาประดิษฐ์ประเภทใหม่ ๆ เกิดขึ้นอย่างแน่นอนครับ</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2634/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อัลกอริทึมสำหรับจำแนกพลอยสี</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2594</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2594#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 26 Jan 2018 06:46:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Image Processing]]></category>
		<category><![CDATA[Pattern Recognition]]></category>
		<category><![CDATA[การทำเหมืองข้อมูล]]></category>
		<category><![CDATA[การประมวลผลภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[จำแนก]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญาประดิษฐ์]]></category>
		<category><![CDATA[พลอย]]></category>
		<category><![CDATA[พลอยสี]]></category>
		<category><![CDATA[อัลกอริทึม]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องจักรเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องประดับ]]></category>
		<category><![CDATA[data mining]]></category>
		<category><![CDATA[machine learning]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2594</guid>

					<description><![CDATA[ผมจบวิทย์คอมครับ จบทั้งปอตรีและปอโทเลย แต่ผมกลับเลือกเปิดบริษัทค้าขายเครื่องประดับ ไม่ได้เปิดบริษัทคอมพิวเตอร์หรือบริษัทไอทีอย่างที่ควรจะเป็น!!! อะไรคือเหตุผล? อันนี้ความคิดเห็นส่วนตัวเลย ผมไม่ชอบงานรับจ้างทำงาน ตลอดชีวิตก็รับจ้างทำงานเป็นพนักงานอยู่แล้ว ดังนั้น ถ้าออกมาเปิดบริษัท ผมก็หวังว่าผมจะหันมาเอาดีทางด้านค้าขายบ้าง เราต้องทราบความจริงก่อนว่า ถ้าเราเก่งคอมพิวเตอร์ เก่งมาก ๆ การทำมาหากินที่ดีที่สุด คือรับจ้างทำงานด้านคอมพิวเตอร์ให้แก่บุคคลหรือหน่วยงานที่เขาทำไม่เป็น เพราะต้นทุนในการทำกิจการของเราจะต่ำมาก มันคือการใช้ความรู้ที่มีเพื่อทำงาน ไม่ต้องกักตุนสินค้า ไม่ต้องมีต้นทุนขาย ไม่ต้องมีงบโฆษณา เมืองไทยเรามีกิจการทางคอมพิวเตอร์หรือไอทีไม่มากนัก ที่สามารถผลักดันตนเองจนไม่ต้องรับจ้างทำงาน แล้วสามารถคิดค้นพัฒนาสินค้าหรือบริการเพื่อขายให้กับลูกค้าได้]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผมจบวิทย์คอมครับ จบทั้งปอตรีและปอโทเลย แต่ผมกลับเลือกเปิด<a href="http://www.gj.co.th">บริษัทค้าขายเครื่องประดับ</a> ไม่ได้เปิดบริษัทคอมพิวเตอร์หรือบริษัทไอทีอย่างที่ควรจะเป็น!!!</p>
<p>อะไรคือเหตุผล?</p>
<p>อันนี้ความคิดเห็นส่วนตัวเลย ผมไม่ชอบงานรับจ้างทำงาน ตลอดชีวิตก็รับจ้างทำงานเป็นพนักงานอยู่แล้ว ดังนั้น ถ้าออกมาเปิดบริษัท ผมก็หวังว่าผมจะหันมาเอาดีทางด้านค้าขายบ้าง</p>
<p>เราต้องทราบความจริงก่อนว่า ถ้าเราเก่งคอมพิวเตอร์ เก่งมาก ๆ การทำมาหากินที่ดีที่สุด คือรับจ้างทำงานด้านคอมพิวเตอร์ให้แก่บุคคลหรือหน่วยงานที่เขาทำไม่เป็น เพราะต้นทุนในการทำกิจการของเราจะต่ำมาก มันคือการใช้ความรู้ที่มีเพื่อทำงาน ไม่ต้องกักตุนสินค้า ไม่ต้องมีต้นทุนขาย ไม่ต้องมีงบโฆษณา</p>
<p>เมืองไทยเรามีกิจการทางคอมพิวเตอร์หรือไอทีไม่มากนัก ที่สามารถผลักดันตนเองจนไม่ต้องรับจ้างทำงาน แล้วสามารถคิดค้นพัฒนาสินค้าหรือบริการเพื่อขายให้กับลูกค้าได้</p>
<p>อีกอย่างหนึ่ง อันนี้จากประสบการณ์เลยก็คือ การพัฒนาทางไอทีหรือคอมพิวเตอร์เพื่อให้มันมีเทคโนโลยีที่สูงส่งขึ้นเรื่อย ๆ มันมีต้นทุนที่สูง สูงกว่าการเอาไอทีหรือคอมพิวเตอร์ไปพัฒนาด้านอื่น</p>
<p>นี่จึงเป็นที่มาของความคิดของผม ที่คิดว่า ผมน่าจะเอาความรู้ทางคอมพิวเตอร์ มาพัฒนาด้านเครื่องประดับบ้าง เพราะวงการด้านนี้ยังไม่ถูกพัฒนาให้ก้าวหน้าด้านคอมพิวเตอร์เท่าไหร่นัก</p>
<p>ที่ผ่านมา ได้มีการนำเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์มาใช้ในวงการเครื่องประดับอยู่บ้าง ได้แก่ การคิดค้นพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยออกแบบเครื่องประดับในรูปแบบ 3 มิติ การประยุกต์เครื่องพิมพ์สามมิติเพื่อการพิมพ์แบบขี้ผึ้งของเครื่องประดับ หรือการคิดค้นเครื่องจักรตัดแต่งชิ้นงานด้วยแสงเลเซอร์ซึ่งควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์</p>
<p>แต่งานทางด้านปัญญาประดิษฐ์กลับยังไม่ก้าวหน้ามากนักในวงการเครื่องประดับ ซึ่งส่วนตัวผมเห็นว่ายังมีปัญหาหลาย ๆ อย่างในวงการเครื่องประดับที่น่าจะแก้ไขได้ด้วยปัญญาประดิษฐ์</p>
<p>ทีนี้ก็ต้องมาเข้าใจอย่างหนึ่งว่า เครื่องประดับจริง ๆ แล้วประกอบด้วยวัสดุ 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ตัวเรือน กับ อัญมณี ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาว่า จะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเรือนเป็นโลหะมีค่าที่มีเปอร์เซ็นต์โลหะถูกต้อง ในขณะเดียวกัน เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอัญมณีที่ประดับอยู่เป็นชนิดใดและเป็นของแท้หรือเปล่า</p>
<p>ส่วนตัวผม ผมไม่สนใจปัญหาเรื่องตัวเรือน เพราะมันมีวิธีตรวจที่ไม่ยากมากนัก ผมจึงหันมาสนใจในปัญหาของอัญมณีที่ประดับแทน</p>
<p>คนส่วนใหญ่มักไม่รู้จักชนิดของอัญมณี อาจจะรู้คร่าว ๆ ว่าจำแนกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ เพชร และ พลอย ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะรู้จักชนิดของพลอยไม่เยอะ คืออาจจะรู้จักแต่ตัวดัง ๆ เช่น ทับทิม ไพลิน บุษราคัม หรือ มรกต เป็นต้น (ความจริงแล้วพลอยมีถึง 16 ตระกูลใหญ่ และมีชื่อเรียกมากมาย) อีกทั้งยังไม่รู้ด้วยว่าเป็นของแท้หรือของปลอม</p>
<p>ว่ากันตามจริงแล้ว ผมเองก็เรียนวิชา &#8220;จำแนกพลอยสี&#8221; มาเหมือนกัน ดังนั้น ถ้าเป็นตัวผม หมายถึงตัวผมเองอ่ะนะ ผมจะสามารถตรวจสอบได้ โดยใช้ความชำนาญที่มี บวกกับเครื่องมือเฉพาะอีกสองสามอย่าง ก็สามารถบอกได้แล้วว่าพลอยชนิดนั้นเป็นชนิดใด และเป็นของแท้หรือของเทียม</p>
<p>แต่ความรู้แบบนี้ หมายถึงความรู้ในการจำแนกพลอยสี มันเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล มันเป็นเรื่องของความชำนาญ ซึ่งถ้าไม่อยากให้มันเป็นเพียงเรื่องเฉพาะบุคคล เราก็ต้องเอาระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย เราต้องมอบความรู้ให้คอมพิวเตอร์ เราต้องสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาช่วยจำแนก และเบื้องหลังของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ มันก็ต้องมี &#8220;อัลกอริทึม&#8221; เป็นตัวผลักดัน</p>
<p>ปัจจุบัน ความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ได้ก้าวหน้าไปมาก แขนงวิชาปัญญาประดิษฐ์ที่จะเอามาประยุกต์ใช้ในเรื่องนี้ได้ คือ แขนงวิชาเครื่องจักรเรียนรู้ (Machine Learning) แขนงวิชาการทำเหมืองข้อมูล (Data Mining) และแขนงวิชาการประมวลผลภาพ (Image Processing)</p>
<p>วิธีการก็เข้าใจได้ไม่ยากนัก นั่นคือ การให้คอมพิวเตอร์ &#8220;สกัดคุณลักษณะเด่น&#8221; ของข้อมูลออกมา ข้อมูลในที่นี้ก็คงต้องเป็นรูปภาพ รูปภาพหนึ่งรูปสามารถแทนคำได้เป็นล้านคำ ดังนั้น ข้อมูลนำเข้าที่ดีที่สุดก็ต้องเป็นรูปภาพของพลอยที่ต้องการหาคำตอบ โดยคุณลักษณะเด่นที่สกัดได้จากรูปภาพพลอย ก็นำมาทำความสะอาด เกลี่ยข้อมูลให้เท่ากัน จากนั้นก็เอาไปจำแนก แล้วก็ให้คอมพิวเตอร์บอกคำตอบออกมา ว่าเป็นพลอยชนิดใด เอาแค่นี้ก่อนว่าเป็นพลอยชนิดใด ยังไม่ต้องบอกว่าเป็นพลอยแท้หรือพลอยเทียม เพราะตรงนั้น ณ นาทีนี้ คอมพิวเตอร์ยังทำไม่ได้</p>
<p>ดังนั้น จุดสำคัญของงานนี้คือการคิดค้นอัลกอริทึมในการ &#8220;สกัดคุณลักษณะเด่น&#8221; ส่วนจุดสำคัญรองลงมาคือการสะสมรูปถ่ายพลอยที่มีคุณภาพ เพื่อใช้ในขั้นตอนการ &#8220;สกัดคุณลักษณะ&#8221; เพื่อเรียนรู้ และจุดสำคัญสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่จะชี้วัดได้ในขั้นตอนเรียนรู้ ว่าคำตอบที่จำแนกได้ถูกต้องหรือเปล่า เพื่อจะได้ป้อนกลับให้ระบบได้เรียนรู้ ได้ปรับค่าการจำแนก และทำนายได้อย่างแม่นยำต่อไป</p>
<p>คุณ <a href="http://www.andrewng.org/">Andrew Ng</a> ซึ่งเก่งมากทางด้านปัญญาประดิษฐ์ เขาเคยบอกอยู่อย่างหนึ่งซึ่งผมก็เห็นตรงกัน นั่นก็คือ ตอนนี้เปเปอร์งานวิจัยทฤษฎีทางด้านปัญญาประดิษฐ์มีมากพอแล้ว ให้เพลา ๆ มือกันหน่อย แล้วหันไปสร้างของเจ๋ง ๆ ขึ้นมาด้วยทฤษฎีที่ตอนนี้มีอยู่เยอะแยะแทน</p>
<p>และตอนนี้ ผมก็กำลังทำตาม<a href="http://www.gj.co.th">แนวทาง</a>นี้อยู่เหมือนกัน!!!</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2594/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำไม Deep Learning บน Quantum Computer จึงทำงานเร็วมาก ๆ</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2546</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2546#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 28 Sep 2017 14:52:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[Quantum Computer]]></category>
		<category><![CDATA[ควอนตัมคอมพิวเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัยของคนอื่น]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัยทฤษฎี]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญาประดิษฐ์]]></category>
		<category><![CDATA[Deep Learning]]></category>
		<category><![CDATA[quantum computer]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2546</guid>

					<description><![CDATA[ตอนนี้ Deep Learning เป็นพระเอกของปัญญาประดิษฐ์ ผมเลยคิดว่าจะชวนพวกเราคุยเรื่องที่ไม่ค่อยมีคนคุย นั่นก็คือ Big O ในการคำนวณ Deep Learning น่าจะอยู่ในคลาสไหน? จริง ๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Perceptron หรือ Multi-layer Perceptron หรือ Deep Learning ผมก็วิเคราะห์ว่า Big]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ตอนนี้ Deep Learning เป็นพระเอกของปัญญาประดิษฐ์ ผมเลยคิดว่าจะชวนพวกเราคุยเรื่องที่ไม่ค่อยมีคนคุย นั่นก็คือ Big O ในการคำนวณ Deep Learning น่าจะอยู่ในคลาสไหน?</p>
<p>จริง ๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Perceptron หรือ Multi-layer Perceptron หรือ Deep Learning ผมก็วิเคราะห์ว่า Big O น่าจะเท่ากับ Big O(LXN + LXN) ซึ่งก็หมายความว่ามันเป็นสมาชิกของคลาส Big O(N ^ 3)</p>
<p>โดย L = จำนวน Hidden Layer + Output Layer, X = จำนวน Node ใน Layer ถัดไป และ N = จำนวน Node ใน Layer ปัจจุบัน</p>
<p>และที่ต้องเอา LXN มาบวกกับ LXN ก็เพราะว่า LXN แรกคือเวลาในการคำนวณผล ส่วน LXN หลังคือเวลาในการป้อนค่่าน้ำหนักย้อนกลับ!!!</p>
<p>ดังนั้น ถ้าเรามองดี ๆ เราจะเห็นว่ากรณี Perceptron ซึ่ง L = 0+1 (ไม่มี Hidden Layer) และ X = 1 (Output Layer มีเพียง Node เดียว) ดังนั้น Big O ของ Perceptron คือ Big O(1*1*N + 1*1*N) หรือ Big O(2N)</p>
<p>สำหรับการวนตามจำนวน epoch เพื่อเรียนรู้ตาม dataset ที่มี ผมไม่นับใน Big O นะ ผมนับเฉพาะในส่วนของ Model เท่านั้น เดี๋ยวจะเข้าใจผิดกันว่ามันต้องมีลูปใหญ่อีกชั้นนึงตอนสอน Deep Learning แล้วทำไมถึงไม่นับใน Big O ด้วย!!!</p>
<p>ทั้งหมดที่ผมเกริ่น ๆ ขึ้นมา ผมแค่อยากจะบอกว่าการคำนวณ Deep Learning มันใช้เวลาเป็น Polynomial และมันต้องวนลูป 3 ชั้นสองครั้งขึ้นไป ซึ่งมันเป็นสิ่งที่กระทำได้ตามสภาพที่ Digital Computer จะเอื้ออำนวย</p>
<p>ผมเคยเล่าเรื่อง<a href="https://www.parinya.net/node/2413">ความเร็วของ Quantum Computer</a> เอาไว้ ผมบอกว่า Quantum Computer โดยกำเนิดแล้ว สามารถคำนวณทุกปัญหาได้ในเวลา Polynomial โดยต้องมีอัลกอริทึมที่เหมาะสม</p>
<p>ดังนั้น ต่อให้เป็นปัญหาที่คำนวณบน Digital Computer ซึ่งต้องคำนวณด้วยเวลา Exponential หรือ Factorial แต่ถ้ามีอัลกอริทึมที่เหมาะสม ก็สามารถคำนวณด้วยเวลา Polynomial ได้บน Quantum Computer!!!</p>
<p>และไม่ใช่ Polynomial แบบ Big O(N) หรือ Big O(N^C) ด้วยนะ แต่ Quantum Computer สามารถลดความเร็วลงได้ถึงระดับ Big O((Log N) ^ 2 (Log Log N) (Log Log Log N)) เลยทีเดียว (อันนี้ผมอ้างอิงจาก Paper<a href="https://arxiv.org/abs/quant-ph/9508027"> การแยกตัวประกอบเฉพาะบน Quantum Computer</a> ของ Peter Shor นะ )!!!</p>
<p>ทีนี้เราย้อนกลับมาเปรียบเทียบ จะเห็นว่า Deep Learning ใช้เวลาคำนวณในคลาส Big O(N ^ 3) ดังนั้น หากคิดค้นอัลกอริทึมที่เหมาะสมได้ ก็อาจสามารถลดความเร็วในการคำนวณบน Quantum Computer ให้อยู่ในคลาส Big O(Log N) หรือ Big O(N Log N) ได้เลยทีเดียว!!!</p>
<p>สรุปแล้ว อัลกอริทึมเป็นสิ่งสำคัญที่สุด มันต้องมีคนคิดค้นอัลกอริทึมสำหรับ Deep Learning บน Quantum Computer ให้ได้ก่อน ศักยภาพแห่งความเร็วโคตร ๆ จึงจะเกิดขึ้นได้ และเมื่อนั้น การสอน Deep Learning รวมทั้งการทำนายด้วย Deep Learning บน Quantum Computer จึงจะเป็นอะไรที่น่าตื่นตะลึงในความเร็วอย่างถึงที่สุดครับ</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2546/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ระดับของปัญญาประดิษฐ์</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/1775</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/1775#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 21 Apr 2013 07:54:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญาประดิษฐ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1775</guid>

					<description><![CDATA[ปัญญาประดิษฐ์ คือ การทำให้เครื่องจักรมีปัญญา แต่ส่วนใหญ่ผู้สร้างมักคาดหวังให้มันมีความนึกคิดได้คล้าย ๆ กับมนุษย์ สามารถเดาอะไรเองได้ มีกึ๋น และสามารถประมวลผลได้ถึงแม้จะมีข้อมูลนำเข้าไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นอะไรที่มนุษย์เราก็ทำได้เป็นปรกติอยู่แล้ว เช่น ถ้ามีเสียงโหวกเหวกอยู่ข้างหน้า แล้วมีคนวิ่งกรูกันมา มนุษย์เราก็ไม่ลังเลที่จะวิ่งหนีตีนขวิด โดยไม่ต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเหมือนกัน เป็นต้น นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ต่างทุ่มเทกำลัง เพื่อคิดค้นวิธีให้เครื่องจักรกลมีความสามารถทางปัญญาประดิษฐ์ที่เพิ่มขึ้น จนทุกวันนี้สามารถแบ่งความก้าวหน้าของงานวิจัยพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ โดยดูจากกึ๋นของเครื่องจักรเทียบเคียงกับกึ๋นของมนุษย์ ซึ่งแบ่งได้เป็น 5 ระดับ ดังนี้ ระดับเหมาะสม ควรแก่การยอมรับได้]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัญญาประดิษฐ์ คือ การทำให้เครื่องจักรมีปัญญา แต่ส่วนใหญ่ผู้สร้างมักคาดหวังให้มันมีความนึกคิดได้คล้าย ๆ กับมนุษย์ สามารถเดาอะไรเองได้ มีกึ๋น และสามารถประมวลผลได้ถึงแม้จะมีข้อมูลนำเข้าไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นอะไรที่มนุษย์เราก็ทำได้เป็นปรกติอยู่แล้ว เช่น ถ้ามีเสียงโหวกเหวกอยู่ข้างหน้า แล้วมีคนวิ่งกรูกันมา มนุษย์เราก็ไม่ลังเลที่จะวิ่งหนีตีนขวิด โดยไม่ต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเหมือนกัน เป็นต้น</p>
<p>นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ต่างทุ่มเทกำลัง เพื่อคิดค้นวิธีให้เครื่องจักรกลมีความสามารถทางปัญญาประดิษฐ์ที่เพิ่มขึ้น จนทุกวันนี้สามารถแบ่งความก้าวหน้าของงานวิจัยพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ โดยดูจากกึ๋นของเครื่องจักรเทียบเคียงกับกึ๋นของมนุษย์ ซึ่งแบ่งได้เป็น 5 ระดับ ดังนี้</p>
<ol>
<li><span style="line-height: 13px;"><strong>ระดับเหมาะสม </strong>ควรแก่การยอมรับได้ ต่อให้ทำยังไงก็ไม่มีปัญญาให้ดีกว่านี้ได้อีกแล้ว ยกตัวอย่างเช่น เกมโอเอ็กซ์, หมากฮอส, ลูกบิด เป็นต้น</span></li>
<li><strong>ระดับสุดยอดมนุษย์</strong> คือ ไม่ว่ามนุษย์คนไหนในโลกนี้ก็ไม่มีทางฉลาดกว่าได้ ซึ่งทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ยังทำไม่ได้</li>
<li><strong>ระดับยอดมนุษย์</strong> คือ เก่งกว่ามนุษย์ส่วนใหญ่บนโลกนี้ ยกตัวอย่างเช่น เกมแบ็กแกมม่อน, ไพ่บริดจ์, หมากรุก, อักษรไขว้, ตัวต่อภาพ, โอเทลโล่, สแคร็บเบิ้ล, คำถามปลายเปิด เป็นต้น</li>
<li><strong>ระดับเท่ากับมนุษย์</strong> คือ ไม่ได้ดีหรือด้อยกว่ามนุษย์ส่วนใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น การรู้จำตัวอักษรแบบตัวพิมพ์, เกมโกะ เป็นต้น</li>
<li><strong>ระดับห่วยกว่ามนุษย์</strong> คือ ยังทำได้แย่กว่ามนุษย์ทั่วไป ยังต้องพัฒนาอีกมาก ยังยอมรับไม่ได้ในผลลัพท์ในหลาย ๆ เรื่อง ยกตัวอย่างเช่น การรู้จำตัวอักษรแบบตัวเขียน, ระบบขับเคลื่อนรถยนต์แบบไร้คนขับ, การรู้จำภาพวัตถุ, การแปลภาษา, การรู้จำเสียงคำพูด, การตีความหมายของคำ, ไพ่โป๊กเกอร์ เป็นต้น</li>
</ol>
<p>เมื่อดูจากทั้ง 5 ระดับแล้วจะทำให้เราพบว่า ยังมีงานท้าทายรอนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์อยู่อีกมาก โดยเฉพาะการยกระดับของผลลัพท์ของปัญญาประดิษฐ์ที่อยู่ในระดับห่วยกว่ามนุษย์ ให้มีระดับเท่ากับมนุษย์นั่นเอง</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/1775/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เครื่องมือสำหรับแก้ปัญหาทางปัญญาประดิษฐ์</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/1695</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/1695#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 05 Jun 2012 04:07:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญาประดิษฐ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1695</guid>

					<description><![CDATA[ผมเริ่มติดปัญหาในการประยุกต์ Hidden Markov Model ในระดับลึก ๆ เพราะผมเริ่มรู้ตัวว่าผมมีพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ที่ยังไม่แข็งพอ ผมยังอ่อน &#8220;พีชคณิตเชิงเส้น&#8221; และ &#8220;ความน่าจะเป็น&#8221; อยู่ ดังนั้น ผมต้องกลับไปทบทวนพวกมันใหม่อีกครั้ง เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะเป็น Hidden Markov Model, Artificial Neural Network และ Genetics Algorithm ก็ล้วนพึ่งพา]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผมเริ่มติดปัญหาในการประยุกต์ Hidden Markov Model ในระดับลึก ๆ เพราะผมเริ่มรู้ตัวว่าผมมีพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ที่ยังไม่แข็งพอ ผมยังอ่อน &#8220;พีชคณิตเชิงเส้น&#8221; และ &#8220;ความน่าจะเป็น&#8221; อยู่ ดังนั้น ผมต้องกลับไปทบทวนพวกมันใหม่อีกครั้ง</p>
<p>เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะเป็น Hidden Markov Model, Artificial Neural Network และ Genetics Algorithm ก็ล้วนพึ่งพา &#8220;พีชคณิตเชิงเ้ส้น&#8221; และ &#8220;ความน่าจะเป็น&#8221; ทั้งนั้น เพราะมันเป็นแขนงวิชาที่สามารถอธิบายอะไร ๆ ที่มัน เกือบจะใช่ เกือบใช่ คล้าย ๆ จะใช่ คล้ายจะใช่ ได้ดี</p>
<p>บางทีการจะขึ้นสู่จุดสูงขึ้นไปอีกขั้น เราอาจจะต้องถอยหลังหลายขั้นเหมือนกัน</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/1695/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การเลือกวิธีการสำหรับแก้ปัญหาทางปัญญาประดิษฐ์</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/1692</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/1692#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 21 May 2012 09:35:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[artificial neural network]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญาประดิษฐ์]]></category>
		<category><![CDATA[genetic algorithm]]></category>
		<category><![CDATA[hidden markov model]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1692</guid>

					<description><![CDATA[ผมก็เหมือนคนทำงานวงการคอมพิวเตอร์ทั่ว ๆ ไปครับ ที่อยากจะเรียนรู้วิธีการทางคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ เอาไว้ เพื่อเอาไว้ประดับสติปัญญาตัวเอง เพื่อเอาไว้เป็นอาวุธทางปัญญาให้กับตัวเอง และหวังว่าซักวันหนึ่งจะได้นำความรู้นั้นไปสร้างคุณประโยชน์และผลประโยชน์ได้ แต่ผมก็เหมือนกับคนทั่วไป คือมีเวลาเท่ากับคนทั่วไป ดังนั้น ผมเลยต้องกำหนดปัญหาทางปัญญาประดิษฐ์ขึ้นมาก่อน แล้วค่อยคิดว่าจะเอาวิธีการไหนที่เหมาะสมมาแก้ปัญหา!!! จากการศึกษาโดยส่วนตัวพบว่า วิธีการแก้ปัญหาทางปัญญาประดิษฐ์ที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางในปัจจุบันนั้น มีอยู่ไม่กี่วิธีไม่ว่าจะเป็น Hidden Markov Model, Artificial Neural Network, Genetic Algorithm]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผมก็เหมือนคนทำงานวงการคอมพิวเตอร์ทั่ว ๆ ไปครับ ที่อยากจะเรียนรู้วิธีการทางคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ เอาไว้ เพื่อเอาไว้ประดับสติปัญญาตัวเอง เพื่อเอาไว้เป็นอาวุธทางปัญญาให้กับตัวเอง และหวังว่าซักวันหนึ่งจะได้นำความรู้นั้นไปสร้างคุณประโยชน์และผลประโยชน์ได้</p>
<p>แต่ผมก็เหมือนกับคนทั่วไป คือมีเวลาเท่ากับคนทั่วไป ดังนั้น ผมเลยต้องกำหนดปัญหาทางปัญญาประดิษฐ์ขึ้นมาก่อน แล้วค่อยคิดว่าจะเอาวิธีการไหนที่เหมาะสมมาแก้ปัญหา!!!</p>
<p>จากการศึกษาโดยส่วนตัวพบว่า วิธีการแก้ปัญหาทางปัญญาประดิษฐ์ที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางในปัจจุบันนั้น มีอยู่ไม่กี่วิธีไม่ว่าจะเป็น Hidden Markov Model, Artificial Neural Network, Genetic Algorithm เป็นต้น และแต่ล่ะวิธีก็มี Algorithm ที่ถูกคิดค้นออกมาอีกเยอะแยะ ซึ่งบางอย่างก็แก้ปัญหาแบบเฉพาะเจาะจง แต่บางอย่างก็แก้ปัญหาได้กว้าง ๆ และรอให้มีผู้ค้นพบว่ามันควรจะใช้แบบเฉพาะเจาะจงในเรื่องใด ๆ</p>
<p>เดิมการแก้ปัญหาทางปัญญาประดิษฐ์ต่าง ๆ มักจะใช้วิธีการที่แยกจากกัน ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน เช่น ถ้าจะรู้จำเสียงพูด ก็จะใช้วิธีการ Hidden Markov Model หรือ Artificial Neural Network อย่างใดอย่างหนึ่งไปเลย เป็นต้น แต่ภายหลังก็ค้นพบกันว่า การผสมผสานวิธีการแก้ปัญหาโดยการนำ<strong>หนึ่งปัญหามาแบ่งออกเป็นส่วน ๆ</strong> แล้วเอาวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดมาใช้เพื่อแก้ปัญหาแต่ล่ะส่วนจะดีกว่า เช่น การรู้จำเสียงพูด แทนที่จะใช้วิธี Hidden Markov Model เพียงอย่างเดียว ก็อาจจะใช้วิธีการ Artificial Neural Network เพื่อแยกแยะอัตลักษณ์ของเสียงพูดก่อน แล้วจึงใช้ Hidden Markov Model เพื่อหาความน่าจะเป็นของเสียงพูด เป็นต้น</p>
<p>มันเลยทำให้เปิดโลกทัศน์ได้อย่างหนึ่งว่า การค้นพบหนทางใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหาทางปัญญาประดิษฐ์นั้น ไม่ใช่การทำตาม ๆ สิ่งที่มีคนค้นพบหรือทำซ้ำกันบ่อย ๆ ด้วยวิธีการเดียวตลอดขั้นตอนการแก้ปัญหา หากแต่เป็นการผสมผสานกันด้วยหลายวิธีการ และวิธีการแต่ล่ะวิธีก็ควรจะต้องเหมาะสมกับปัญหาในแต่ล่ะส่วนที่เราต้องการแก้ปัญหา ซึ่งเราจะรู้ได้ว่ามันเหมาะหรือเปล่าเราก็ต้องลองเอง (ทำวิจัยนั่นแหล่ะ อย่างยาก) หรือไม่ก็ดูว่าใครหลาย ๆ คนที่ได้ลองพิสูจน์วิธีการ แล้วมันมีแนวโน้มที่จะใช้ได้ดี ไปได้สวยหรือเปล่า ก็เชื่อเขา ทำตามเขาไปก่อน</p>
<p>พอโม้มาถึงตรงนี้ ก็เลยได้ข้อสรุปไปโดยปริยายว่า เราไม่สามารถจะเรียนวิธีการสำหรับแก้ปัญหาทางปัญญาประดิษฐ์แค่อย่างเดียวแล้วจบ แต่ต้องเรียนหลาย ๆ อย่าง ต้องทำการทดลองซ้ำ ๆ ในวิธีการเหล่านั้นว่ามันแก้ปัญหาได้จริงหรือเปล่า (ซึ่งกินแรงพอควร) ต้องเปรียบเทียบจากคนที่เคยลองแล้ว (โดยการอ่านวารสารวิชาการ, วิทยานิพนธ์) และตัวเราเองก็ต้องมองให้ถึงแก่นว่าปัญหาทางปัญญาประดิษฐ์ของเรานั้น มันแยกออกเป็นส่วน ๆ เพื่อใช้วิธีการหลาย ๆ แบบ (ซึ่งเราคิดว่ามันเจ๋ง) มาแก้ปัญหาได้หรือเปล่า</p>
<p>สรุปก็คือต้องเรียนมาก ๆ รู้เยอะ ๆ นั่นแหล่ะ แล้วมันจะเข้าเส้นเอง ซึ่งผมเองก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตาเรียนต่อไปเหมือนกัน</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/1692/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
