<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>บทความพิเศษ &#8211; PARINYA.NET</title>
	<atom:link href="https://www.parinya.net/node/tag/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a9/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.parinya.net</link>
	<description>ทฤษฎีการคำนวณสำหรับคอมพิวเตอร์และทฤษฎีการประมวลผลสารสนเทศ</description>
	<lastBuildDate>Sun, 01 Oct 2017 16:15:39 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.2</generator>
	<item>
		<title>หลักสูตรคอมพิวเตอร์ในเมืองไทย (ปรับปรุงใหม่)</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2372</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2372#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 31 Jul 2016 05:52:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[คอมพิวเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[บทความพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[หลักสูตร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2372</guid>

					<description><![CDATA[ผมเคยเขียนเรื่องหลักสูตรค]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผมเคยเขียนเรื่อง<a href="https://www.parinya.net/node/1890">หลักสูตรคอมพิวเตอร์ในเมืองไทย</a>เอาไว้ จุดประสงค์เพื่อเรียบเรียงว่าตอนนี้มหาวิทยาลัยในเมืองไทย เปิดหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ในระดับปริญญาและบัณฑิตศึกษากี่หลักสูตรบ้าง</p>
<p>ตอนนี้ผมเลยคิดว่าผมต้องมาปรับปรุงมันใหม่อีกครั้ง เพราะโลกมันเปลี่ยน มันมีวิทยาการใหม่ ๆ เกิดขึ้นมา หลักสูตรทางคอมพิวเตอร์มันก็เปลี่ยนตาม แถมคราวที่แล้วผมก็ไม่ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนมากนัก ว่าแต่ล่ะหลักสูตรเขามีจุดประสงค์ในการเปิดการเรียนการสอนเพื่ออะไรบ้าง ในหัวข้อนี้เลยจะมาเล่าให้อ่านกันสั้น ๆ</p>
<p>ผมสรุปแล้ว (สรุปเอง) ว่าเราสามารถจัดหลักสูตรคอมพิวเตอร์ในเมืองไทยได้ 10 หลักสูตรใน 4 วุฒิการศึกษาครับ ตามรายการด้านล่างนี้</p>
<p><span style="text-decoration: underline; color: #ff0000;"><strong>วุฒิวิทยาศาสตร์</strong></span></p>
<ul>
<li><strong>วิทยาการคอมพิวเตอร์ (Computer Science)</strong> มุ่งเน้นการเรียนรู้ทฤษฎีการคำนวณสำหรับคอมพิวเตอร์ และ ทฤษฎีการประมวลผลสารสนเทศ</li>
<li><strong>วิศวกรรมซอฟต์แวร์ (Software Engineering)</strong> มุ่งเน้นการเรียนรู้ทฤษฎีการพัฒนาซอฟต์แวร์ และกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างเป็นระบบ</li>
<li><strong>เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology)</strong> มุ่งเน้นการประยุกต์ทฤษฎีทางคอมพิวเตอร์ให้เกิดประโยชน์และใช้ได้จริง</li>
<li><strong>ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information System)</strong> มุ่งเน้นการเรียนรู้ทฤษฎีการค้นหา วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ เพื่อสกัดสารสนเทศและตกผลึกสารสนเทศ สำหรับนำเสนอ ตัดสินใจ และบริหารจัดการ</li>
<li><strong>เทคโนโลยีมัลติมีเดียและแอนิเมชั่น (Multimedia Technology and Animation)</strong> มุ่งเน้นการเรียนรู้การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อประมวลผลสัญญาณภาพดิจิทัล ผสานสื่อผสม สร้างเกมคอมพิวเตอร์ และประสานงานด้านนิเทศศาสตร์</li>
<li><strong>เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์อุตสาหกรรม (Industrial Computer Technology)</strong> มุ่งเน้นการประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ เพื่อตอบสนองต่องานช่างอุตสาหกรรม และพัฒนาระบบในงานอุตสาหกรรม</li>
</ul>
<p><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #ff0000;"><strong>วุฒิวิศวกรรมศาสตร์</strong></span></span></p>
<ul>
<li><strong>วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ (Computer Engineering)</strong> มุ่งเน้นการเรียนรู้กระบวนวิธีเพื่อสั่งการคอมพิวเตอร์ในระดับล่างเชิงลึก และการสั่งการฮาร์ดแวร์ที่ต่อเชื่อมกับคอมพิวเตอร์ การสั่งการระบบฝังตัวและระบบไมโครคอนโทรลเลอร์</li>
<li><strong>วิศวกรรมข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Engineering)</strong> มุ่งเน้นการเรียนรู้ทฤษฎีการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ การเรียนรู้โดยเครื่องจักร และการสกัดความรู้จากข้อมูลขนาดใหญ่</li>
</ul>
<p><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #ff0000;"><strong>วุฒิบริหารธุรกิจ</strong></span></span></p>
<ul>
<li><strong>คอมพิวเตอร์ธุรกิจ (Business Computer)</strong> มุ่งเน้นเรียนรู้การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ในด้านฐานข้อมูล สินค้าคงคลัง ค้าปลีก ค้าส่ง การเงิน บัญชี ทรัพยากรบุคคล เพื่อตอบสนองทางธุรกิจ</li>
</ul>
<p><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #ff0000;"><strong>วุฒิครุศาสตร์อุตสาหกรรม</strong></span></span></p>
<ul>
<li><strong>เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ (Computer Technology)</strong> มุ่งเน้นเรียนรู้เทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์ และเรียนรู้ขั้นตอนวิธีการถ่ายทอดความรู้ เพื่อเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ทางคอมพิวเตอร์ให้ผู้อื่นอย่างเป็นระบบ</li>
</ul>
<p><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/07/computer-767781_640.jpg"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-2376" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/07/computer-767781_640.jpg" alt="คอมพิวเตอร์" width="640" height="426" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/07/computer-767781_640.jpg 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/07/computer-767781_640-300x200.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></a></p>
<p>และทั้งหมดนี้ก็คือหลักสูตรคอมพิวเตอร์ในเมืองไทย ที่เปิดสอนในระดับปริญญาและบัณฑิตศึกษาตามมหาวิทยาลัยหรือสถาบันต่าง ๆ ที่ผมสรุปได้ครับ โดยวุฒิใหม่ล่าสุดที่มีการเปิดการเรียนการสอน และผมได้เพิ่มเข้าไปในหัวข้อนี้ คือ <span style="text-decoration: underline;"><strong>วุฒิวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมข้อมูลขนาดใหญ่</strong></span>นั่นเอง</p>
<p>ถ้าใครอยากรู้ว่าวิศวกรรมข้อมูลขนาดใหญ่ มันมีความสำคัญยังไงต่ออนาคต อยากให้ไปลองอ่านหัวข้อ <a href="https://www.parinya.net/node/2251">Data Science คืออะไร และ Data Scientist คืออะไร</a> ที่ผมเคยเขียนไว้ครับ เพื่อจะได้เข้าใจว่าปฐมบทแห่งวิศวกรรมข้อมูลขนาดใหญ่ มันมีต้นกำเนิดมาจากอะไร</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2372/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เครื่องจักรโง่ เครื่องจักรฉลาด เครื่องจักรปัญญาประดิษฐ์</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2341</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2341#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 28 Jun 2016 03:15:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[บทความพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องจักรฉลาด]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องจักรปัญญาประดิษฐ์]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องจักรโง่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2341</guid>

					<description><![CDATA[ก่อนที่เราจะเข้าเรื่องกัน]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ก่อนที่เราจะเข้าเรื่องกัน ผมอยากจะค่อย ๆ เล่าให้เห็นภาพว่า มนุษย์เราเหนือกว่าสัตว์ได้ยังไง แล้วมนุษย์เราเหนือกว่ามนุษย์ด้วยกันเองได้ยังไง และอะไรที่ทำให้เผ่าพันธุ์หนึ่งเหนือกว่าอีกเผ่าพันธุ์หนึ่ง และอารยธรรมหนึ่งเหนือกว่าอีกอารยธรรมหนึ่ง</p>
<p>มนุษย์เราจริง ๆ แล้วอ่อนแอ ถ้าเราแก้ผ้ามือเปล่าสู้กับหมีเราคอหักตายแน่ หรือถ้าเราไม่สู้หมีแต่ไปสู้เสือล่ะ ผลก็ไม่แตกต่าง เพียงแต่เปลี่ยนเป็นหน้าแหกเพราะกรงเล็บและคอถูกขย้ำด้วยเขี้ยวแทน</p>
<p>มนุษย์เราก็เหมือนกับสัตว์หรือแม้แต่แมลง เราต้องดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด เราต้องการอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค เพื่อหล่อเลี้ยงให้เราดำรงชีพอยู่ จากนั้นเราก็ต้องการความปลอดภัย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นไปตามลำดับความต้องการแบบปัจเจกบุคคลที่เสนอโดยมาสโลว์เป๊ะ</p>
<p>การให้ได้มาซึ่งปัจจัยเหล่านี้ มนุษย์ต้องทำงาน ต้องคิด ทำ แล้วถึงจะมีขึ้นมา ถ้าเป็นยุคบรรพกาล อยากได้อาหารก็ต้องเข้าป่าล่าสัตว์ ตกปลา เก็บของป่า พอเข้าสู่ยุคเกษตรกรรม มนุษย์ก็ต้องปลูกพืชเพื่อเก็บเกี่ยว แล้วพอเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม มนุษย์ก็แปรรูปอาหารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะมนุษย์ทำมันขึ้นมาด้วยสมองและสองมือ</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong><span style="text-decoration: underline;">ยุคที่หนึ่ง</span> มนุษย์ทำเอง</strong></span></p>
<figure id="attachment_2342" aria-describedby="caption-attachment-2342" style="width: 564px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/human_works.png"><img decoding="async" class="size-full wp-image-2342" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/human_works.png" alt="มนุษย์ทำ" width="564" height="253" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/human_works.png 564w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/human_works-300x135.png 300w" sizes="(max-width: 564px) 100vw, 564px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2342" class="wp-caption-text">มนุษย์ทำ</figcaption></figure>
<p>การทำงานล้วนต้องใช้แรง มันมีงานหลายอย่างที่ใช้แรงมนุษย์ทำได้ ใช้สองมือสองเท้าทำได้ สามารถแปลงทิศทางของแรงหรือขนาดของแรงเองได้ ไม่เกินกำลังของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นงานสุจริต เช่น การยกกระถางต้นไม้ การยกกระสอบข้าวเข้าโกดัง การจัดเอกสารเข้าตู้ การพับเสื้อผ้าเข้าตู้ การเด็ดผลไม้จากต้น การเก็บเห็ดเด็ดยอดผักหักท่อนอ้อย หรือจะเป็นงานทุจริต เช่น การวิ่งราวทรัพย์ การชกต่อยทะเลาะวิวาท การฉุดคร่า การหน่วงเหนี่ยว เป็นต้น</p>
<p>แต่ก็มีงานเฉพาะหลายอย่างที่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ เพราะแต่ล่ะคนก็มีแรงไม่เท่ากัน และด้วยเหตุผลเพราะการมีแรงไม่เท่ากัน รวมถึงบางงานมันเกินกำลังของมนุษย์นี่แหล่ะ ทำให้มนุษย์เริ่มคิดว่าควรจะสร้างเครื่องมือขึ้นมา เพื่อให้มาช่วยแปลงทิศทางหรือขนาดของแรง ให้ทุกคนสามารถทำงานได้อย่างเท่าเทียมกัน หรือทำงานที่เกินกำลังได้</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong><span style="text-decoration: underline;">ยุคที่สอง</span> มนุษย์คุม เครื่องมือทำ</strong></span></p>
<figure id="attachment_2345" aria-describedby="caption-attachment-2345" style="width: 724px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/tools_works.png"><img decoding="async" class="size-full wp-image-2345" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/tools_works.png" alt="มนุษย์คุม เครื่องมือทำ" width="724" height="314" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/tools_works.png 724w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/tools_works-300x130.png 300w" sizes="(max-width: 724px) 100vw, 724px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2345" class="wp-caption-text">มนุษย์คุม เครื่องมือทำ</figcaption></figure>
<p>คำว่า &#8220;เครื่องมือ&#8221; หมายถึงอะไรซักอย่างหนึ่งที่จับต้องได้ ซึ่งช่วยทำให้มนุษย์เราบรรลุเป้าหมายได้ ซึ่งมันอาจจะช่วยผ่อนแรง ช่วยย่นระยะทาง ช่วยป้องกัน ช่วยยึดจับ ช่วยให้ความร้อนความเย็น หรืออะไรก็ได้ โดยเป้าหมายพื้นฐานก็เน้นไปที่การหาอาหาร หายา สร้างที่อยู่อาศัย สร้างเครื่องนุ่งห่ม จากนั้นจึงขยายไปด้านการรักษาความปลอดภัย แล้วก็ขยายไปในเรื่องอื่น ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การช่วยจำ การช่วยนับ การช่วยแลกเปลี่ยน เป็นต้น</p>
<p>การคิดค้นเครื่องมืออย่างง่าย ตามหลักการของ ไม้ลาด รอก ล้อและเพลา ตะปูควง คานดีดคานงัด และ ลิ่ม ช่วยทำให้มนุษย์สร้างเครื่องมือในการทำงาน เพื่อแปลงทิศทางและขนาดของแรงให้มากขึ้น ทำให้เรามีขวานไว้ตัดต้นไม้ มีรถเข็นไว้เข็นของ มีรอกเอาไว้โยงเชือกเพื่อตักน้ำจากบ่อน้ำ มีกรรไกรไว้ตัดผ้า มีดาบหอกธนูไว้ล่าสัตว์และรักษาความปลอดภัย มีประแจไขควงเอาไว้ไขน็อต โดยเครื่องมือที่สร้างเพื่อใช้งาน ยังอยู่บนพื้นฐานที่ว่า มันจะช่วยทำงานให้มนุษย์ โดยมนุษย์จะเป็นผู้ควบคุมและส่งแรงเบื้องต้นให้กับมัน (บางครั้งเราก็ใช้สัตว์ เช่น วัว ควาย ช่วยส่งแรงเบื้องต้นให้) จากนั้นมันก็จะทำหน้าที่แปลงทิศทางและขนาดของแรง เพื่อทำงานให้บรรลุเป้าหมายต่อไป</p>
<p>ถึงแม้จะมีเครื่องมือแล้ว แต่ปัญหาในเรื่องของประสิทธิภาพยังมีอยู่ เพราะเครื่องมือมันมีการส่งกำลังที่จำกัด ดังนั้น มนุษย์จึงเริ่มคิดค้นสิ่งที่เรียกว่า &#8220;เครื่องจักร&#8221; ขึ้นมา</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong><span style="text-decoration: underline;">ยุคที่สาม</span> มนุษย์คุม เครื่องจักรโง่ทำ</strong></span></p>
<figure id="attachment_2350" aria-describedby="caption-attachment-2350" style="width: 977px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/low_machine_works.png"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-2350" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/low_machine_works.png" alt="มนุษย์คุม เครื่องจักรโง่ทำ" width="977" height="347" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/low_machine_works.png 977w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/low_machine_works-300x107.png 300w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/low_machine_works-768x273.png 768w" sizes="auto, (max-width: 977px) 100vw, 977px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2350" class="wp-caption-text">มนุษย์คุม เครื่องจักรโง่ทำ</figcaption></figure>
<p>มีผู้นิยามความหมายของ &#8220;เครื่องจักร&#8221; เอาไว้ว่า มันคือเครื่องมือที่ประกอบกันตั้งแต่ 1 ชิ้นขึ้นไป โดยมีจุดประสงค์หลักในการแปลงทิศทางของแรงและขนาดของแรง</p>
<p>แล้วเครื่องมืออะไรบ้างที่ประกอบกันเป็นเครื่องจักร? ก็มีหลายอย่าง เช่น ทางลาด รอก ล้อและเพลา ตะปูควง น็อต คานดีดคานงัด ลิ่ม เฟือง โซ่ คันโยก ใบจักร สายพาน สปริง เป็นต้น</p>
<p>เครื่องจักรถูกสร้างขึ้นโดยวัสดุตามยุคตามสมัย ช่วงแรกก็ทำด้วยไม้ จากนั้นก็เป็นเหล็ก เหล็กกล้า และโลหะผสม ตามลำดับ โดยการส่งกำลังให้เครื่องจักรก็ถูกพัฒนาไปด้วย เริ่มจากการส่งกำลังด้วยมนุษย์ สัตว์ แรงลม แรงน้ำ จากนั้นก็ด้วยพลังงานไอน้ำ พลังงานปิโตรเลียม พลังงานไฟฟ้า แล้วก็พลังงานนิวเคลียร์ มันได้ทำให้มนุษย์สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้มากขึ้น สามารถทำงานได้เร็วขึ้นในปริมาณที่มากขึ้นในเวลาที่จำกัด</p>
<p>เครื่องจักรเหล่านี้มีหลายอย่างที่เรารู้จัก ไม่ว่าจะเป็น นาฬิกาอนาล็อก จักรเย็บผ้า เครื่องบดปลาหมึก เครื่องบดน้ำแข็ง เครื่องบดเนื้อ เครื่องพิมพ์ดีด เรือหางยาว รถสามล้อ ไปจนถึงอาวุธอย่างปืนหรือปืนกล เป็นต้น</p>
<p>ถึงมันจะทุ่นแรงไปมาก แต่ว่าเครื่องจักรเหล่านี้ยัง &#8220;โง่&#8221; อยู่ เพราะทุก ๆ ครั้งที่เราจะใช้มันให้ทำงาน เราก็ต้องสั่งมันใหม่ทุกครั้ง ยิ่งขั้นตอนในการสั่งมีมากเท่าไหร่ มนุษย์เราก็จะเริ่มมีความยุ่งยากในการสั่งเครื่องจักรโง่เหล่านี้เท่านั้น ดังนั้น มนุษย์จึงเริ่มคิดว่าจะทำยังไงให้เครื่องจักร &#8220;ฉลาด&#8221; ขึ้นมาได้?</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong><span style="text-decoration: underline;">ยุคที่สี่</span> เครื่องจักรฉลาดคุม เครื่องจักรโง่ทำ<br />
</strong></span></p>
<figure id="attachment_2351" aria-describedby="caption-attachment-2351" style="width: 474px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/high_machine_works.png"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-large wp-image-2351" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/high_machine_works-1024x280.png" alt="เครื่องจักรฉลาดคุมเครื่องจักรโง่" width="474" height="130" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/high_machine_works-1024x280.png 1024w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/high_machine_works-300x82.png 300w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/high_machine_works-768x210.png 768w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/high_machine_works.png 1107w" sizes="auto, (max-width: 474px) 100vw, 474px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2351" class="wp-caption-text">เครื่องจักรฉลาดคุมเครื่องจักรโง่</figcaption></figure>
<p>การคิดค้นไฟฟ้าและการนำสัญญาณไฟฟ้ามาใช้เพื่อขับเคลื่อนวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ได้ทำให้มนุษย์มีความก้าวหน้าในการพัฒนาไมโครโปรเซสเซอร์และไมโครคอนโทรลเลอร์ ซึ่งเป็นเครื่องจักรในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ทำหน้าทีในการแปลงทิศทางและขนาดของแรง เพียงแต่มันไม่ใช่กระทำต่อแรงกล แต่เป็นการกระทำต่อแรงแม่เหล็กไฟฟ้าแทน</p>
<p>ความรวดเร็วของสัญญาณไฟฟ้า ได้ทำให้เกิดประสิทธิภาพในรูปแบบใหม่ นั่นคือประสิทธิภาพในการคิดคำนวณและการจัดเก็บข้อมูล อันนำมาซึ่งประสิทธิผลในการควบคุมที่แม่นยำและการสามารถจดจำชุดคำสั่งซึ่งป้อนโดยมนุษย์ได้</p>
<p>เมื่อป้อนชุดคำสั่งให้ทำงานได้ ก็หมายความว่ามนุษย์จะไม่จำเป็นต้องมาสั่งซ้ำ ๆ ในทุกขั้นตอนให้เครื่องจักรทำงานอีกต่อไป สั่งแค่ครั้งเดียว แล้วก็ให้เครื่องจักรทำงานตามขั้นตอนที่สั่งเอาไว้ แล้วมนุษย์ก็เอาเวลาที่เหลือไปทำอย่างอื่นต่อไป</p>
<p>มนุษย์ควบคุมเครื่องจักรฉลาด ให้ไปควบคุมเครื่องจักรโง่เพื่อให้ทำงานอีกต่อหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันก็มีตัวอย่างให้เห็นมากมายในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น เครื่องปรับอากาศ เตาอบไมโครเวฟ หม้อหุงข้าว สัญญาณไฟจราจร เครื่องซักผ้า รถยนต์ เครื่องบิน หรือที่มีให้เห็นในทางธุรกิจ เช่น ระบบรักษาความปลอดภัยห้องนิรภัย ระบบผ่านเข้าออกประตูสำนักงาน ระบบไม้กั้นทางเข้าออกลานจอดรถ และมีให้เห็นในด้านความมั่นคง เช่น ระบบอาวุธที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ ดาวเทียม ยานอวกาศ สถานีอวกาศ เป็นต้น</p>
<p>พอเล่ามาถึงตรงนี้ก็จะเริ่มเห็นแล้ว การที่มนุษย์เรามีความก้าวหน้าไปอย่างมากมาย ส่วนใหญ่เกิดจากการสร้างเครื่องจักรเพื่อมาใช้งาน ดังนั้น ชาติใดหรืออารยธรรมใด ที่มีความสามารถในการคิดค้นและผลิตเครื่องจักร (ทั้งโง่และฉลาด) เพื่อใช้เองให้เพียงพอในชาติ อีกทั้งยังสามารถส่งออกเครื่องจักรไปขายยังชาติอื่นได้ ชาตินั้นก็จะมีฐานะเป็นชาติมหาอำนาจโดยปริยาย</p>
<p>งั้นเรามาดูกันดีกว่าว่าปัจจุบัน ชาติมหาอำนาจในโลกนี้ ชาติใดส่งออกเครื่องจักรกันบ้าง โดยดูจากกรอบสีเขียวที่ผมครอบเอาไว้ ผมเลือกครอบเฉพาะสินค้ากลุ่มเครื่องจักร ไม่ได้แยกว่าเป็นเครื่องจักรโง่หรือเครื่องจักรฉลาด แต่อุปโลกได้ว่าถ้ามันเป็นสินค้ากลุ่มอิเลกทรอนิกส์ก็คือเครื่องจักรฉลาดนั่นแหล่ะ</p>
<p>เอาเป็นสถิติของปี พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015) แล้วกัน</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>ประเทศจีน</strong></span></p>
<figure id="attachment_2355" aria-describedby="caption-attachment-2355" style="width: 623px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/china_top_10_exports_2015.png"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-2355" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/china_top_10_exports_2015.png" alt="สินค้าส่งออก 10 รายการของประเทศจีน ค.ศ. 2015" width="623" height="380" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/china_top_10_exports_2015.png 623w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/china_top_10_exports_2015-300x183.png 300w" sizes="auto, (max-width: 623px) 100vw, 623px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2355" class="wp-caption-text">สินค้าส่งออก 10 รายการของประเทศจีน ค.ศ. 2015</figcaption></figure>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>ประเทศสหรัฐอเมริกา</strong></span></p>
<figure id="attachment_2356" aria-describedby="caption-attachment-2356" style="width: 629px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/us_top_10_exports.png"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-2356" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/us_top_10_exports.png" alt="สินค้าส่งออก 10 รายการของประเทศสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 2015" width="629" height="383" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/us_top_10_exports.png 629w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/us_top_10_exports-300x183.png 300w" sizes="auto, (max-width: 629px) 100vw, 629px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2356" class="wp-caption-text">สินค้าส่งออก 10 รายการของประเทศสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 2015</figcaption></figure>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>ประเทศสหราชอาณาจักร</strong></span></p>
<figure id="attachment_2357" aria-describedby="caption-attachment-2357" style="width: 624px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/uk_top_10_exports.png"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-2357" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/uk_top_10_exports.png" alt="สินค้าส่งออก 10 รายการของประเทศสหราชอาณาจักร ค.ศ. 2015" width="624" height="380" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/uk_top_10_exports.png 624w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/uk_top_10_exports-300x183.png 300w" sizes="auto, (max-width: 624px) 100vw, 624px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2357" class="wp-caption-text">สินค้าส่งออก 10 รายการของประเทศสหราชอาณาจักร ค.ศ. 2015</figcaption></figure>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>ประเทศเยอรมัน</strong></span></p>
<figure id="attachment_2358" aria-describedby="caption-attachment-2358" style="width: 624px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/germany_top_10_exports_2015.png"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-2358" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/germany_top_10_exports_2015.png" alt="สินค้าส่งออก 10 รายการของประเทศเยอรมัน ค.ศ. 2015" width="624" height="383" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/germany_top_10_exports_2015.png 624w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/germany_top_10_exports_2015-300x184.png 300w" sizes="auto, (max-width: 624px) 100vw, 624px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2358" class="wp-caption-text">สินค้าส่งออก 10 รายการของประเทศเยอรมัน ค.ศ. 2015</figcaption></figure>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>ประเทศญี่ปุ่น</strong></span></p>
<figure id="attachment_2359" aria-describedby="caption-attachment-2359" style="width: 619px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/japan_top_10_exports.png"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-2359" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/japan_top_10_exports.png" alt="สินค้าส่งออก 10 รายการของประเทศญี่ปุ่น ค.ศ. 2015" width="619" height="377" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/japan_top_10_exports.png 619w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/japan_top_10_exports-300x183.png 300w" sizes="auto, (max-width: 619px) 100vw, 619px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2359" class="wp-caption-text">สินค้าส่งออก 10 รายการของประเทศญี่ปุ่น ค.ศ. 2015</figcaption></figure>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>ประเทศเกาหลีใต้</strong></span></p>
<figure id="attachment_2360" aria-describedby="caption-attachment-2360" style="width: 622px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/korea_top_10_exports.png"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-2360" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/korea_top_10_exports.png" alt="สินค้าส่งออก 10 รายการของประเทศเกาหลีใต้ ค.ศ. 2015" width="622" height="379" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/korea_top_10_exports.png 622w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/korea_top_10_exports-300x183.png 300w" sizes="auto, (max-width: 622px) 100vw, 622px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2360" class="wp-caption-text">สินค้าส่งออก 10 รายการของประเทศเกาหลีใต้ ค.ศ. 2015</figcaption></figure>
<p>ต้นฉบับดูได้จาก<a href="http://www.worldstopexports.com/">ที่นี่</a> จากภาพข้างบน ๆ จะเห็นว่า สินค้าส่งออกลำดับต้น ๆ ส่วนใหญ่ของชาติมหาอำนาจ ล้วนเป็นเครื่องจักรทั้งนั้น ดังนั้น ถ้าประเทศไทยอยากเป็นมหาอำนาจ ก็ต้องตั้งใจสร้างเครื่องจักรกันได้แล้ว!!!</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong><span style="text-decoration: underline;">ยุคที่ห้า</span> เครื่องจักรปัญญาประดิษฐ์ควบคุมเครื่องจักรฉลาด</strong></span></p>
<figure id="attachment_2353" aria-describedby="caption-attachment-2353" style="width: 474px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/ai_control.png"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-large wp-image-2353" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/ai_control-1024x463.png" alt="เครื่องจักรปัญญาประดิษฐ์คุมเครื่องจักรฉลาด" width="474" height="214" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/ai_control-1024x463.png 1024w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/ai_control-300x136.png 300w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/ai_control-768x348.png 768w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/06/ai_control.png 1158w" sizes="auto, (max-width: 474px) 100vw, 474px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2353" class="wp-caption-text">เครื่องจักรปัญญาประดิษฐ์คุมเครื่องจักรฉลาด</figcaption></figure>
<p>ถึงแม้เครื่องจักรโง่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และเครื่องจักรฉลาดจะช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล แต่ยังไงก็ยังต้องมีมนุษย์ควบคุมอยู่ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นข้อจำกัด ดังนั้น ถ้าเป็นงานที่มนุษย์ไม่สามารถติดพันเพื่อควบคุมเครื่องจักรฉลาดได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากอุปสรรคของระยะทางหรือความเสี่ยงในพื้นที่หรืออยู่ในพื้นที่อับสัญญาณ เช่น งานลาดตระเวนพรมแดน งานสำรวจป่าลึก งานสำรวจใต้ดินระดับลึก งานสำรวจพื้นผิวดาวเคราะห์รอบนอกระบบสุริยะ งานสำรวจมหาสมุทรน้ำลึก หรือเป็นงานที่มนุษย์ทำแล้วซ้ำซาก มีรูปแบบการทำตายตัว เช่น การดูแลลูกค้า การดูแลผู้ป่วย การดูแลคนชรา การขับขี่ยานพาหนะ เป็นต้น งานเหล่านี้จะดีกว่ามั้ย ถ้าจะให้เครื่องจักรปัญญาประดิษฐ์ทำแทน</p>
<p>คำว่า &#8220;ปัญญาประดิษฐ์&#8221; หมายถึง ความฉลาดเทียมที่สร้างขึ้นให้กับสิ่งไม่มีชีวิต (หาอ่านรายละเอียดเต็มได้<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B9%8C">ที่นี่</a>) ในปัจจุบัน ปัญญาประดิษฐ์เป็นเรื่องของทฤษฎีทางคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับพัฒนาเป็นซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ และเมื่อมันถูกสร้างขึ้นแล้ว มันก็อาจถูกขับเคลื่อนบนสถาปัตยกรรมของเครื่องจักรฉลาด ที่ใช้ประโยชน์จากการแปลงทิศทางและขนาดของแรงในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เช่น แรงแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ แรงนิวเคลียร์แบบอ่อน เป็นต้น</p>
<p>เครื่องจักรปัญญาประดิษฐ์เมื่อถูกสร้างขึ้น จะมีความเป็นอิสระ และถูกควบคุมจากมนุษย์น้อยมาก หรือไม่ถูกควบคุมเลย เพราะจุดประสงค์ของมนุษย์ในการสร้างเครื่องจักรปัญญาประดิษฐ์ ก็เพราะมนุษย์ไม่ต้องการควบคุมมัน และมีความเป็นไปได้อย่างมากที่เครื่องจักรปัญญาประดิษฐ์ส่วนใหญ่ จะหมายถึงหุ่นยนต์ซึ่งมีความฉลาดเบื้องต้นใกล้เคียงมนุษย์ และมีสรีระเหมือนมนุษย์ เพื่อการทำงานแทนมนุษย์อย่างคล่องตัว</p>
<p>สิ่งที่น่ากังวลเกี่ยวกับเครื่องจักรปัญญาประดิษฐ์ก็คือการจัดการงานนอกสั่ง มันมีโอกาสน้อยมากแต่เป็นไปได้ ที่เครื่องจักรปัญญาประดิษฐ์จะทำงานที่เราไม่อยากให้ทำ นั่นคือการที่มันตัดสินใจออกแบบและสร้างเครื่องจักรฉลาดหรือเครื่องจักรโง่ ตามสถาปัตยกรรมที่มันเข้าใจหรือที่มันคิดค้นขึ้นมาเอง โดยไม่ได้ขออนุญาตหรือปรึกษาหารือมนุษย์อย่างเรา เพราะมันเข้าใจผิดว่ามันมีสิทธิ์ที่จะทำได้ และจะยิ่งน่ากังวลมากขึ้น เมื่อสถาปัตยกรรมของเครื่องจักรฉลาดหรือเครื่องจักรโง่ที่ถูกมันสร้างขึ้น เป็นแบบที่มนุษย์เราไม่มีทางเข้าใจ ไม่มีทางควบคุม และไม่มีทางแทรกแซงได้เลย</p>
<p>สุดท้ายแล้ว ความสามารถของมนุษย์จริง ๆ ก็คือ<strong><span style="text-decoration: underline;">การสร้างตัวแทนเพื่อทำงานให้กับตัวเอง</span></strong> ใครยิ่งสร้างตัวแทนได้เก่งก็ยิ่งได้เปรียบคนอื่น อารยธรรมไหนสร้างตัวแทนได้เก่งก็ยิ่งได้เปรียบอารยธรรมอื่น จากอดีตสู่ปัจจุบัน มนุษย์เริ่มสร้างเครื่องมือง่าย ๆ เพื่อทำงานแทนตัวเอง แล้วก็ผ่านมาสู่เครื่องจักร จากนั้นสุดท้ายก็กลายเป็นหุ่นยนต์ มนุษย์สร้างตัวแทนเพื่อทำงานแทนตัวเองไปเรื่อย ๆ ซึ่งผมกำลังคิดว่าต่อไปไม่แน่ มนุษย์อาจจะไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะต่อไปเครื่องจักรคงจะทำงานแทนในส่วนที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ นั่นคือการสืบพันธุ์และขยายเผ่าพันธ์ุแทนมนุษย์นั่นเอง</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2341/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ยกตัวอย่าง ทฤษฎีบทของเบย์</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2295</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2295#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 10 Feb 2016 17:02:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Data Mining]]></category>
		<category><![CDATA[Feature]]></category>
		<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[Quantum Computer]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎีบทของเบย์]]></category>
		<category><![CDATA[บทความพิเศษ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2295</guid>

					<description><![CDATA[ทฤษฎีบทของเบย์เป็นทฤษฎีคว]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ทฤษฎีบทของเบย์เป็นทฤษฎีความน่าจะเป็นเชิงอนุมานที่ถูกใช้กันอย่างกว้างขวางในงานคอมพิวเตอร์ชั้นสูงครับ ไม่ว่าจะเป็นการรู้จำแบบมีผู้สอนเชิงเส้นด้วย Naive Bayes หรือ การรู้จำเสียงพูดด้วย Hidden Markov Model หรือ การคำนวณสภาวะ Superposition ของคิวบิตในควอนตัมคอมพิวเตอร์ ก็ล้วนตั้งอยู่บนหลักการของทฤษฎีบทของเบย์ทั้งนั้น</p>
<p>โดยหน้าตาของสมการตามทฤษฎีบทของเบย์ก็เป็นแบบข้างล่างนี้</p>
<figure id="attachment_2296" aria-describedby="caption-attachment-2296" style="width: 369px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem.png" rel="attachment wp-att-2296"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-2296" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem.png" alt="ทฤษฎีบทของเบย์" width="369" height="129" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem.png 369w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem-300x105.png 300w" sizes="auto, (max-width: 369px) 100vw, 369px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2296" class="wp-caption-text">ทฤษฎีบทของเบย์</figcaption></figure>
<p>จริง ๆ แล้วทฤษฎีบทของเบย์ก็สืบต่อมาจากทฤษฎีความน่าจะเป็นแบบมีเงื่อนไขอีกทีนึงน่ะครับ เป็นโมเดลที่อธิบายว่าความน่าจะเป็นในลำดับถัดไปจะขึ้นกับความน่าจะเป็นของลำดับก่อนหน้า อะไรประมาณนั้น</p>
<p>ซึ่งถ้าจะคำนวณความน่าจะเป็นของลำดับถัดไปโดยขึ้นกับความน่าจะเป็นของลำดับก่อนหน้า ก็สามารถทำได้ง่าย ๆ ตามสมการข้างล่างนี้ครับ</p>
<figure id="attachment_2297" aria-describedby="caption-attachment-2297" style="width: 304px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_ordinary.png" rel="attachment wp-att-2297"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-2297" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_ordinary.png" alt="การคำนวณความน่าจะเป็นแบบมีเงื่อนไข" width="304" height="131" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_ordinary.png 304w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_ordinary-300x129.png 300w" sizes="auto, (max-width: 304px) 100vw, 304px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2297" class="wp-caption-text">การคำนวณความน่าจะเป็นแบบมีเงื่อนไข</figcaption></figure>
<p>แล้วในเมื่อมันมีสมการง่าย ๆ อยู่ก่อนแล้ว ทำไมเรายังต้องคำนวณโดยใช้ทฤษฎีบทของเบย์อีก???</p>
<p>คำตอบคือ บางครั้งการคำนวณความน่าจะเป็นของลำดับถัดไป โดยขึ้นกับความน่าจะเป็นของลำดับก่อนหน้า มันทำแบบตรงไปตรงมาไม่ได้ครับ มันต้องทำแบบอ้อม ๆ ดังนั้น ทฤษฎีบทของเบย์เลยเป็นสิ่งที่แก้ปัญหาในเรื่องนี้ไปโดยปริยาย</p>
<p>ก่อนอื่น ยกตัวอย่างข้อมูลให้ดูแล้วกันครับ ตามตารางด้านล่างนี้ เป็นข้อมูลคุณสมบัติของบุคคลที่มีเพียง 5 คนเท่านั้น โดยคุณสมบัติของคนเหล่านั้นก็คือ หน้าตา รูปร่าง เส้นเสียง การแสดง และ อาชีพ ครับ</p>
<figure id="attachment_2298" aria-describedby="caption-attachment-2298" style="width: 664px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_ex.png" rel="attachment wp-att-2298"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-2298" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_ex.png" alt="ตัวอย่างข้อมูลเพื่อคำนวณตามทฤษฎีบทของเบย์" width="664" height="318" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_ex.png 664w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_ex-300x144.png 300w" sizes="auto, (max-width: 664px) 100vw, 664px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2298" class="wp-caption-text">ตัวอย่างข้อมูลเพื่อคำนวณตามทฤษฎีบทของเบย์</figcaption></figure>
<p>ทีนี้จะตั้งโจทย์ครับ โจทย์คือให้หาว่าความน่าจะเป็นที่บุคคลในข้อมูลตัวอย่างจะเป็นนักแสดงและเป็นคนรูปร่างผอม ซึ่งถ้าหาโดยใช้สมการตามความน่าจะเป็นแบบมีเงื่อนไข ก็จะได้ตามสมการด้านล่างนี้</p>
<figure id="attachment_2299" aria-describedby="caption-attachment-2299" style="width: 536px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_ordinary_ex.png" rel="attachment wp-att-2299"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-2299" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_ordinary_ex.png" alt="ตัวอย่างสมการแบบความน่าจะเป็นแบบมีเงื่อนไข" width="536" height="506" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_ordinary_ex.png 536w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_ordinary_ex-300x283.png 300w" sizes="auto, (max-width: 536px) 100vw, 536px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2299" class="wp-caption-text">ตัวอย่างสมการแบบความน่าจะเป็นแบบมีเงื่อนไข</figcaption></figure>
<p>คำตอบคือ 1 ส่วน 2 ซึ่งแบบข้างบนนี้ตรงไปตรงมา แต่ถ้าหาโดยใช้ทฤษฎีบทของเบย์บ้างล่ะจะเป็นยังไง? ซึ่งก็เป็นไปตามด้านล่างนี้</p>
<figure id="attachment_2300" aria-describedby="caption-attachment-2300" style="width: 775px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_full_ex.png" rel="attachment wp-att-2300"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-2300" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_full_ex.png" alt="ตัวอย่างสมการตามทฤษฎีบทของเบย์" width="775" height="739" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_full_ex.png 775w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_full_ex-300x286.png 300w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_full_ex-768x732.png 768w" sizes="auto, (max-width: 775px) 100vw, 775px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2300" class="wp-caption-text">ตัวอย่างสมการตามทฤษฎีบทของเบย์</figcaption></figure>
<p>จะเห็นว่าคำตอบที่คำนวณได้ตามทฤษฎีบทของเบย์ มันก็เหมือน ๆ กับคำตอบที่คำนวณได้ตามทฤษฎีความน่าจะเป็นแบบมีเงื่อนไขนั่นแหล่ะครับ แล้วในเมื่อคำตอบมันเหมือนกัน แล้วเราจะไปใช้ทฤษฎีบทของเบย์ทำไมอีก???</p>
<p>คำตอบก็เพราะว่า ในสถานการณ์จริง เราอาจไม่สามารถหาความน่าจะเป็นแบบมีเงื่อนไขอย่างตรงไปตรงมาได้ครับ บางครั้งมันยอกย้อน มันต้องอ้างอิงกลับไปกลับมาถึงจะหาคำตอบได้ ดังนั้น ด้วยคุณสมบัติของทฤษฎีบทของเบย์ ก็เลยทำให้มันกลายเป็นเครื่องมือที่นิยม สำหรับงาน Machine Learning, Data Mining หรือ Quantum Computing ไปโดยปริยายนั่นเอง</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2295/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>2</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Data Science คืออะไร และ Data Scientist คืออะไร</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2251</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2251#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 01 Dec 2015 16:10:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[บทความพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[data science]]></category>
		<category><![CDATA[data scientist]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2251</guid>

					<description><![CDATA[ภายในข้อมูลมักมีความรู้ซ่]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ภายในข้อมูลมักมีความรู้ซ่อนอยู่ครับ ยิ่งความรู้ถูกกองเอาไว้เป็นภูเขาเลากา ถูกระดมกันสร้างขึ้นมาอย่างมากมาย ยังไงมันก็ต้องมีความรู้เจ๋ง ๆ ซ่อนอยู่แน่ ๆ</p>
<p>งาน Data Science จึงเป็นการรวมสรรพวิชา สรรพเทคโนโลยี เพื่อการนำเอาความรู้จากข้อมูลออกมาใช้งานครับ</p>
<p>คำว่า <span style="text-decoration: underline;"><strong><span style="color: #ff0000; text-decoration: underline;">Data Science</span></strong></span> หรือแปลเป็นไทยว่า วิทยาศาสตร์ข้อมูล หรือ วิทยาการข้อมูล จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ มันเป็นเรื่องเก่าที่ถูกเอามาปัดฝุ่นใหม่ มันเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ เพราะโดยบริบทแล้วคอมพิวเตอร์ก็เป็นที่เก็บข้อมูล และก็มีอัลกอริทึม สมการ ขั้นตอนวิธีตั้งหลายอย่าง ที่ถูกคิดค้นขึ้นในสาขา Computer Science หรือ Information Technology เพื่อบริหารจัดการข้อมูล สกัดสารสนเทศจากข้อมูล และสกัดความรู้จากข้อมูลอยู่แล้ว</p>
<p>แต่เนื่องจากสรรพวิชา สรรพเทคโนโลยีทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้น มันอยู่กระจัดกระจายเป็นสมาชิกกันอยู่ในโดเมนต่าง ๆ ก็เลยคิดกันว่าน่าจะจับเอามารวมอยู่ด้วยกัน แล้วเรียกเป็นชื่อเก๋ ๆ ว่า Data Science ดีกว่า ซึ่งสิ่งเหล่านั้นก็ประกอบไปด้วยรายการทางด้านเทคโนโลยีดังนี้ครับ</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>1. Cloud Computing</strong></span></p>
<p>ข้อมูลต้องมีพื้นที่บนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อจัดเก็บครับ มันต้องเป็นพื้นที่ ๆ มีความจุมาก ๆ เข้าถึงได้อย่างสะดวก และการติดต่อใช้งานไม่ยุ่งยากซับซ้อน ซึ่ง Cloud Computing เป็นปัจจัยสำคัญในเรื่องนี้ และบริการบนอินเทอร์เน็ตทุกวันนี้ ก็ขี่ควบอยู่บน Cloud Computing กันทั้งนั้น ซึ่งบริการแบบนี้มีอยู่หลายเจ้าที่ให้บริการ ทั้งแบบเอามาติดตั้งใช้แบบส่วนตัว หรือไปเช่าใช้บนพื้นที่ส่วนรวม อันนี้สุดแล้วแต่</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>2.  Big Data</strong></span></p>
<p>ข้อมูลขนาดใหญ่โตมโหฬารที่ถูกจัดเก็บไว้ นอกจากจะต้องอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Cloud Computing แล้ว ตัวมันก็ควรจะถูกจัดเก็บ บริหารจัดการ และสืบค้นได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งต้องมีโครงสร้างที่เรียบง่าย ซึ่งทำให้การเชื่อมสัมพันธ์ข้อมูลไม่มีความซับซ้อนอีกด้วย ซึ่ง Big Data ก็เป็นคำกว้าง ๆ ที่หมายถึงอะไรเหล่านี้ มันจะเป็น Platform ก็ได้ จะเป็นกลไกกลวิธีก็ได้ หรือจะเป็นโครงสร้างข้อมูลก็ได้ ขอให้มันตอบโจทย์เรื่องการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ได้ก็เพียงพอในขั้นต้นแล้ว</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>3.  Machine Learning</strong></span></p>
<p>เราตัดสินข้อมูลเองไม่ได้ทั้งหมดครับ มันเยอะ ตัดสินเองแล้วตาลาย ดังนั้น เราก็ต้องสอนให้คอมพิวเตอร์ตัดสินข้อมูลแทนเราในระดับหนึ่งนั่นแหล่ะ แล้วที่เหลือเราก็มาตัดสินเองอีกทีนึง ซึ่งไอ้การตัดสินใจโดยคอมพิวเตอร์นี่ก็คือ Machine Learning เนี่ยแหล่ะครับ ซึ่งอัลกอริทึมที่เกี่ยวข้องกับมันมีเยอะ เล่ายาวครับ ไม่เล่าแล้วกันนะ</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>4.  Data Mining</strong></span></p>
<p>บางทีเราไม่ได้อยากให้คอมพิวเตอร์ตัดสินใจให้เราครับ แต่เราอยากให้มันค้นหาความรู้ออกมาให้ ความรู้สำคัญที่ซ่อนอยู่ โดยความรู้ดังกล่าวอาจจะอยู่ในรูปของความสัมพันธ์ของข้อมูล ซึ่งเราดูด้วยตาเปล่าไม่รู้ นับเองด้วยนิ้วมือที่เรามีก็ไม่พอเพราะมันเยอะ เอากระดาษมานั่งจดก็ไม่ไหวตาลาย ดังนั้น ถ้าเรามองว่าข้อมูลมันอยู่ในเหมือง เราก็ต้องขุดมันออกมาครับ โดยใช้อัลกอริทึมที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งมันก็มีหลายวิธีครับ แต่ล่ะวิธีก็แตกต่างกันไป ยากบ้างง่ายบ้าง แต่เดี๋ยวนี้มีเครื่องมือช่วยเยอะครับ มีคนสร้างเอาไว้ให้เยอะ</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>5.  Statistics</strong></span></p>
<p>ก็สถิตินี่แหล่ะครับ จำเป็นพอควร บางทีเราก็ต้องตั้งสมมติฐานจากข้อมูลที่ได้มา ว่าเราจะยอมรับสมมติฐาน หรือปฏิเสธสมมติฐาน มันต้องมีเรื่องของความน่าจะเป็นเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะมันไม่มีอะไรเป๊ะ ๆ มันต้องกะ ๆ เอาว่าจะใช่หรือไม่ใช่ จะจริงหรือไม่จริง แล้วก็เอาตัวชี้วัดหลาย ๆ ตัวมาวัดมัน แล้วก็เชื่อมัน</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>6.  Internet of Things (IoT)</strong></span></p>
<p>การที่หน่วยประมวลผลและหน่วยควบคุมมีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ มีระบบปฏิบัติการในตัวเอง สามารถสื่อสารผ่านเครือข่ายไร้สายได้ด้วยตัวเอง และมีหมายเลขไอพีในตัวเอง มันทำให้การที่เราจะเอาหน่วยประมวลผลหรือหน่วยควบคุมเหล่านั้น ฝังเอาไว้บนอุปกรณ์ทุกสิ่งอย่างซึ่งอยู่รอบ ๆ ตัวเรา มีความเป็นไปได้มากขึ้น ไม่ว่าจะฝังเอาไว้ในเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น โทรทัศน์ วิทยุ พัดลม เตาอบไมโครเวฟ กล้องวงจรปิด ตู้เสื้อผ้า หม้อหุงข้าว ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ก็ล้วนมีกิจกรรมที่ก่อให้เกิดข้อมูลมากมายออกมาได้ และมีขั้นตอนการทำงานหลายอย่างที่สามารถควบคุมจากระยะไกลได้</p>
<p>ลองคิดเล่น ๆ ดูว่าเดิมเราสร้างข้อมูลมหาศาลขึ้นมา เพื่อนำเข้าสูระบบคอมพิวเตอร์สำหรับประมวลผล โดยใช้แป้นพิมพ์ เมาส์ ไมโครโฟน กล้องถ่ายรูป กล้องถ่ายวีดีโอ แต่ด้วย Internet of Things นั่นหมายความว่าข้อมูลนำเข้าจะถูกสร้างขึ้นมาอย่างมากมายมหาศาลเป็นเท่าตัวผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ถูกฝังหน่วยประมวลผลหรือหน่วยควบคุมเอาไว้</p>
<p><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/12/ipad-407799_640.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-2252" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/12/ipad-407799_640.jpg" alt="ipad-407799_640" width="640" height="426" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/12/ipad-407799_640.jpg 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/12/ipad-407799_640-300x200.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 640px) 100vw, 640px" /></a></p>
<p>สรุปง่าย ๆ ก็คือ Data Science คือการรวมวิชาและเทคโนโลยีทางด้าน Cloud Computing, Big Data, Machine Learning, Data Mining, Statistics และ Internet of Things เข้าไว้ด้วยกัน จุดประสงค์เพื่อบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ และสกัดความรู้จากข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งมีลำดับขั้นตอนประกอบด้วย</p>
<ul>
<li>การนำเข้าข้อมูลจาก Input หลาย ๆ อย่างรวมทั้งจากอุปกรณ์ตามนิยามของ Internet of Things</li>
<li>ข้อมูลถูกจัดเก็บเอาไว้บน Cloud Computing ซึ่งบริหารจัดการตามนิยามของ Big Data</li>
<li>ข้อมูลจะถูกนำมาตัดสินใจด้วย Machine Learning ถูกนำมาค้นหาความรู้ด้วย Data Mining และถูกนำมาชี้วัดสมมติฐานด้วย Statistics</li>
</ul>
<p>ส่วน <span style="text-decoration: underline;"><strong><span style="color: #ff0000; text-decoration: underline;">Data Scientist</span></strong></span> ก็คือบุคลากรที่มีความรู้ในวิชาและเทคโนโลยีในย่อหน้าข้างบน เพื่อประกอบวิชาชีพตามจุดประสงค์ในย่อหน้าข้างบนนั่นแหล่ะครับ โดยบุคลากรเหล่านี้ก็ต้องรู้จักใช้เครื่องมือ เช่น</p>
<ul>
<li>รู้จักใช้ Amazon Web Services เพื่อบริหารจัดการ Public Cloud Computing หรือรู้จักการติดตั้งปรับแต่ง Hadoop เพื่อบริหารจัดการ Distributed Computing ให้อยู่ในรูปของ Private Cloud Computing</li>
<li>รู้จักนิยาม NoSQL เพื่อจัดหาฐานข้อมูลสำหรับบริหารจัดการ Big Data</li>
<li>รู้จักใช้ Matlab หรือ ภาษา R หรือ Weka หรือ RapidMiner เพื่อทำ Machine Learning หรือ Data Mining</li>
<li>รู้จักใช้ SPSS เพื่อวิเคราะห์ Statistics เป็นต้น</li>
<li>รู้จักการปรับแต่งและสั่งงานหน่วยประมวลผล เช่น Raspberry Pi หรือหน่วยควบคุม เช่น Arduino เป็นต้น</li>
</ul>
<p>จะเห็นว่างานของ Data Scientist จะเป็นอะไรที่หยินหยางมาก เพราะแตะทั้งของที่จับต้องได้และของที่จับต้องไม่ได้ แต่ก็นั่นแหล่ะครับท่านผู้ชม เพราะมันข้ามสายกันแบบนี้นั่นแหล่ะครับ มันเลยเป็นอาชีพที่เป็นที่นิยมในขณะนี้นั่นเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2251/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>1</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิธีหาเงินในวงการคอมพิวเตอร์</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2208</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2208#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 19 Oct 2015 16:22:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Review]]></category>
		<category><![CDATA[คอมพิวเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[บทความพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีหาเงิน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2208</guid>

					<description><![CDATA[ผมคิดว่าทุกคนที่เรียนมาทา]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผมคิดว่าทุกคนที่เรียนมาทางคอมพิวเตอร์ล้วนมีความฝันครับ คือฝันว่าจะสามารถหาเงินจากความชำนาญทางคอมพิวเตอร์ของตัวเองได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง</p>
<p>การได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบแล้วได้เงิน แล้วเงินที่ได้ทำให้อยู่รอดได้ ทำให้มั่นคั่งได้ มันเป็นสิ่งดี</p>
<p>เมืองไทยเราจะก้าวหน้าในทางคอมพิวเตอร์ได้ ก็ขึ้นอยู่กับหนทางในการทำกินของเหล่าบรรดาคนในวงการคอมพิวเตอร์ทั้งหลาย ถ้าพวกเขาอยู่รอดได้ มั่งคั่งได้ พวกเขาก็จะต่อยอดให้วงการคอมพิวเตอร์ของเมืองไทยเรา สร้างพัฒนาการที่ดี ๆ และสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง</p>
<p>ผมเลยคิดว่าเป็นการดี ถ้าผมจะนำเอาสิ่งที่ผมรู้มาเรียบเรียง ถ่ายทอดให้พวกเราเห็นว่า วิธีการหาเงินในวงการคอมพิวเตอร์มีกี่วิธี แล้วแต่ล่ะวิธีมันต้องใช้ความชำนาญอะไรบ้าง อันนี้อินเนอร์ล้วน ๆ บวกประสบการณ์ บวกการได้รู้ ได้เห็น ได้ฟัง ได้อ่าน และบวกกับการพูดคุยกับคนในวงการ จนตกผลึกออกมาเป็นบทเรียบเรียงวิธีเหล่านี้</p>
<p>โดยผมจะแบ่งวิธีหาเงินออกเป็น 2 กลุ่มนะครับคือกลุ่มรับจ้างและกลุ่มลงทุน</p>
<p><span style="color: #808000;"><strong><span style="text-decoration: underline;">กลุ่มรับจ้าง</span>  จ้างถึงทำ ไม่จ้างก็ไม่ทำ</strong></span></p>
<p><strong><span style="color: #ff0000;">1)  รับจ้างเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์</span></strong></p>
<p>ทุกวันนี้มันมีงานเฉพาะเรื่องหลายงาน ที่โปรแกรมสำเร็จรูปไม่สามารถตอบสนองได้ทั้งหมด หรือตอบสนองได้เพียงบางส่วน ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อสร้างเป็นโปรแกรมสำเร็จรูปตัวใหม่ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา หรือไม่ก็ต้องเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์บางส่วนขึ้นมา เพื่อเสริมให้การทำงานของโปรแกรมสำเร็จรูปที่มีอยู่ เป็นไปตามความต้องการอย่างครบถ้วน</p>
<p>บางครั้งการรับจ้างเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ มันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับโปรแกรมสำเร็จรูป แต่เกี่ยวกับว่านักเรียนนักศึกษาอยากจบการศึกษา เลยต้องมาจ้างให้เขียนให้ แบบนี้ก็มี</p>
<p>จริง ๆ ตลาดตรงนี้กว้าง แพลตฟอร์มก็หลากหลาย อาจเป็นโปรแกรมที่ทำงานบนพีซี เซิฟเวอร์ เราเตอร์ เว็บไซต์ สมาร์ทโฟน ไมโครคอนโทลเลอร์ อาจจะทำงานแบบเบื้องหน้าหรือเบื้องหลัง มีความจุกจิกมากน้อยขึ้นกับผู้จ้างแต่ล่ะรายซึ่งมีความต้องการแตกต่างกันไป</p>
<p><span style="text-decoration: underline; color: #0000ff;">ทักษะที่จะต้องมี</span>ในการหาเงินทางนี้คือ ทักษะการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ภาษาใดภาษาหนึ่งซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในตลาด ต้องชำนาญจริง ไม่ไก่กา ยิ่งชำนาญคุณภาพงานยิ่งดี มีประสิทธิภาพ ได้ประสิทธิผล สร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า คู่ควรแก่การสรรเสริญบอกต่อ มีชื่อเสียงในวงการ ซึ่งเราก็คงเห็นแล้วว่าหลายคนในวงการคอมพิวเตอร์ที่มีชื่อเสียงของไทย ก็ล้วนมากันทางนี้ แต่ไม่บอกว่าเป็นใครกันบ้างนะ ไปหาดูกันเอาเอง</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>2)  รับจ้างติดตั้งปรับแต่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์</strong></span></p>
<p>โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกสร้างโดยบริษัทเอกชนชั้นนำของโลก หรือถูกสร้างโดยชุมชนขนาดใหญ่ มีหลายตัวที่ได้รับความนิยม ถูกใช้งานเฉพาะด้านอย่างกว้างขวาง มีความทันสมัย และความซับซ้อน มีขั้นตอนการติดตั้งที่อาจยาก อาจเยอะ รวมทั้งต้องปรับแต่งค่าอย่างเป็นลำดับขั้นตอนมากมาย เพื่อให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ทำงานได้ตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้ใช้งาน <span style="text-decoration: underline; color: #0000ff;">โดยอาจไม่จำเป็น</span>ต้องเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพิ่มเติมเลย</p>
<p>ความซับซ้อนและความเยอะเหล่านี้ เป็นอุปสรรคขัดขวางให้คนทั่วไปไม่สามารถทำอะไรได้ และก็จะมีคนจำนวนหนึ่งที่อดทนพยายามฝึกฝน ทำซ้ำหลาย ๆ ครั้งจนชำนาญ และผ่านความซับซ้อน ความเยอะ จนกลายเป็นผู้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการติดตั้งปรับแต่ง ตัวอย่างของงานเหล่านี้ก็มีมากมาย ได้แก่</p>
<ul>
<li>การปรับแต่งระบบปฏิบัติการ เช่น Linux, MS Windows Server, Android หรือ iOS</li>
<li>การปรับแต่งเว็บไซต์ เช่น Drupal, Joomla, WordPress, Wiki, osCommerce หรือ Prestashop</li>
<li>การปรับแต่งโปรแกรม ERP/BI/BPS เช่น SAP หรือ Oracle Financial</li>
<li>การปรับแต่งบริการ Cloud Computing เช่น Amazon Web Services</li>
<li>การปรับแต่งฐานข้อมูล เช่น Oracle, SQL Server หรือ MySQL</li>
</ul>
<p><span style="text-decoration: underline; color: #0000ff;">ทักษะที่จะต้องมี</span>ในการหาเงินทางนี้คือ ทักษะความเข้าใจในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตัวนั้น ๆ ยิ่งเข้าใจมาก ยิ่งติดตามอย่างต่อเนื่อง ก็จะยิ่งพัฒนาตัวเองไปได้เรื่อย ๆ ไม่ตกยุค ไม่ตกข่าว มีความระวังตัว เปลี่ยนตัวเองได้หากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตัวนั้น ๆ มันเริ่มจะไม่โอเคแล้ว ซึ่งในวงการคอมพิวเตอร์ของเมืองไทยเรา ก็มีหลายคนที่มีชื่อเสียงมาจากการเป็นนักติดตั้งปรับแต่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตัวยง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-2209" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/10/money-18554_640.jpg" alt="money-18554_640" width="640" height="426" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/10/money-18554_640.jpg 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/10/money-18554_640-300x200.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 640px) 100vw, 640px" /></p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>3)  รับจ้างติดตั้งปรับแต่งอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐาน</strong></span></p>
<p>อุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานที่ว่าก็ได้แก่ เซิฟเวอร์ พีซี เครื่องพิมพ์ เครื่องอ่านบัตรสมาร์ทการ์ด เครื่องสแกนเนอร์ เครือข่ายมีสาย เครือข่ายไร้สาย เราเตอร์ เอดีเอสแอลโมเด็ม ไมโครคอนโทรเลอร์ ห้องดาต้าเซ็นเตอร์ กับอีกหลาย ๆ อย่างเป็นพะเรอเกวียนที่ผมไม่รู้จัก</p>
<p>งานแบบนี้ถือเป็นสายแข็ง เพราะยุ่งแต่กับของแข็ง ๆ ที่จับต้องได้ อีกทั้งยังต้องยุ่งกับของนิ่ม ๆ ที่จับต้องไม่ได้อย่างเช่น การกำหนดค่าให้อุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้มันทำงานได้อย่างที่มันควรจะเป็น</p>
<p><span style="text-decoration: underline; color: #0000ff;">ทักษะที่จะต้องมี</span>สำหรับหาเงินทางนี้คือการต้องเข้าใจในสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง การต้องรู้จักความเข้ากันได้ของระบบปฏิบัติการ สถาปัตยกรรม และ ไดร์เวอร์ การต้องรู้จักการใช้งานชุดเครื่องมือสำหรับตรวจสอบและปรับแต่ง การต้องรู้จักวิธีการปรับแต่งที่เป็นแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ</p>
<p>นอกจากนี้ ผมยังเคยเห็นสองสามครั้งที่การติดตั้งปรับแต่งอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐาน จำเป็นต้องใช้ทักษะทางโหราศาสตร์และพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์เข้ามาช่วยด้วย คือต้องเซ่นสรวงบริกรรมด้วยดอกไม้ ธูปเทียน น้ำแดง พวงมาลัย อัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้มาปกปักรักษา ขอให้อุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานที่จัดตั้งปรับแต่งสามารถใช้งานได้โดยไม่สะดุดติดขัดอะไร</p>
<p>จริง ๆ มันไม่ใช่อะไร บางทีกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า กำลังไฟฟ้า ก็มีผลกับอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐาน มาแบบติด ๆ ดับ ๆ ก็ทำให้ระบบมีปัญหาได้เหมือนกัน ดังนั้น คนที่รับจ้างทำงานนี้ ก็ควรจะมีความรู้ในทางไฟฟ้าไว้หน่อยก็ดีครับ</p>
<p>ผมเห็นมีอยู่สองคนที่มีชื่อเสียงในวงการคอมพิวเตอร์ไทย ที่เติบโตมาในสายงานนี้ ก็ลองไปหาดูครับ</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>4)  รับจ้างเป็นที่ปรึกษา</strong></span></p>
<p>ยังมีหน่วยงานมากมายทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนครับ ที่ยังมีอะไรหลาย ๆ อย่างในเรื่องเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่ไม่เข้าที่เข้าทางอยู่ ดังนั้น ที่ปรึกษาซึ่งเป็นผู้มีความชำนาญในทางทฤษฎีและในทางปฏิบัติที่เป็นเลิศ จึงค่อนข้างเป็นที่ต้องการ</p>
<p>งานที่ปรึกษาก็มีหลายระดับครับ ตั้งแต่ให้คำปรึกษาเฉย ๆ หรือให้คำปรึกษาไปด้วย ไปสร้างแนวทางให้ลูกค้าดูด้วย หรือแม้กระทั่งให้คำปรึกษาไปด้วย แล้วก็ลงไปร่วมปฏิบัติกับลูกค้าด้วย</p>
<p>ส่วนใหญ่ที่ผมเคยเห็น ที่ปรึกษามักจะมาช่วยสร้างกระบวนการ เอากระบวนการมาจับกับวิธีปฏิบัติงาน เพราะวิธีปฏิบัติงานดีอยู่แล้ว เพียงแต่ขาดกระบวนการที่ครบถ้วน</p>
<p>การเป็นที่ปรึกษาต้องแม่นครับ ต้องรู้จริง ต้องอดทนต่อการถูกลองเชิงอยู่บ่อย ๆ ดังนั้นสติสตังต้องดีนิดนึง เพราะความน่าเชื่อถือของที่ปรึกษาอยู่ที่ความรู้และภาพลักษณ์</p>
<p><span style="text-decoration: underline; color: #0000ff;">ทักษะที่ต้องมี</span>ของที่ปรึกษาจึงเป็นความชำนาญในเรื่องที่ตนเองให้คำปรึกษา บวกกับความชำนาญในกระบวนการหรือมาตรฐานซึ่งเป็นที่ยอมรับในโลกใบนี้ เช่น อาจจะต้องรู้ CMMI, ISO, COBIT หรือ ITIL นอกจากนี้ ต้องบอกก่อนเลยว่าผมไม่เคยเจอที่ปรึกษาด้านการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพราะมันไม่มี มันไม่มีใครเขาหาเงินจากการเป็นที่ปรึกษาในแบบที่ว่า จะมีก็แต่การเป็นที่ปรึกษาทางด้านกระบวนการจัดการงานคอมพิวเตอร์ หรือ ที่ปรึกษาทางด้านการปรับแต่งติดตั้งอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐาน หรือ ที่ปรึกษาทางความมั่นคงสารสนเทศ เป็นต้น</p>
<p><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/10/business-17610_640.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-2213" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/10/business-17610_640.jpg" alt="business-17610_640" width="640" height="426" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/10/business-17610_640.jpg 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/10/business-17610_640-300x200.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 640px) 100vw, 640px" /></a></p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>5)  รับจ้างทำวิจัย ร่วมทำวิจัย</strong></span></p>
<p>ปรกติแล้วการทำวิจัยจะมีการให้ทุนวิจัยครับ อาจจะให้โดยหน่วยงานการศึกษา ให้โดยหน่วยงานภาครัฐที่สนับสนุนด้านการวิจัย ให้โดยบริษัทเอกชนที่หวังผลต่อยอดทางความรู้ในเชิงพาณิชย์ หรือให้โดยต่างชาติ</p>
<p>คนในภาคการศึกษามักจะผูกขาดกลาย ๆ สำหรับการรับจ้างทำวิจัยครับ เพราะการเสนอโครงการวิจัยเพื่อขอทุนวิจัย จำเป็นที่จะต้องมีวุฒิการศึกษาและผลงานวิจัยในอดีตเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่มีใครจะให้ทุนวิจัยเป็นแสนเป็นล้านกันง่าย ๆ ถ้าวุฒิไม่ใช่และไม่เคยทำอะไรเจ๋ง ๆ มาก่อน มันต้องมีการทำเอกสารส่ง ต้องมีการพูดคุยสัมภาษณ์ มันไม่ใช่ง่าย</p>
<p>เคยได้ยินมาว่า เวลาครึ่งนึงในการทำวิจัย คือเวลาที่ใช้ไปกับการยื่นขอทุน</p>
<p>งานวิจัยที่มักจะมีการให้ทุน ก็มักจะเป็นงานวิจัยเพื่อสร้างต้นแบบเป็นหลัก และงานวิจัยเพื่อนำทฤษฎีไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์เป็นรอง (อ่านเพิ่มเติม <a href="https://www.parinya.net/node/2022">ระดับของงานวิจัย</a>) ดังนั้น คนที่จะไปขอทุนทำวิจัยก็จะต้องมี &#8220;ของ&#8221; อยู่ก่อนแล้ว</p>
<p>เวลารับเงินวิจัยมาแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าจะใช้ในงานวิจัยทั้งหมดหรอกครับ ใช้จริง ๆ ไม่เยอะหรอก ที่เหลือก็เอามาเป็นค่าตอบแทนให้คนทำวิจัย มากบ้างน้อยบ้าง แล้วแต่การจัดสรร ขอทุนวิจัยบ่อย ๆ ก็มั่งคั่งได้เหมือนกัน</p>
<p>ทีนี้คนที่ไม่มีวุฒิการศึกษาดี ๆ ไม่ได้มีผลงานตีพิมพ์มาก่อน จะไปหาเงินจากการทำวิจัยได้ยังไง ยังพอทำได้ครับ เพราะเงินมันหมุนไป คนทำวิจัยเขาก็ไม่อยากออกแรงวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยเองหรอกครับ เขาก็จะแบ่งงานมาให้ทำ แบ่งเงินมาให้ใช้ แล้วพอทำให้เสร็จแล้ว เขาก็จะเอาข้อมูลสรุปที่ได้ ไปตีความเองต่อไป แต่การไปรับช่วงงานวิจัยมา มันก็ต้องมีเครือข่ายเหมือนกัน ต้องรู้จักคนในวงการศึกษา มันต้องมีเส้นสายนิดนึง</p>
<p>สำหรับ<span style="text-decoration: underline; color: #0000ff;">ทักษะที่จะต้องมี</span>สำหรับคนหาเงินจากการทำวิจัยก็คือ การเป็นผู้มีความเป็นเลิศในทางทฤษฎีทางคอมพิวเตอร์ การชำนาญในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือการเป็นผู้เข้าใจในสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ร่วมกับวงจรไฟฟ้าครับ</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>6)  รับจ้างวิเคราะห์ข้อมูล</strong></span></p>
<p>การวิเคราะห์ข้อมูลสามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบใหญ่ ๆ แบบแรกคือการวิเคราะห์เพื่อสกัดสารสนเทศจากข้อมูล และแบบสองคือการวิเคราะห์เพื่อสกัดความรู้จากข้อมูล</p>
<p><span style="color: #008000;"><span style="text-decoration: underline;">แบบแรก</span> การวิเคราะห์เพื่อสกัดสารสนเทศจากข้อมูล</span></p>
<p>สำหรับการหาเงินวิธีนี้ มันมีความซ้อนทับบางส่วนกับวิธีรับจ้างทำงานวิจัย  แต่มันไม่ใช่ทั้งหมด เพราะการทำวิจัยมันอาจไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์ข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูลอาจไม่เกี่ยวกับการทำวิจัยก็ได้</p>
<p>ส่วนใหญ่การวิเคราะห์ข้อมูลจะใช้โมเดลทางสถิติเข้าช่วย ดังนั้น งานแบบนี้จึงเป็นของถนัดของคนในสายคณิตศาสตร์เชิงคอมพิวเตอร์ หรือสายสถิติศาสตร์ ดังนั้น <span style="text-decoration: underline; color: #0000ff;">ทักษะที่ต้องมี</span>สำหรับการหาเงินวิธีนี้คือทฤษฎีทางสถิติวิเคราะห์ และ ความรู้ในการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ เช่น SPSS เป็นต้น</p>
<p><span style="color: #008000;"><span style="text-decoration: underline;">แบบสอง</span> การวิเคราะห์เพื่อสกัดความรู้จากข้อมูล</span></p>
<p>หลังจากที่พื้นที่เก็บข้อมูลมีความจุมากขึ้น ขนาดเล็กลง ราคาถูกลง มันก็เลยทำให้ใคร ๆ เป็นเหมือนกัน คือเก็บข้อมูลเข้าไปเรื่อย ๆ โดยไม่ลบออก ทีนี้พอข้อมูลมันมีมาก ๆ เข้า มันก็น่าจะใช้ประโยชน์ได้ เอามาสกัดความรู้ออกมาได้ ซึ่งเป็นที่มาของทฤษฎีทางคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า Knowledge Discovery and Data Mining หรือ KDD</p>
<p>ปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐและบริษัทเอกชนมากมาย ที่มีข้อมูลเก็บอยู่อย่างมหาศาล และอยากจะสกัดความรู้ออกมาจากข้อมูลเหล่านั้น เพื่อเอามาสร้างประโยชน์ในเชิงวิธีการปฏิบัติงานหรือเชิงพาณิชย์ได้ในอนาคต</p>
<p>สมัยก่อนผมเคยอ่านเจอว่า พอล อัลเลน ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งไมโครซอฟต์ ได้ออกมาทำธุรกิจรับจ้างคุ้ยไฟล์ข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ตอนนั้นผมไม่เข้าใจว่าทำไปทำไม แต่ภายหลังผมเพิ่งจะเข้าใจว่าเขาน่าจะทำธุรกิจรับจ้างวิเคราะห์ข้อมูล และทฤษฎีทางคอมพิวเตอร์ที่ใช้ก็คงจะเป็น KDD</p>
<p>สำหรับ<span style="text-decoration: underline; color: #0000ff;">ทักษะที่ต้องมี</span>สำหรับหาเงินทางนี้ก็คือ การเข้าใจในทฤษฎีคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า Data Mining และการรู้จักใช้เครื่องมือสำหรับงานทางด้าน Data Mining เช่น Weka หรือ RapidMiner หรือยากหน่อยก็เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ภาษา R เป็นต้น</p>
<p>ปรกติแล้ว การรับจ้างวิเคราะห์ข้อมูลให้หน่วยงานภาครัฐหรือบริษัทเอกชน จะต้องเซ็นสัญญาไม่เปิดเผยความลับก่อนครับ ดังนั้น วิธีหาเงินแบบนี้จึงค่อนข้างเงียบเชียบไม่ค่อยมีการกระโตกกระตากเท่าไหร่ ไม่งั้นความลับมันจะไม่เป็นความลับ</p>
<p><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/10/graph-163509_640.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-2221" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/10/graph-163509_640.jpg" alt="graph-163509_640" width="640" height="360" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/10/graph-163509_640.jpg 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/10/graph-163509_640-300x169.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 640px) 100vw, 640px" /></a></p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>7)  รับจ้างตรวจสอบระบบคอมพิวเตอร์</strong></span></p>
<p>หน่วยงานภาครัฐหรือบริษัทเอกชน ถ้าเริ่มมีขนาดใหญ่โตขึ้น ก็จะอืดอาด ยืดยาด ไร้ประสิทธิภาพ ขาดประสิทธิผล มีช่องโหว่กระจายอยู่ทั่วไปหมด ซึ่งนอกจากจะทำให้ขาดความสามารถในการแข่งขันแล้ว เผลอ ๆ จะทำให้เกิดการขาดทุนเสียประโยชน์จากการยักยอกด้วย!!!</p>
<p>ดังนั้น หากผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ มองว่าหากเอาคนภายในมาตรวจสอบก็คงจะฮั้วกัน จะดีกว่ามั้ยถ้าจะไปจ้างคนดีมีฝีมือจากภายนอก ให้เข้ามาช่วยตรวจสอบให้ ซึ่งสำหรับอะไร ๆ ทางคอมพิวเตอร์ ก็ต้องให้ผู้ที่ชำนาญการตรวจสอบระบบคอมพิวเตอร์ เข้ามาช่วยตรวจสอบน่าจะเป็นการดี</p>
<p>ซึ่งการตรวจสอบระบบคอมพิวเตอร์ ก็คือการ Audit ระบบคอมพิวเตอร์นั่นแหล่ะครับ โดยสิ่งที่จะตรวจสอบก็คือช่องโหว่ทั้งหลายในระบบคอมพิวเตอร์ของหน่วยงาน ซึ่งอาจกระจายอยู่ในนโยบาย กระบวนการ วิธีปฏิบัติงาน ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ เป็นต้น</p>
<p>ปรกติแล้วผมจะได้มีโอกาสเจอกับผู้ตรวจสอบปีล่ะหนึ่งหน พวกเขาจะคุ้ยช่องโหว่เก่งมาก เสาะแสวงหาจุดบกพร่องได้ดี ให้ข้อเท็จจริงโดยไม่บิดพริ้ว และก็เก่งทางเทคนิคมาก ๆ ด้วย เพราะพวกเขาล้วนมีความรู้ทั้ง กระบวนการ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ อีกทั้งพวกเขายังทำเอกสารเก่งมาก สามารถบรรยายจุดโหว่ของระบบคอมพิวเตอร์ได้หลายหน้ากระดาษเลย</p>
<p>โดยส่วนตัวผมมองว่า ผู้ตรวจสอบระบบคอมพิวเตอร์ เก่งกว่า ที่ปรึกษาระบบคอมพิวเตอร์ นะครับ จากที่สัมผัสมา เพราะที่ปรึกษาระบบคอมพิวเตอร์ยังรู้เป็นอย่าง ๆ แต่ผู้ตรวจสอบระบบคอมพิวเตอร์ เหมือนจะรู้ทุกอย่างเลย</p>
<p>ดังนั้น <span style="text-decoration: underline; color: #0000ff;">ทักษะที่จะต้องมี</span>สำหรับหาเงินวิธีนี้คือ การรู้ไปซะทุกอย่างในสรรพวิชาทางคอมพิวเตอร์ครับ</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>8)  รับจ้างเขียนบทความทางคอมพิวเตอร์</strong></span></p>
<p>คนเก่งคอมพิวเตอร์แล้วเล่าเรื่องเป็นตัวหนังสือได้ ยังมีอยู่ในประเทศไทยอีกมากมายครับ และคนที่สนใจเรื่องเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ก็มีอีกเยอะแยะเหมือนกัน</p>
<p>บทความทางคอมพิวเตอร์ก็เหมือนบทความทั่วไปครับ สามารถตีพิมพ์อยู่ในหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือวารสาร แถมเดี๋ยวนี้มีอินเทอร์เน็ต ก็สามารถเผยแพร่ในเว็บหนังสือพิมพ์ออนไลน์ เว็บบล็อก หรือแม้แต่ในเครือข่ายสังคมก็ยังได้</p>
<p>เนื้อหาในบทความทางคอมพิวเตอร์ ก็มักเป็นเรื่องของผลิตภัณฑ์หรือบริการทางคอมพิวเตอร์ใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ อาจเป็นการเปรียบเทียบคุณภาพ ราคา คุณสมบัติ หรืออาจเป็นเรื่องของกระแสที่เกิดขึ้นในโลกอินเทอร์เน็ต หรืออาจเป็นเรื่องของบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการไอที เป็นต้น</p>
<p>ส่วนตัวผมไม่เคยรับจ้างเขียนบทความทางคอมพิวเตอร์นะ ผมเลยไม่รู้ราคา แต่ที่รู้แน่ ๆ ก็คือคนที่จะทำแบบนี้ได้<span style="text-decoration: underline; color: #0000ff;">ต้องมีทักษะ</span>ทางคอมพิวเตอร์พอตัว ตามกระแสเก่ง ใฝ่รู้ สำนวนวรรณกรรมดี มีชื่อเสียงความสำเร็จอะไรมาก่อนยิ่งดีใหญ่</p>
<p><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/10/euro-870765_640.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-2228" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/10/euro-870765_640.jpg" alt="euro-870765_640" width="640" height="426" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/10/euro-870765_640.jpg 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/10/euro-870765_640-300x200.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 640px) 100vw, 640px" /></a></p>
<p><span style="color: #808000;"><strong><span style="text-decoration: underline;">กลุ่มลงทุน</span>  ลงทุนทรัพย์ แรงกาย แรงสมอง ถึงไม่จ้างก็จะทำ</strong></span></p>
<p><strong><span style="color: #ff0000;">9)  เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อขายเป็นสินค้า</span></strong></p>
<p>ถ้าเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เก่ง แล้วไม่อยากรับจ้างทำงานให้คนอื่น อยากจะทำอะไรที่มันยั่งยืน กินยาว ๆ อยากมีนวัตกรรมเป็นของตนเอง อยากสร้างการตระหนักรู้ ความภักดีและแบรนด์ให้กับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของตนเอง มีวิสัยทัศน์ว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์คือสินค้า ซึ่งมีมูลค่าและขายได้ งั้นทางนี้ก็น่าจะเป็นคำตอบ!</p>
<p>แต่ช้าก่อน มาอ่านปัญหาของการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขายเป็นสินค้ากันดีกว่า เพราะมันมี 2 ปัญหาแล้วเป็นปัญหาใหญ่ซะด้วย!!</p>
<p><span style="text-decoration: underline; color: #339966;">ปัญหาแรก</span>คือ มันถูกละเมิดได้ คือทำซ้ำแจกจ่ายได้ อาจยากง่ายแตกต่างกันตามบริบท ซึ่งปัญหานี้เกิดกับทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ขายเป็นกล่อง ขายเป็นแผ่นซีดี เป็นแผ่นดีวีดี เพื่อใช้ทำงานบนพีซี หรือ เซิฟเวอร์ หรือเป็นโปรแกรมที่ขายแล้วให้โหลดผ่านอินเทอร์เน็ต เอามาใช้บนเว็บไซต์หรือบนสมาร์โฟน โดนกันเรียบวุธ!!!</p>
<p>วิธีแก้ไขก็มี หลายแบบเท่าที่ผ่านมา ตัวอย่างของโปรแกรมที่ทำงานบนพีซีก็เช่น บังคับให้ลงทะเบียนด้วยเลขเฉพาะ (เหลว โดนแกะกระจาย) บังคับใช้อุปกรณ์เสริมเพื่อแสดงตน นับตั้งแต่โบราณถึงปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น การใช้การ์ดเสียบบนบอร์ดพีซี การใช้กล่องวงจรเสียบกับพอร์ตขนานหรือพอร์ตอนุกรม การใช้แฟลชไดรฟ์เสียบกับยูเอสบี (ซึ่งถ้าเจอมือดีแกะ ก็ไม่เหลือเหมือนกัน)</p>
<p>บางทีก็แก้ด้วยการเข้าไปสุ่มตรวจ ซึ่งจะทำได้ถ้าเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเภทที่มีลูกข่ายได้หลายเครื่อง แต่ถ้าเป็นโปรแกรมแบบที่ติดตั้งให้ทำงานบนเครื่องเดี่ยว ๆ ได้ อันนี้ก็ต้องใช้วิธีประเมินจากความเป็นไปได้ของจำนวนคนใช้งานแทน</p>
<p>นอกจากวิธีแก้ปัญหาทางเทคนิคแล้ว ก็ยังมีวิธีการแก้ปัญหาในทางการตลาด โดยการวางกลยุทธ์ให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ขายไม่เป็นสินค้าที่ถูกขายขาด แต่ยัง<span style="text-decoration: underline;">ต้องถูกสนับสนุนหลังการขาย</span>ไปเรื่อย ๆ ตราบเท่าที่คนซื้อไปยังต้องใช้งานมัน และการสนับสนุนนั้นไม่ฟรี จะต้องมีการจ่ายตังค์ แต่ราคาคำนวณแล้วคุ้มค่า</p>
<p><span style="text-decoration: underline; color: #339966;">ปัญหาที่สอง</span> คือ การมองตลาด มองว่าตลาดกำลังต้องการอะไร แล้วทิศทางของตลาดมันดีมั้ย มันกำลังขาขึ้น กำลังทรง หรือกำลังทรุด มองว่าคู่แข่งขันเป็นใคร มีส่วนแบ่งตลาดแค่ไหน ตรงนี้ต้องไม่หลอกตัวเอง สำคัญมากห้ามหลอกตัวเอง ภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้พัฒนาจะไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญคือทำออกมาแล้วมันถูกที่ถูกเวลาหรือเปล่า</p>
<p>เรื่องนี้บอกอะไรไม่ได้มาก เป็นวิสัยทัศน์ของแต่ล่ะคน มันเป็นการพยากรณ์ เป็นการทำนาย เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เก่งก็ไม่ใช่จะมองเรื่องนี้ขาด มันเป็นอะไรที่ยาก คิดได้ก็ทะลุผ่านไปได้</p>
<p>ดังนั้น <span style="text-decoration: underline; color: #0000ff;">ทักษะที่จะต้องมี</span>ในการหาเงินทางนี้คือ ทักษะการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งก็ควรจะเก่งควรจะชำนาญ นอกจากนี้ก็ยังต้องมีทักษะในการบริหารงานโครงการ เพราะการสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขาย มันไม่ใช่ว่าจะทำได้คนเดียว มันต้องช่วยกันทำหลาย ๆ คนถึงจะออกมาดี เก่งคนเดียวมันก็ทำได้ปริมาณหนึ่ง เก่งหลาย ๆ คนก็ทำได้ในปริมาณที่มากขึ้น ถัดมาก็ต้องมีทักษะทางการตลาด สำคัญไม่แพ้กัน และสุดท้ายต้องมีทักษะทางการขาย ถ้าไม่เอาไปเสนอขายจะไม่มีใครรู้จัก ตรงนี้ผมเจอบ่อย เป็นแนวปฏิบัติเลย คือนัดขอเข้ามาเสนอคุณสมบัติโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพราะคิดว่าน่าจะตรงกับหน่วยธุรกิจ บ้างก็ตรง บ้างก็ไม่ตรง แต่ถ้าไม่เสนอขาย จะเอาไปตั้งขายเลยก็ได้ เห็นบ่อย ส่วนใหญ่จะขายเป็นดีวีดีใส่กล่องสวย ๆ วางขายในร้านหนังสือ แปลกใจทำไมต้องเป็นร้านหนังสือ ทำไมไม่เป็นในร้านขายยาบ้าง?</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>10)  เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อขายเป็นบริการ</strong></span></p>
<p>การมีอินเทอร์เน็ตมันทำให้อะไรเปลี่ยนไปเยอะครับ โปรแกรมคอมพิวเตอร์มันไม่จำเป็นจะต้องถูกขายเป็นไฟล์เพื่อไปติดตั้งบนพีซี โน็ตบุ็ค สมาร์ทโฟน หรือ แท็บเล็ต เพียงหนทางเดียว หากแต่มันสามารถถูกติดตั้งไว้บนกลุ่มเมฆแล้วให้ลูกค้าเชื่อมโยงไปใช้งานได้ นี่คือสาเหตุว่าทำไมพักหลัง ๆ ในหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา บริษัทเอกชนทางคอมพิวเตอร์ชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ถึงให้ความสนใจในการให้บริการโปรแกรมคอมพิวเตอร์ผ่านกลุ่มเมฆแทน</p>
<p>มันโอเคเลยนะ เพราะมันแก้ปัญหาการละเมิด การทำซ้ำได้ แต่มันก็สร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาเหมือนกัน คือปัญหาความปลอดภัยของข้อมูล และ ปัญหาความเร็วของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้งาน</p>
<p><span style="text-decoration: underline; color: #0000ff;">ทักษะที่จะต้องมี</span>สำหรับหาเงินทางนี้ไม่แตกต่างจากการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อขายเป็นสินค้า แต่ที่เพิ่มมาคือต้นทุนในการสร้างกลุ่มเมฆเพื่อประมวลผลโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เขียนขึ้นสำหรับให้บริการ จะเป็นเมฆก้อนเดียวหรือเมฆหลายก้อน ก็เงินทั้งนั้น เพราะการประมวลผลมันต้องมาอยู่ที่กลุ่มเมฆ แทนที่จะไปอยู่บนทรัพยากรของลูกค้า</p>
<p>แนวทางการขายก็แล้วแต่ว่าจะคิดเป็นช่วงเวลา คิดเป็นแพ็กเก็จโปรโมชัน คิดตามจำนวนคนใช้งาน หรือคิดตามจำนวนครั้งในการใช้งาน หรืออาจให้ใช้ฟรี แต่ถ้าอยากได้อะไรเจ๋ง ๆ ที่ของฟรีไม่มีก็ต้องจ่ายตังค์</p>
<p>ส่วนการคิดว่าจะเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์อะไรเพื่อขายเป็นบริการ อันนี้ก็เป็นวิสัยทัศน์อีกเช่นกัน จะจับตลาดบน ตลาดกลาง ตลาดล่าง ตลาดกว้าง ตลาดแคบ ตลาดทั่วไป ตลาดเฉพาะ ก็สุดแล้วแต่ความปรารถนา</p>
<p>ตัวอย่างของวิธีการหาเงินแบบนี้ก็ได้แก่ โปรแกรมชุดสำนักงาน โปรแกรมบริหารลูกค้า โปรแกรมให้บริการชำระเงินออนไลน์ ตลาดขายสินค้าออนไลน์ หรือแม้แต่เกมออนไลน์บางประเภท</p>
<p><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/10/business-18107_640.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-2230" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/10/business-18107_640.jpg" alt="business-18107_640" width="640" height="360" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/10/business-18107_640.jpg 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/10/business-18107_640-300x169.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 640px) 100vw, 640px" /></a></p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>11)  ติดตั้งปรับแต่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อขายเป็นบริการ</strong></span></p>
<p>เป็นการเอาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่คนอื่นเขียน ซึ่งมีอรรถประโยชน์และกำลังเป็นที่นิยมแพร่หลายในปัจจุบัน มาติดตั้งบนกลุ่มเมฆ จะเมฆก้อนเดียวหรือเมฆหลายก้อนก็สุดแล้วแต่ จากนั้นเปิดให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ตเพื่อเก็บตังค์ค่าใช้งาน หนึ่งในตัวอย่างสำหรับเรื่องนี้คือ เกมออนไลน์ โดยการไปติดต่อกับเจ้าของลิขสิทธิ์เกมออนไลน์ ขอซื้อสิทธิ์มา เอาเกมออนไลน์มาติดตั้ง แปลให้เป็นภาษาไทย แล้วก็เปิดให้บริการ เก็บตังค์ค่าใช้งาน ซึ่งแบบนี้ ต้นทุนที่จะมีคือค่าลิขสิทธิ์ ค่าการติดตั้ง ค่าการแปลภาษา และ ค่ากลุ่มเมฆ</p>
<p>ตรงนี้เป็นช่องว่างที่ทำได้ เพราะถึงแม้ว่าอินเทอร์เน็ตจะเข้าถึงได้จากทั้งโลก แต่มันจะดีกว่า เร็วกว่า สื่อสารกันง่ายกว่า ถ้าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เขียนขึ้น ถูกนำมาติดตั้งไว้ในกลุ่มเมฆท้องถิ่น เพื่อให้คนท้องถิ่นได้ใช้งาน ยิ่งแปลเป็นภาษาไทยที่อ่านเข้าใจง่ายยิ่งดี ดังนั้น ถ้าใครตาถึง มองออกว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตัวไหนเจ๋ง แล้วรีบฉวยโอกาสซื้อสิทธิ์มาติดตั้งเพื่อขายเป็นบริการ คนนั้นก็จะมีโอกาสก่อนใคร ๆ</p>
<p><span style="text-decoration: underline; color: #0000ff;">ทักษะที่จะต้องมี</span>สำหรับหาเงินทางนี้ในทางเทคนิคและเรื่องของต้นทุน จะเหมือนกับการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อขายเป็นบริการ แต่สิ่งที่จะเพิ่มมาคือทักษะทางภาษาอังกฤษ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น หรืออะไรซักชาตินึง ขึ้นกับว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่จัดหามาติดตั้งเพื่อให้บริการถูกทำโดยชาติใด คนไทยยังไงก็ยังอยากอ่านแต่ภาษาไทยครับ ถึงจะอ่านกันแค่ปีล่ะ 8 บรรทัดก็เถอะ!</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>12)  ให้เช่าอุปกรณ์หรืิอโครงสร้างพื้นฐาน</strong></span></p>
<p>เรื่องนี้ต้องแบ่งคุยกันเป็นสองส่วนครับ คือส่วนของอุปกรณ์ที่เช่าแล้วต้องไปอยู่กับลูกค้า กับส่วนของอุปกรณ์ที่เช่าแล้วต้องอยู่กับผู้ให้เช่า</p>
<p><span style="color: #339966;"><span style="text-decoration: underline;">แบบแรก</span> เช่าแล้วของอยู่กับลูกค้า</span> เดี๋ยวนี้หลายหน่วยงานเขาไม่ซื้อพีซี โน็ตบุ๊ก หรือ เครื่องพิมพ์กันแล้วครับ เขาใช้วิธีเช่า ไม่ต้องลงบัญชีสินทรัพย์ ไม่ต้องตัดค่าเสื่อมราคา ลงบัญชีเป็นค่าใช้จ่าย ไม่ต้องเสี่ยงกับของที่ตกรุ่น หมดสัญญากันก็ยกของกลับไป ทำสัญญาใหม่ก็ได้ของรุ่นใหม่มา เช่าสั้นก็จ่ายแพง เช่ายาวก็คุยกัน อะไรประมาณนั้น</p>
<p>คนที่จะหาเงินทางนี้<span style="text-decoration: underline; color: #0000ff;">ต้องมีทักษะ</span>ในการหมุนเงิน หมุนสินค้าครับ จะทำยังไงกับของที่ลูกค้าเช่าแล้ว จะให้เช่าต่ออีกหรือจะโละทิ้ง แล้วจะโละทิ้งทำไง ขายถูก ๆ ออกไป หรือ เอาไปแลกอย่างอื่นมา หรือ เอาไปแจกฟรี หรือ เอาไปถมที่ปลูกสะระแหน่ อันนี้เป็นวิสัยทัศน์ ยากอยู่ ไม่ใช่ง่าย ถ้าลูกค้ายกเค้าปล้นไปดื้อ ๆ จะทำไง หรือเอาไปยำซะไม่เหลือชิ้นดีจะทำไง หรือแม้แต่ลูกค้าเอาของไปกอดไว้ ดึงหนี้ ไม่จ่ายค่าเช่า จะทำไง เหล่านี้คือต้องมีทักษะการหมุนเงินหมุนสินค้าที่จะต้องมีครับ</p>
<p><span style="color: #339966;"><span style="text-decoration: underline;">แบบสอง</span> เช่าแล้วของอยู่กับผู้ให้เช่า</span> พวกนี้จะเป็นการเช่าใช้เซิฟเวอร์ซะส่วนใหญ่ครับ เอามาทำเป็นตัวประมวลผลเดี่ยวบ้าง แบ่งเป็นส่วน ๆ เพื่อให้ผู้อื่นเช่าต่อแบบ Shared Hosting หรือ VPS บ้าง ซึ่งคนที่จะหาเงินทางนี้<span style="text-decoration: underline; color: #0000ff;">ต้องมีทักษะ</span>แบบเดียวกับคนที่หาเงินทางด้านรับจ้างติดตั้งปรับแต่งอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานนั่นแหล่ะครับ เพียงแต่ต้องเพิ่มทักษะในการจัดสรรทรัพยากรด้วย เพราะลูกค้ามีการหมุนเวียน คนโน้นเลิกเช่า คนนี้เช่าใหม่ คนนั้นอยากได้แบบหนึ่ง คนนี้อยากได้อีกแบบหนึ่ง ไม่เหมือนกัน ถ้าทำเป็นชุดสำเร็จรูปอัตโนมัติได้อย่างเช่น cPanel ก็ง่ายไป แต่ถ้ามันเฉพาะมาก ๆ ก็ต้องออกแรงให้กับลูกค้าอยู่ดี</p>
<p>ผมยังคิดว่าในอนาคต ถ้าคนไทยเราหาเงินจากการให้บริการกลุ่มเมฆแบบ AWS ได้ คงดีไม่น้อย!!!</p>
<p><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/10/achievement-18134_640.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-2231" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/10/achievement-18134_640.jpg" alt="achievement-18134_640" width="640" height="474" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/10/achievement-18134_640.jpg 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/10/achievement-18134_640-300x222.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 640px) 100vw, 640px" /></a></p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>13)  สร้างพื้นที่เพื่อขายโฆษณา</strong></span></p>
<p>วิธีนี้เกิดขึ้นหลังจากมีอินเทอร์เน็ต วิธีนี้ไม่เกี่ยงว่าจะต้องเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เอง หรือติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นที่นิยมแพร่หลาย เพื่อประมวลผลบนทรัพยากรของลูกค้าเอง หรือประมวลผลบนโครงสร้างพื้นฐานที่เช่า หรือประมวลผลบนกลุ่มเมฆ ยังไงก็ได้ ขอแค่ทำให้พื้นที่ ๆ มีเป็นจุดสนใจ และขายโฆษณาได้ก็พอ</p>
<p>วิธีหาเงินแบบนี้มีวิวัฒนการมานานมาก ทุกแบบจบด้วยการแปะโฆษณา เริ่มจากการทำเว็บไซต์แห้ง แล้วถัดมาจึงเป็นการทำเว็บไซต์ข่าว ถัดมาอีกเป็นการทำเป็นชุมชนเว็บบอร์ด  การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้โหลดไปใช้ฟรี ๆ การเขียนบล็อก การสร้างเครือข่ายสังคม เป็นต้น</p>
<p>ดังนั้น <span style="text-decoration: underline; color: #0000ff;">ทักษะหลักที่ต้อง</span>มีในการหาเงินแบบนี้คือทักษะการตลาด ถ้าเป็นพื้นที่โฆษณาบนเว็บไซต์ ก็ต้องคิดวิธีว่าจะทำยังไงถึงจะให้คนเข้าเว็บไซต์ได้มาก ๆ ต้องคิดให้ออกว่าตอนนี้สังคมต้องการอะไร ขาดอะไร หรือถ้าเป็นพื้นที่โฆษณาบนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ก็ต้องคิดว่าอะไรเป็นเหตุผลที่ผู้ใช้งานอยากโหลดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ไปใช้งาน ส่วน<span style="text-decoration: underline; color: #0000ff;">ทักษะรอง</span>ก็จะเป็นทักษะทางเทคนิคในการติดตั้งปรับแต่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน แบบที่เคยกล่าวมา</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>14)  สร้างพื้นที่เพื่อขายสินค้าเสมือนจริง</strong></span></p>
<p>วิธีนี้เกิดขึ้นจากปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ในโปรแกรมเกมคอมพิวเตอร์ จึงเกิดกลยุทธ์ทางการตลาดแบบใหม่ โดยใช้ความก้าวหน้าทางอินเทอร์เน็ตเข้ามาช่วย คือแทนที่จะหาเงินจากการขายขาดโปรแกรม หรือเก็บตังค์จากการเข้าใช้งานโปรแกรม ก็เปลี่ยนเป็นการแจกจ่ายโปรแกรมให้ลูกค้าโหลดไปติดตั้งฟรี ๆ และเปิดโอกาสให้ลูกค้าเชื่อมโยงเข้ามายังกลุ่มเมฆเพื่อใช้งานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เมื่อลูกค้าเข้ามาอยู่ในพื้นที่แล้ว ก็สร้างสถานการณ์ เหตุการณ์ เพื่อจูงใจให้ลูกค้าเกิดความอยากมีอยากได้ในสินค้าเสมือนจริง จนลูกค้าซื้อสินค้าเสมือนจริงไปใช้งาน</p>
<p>ปัจจุบันสินค้าเสมือนจริงได้ถูกขยายไปยังพื้นที่อื่นนอกจากเกมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นสติ๊กเกอร์หรืออีโมติค่อนในโปรแกรมแชท โมเดลสามมิติในโลกเสมือนจริง เป็นต้น</p>
<p>สำหรับ<span style="text-decoration: underline; color: #0000ff;">ทักษะที่ต้องมี</span>ในการหาเงินด้านนี้ก็เหมือนกับการสร้างพื้นที่เพื่อขายโฆษณา และยังต้องเน้นในทักษะการเขียนโปรแกรม รวมทั้งทักษะในการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน เพราะสินค้าเสมือนจริงก็เหมือนเงินตรา คือจะต้องถูกหนุนหลังโดยสิ่งที่น่าเชื่อถือได้ ดังนั้น โปรแกรมคอมพิวเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานจึงต้องมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล</p>
<p><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/10/background-20126_640.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-2232" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/10/background-20126_640.jpg" alt="background-20126_640" width="640" height="451" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/10/background-20126_640.jpg 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/10/background-20126_640-300x211.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 640px) 100vw, 640px" /></a></p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>15)  ขายข้อมูล</strong></span></p>
<p>การเอาข้อมูลที่สำคัญออกมาขาย โดยได้รับสิทธิ์เพื่อการขายจากผู้ดูแลข้อมูลหรือเจ้าของข้อมูล ซึ่งข้อมูลที่จะขายก็ต้องเป็นข้อมูลที่มีคุณค่า ผมยกตัวอย่างนะ แต่ล่ะอย่างละเมิดสิทธิคนอื่นทั้งนั้น ได้แก่</p>
<p>ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลทางการเงิน ข้อมูลการทำงาน ข้อมูลการศึกษา ข้อมูลคดีความ ข้อมูลการรักษาพยาบาล ข้อมูลเครดิต ข้อมูลการจดทะเบียนกิจการ ข้อมูลการส่งงบการเงินกิจการ ข้อมูลการเสียภาษี ข้อมูลประวัติการโทรศัพท์ ข้อมูลตำแหน่งพิกัดโทรศัพท์มือถือ ข้อมูลการซื้อขายหุ้น ข้อมูลการซื้อขายที่ดิน เป็นต้น</p>
<p>ข้อมูลเหล่านี้อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ครับ มันอยู่กับหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมทะเบียนราษฎร์ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กรมบังคับคดี กรมคุมประพฤติ กรมบัญชีกลาง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานที่ดิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ โรงพยาบาลรัฐ</p>
<p>หรืออยู่ในบริษัทเอกชน เช่น ธนาคารพาณิชย์ บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ โรงพยาบาลเอกชน หรือบริษัทให้บริการโทรศัพท์มือถือ</p>
<p>ข้อมูลพวกนี้ขายได้ครับ ถึงแม้จะเป็นข้อมูลของประชาชน ซึ่งเก็บไว้กับหน่วยงานภาครัฐหรือบริษัทเอกชน ก็ขายได้ครับ ถ้าจะขายซะอย่าง ต่อให้มีกฎหมายมาคุมก็ซิกแซกแอบขายได้อยู่ดี</p>
<p>ตัวอย่างของธุรกิจที่ขายข้อมูล คือ บริษัทบิสซิเนสออนไลน์ครับ บริษัทนี้มีผลิตภัณฑ์ชื่อ Bingo เป็นบริการสืบค้นข้อมูลของบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทยกับกระทรวงพาณิชย์ ใครอยากใช้ต้องจ่ายตังค์ การที่บริษัทบิสซิเนสออนไลน์สามารถขายข้อมูลบริษัทจดทะเบียนได้ ก็เพราะไปเจรจากับหน่วยงานราชการ แบ่งผลประโยชน์กันลงตัวครับ ถึงเอาข้อมูลมาขายได้</p>
<p>ดังนั้น <span style="text-decoration: underline; color: #0000ff;">ทักษะที่จะต้องมี</span>ในการหาเงินวิธีนี้คือทักษะการเจรจาต่อรองผลประโยชน์ และต้องมีเส้นสายกับคนวงในระดับบิ๊ก ๆ ครับ แต่ถ้าไม่ต้องการทำอะไรที่ถูกระเบียบขั้นตอนตามกฎหมาย ก็ทำได้ แต่จะ<span style="text-decoration: underline; color: #0000ff;">ต้องมีทักษะ</span>ในการเจาะระบบครับ ซึ่งแสดงว่าต้องเก่งพอตัวเลยล่ะ แถมผิดกฎหมายอีกต่างหาก</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>16)  จัดอบรมสัมมนาทางคอมพิวเตอร์</strong></span></p>
<p>คนที่เชี่ยวชาญในทฤษฎีทางคอมพิวเตอร์ หรือได้เคยปฏิบัติซ้ำ ๆ จนมีความชำนาญในด้านการเขียนโปรแกรม ด้านการติดตั้งปรับแต่งโปรแกรม หรือด้านการติดตั้งปรับแต่งอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐาน ล้วนสามารถจัดอบรมสัมมนาทางคอมพิวเตอร์ ให้ใคร ๆ เรียกขานเป็นครูบาอาจารย์ได้ทั้งนั้นครับ</p>
<p>การจัดอบรมสัมมนาก็ต้องหาสถานที่ซักนิดนึงครับ อาจจะเช่าห้องประชุมใน Co-working Space หรือไม่ก็เช่าห้องโรงแรมกันไปเลยหรูดี ต้องลงทุนทำชีท ทำดีวีดี และถ้าเป็นการจัดอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ก็ต้องจัดเตรียมอุปกรณ์เฉพาะด้านด้วย ลงทุนนิดนึง</p>
<p>ส่วนเรื่องการบอกกล่าววันเวลาสถานที่ในการจัดอบรมสัมมนา อันนี้ก็สุดแล้วแต่ครับ อาจจะบอกแบบปากต่อปาก เผยแพร่ในเว็บ ลงโฆษณา เผยแพร่ในเครือข่ายสังคม ส่วนเรื่องการเก็บตังค์ การกำหนดราคาค่าอบรมฯ อันนี้ก็ต้องประเมินกันเอง โดยวัดจากเนื้อหา ระยะเวลา จำนวนผู้เข้าเรียน และต้นทุนในการจัดอบรมฯ</p>
<p>ที่สำคัญเรื่องที่จะจัดอบรมสัมมนา ก็ต้องเป็นเรื่องที่น่าสนใจ แน่ใจได้ว่าจะมีคนมาเข้าร่วมอบรมฯด้วย อย่าคิดจะอบรมภาษาเครื่องหรือภาษาแอสเซมบลี้นะครับ ได้สอนอากาศแน่ ๆ</p>
<p>สำหรับ<span style="text-decoration: underline; color: #0000ff;">ทักษะที่จะต้องมี</span>ก็คือสิ่งที่จะสอนนั่นแหล่ะครับ บวกกับทักษะในการสอนด้วย การสอนไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ สอนไม่ถูกเจอสวนได้ง่าย ๆ สอนไม่ตื่นเต้นพาลหลับได้ง่าย ๆ เหมือนกัน และถ้าสอนไม่รู้เรื่องรับรองมีบอกต่อครับ</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>17)  แต่งหนังสือตำราทางคอมพิวเตอร์</strong></span></p>
<p>เดี๋ยวนี้หนังสือตำราทางคอมพิวเตอร์แนวทฤษฎีขายยากมากครับ ส่วนใหญ่คนซื้อหนังสือ เขาจะซื้อหนังสือคอมพิวเตอร์ที่สอนใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เป็นที่นิยม หรือซื้อหนังสือสอนปฏิบัติแบบง่าย ๆ เช่น สอนเล่นเครือข่ายสังคม สอนหาเงินจากเว็บเผยแพร่คลิปวีดีโอ สอนใช้โปรแกรมแต่งรูป สอนสร้างเว็บไซต์ขายของ สอนสร้างโมเดล 3 มิติ สอนใช้งานโปรแกรมเอ็กเซล เป็นต้น</p>
<p>สำหรับการกำหนดราคาขายหนังสือ แบบเล่มกระดาษก็ราคานึง แบบเป็นอีบุ๊คก็ราคานึง แล้วแต่จะไปตกลงกัน ถ้าออกเงินพิมพ์ที่โรงพิมพ์เอง แล้วไปฝากขายกับร้านขายหนังสือก็ราคานึง ถ้าส่งต้นฉบับให้สำนักพิมพ์ แล้วให้สำนักพิมพ์เป็นคนพิมพ์ เป็นคนไปติดต่อวางขายกับร้านขายหนังสือก็อีกราคานึง อันนี้แล้วแต่</p>
<p>สรุป <span style="text-decoration: underline; color: #0000ff;">ทักษะที่ต้องมี</span>สำหรับการหาเงินวิธีนี้ก็เหมือนกับทักษะการรับจ้างเขียนบทความทางคอมพิวเตอร์นั่นแหล่ะครับ เพียงแต่ต้องอึดมากขึ้น เพราะมันไม่ใช่หน้ากระดาษหรือสองหน้ากระดาษ แต่มันเป็นเล่ม ๆ ดังนั้น เนื้อหาต้องแน่น ภาพต้องสวย บทบรรยายต้องดี พิสูจน์อักษรครบถ้วน</p>
<p><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/10/background-21657_640.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-2233" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/10/background-21657_640.jpg" alt="background-21657_640" width="640" height="426" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/10/background-21657_640.jpg 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/10/background-21657_640-300x200.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 640px) 100vw, 640px" /></a></p>
<p>เบ็ดเสร็จแล้ว ผมก็เรียบเรียงได้ 17 วิธีนะครับ ผมคิดว่าน่าจะมีวิธีอื่น ๆ อีกนั่นแหล่ะที่ผมยังไม่รู้ ไม่เคยผ่าน ยังไม่เข้าใจ ก็หวังว่าผู้อ่านจะได้ประโยชน์จากสิ่งที่เรียบเรียงครับ</p>
<p>เหนือสิ่งอื่นใด ผมคิดว่าความขยันต้องนำความฉลาด ถ้าฉลาดแล้วไม่ขยันก็จบกันเลยครับงานนี้</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2208/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>1</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รีวิว หลักสูตรปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2099</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2099#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 19 Aug 2015 16:36:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[Review]]></category>
		<category><![CDATA[คำนวณ]]></category>
		<category><![CDATA[บทความพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[ปริญญาโท]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาการคอมพิวเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต]]></category>
		<category><![CDATA[หลักสูตร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2099</guid>

					<description><![CDATA[ผมเพิ่งเรียนจบหลักสูตรปริ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผมเพิ่งเรียนจบหลักสูตรปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา<span style="text-decoration: underline;"><strong>วิทยาการคอมพิวเตอร์</strong></span> แขนงวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ประยุกต์ เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2558 ที่ผ่านมานี้เองครับ เป็นการจบภายใน 2 ปีการศึกษาคนแรกของรุ่น และจบภายใน 2 ปีการศึกษาคนที่ 2 ของหลักสูตร</p>
<p>หลักสูตรที่ผมเรียนเป็นหลักสูตรที่อนุมัติเมื่อปี พ.ศ. 2553 ครับ ดังนั้น จึงยังเป็นหลักสูตรที่ทันโลกอยู่ ซึ่งการปรับปรุงหลักสูตรของมหาวิทยาลัย ก็มักจะถูกกระทำทุก ๆ 5 ปี เพื่อให้หลักสูตรมีความทันสมัยอยู่เสมอ ดังนั้น ก่อนที่ผมจะจบการศึกษา ทางสภามหาวิทยาลัยก็ได้มีการประกาศหลักสูตรใหม่ของปี พ.ศ. 2557 ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว</p>
<p><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/adult-education-572269_640.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-2104" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/adult-education-572269_640.jpg" alt="" width="640" height="426" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/adult-education-572269_640.jpg 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/adult-education-572269_640-300x200.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 640px) 100vw, 640px" /></a></p>
<p>หลายคนอาจจะมีความสับสนเล็ก ๆ ว่า หลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์นั้น ต่างกับหลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือต่างกับหลักสูตรการจัดการระบบสารสนเทศยังไง ซึ่งสำหรับรีวิวนี้คงไม่อธิบายเปรียบเทียบให้เห็นทีล่ะตัว แต่จะเน้นอธิบายอย่างชัดเจนในหลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์ ว่าเป็นหลักสูตรที่มุ่งหวังเพื่อผลิตบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถใน<span style="text-decoration: underline;"><strong>ทฤษฎีการคำนวณสำหรับคอมพิวเตอร์และทฤษฎีการประมวลผลสารสนเทศ</strong></span> ดังนั้น ผู้ที่จบในหลักสูตรนี้ จึงมีความเข้าอกเข้าใจอย่างยิ่ง ในการใช้คณิตศาสตร์เพื่อช่วยแก้ปัญหาทางคอมพิวเตอร์!!!</p>
<p>สำหรับรายวิชาที่ผมเรียนในหลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์ มีทั้งหมด <span style="text-decoration: underline;"><strong>10 วิชา</strong></span>ประกอบด้วย</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>1.  Design &amp; Analysis of Algorithm</strong></span></p>
<p>วิชานี้ไม่ได้สอนให้ผมนั่งท่องโครงสร้างข้อมูล ท่องวิธีการจัดเรียง หรือท่องวิธีการค้นหาข้อมูล แต่เป็นวิชาที่สอนให้ผมรู้จัก<span style="text-decoration: underline;">คำนวณ</span>ประสิทธิภาพในการจัดเรียง ประสิทธิภาพในการค้นหา และประสิทธิภาพในการทำงานของอัลกอริทึมต่าง ๆ มันทำให้ผมเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ถึงแม้ว่าคอมพิวเตอร์มันจะทำงานแบบอนุกรมได้อย่างรวดเร็ว แต่หากต้องเผชิญกับปัญหาที่ต้องวนรอบการทำงานหลายชั้น มันก็มีสิทธิ์ตายห่าได้เหมือนกัน</p>
<p>นอกจากนี้ วิชานี้ยังสอนให้ผมรู้จักคัดเลือกเทคนิค อัลกอริทึม และขั้นตอนวิธีต่าง ๆ เพื่อให้เหมาะสมกับปัญหาที่จะต้องแก้ไข โดยมีจุดประสงค์สูงสุดคือทำให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุดในการทำงานของคอมพิวเตอร์</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>2.  Computer Architecture</strong></span></p>
<p>หลายคนอาจจะเข้าใจว่าวิชา Computer Architecture หรือเรียกเป็นภาษาไทยว่าวิชาสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ คือ วิชาที่สอนให้เราท่อง ๆ ๆ ๆ อะไรหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งผมขอบอกว่าไม่จริงครับ เพราะจริง ๆ แล้ววิชานี้สอนให้ผมรู้วิธีการ<span style="text-decoration: underline;">คำนวณ</span>ทางคณิตศาสตร์ในระดับบิตของข้อมูล สอนให้ผมได้รู้วิธีการ<span style="text-decoration: underline;">คำนวณ</span>ทางคณิตศาสตร์ในสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์หลาย ๆ รูปแบบ และทำให้ผมเข้าใจว่าในโลกนี้มันมีสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์มากมายหลายแบบเหลือเกิน</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>3.  Principle of Programming</strong></span></p>
<p>คนที่จะเรียนหลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์ได้ <span style="text-decoration: underline;">มีความจำเป็นอย่างที่สุด</span>ที่จะต้องเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นครับ แต่ว่าวิชานี้ไม่ได้สอนให้ผมเสาะแสวงหาภาษาคอมพิวเตอร์ใหม่ ๆ มาทดลองเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ผมเป็นผู้สันทัดกรณีและมีทักษะสูงส่งในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่หลากหลายแต่ประการใด หากแต่วิชานี้กลับสอนให้ผมเข้าใจหัวใจและจิตวิญาณของการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และสอนให้ผมสามารถบรรยายพรรณาเหตุผลในทางไวยากรณ์และวากยสัมพันธ์ของภาษาคอมพิวเตอร์ได้</p>
<p><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/code-820275_640.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-2103" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/code-820275_640.jpg" alt="" width="640" height="426" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/code-820275_640.jpg 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/code-820275_640-300x200.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 640px) 100vw, 640px" /></a></p>
<p>ซึ่งจุดมุ่งหมายสูงสุดของวิชานี้คือการปูพื้นฐานที่แน่นหนา เพื่อต่อยอดไปยังวิชา Compiler ซึ่งเป็นวิชาที่ศึกษาวิธีการแปลภาษาคอมพิวเตอร์ที่มนุษย์อ่านเข้าใจได้ ไปเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ที่คอมพิวเตอร์อ่านเข้าใจได้นั่นเอง</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>4.  Semantic Web &amp; Ontology</strong></span></p>
<p>ข้อมูลที่ถูกบรรยายด้วยข้อมูล อ่านแล้วไม่งงใช่มั้ย? ตอนแรกผมเองก็งงนั่นแหล่ะ และวิชานี้ก็ช่วยให้ผมหายงง เพราะวิชานี้ได้สอนให้ผมเกิดความเข้าใจว่า ข้อมูลนั้นมันสามารถถูกบรรยายด้วยข้อมูลได้ โดยวิธีการอธิบายจะต้องมีการตกลงกัน เช่น ตกลงกันในระดับหน่วยงาน ระดับชุมชน หรือ ระดับโลก จุดประสงค์ของการบรรยายและการตกลงกัน ก็เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างมีมาตรฐาน และทำให้คอมพิวเตอร์มันเข้าใจสิ่งที่บรรยายได้</p>
<p>และนอกจากจะสอนให้ผมสามารถออกแบบโมเดลการบรรยายข้อมูลได้แล้ว วิชานี้ยังสอนให้ผมออกแบบโมเดลความสัมพันธ์ให้กับข้อมูลได้ด้วย โดยมีจุดประสงค์เพื่อผลการอนุมานข้อมูลในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น เรากำหนดว่า กรุงเทพมหานคร คือ เมืองหลวงของประเทศไทย และ บางกอก ก็คือ เมืองหลวงของประเทศไทย ดังนั้น คอมพิวเตอร์ก็จะอนุมานตามสิ่งที่บรรยายไว้ว่า ที่แท้แล้ว กรุงเทพมหานคร กับ บางกอก น่าจะเป็นสิ่งเดียวกันนั่นเอง!!!</p>
<p>โดยส่วนตัวแล้วผมจัดวิชานี้อยู่ในกลุ่มวิชา<span style="text-decoration: underline;">ปัญญาประดิษฐ์</span>ครับ และยังมีอีก 4 วิชาที่ยังอยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน ซึ่งผมจะได้เล่าต่อไป</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>5.  Machine Learning</strong></span></p>
<p>ผมได้เรียนเกี่ยวกับ Neural Network รูปแบบต่าง ๆ ทั้งแบบ Supervised Learning และ Unsupervised Learning จากวิชานี้ครับ โดยสิ่งที่ผมเรียนไม่ใช่การออกแบบ Neural Network เพราะมันธรรมดาไป แต่เป็นการเรียนวิธีการ<span style="text-decoration: underline;">คำนวณ</span>ของ Neural Network ครับ และยังเรียนวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพในการ<span style="text-decoration: underline;">คำนวณ</span>ของ Neural Network ด้วย</p>
<p><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/calculator-695084_640.png"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-2114" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/calculator-695084_640.png" alt="" width="640" height="360" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/calculator-695084_640.png 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/calculator-695084_640-300x169.png 300w" sizes="auto, (max-width: 640px) 100vw, 640px" /></a></p>
<p>นอกจากนี้ ผมยังได้เรียนเกี่ยวกับ  Fuzzy Logic และ Centroid-based clustering แบบ Fuzzy C Means ซึ่งไม่ใช่การเรียนออกแบบหรือใช้งานเช่นเคยครับ แต่เป็นการเรียนวิธีการ<span style="text-decoration: underline;">คำนวณ</span>ล้วน ๆ โดยเฉพาะไอ้เจ้า Fuzzy C Means นี่ถ้าใช้วิธีคำนวณด้วยมือจะต้องทำหลายรอบมากจนปวดหัวไปหมดเลย</p>
<p>สำหรับวิชานี้นะครับ ก็จัดได้ว่าอยู่ในกลุ่มวิชา<span style="text-decoration: underline;">ปัญญาประดิษฐ์</span>เช่นกัน</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>6.  Data Mining</strong></span></p>
<p>วิชานี้ผมคิดว่าเป็นวิชาที่เหมาะกับยุคสมัยนี้มาก เพราะยุคสมัยนี้เป็นยุคที่ข้อมูลเยอะเท่าภูเขาเลากา ดังนั้น มันจะเป็นการดีกว่าถ้าเราสามารถสกัด &#8220;ความรู้&#8221; จาก &#8220;ข้อมูลมหาศาล&#8221; ได้</p>
<p>วิชานี้ใช้การคำนวณทั้งด้านพีชคณิต เมตริกซ์กับเวกเตอร์ และสถิติ หลายอย่างมาก!!!</p>
<p>ผมได้เรียนการ<span style="text-decoration: underline;">คำนวณ</span>เพื่อเกลี่ยข้อมูลให้ค่ามีความใกล้เคียงกัน ได้เรียนการ<span style="text-decoration: underline;">คำนวณ</span> Entropy, Information Gain, Chi Square เพื่อการเลือกคุณลักษณะเด่นของข้อมูล ได้เรียนการ<span style="text-decoration: underline;">คำนวณ</span> Principle Component Analysis เพื่อการลดมิติของข้อมูลและสกัดคุณลักษณะเด่นของข้อมูล</p>
<p><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/monitor-862116_640.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-2107" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/monitor-862116_640.jpg" alt="" width="640" height="360" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/monitor-862116_640.jpg 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/monitor-862116_640-300x169.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 640px) 100vw, 640px" /></a></p>
<p>ได้เรียนการ<span style="text-decoration: underline;">คำนวณ</span> Superivised Learning ของ Naive Bayes, Decision Tree และ Support Vector Machine และได้เรียนการ<span style="text-decoration: underline;">คำนวณ</span> Unsupervised Learning ของ Density-based Clustering</p>
<p>นอกจากนี้ผมยังได้เรียนกลไกการทำงานและวิธีการ<span style="text-decoration: underline;">คำนวณ</span>ของวิธี Association Rule Learning ด้วยเทคนิค Apriori และ FP-Growth อีกด้วย (วิชานี้มีประโยชน์มากในทางธุรกิจนะเออ)</p>
<p>สุดท้าย วิชานี้ยังได้สอนให้ผมรู้ว่า ทุกสิ่งที่หาคำตอบมาได้มันต้องมีการประเมินผล ดังนั้น ผมจึงได้เรียนการ<span style="text-decoration: underline;">คำนวณ</span>เพื่อประเมินผลคำตอบด้วยตัวชี้วัดแบบต่าง ๆ ซึ่งก็มีทั้ง Precision, Recall, True Positive Rate และ False Positive Rate</p>
<p>สำหรับวิชานี้นะครับ ก็จัดได้ว่าอยู่ในกลุ่มวิชา<span style="text-decoration: underline;">ปัญญาประดิษฐ์</span>เช่นกัน</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>7.  Bioinformatics</strong></span></p>
<p>วิชานี้เป็นวิชาที่ใหม่มากครับ และหากใครทำวิจัยในแวดวงของวิชานี้ จะได้รับคะแนนในการวิจัยสูงมาก เนื่องจากเป็นงานวิจัยที่มีผลกระทบในวงกว้าง!!!</p>
<p>การเรียนวิชานี้จำเป็นที่จะต้องมีพื้นฐานความรู้ทางชีววิทยาพอสมควร เพราะวิชานี้เป็นวิชาที่รวมเอา ชีววิทยา คณิตศาสตร์ และ คอมพิวเตอร์เข้าไว้ด้วยกัน โดยจะเน้นลงไปถึงระดับของ เซล โครโมโซม ดีเอ็นเอ อาร์เอ็นเอ จีโนไทป์ ฟีโนไทป์ และ โปรตีน ครับ</p>
<p><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/dna-163466_640.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-2109" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/dna-163466_640.jpg" alt="" width="640" height="360" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/dna-163466_640.jpg 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/dna-163466_640-300x169.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 640px) 100vw, 640px" /></a></p>
<p>ผมได้เรียนอัลกอริทึมในการจับคู่ดีเอนเอแบบต่าง ๆ จากวิชานี้ โดยอัลกอริทึมที่เรียนจะมีพื้นฐานจากอัลกอริทึม Longest Common Subsequence ได้เรียนวิธีการอนุมานดีเอนเอ โดยใช้วิธีการ<span style="text-decoration: underline;">คำนวณ</span> Hidden Markov Model ได้เรียนการค้นหาคำตอบแบบ Optimization ด้วย Genetic Algorithm ได้เรียนการจัดกลุ่มของจีโนไทป์และฟีโนไทป์ และได้เรียนการ<span style="text-decoration: underline;">คำนวณ</span>เพื่อทำ Hierarchical-based Clustering ครับ</p>
<p>สำหรับวิชานี้นะครับ ก็จัดได้ว่าอยู่ในกลุ่มวิชา<span style="text-decoration: underline;">ปัญญาประดิษฐ์</span>เช่นกัน เพราะจุดมุ่งหมายของวิชานี้คือการทำให้คอมพิวเตอร์สามารถเรียนรู้และระบุความแตกต่างของดีเอ็นเอ เพื่อนำไปสู่การรักษาโรคได้นั่นเอง</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>8.  Image Processing</strong></span></p>
<p>ต้องบอกเลยว่าวิชานี้เป็นวิชาที่ผมต้องเรียน<span style="text-decoration: underline;">คำนวณ</span>มากที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะการขยายภาพ ย่อภาพ บิดภาพ เติมภาพ กร่อนภาพ เน้นภาพ เปลี่ยนความสว่างความมืด หาเส้นขอบของวัตถุในภาพ กำจัดสิ่งรบกวนในภาพ เติมภาพที่หายไป ฯลฯ ทั้งหลายทั้งปวง ล้วนใช้คณิตศาสตร์ด้วยกันทั้งนั้น และเป็นคณิตศาสตร์แบบยากซะด้วย ดังนั้น สำหรับคนที่อยากจะรู้ว่าโปรแกรม Photoshop มันทำงานยังไง ก็จะได้รู้กันเลยล่ะครับจากวิชานี้</p>
<p>วิชานี้มันถูกจัดอยู่ในกลุ่ม<span style="text-decoration: underline;">ปัญญาประดิษฐ์</span>ก็เพราะว่า วิธีการคำนวณและอัลกอริทึมที่คิดค้นขึ้น มันเป็นตัวผลักดันให้คอมพิวเตอร์รู้จักที่จะตัดสินใจว่ามันควรจะจัดการกับภาพยังไงถึงจะเหมาะสมที่สุดครับ และที่สำคัญวิธีการคำนวณและอัลกอริทึม ต้องสามารถนำไปใช้ได้กับทุกภาพครับ ถึงจะถือว่าเลิศที่สุด จะมาบอกว่าใช้ได้กับภาพหน้าคนแต่ใช้กับภาพสิ่งของสถานที่ไม่ได้ แบบนี้ไม่ได้ครับ</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>9.  Computer Security</strong></span></p>
<p>ความมั่นคงทางคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องที่กว้างมากครับ กินอาณาบริเวณครอบคลุมทั้งฮาร์ดแวร์ มิดเดิ้ลแวร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูล ฐานข้อมูล ผู้ใช้งาน และ เครือข่าย เป็นเรื่องของความละเอียดอ่อน ช่องโหว่ ภัยคุกคาม</p>
<p>ด้วยวิชานี้จึงทำให้ผมได้เกิดความเข้าใจและแยกแยะได้ว่า ช่องโหว่ของคอมพิวเตอร์มันมีอยู่ที่ตรงไหนบ้าง ภัยคุกคามของคอมพิวเตอร์มันเป็นอะไรได้บ้าง แล้วเราจะอุดช่องโหว่ได้อย่างไร จะตรวจพบช่องโหว่ได้ด้วยวิธีใด และจะรับมือกับภัยคุกคามอย่างมีประสิทธิภาพได้ยังไง</p>
<p><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/padlocks-597815_640.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-2112" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/padlocks-597815_640.jpg" alt="" width="640" height="471" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/padlocks-597815_640.jpg 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/padlocks-597815_640-300x221.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 640px) 100vw, 640px" /></a></p>
<p>เพราะเหตุนี้ วิชานี้จึงไม่ใช่วิชาท่องจำ มันเป็นวิชาสืบสวนสอบสวน ดังนั้น การจะเรียนวิชานี้ได้จึงมีความจำเป็นจะต้องเข้าอกเข้าใจใน ฮาร์ดแวร์ มิดเดิ้ลแวร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูล ฐานข้อมูล ผู้ใช้งาน และ เครือข่าย ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว และสำหรับผมแล้ว วิชานี้ถึงแม้ว่าจะไม่มีการคำนวณเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่มันก็ยังคงต้องมีการวิเคราะห์เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ดี</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>10.  Research Method</strong></span></p>
<p>วิชานี้ถือว่าเป็นวิชาตกผลึก เพราะวิชานี้สอนให้ผมเข้าใจขั้นตอนการทำงานวิจัยอย่างถูกต้อง วิชานี้ได้สอนให้ผมรู้ว่าจุดสำคัญของงานวิจัยคืออะไร การทบทวนวรรณกรรมสำคัญไฉน (ป.ล. วรรณกรรมที่ว่าก็คืองานวิจัยนั่นแหล่ะ) จะไปหาวรรณกรรมจากที่ไหนมาทบทวนได้บ้าง และจะไปแสวงหาวิธีการแก้ปัญหาได้จากแหล่งไหนได้บ้าง</p>
<p>ผมได้ลองเขียนเอกสารทบทวนวรรณกรรมครั้งแรกก็เพราะวิชานี้ ซึ่งมันทำให้ผมได้เข้าใจว่า การบรรยายว่าเรารู้อะไรมาบ้างอย่างเป็นลำดับขั้นตอน มันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก มันเหมือนกับว่าเราต้องแก้ปัญหาอะไรซักอย่างนึง เราต้องอธิบายให้ใคร ๆ เข้าใจได้ว่าปัญหามันคืออะไร มีใครเคยแก้ปัญหานี้บ้าง แล้วเขาแก้ปัญหาด้วยวิธีไหนกันบ้าง และเราจะแก้ปัญหาด้วยวิธีไหน แล้ววิธีที่เราจะแก้มันวิเศษกว่าวิธีของคนที่เคยแก้มาก่อนยังไง แล้วไอ้ทั้งหมดที่สาธยายมา คือจะต้องถูกเขียนลงไปในรูปแบบเอกสาร แทนที่จะเป็นการมาพูด ๆ ๆ เพื่ออธิบาย มันจึงไม่ง่ายเลยสำหรับคนทางคอมพิวเตอร์ ที่จะมาอธิบายอะไรแบบยืด ๆ ยาว ๆ และเป็นเชิงระบบแบบนี้</p>
<p><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/research-853474_640.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-2111" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/research-853474_640.jpg" alt="" width="640" height="426" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/research-853474_640.jpg 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/research-853474_640-300x200.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 640px) 100vw, 640px" /></a></p>
<p>ทั้ง 10 วิชาที่ผมรีวิวไปแล้วทั้งหมด จะเห็นว่ามีถึง 5 วิชา คือ Semantic Web &amp; Ontology, Machine Learning, Data Mining, Bioinformatics และ Image Processing ที่จัดอยู่ในกลุ่ม<span style="text-decoration: underline;">ปัญญาประดิษฐ์</span> ซึ่งมันสะท้อนให้เห็นว่า โดยข้อเท็จจริงแล้วหลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์ กำลังจะนำพาเราไปสู่เส้นทางที่ถูกจับตามองด้วยความวิตกกังวล มันคือเส้นทางของการทำให้เครื่องจักรมีความคิด มีจิตใจ มีวิจารณญาณ และมีจินตนาการ</p>
<p>มันอาจจะเป็นข้อเท็จจริงแบบนั้นจริง ๆ ก็ได้ เพราะไม่ใช่มีเพียงสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์เท่านั้น ที่กำลังมุ่งไปสู่เส้นทางดังกล่าว ทางสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและสาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกลเอง ก็ไม่มีความแตกต่างกัน เพราะพวกเขาก็เพียรพยายามที่จะตกผลึกสรรพวิชาในสาขาของตนเอง เพื่อจะสร้างหุ่นยนต์ที่ประสิทธิภาพสูงและหวังผลในประสิทธิผลได้</p>
<p>ผมว่านะ เมื่อใดก็ตามที่ถึงจุด ๆ หนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ สามารถพัฒนาปัญญาประดิษฐ์จนกระทั่งบรรจุเป็นสมองของหุ่นยนต์ได้ และวิศวกรไฟฟ้ากับวิศวกรเครื่องกลสามารถพัฒนาสรีรวิทยาทั้งภายในและภายนอกของหุ่นยนตจนเหมือนมนุษย์ได้ เมื่อนั้นก็คงค่อยมาว่ากันอีกทีครับ ว่าเราจะจัดการกับความสำเร็จนี้ของมนุษย์กันยังไงดี</p>
<p>วกกลับมาเรื่องของเรานิดนึง สำหรับใครที่อยากจะเรียนหลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์นะครับ ก็จะเป็นประมาณที่ผมรีวิวนั่นแหล่ะ ผมคิดว่าทุกมหาวิทยาลัยที่มีสอนหลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์ในระดับปริญญาโท ก็คงจะจัดรายวิชาให้เรียนคล้าย ๆ แบบที่ผมเรียนเนี่ยแหล่ะ ดังนั้น ใครที่คิดจะเรียนหลักสูตรนี้ในระดับปริญญาโท ก็คงต้องขยันให้มาก ๆ นะครับ เพราะมันต้องเน้นคำนวณเยอะจริง ๆ</p>
<p>สุดท้าย และท้ายที่สุด ผมลืมเล่าไป ลืมได้ไง คือ หลังจากเรียนทั้ง 10 วิชาครบแล้ว ผมยังต้องทำงานวิจัยหนึ่งชิ้นเพื่อจะจบการศึกษาด้วยครับ โดยงานวิจัยที่ผมทำ คือ การวิเคราะห์ภาพสมอง จุดประสงค์เพื่อสกัดหรือเลือกคุณลักษณะเด่นจากภาพสมอง สำหรับทำนายความคิด เพื่อนำความคิดของเจ้าของสมอง ไปสั่งการคอมพิวเตอร์ต่อไปครับ</p>
<p>นับเบ็ดเสร็จแล้ว เพื่อจะให้จบหลักสูตรนี้ได้ ก็ต้องลงเรียน 10 วิชา และทำงานวิจัย 1 ชิ้นนั่นเองครับ!!!</p>
<p>ป.ล. จริง ๆ มันมีอีกนิดหน่อย คือ ต้องสอบผ่านภาษาอังกฤษ และ สอบประมวลความรู้ผ่านด้วย แต่ผมไม่นับครับ มันเป็นเรื่องปลีกย่อย</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2099/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>3</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
