<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Quantum Computer &#8211; PARINYA.NET</title>
	<atom:link href="https://www.parinya.net/node/category/quantum-computer/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.parinya.net</link>
	<description>Computation theories and information processing theories.</description>
	<lastBuildDate>Sat, 27 Nov 2021 15:41:24 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.3</generator>
	<item>
		<title>จีนจะครองโลก โดยการพึ่งพาตัวเองสูงสุด</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2960</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2960#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 27 Nov 2021 15:41:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Computation]]></category>
		<category><![CDATA[Computer Vision]]></category>
		<category><![CDATA[Data Mining]]></category>
		<category><![CDATA[Electronic Money]]></category>
		<category><![CDATA[Quantum Computer]]></category>
		<category><![CDATA[Robotic]]></category>
		<category><![CDATA[Security]]></category>
		<category><![CDATA[Simulation]]></category>
		<category><![CDATA[Virtual Reality]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.parinya.net/?p=2960</guid>

					<description><![CDATA[ผมเพิ่งได้มีโอกาสอ่าน แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี (2021-2025) ฉบับที่ 14 ของจีน (ฉบับแปลจีนเป็นอังกฤษ) ไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ถือว่าอ่านช้าไปหน่อย เพราะประกาศมาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา และสื่อมวลชนไทยก็สาธยายรายละเอียดสำคัญไปหมดแล้ว แต่พอได้อ่านเอง ถึงได้รู้ว่าสื่อมวลชนไม่ได้แจกแจงทุกรายละเอียดปลีกย่อย ผมจึงเห็นว่าในเนื้อหามีคำสำคัญหลายคำที่ถูกกล่าวอ้างถึง ล้วนเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ทั้งนั้น ซึ่งได้แก่ คลาวคอมพิวติ้ง บิ๊กดาต้า ไอโอที บล็อกเชน ปัญญาประดิษฐ์ วีอาร์ เออาร์]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ผมเพิ่งได้มีโอกาสอ่าน <a href="https://www.adb.org/publications/14th-five-year-plan-high-quality-development-prc">แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี (2021-2025) ฉบับที่ 14 ของจีน (ฉบับแปลจีนเป็นอังกฤษ)</a> ไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ถือว่าอ่านช้าไปหน่อย เพราะประกาศมาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา และสื่อมวลชนไทยก็สาธยายรายละเอียดสำคัญไปหมดแล้ว</p>



<p>แต่พอได้อ่านเอง ถึงได้รู้ว่าสื่อมวลชนไม่ได้แจกแจงทุกรายละเอียดปลีกย่อย ผมจึงเห็นว่าในเนื้อหามีคำสำคัญหลายคำที่ถูกกล่าวอ้างถึง ล้วนเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ทั้งนั้น ซึ่งได้แก่ คลาวคอมพิวติ้ง บิ๊กดาต้า ไอโอที บล็อกเชน ปัญญาประดิษฐ์ วีอาร์ เออาร์ ควอนตัมคอมพิวติ้ง เซมิคอนดักเตอร์ วิทยาการระบบประสาท และบางคำที่ไม่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์โดยตรงแต่เป็นเรื่องไฮเทค เช่น การบินและอวกาศ และ เทคโนโลยีพันธุศาสตร์</p>



<p>ในแผนเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า จีนจะพึ่งพาตัวเองในระดับพื้นฐาน ในหัวข้อตามคำสำคัญที่กล่าวมาข้างต้น โดยลดการพึ่งพาจากต่างชาติให้มากที่สุด และจะทำให้ได้ต่อเนื่องไปถึง 10 ปี เพื่อจะกลายเป็นผู้นำระดับโลกในระยะยาว!!!</p>



<p>ซึ่งถ้าอ้างตามเนื้อหาของแผน แสดงว่าจีนจะทุ่มเทเพื่อคิดค้นทฤษฎีพื้นฐานเอง และลงมือสร้างเครื่องมือพื้นฐานเอง เพื่อจะนำทฤษฎีและเครื่องมือพื้นฐาน ไปใช้ประยุกต์ต่อยอดในการพัฒนาต่าง ๆ อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องสนใจการกลั่นแกล้ง ฉุดรั้ง คว่ำบาตร ของชาติอื่น ๆ อีกต่อไป</p>



<p>และถ้าผมประเมินไม่ผิด ในระยะยาวยิ่งกว่านั้น ผมคิดว่าจีนคิดจะพึ่งพาตัวเองให้ได้ในทุก ๆ ด้าน จนแม้กระทั่งถ้าชาติอื่นล่มสลายไปหมดทุกชาติ จีนก็ยังอยู่ได้และเจริญก้าวหน้าต่อไปได้เรื่อย ๆ โดยไม่เดือดร้อน!!!</p>



<p>น่าจะคิดไปถึงขนาดนั้นเลย!!!</p>



<p>การพึ่งพาพลังของชาติได้ในทุก ๆ ด้าน ก็คือ การกลายเป็นประเทศอภิมหาอำนาจ!!!</p>



<span id="more-2960"></span>



<p>แต่ผมเองก็ยังไม่เคยเห็นชาติไหนในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ที่ทำได้ถึงขนาดนั้น แม้แต่สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นชาติอภิมหาอำนาจในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา ก็ยังทำไม่ได้ ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเพื่อทำให้คนในชาติอยู่ดีกินดีอยู่</p>



<p>สหรัฐอเมริกาไม่ได้พึ่งพาชาติอื่นเพราะไม่มีปัญญาคิดเองทำเอง แต่ที่พึ่งพาชาติอื่นเพราะขี้เกียจคิดเองทำเองในเรื่องโลว์เทค สู้เอาเวลาไปทำเรื่องไฮเทคเพื่อให้มีมูลค่าจะดีกว่า</p>



<p>ซึ่งความคิดต่างจากจีน เพราะจีนคิดจะพึ่งพาชาติตัวเองในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโลว์เทคหรือเรื่องไฮเทค!!!</p>



<p>และแผนของจีนก็คือการพึ่งพาตัวเองด้านไฮเทคให้ได้ และมันจะกลายเป็นพลังต่อยอดเพื่อสนับสนุนการพึ่งพาตัวเองด้านโลว์เทคอีกต่อหนึ่ง!!!</p>



<p>ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าจีนพยายามอย่างสูงสุดที่จะพึ่งพาตัวเอง มันมีหลายข่าวที่ถ่ายทอดออกมา ซึ่งถ้าเราเสพข่าวอย่างผิวเผินเราก็อาจตั้งคำถามว่าจีนคิดจะไม่ให้คนอื่นหากินเลยเหรอ? ไม่คิดจะซื้ออะไรจากชาติอื่นเลยเหรอ? ซึ่งตัวอย่างข่าวก็มีหลายเรื่อง ทั้งเรื่องไฮเทค เช่น จีนมีระบบค้นเว็บของตัวเอง มีตลาดกลางซื้อขายสินค้าออนไลน์ของตัวเอง มีระบบการชำระเงินของตัวเอง มีเครือข่ายสังคมของตัวเอง มีระบบการแบ่งปันคลิปวีดีโอของตัวเอง เป็นต้น</p>



<p>หรือเรื่องโลว์เทค เช่น สถานที่ท่องเที่ยวในชาติอื่นที่ดี ๆ จีนก็จะจำลองไว้ที่ชาติตัวเอง อาหารอร่อย ๆ จีนก็พยายามหัดทำเอง พืชผักผลไม้อร่อย ๆ ที่ได้รับความนิยม จีนก็พยายามจะปลูกเอง เป็นต้น</p>



<p>ตลาดจีนใหญ่มาก ชาติต่าง ๆ ล้วนอยากขายของเข้าไปที่จีน แต่จีนกลับคิดเองทำเอง พึ่งพาตัวเองแม้กระทั่งสินค้าโลว์เทค ไม่ซื้ออะไรที่เป็นโลว์เทคจากชาติอื่น ส่งผลให้ชาติอื่นหากำไรจากจีนไม่ได้ และ ใช้เป็นอำนาจต่อรองกับจีนก็ไม่ได้</p>



<p>สหรัฐพึ่งพาตัวเองในด้านไฮเทค แต่พึ่งพาชาติอื่นในด้านโลว์เทค ชาติอื่นเลยชอบเพราะทำมาค้าขายด้วยได้ คือ ซื้อของไฮเทคจากสหรัฐ และ ขายของโลว์เทคให้สหรัฐ</p>



<p>ส่วนจีนพึ่งพาตัวเองทั้งด้านไฮเทคและโลว์เทค ดังนั้น กลายเป็นว่าชาติต่าง ๆ ต้องซื้อของไฮเทคและโลว์เทคจากจีน และ ชาติต่าง ๆ แทบจะขายของโลว์เทคของตัวเองให้จีนไม่ได้เลย ยกเว้นทรัพยากรธรรมชาติสำคัญที่จีนไม่มี เช่น น้ำมันปิโตรเลียมและแก๊สธรรมชาติ เป็นต้น ซึ่งไม่ใช่ทุกชาติจะมีทรัพยากรธรรมชาติแบบนี้ และอีกไม่นานถ้าจีนเปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด รวมทั้งจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับทั้งประเทศด้วยดวงอาทิตย์เทียมได้ ความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติแบบนี้ก็จะหมดลงไป</p>



<p>ตอนนี้ภาพมันชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าการครองโลกของจีนและสหรัฐมันต่างกัน</p>



<p>สหรัฐครองโลกโดยการก้าวก่ายชาติอื่นไปทั่ว แต่จีนครองโลกโดยการพึ่งพาตัวเองสูงสุด</p>



<p>เราได้เห็นมาแล้วว่าการครองโลกของสหรัฐมันน่ารำคาญสุด ๆ เพราะสหรัฐชอบสูบทรัพยากรจากชาติต่าง ๆ และถ้าชาติไหนไม่เชื่อฟังสหรัฐ สหรัฐก็คว่ำบาตรไม่ซื้อของ และบังคับให้ชาติอื่นไม่ซื้อของ</p>



<p>แต่การครองโลกของจีนก็คงจะน่ารำคาญอีกแบบนึง เพราะจีนไม่สนใจว่าชาติไหนจะเชื่อฟังหรือไม่เชื่อฟังจีน ยังไงจีนก็ไม่ซื้อของชาตินั้นอยู่ดี เพราะจีนพึ่งพาตัวเองได้ และเผลอ ๆ จีนยังขายสิ่งที่ชาติต่าง ๆ ทำได้ในราคาที่ต่ำมาก ๆ แถมคุณภาพดีกว่าอีกต่างหาก ซึ่งมันจะทำให้ชาติอื่นอดตาย เพราะแข่งกับจีนไม่ได้</p>



<p>ผมคิดว่าตอนนี้ จีนคงจะไม่มีเวลามาหาเสียงกับชาติอื่น จีนต้องพัฒนาชาติตัวเองให้พึ่งพาตัวเองให้ได้ มันเป็นเรื่องความมั่นคง เป็นเรื่องคอขาดบาดตายของชาติ เพราะถ้าพึ่งพาเรื่องไฮเทคระดับพื้นฐานไม่ได้ ก็ต้องเป็นเบี้ยล่างสหรัฐและยุโรปเหมือนอดีตที่ผ่านมา</p>



<p>แต่ผมก็เชื่อนะ ว่าภายใน 5 ปีนี้ หลังจากที่จีนพึ่งพาตัวเองในเรื่องไฮเทคระดับพื้นฐานได้แล้ว ในแผน 5 ปีฉบับหน้า จีนน่าจะบรรจุเรื่องการหาเสียงกับชาติอื่น และเริ่มคิดว่าจะอยู่ร่วมกับชาติอื่นในโลกอย่างสันติและมั่งคั่งร่วมกันได้อย่างไร รวมทั้งวางแผนแบ่งผลประโยชน์ยังไงให้ชาติอื่นไม่รู้สึกว่าจีนสนใจแต่ชาติตัวเองไม่สนใจชาติอื่น</p>



<p>จริง ๆ มันมีแบบแผนที่ทำกันมาแล้วนะโดยสหรัฐอเมริกา ตอนที่สหรัฐอเมริกาเป็นอภิมหาอำนาจโลกเสรี ยังเป็นเจ้าสัวโลก (ตอนนี้จีนเป็นแทนแล้ว) โรงงานของโลก (ตอนนี้จีนก็เป็นแทนแล้ว) และ ศูนย์วิจัยของโลก (อันนี้สหรัฐกับจีนแบ่งกันเป็น) นั่นก็คือ การแจกตังค์</p>



<p>ก่อนที่สหรัฐจะถังแตกแบบในปัจจุบัน สหรัฐแจกตังค์ให้ทุกชาติ แจกแบบเจ้าสัวเลย ให้ทุนในหลาย ๆ แบบ ทั้งทุนด้านการทหาร ทุนด้านการศึกษา ปล่อยกู้ผ่านธนาคารโลก ให้เงินอุดหนุนโน่นนี่นั่น เยอะแยะเต็มไปหมด จนชาติต่าง ๆ ยังคงหลงรักสหรัฐแบบหัวปักหัวปำอย่างทุกวันนี้</p>



<p>ซึ่งผมก็คิดว่าเป็นไปได้ที่จีนจะทำตามสหรัฐนั่นแหล่ะ เพียงแต่สหรัฐทำโดยไม่ได้ประกาศเป็นแผนระดับชาติ เป็นการทำผ่านกฎหมายเป็นครั้ง ๆ ให้รัฐสภารับรอง แต่ถ้าจีนเล่นประกาศเป็นแผนระดับชาติออกมา ว่าจะอุดหนุนช่วยเหลือเรื่องเงินทองกับชาติต่าง ๆ อย่างเป็นเรื่องเป็นราว มันก็จะฮือฮาไปอีกแบบนึง</p>



<p>ซึ่งมันต่างจากการที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงประกาศแจกวัคซีนให้ชาติต่าง ๆ เพื่อหาเสียงกับชาติต่าง ๆ อันนั้นมันเป็นแค่ระดับผู้นำสั่งเป็นครั้ง ๆ ไม่ได้เป็นแผนระดับชาติที่ถูกกำหนดให้ต้องทำอย่างต่อเนื่อง</p>



<p>การครองโลก มันมีแค่ 4 วิธี คือ ใช้กำลังทหาร ใช้กำลังเศรษฐกิจ ใช้กำลังวิทยาการ และ ใช้กำลังวัฒนธรรม ผมเลยคิดว่าจีนคงจะเร่งพัฒนากำลังเศรษฐกิจและกำลังวิทยาการ จนมีกำลังทหารและกำลังวัฒนธรรมที่กล้าแกร่ง และจะครองโลกในอีกรูปแบบนึงอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ก็เป็นได้!!!</p>



<p></p>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2960/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อัลกอริทึมสำหรับควอนตัมคอมพิวเตอร์</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2568</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2568#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 17 Nov 2017 08:06:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Quantum Computer]]></category>
		<category><![CDATA[ควอนตัมคอมพิวเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัยคนอื่น]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัยทฤษฎี]]></category>
		<category><![CDATA[อัลกอริทึม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2568</guid>

					<description><![CDATA[คิดว่าทุกคนคงทราบกันแล้วว่า การสั่งให้ควอนตัมคอมพิวเตอร์ทำงานได้ มันต้องใช้อัลกอริทึมที่เหมาะสม และในปัจจุบัน อัลกอริทึมเหล่านั้นก็ยังมีจำนวนไม่มากนัก และส่วนใหญ่ล้วนอ้างอิงพื้นฐานจากอัลกอริทึมซึ่งคนระดับปรมาจารย์คิดค้นเอาไว้ บทความส่วนใหญ่ในอินเทอร์เน็ตที่กล่าวถึงอัลกอริทึมสำหรับควอนตัมคอมพิวเตอร์ มักจะอ้างถึงชื่อบทความวิจัย และมักจะยกเอาเนื้อหาบางส่วนในบทความวิจัยมาอ้างอิง แต่เอาเข้าจริง เราก็มักจะไม่ค่อยได้มีโอกาสอ่านบทความวิจัย &#8220;ฉบับเต็ม&#8221; กันซักเท่าไหร่ (อืม จริง ๆ มันก็อ่านยากด้วยแหล่ะ) ดังนั้น มาลองอ่านบทความวิจัยของอัลกอริทึมสำหรับควอนตัมคอมพิวเตอร์ &#8220;ระดับตำนาน&#8221; แบบ &#8220;ฉบับเต็ม&#8221; กันดีกว่า โดยการกดลิงก์ที่ชื่ออัลกอริทึมในรายการข้างล่างนี้ Deutsch]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>คิดว่าทุกคนคงทราบกันแล้วว่า การสั่งให้ควอนตัมคอมพิวเตอร์ทำงานได้ มันต้องใช้อัลกอริทึมที่เหมาะสม และในปัจจุบัน อัลกอริทึมเหล่านั้นก็ยังมีจำนวนไม่มากนัก และส่วนใหญ่ล้วนอ้างอิงพื้นฐานจากอัลกอริทึมซึ่งคนระดับปรมาจารย์คิดค้นเอาไว้</p>
<p>บทความส่วนใหญ่ในอินเทอร์เน็ตที่กล่าวถึงอัลกอริทึมสำหรับควอนตัมคอมพิวเตอร์ มักจะอ้างถึงชื่อบทความวิจัย และมักจะยกเอาเนื้อหาบางส่วนในบทความวิจัยมาอ้างอิง แต่เอาเข้าจริง เราก็มักจะไม่ค่อยได้มีโอกาสอ่านบทความวิจัย <strong>&#8220;ฉบับเต็ม&#8221;</strong> กันซักเท่าไหร่ (อืม จริง ๆ มันก็อ่านยากด้วยแหล่ะ)</p>
<p>ดังนั้น มาลองอ่านบทความวิจัยของอัลกอริทึมสำหรับควอนตัมคอมพิวเตอร์ <strong>&#8220;ระดับตำนาน&#8221;</strong> แบบ <strong>&#8220;ฉบับเต็ม&#8221;</strong> กันดีกว่า โดยการกดลิงก์ที่ชื่ออัลกอริทึมในรายการข้างล่างนี้</p>
<ul>
<li style="list-style-type: none;">
<ul>
<li><a href="https://drive.google.com/open?id=1a4A_yv3_x8R64v6ISP7geFw27HtHmvKE">Deutsch Jozsa Algorithm</a> และ <a href="https://drive.google.com/open?id=1pl6VNptsM-4g7sf0hKfislaMLzNVUmDN">ส่วนปรับปรุง</a></li>
<li><a href="https://drive.google.com/open?id=1pyJ4hy4pxkLN1Y0mKmDTHmlptFWsAMg_">Simon Algorithm</a></li>
<li><a href="https://drive.google.com/open?id=1RLKbk2tPcq60IPXfYPn7JznBmzTzs6HD">Grover Algorithm</a></li>
<li><a href="https://drive.google.com/open?id=1GeGOoz4eaB7MyG7VFEdbuN76RMjnYCND">Shor Algorithm</a> (ขี้เกียจอ่านบทความวิจัยตัวเต็ม? โชคดีมีคนย่อยให้อ่าน<a href="https://khunpanya.wordpress.com/2016/07/31/shors-algorithm/">ที่นี่</a>แล้ว กด<a href="https://khunpanya.wordpress.com/2016/07/31/shors-algorithm/">ตรงนี้</a>เลย แต่ถ้าให้ดี ผมว่าอ่านตัวเต็มด้วยก็ดีนะ!!!)</li>
</ul>
</li>
</ul>
<p><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2017/11/math-1547018_640.jpg"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-2570" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2017/11/math-1547018_640.jpg" alt="" width="640" height="326" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2017/11/math-1547018_640.jpg 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2017/11/math-1547018_640-300x153.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></a></p>
<p>แถมอีกนิดนึง อันนี้ส่วนตัวผมชอบเอง ผมชอบการผนวกเอไอกับควอนตัมคอมพิวเตอร์เข้าไว้ด้วยกัน และมันก็มีบทความวิจัยสำคัญ ๆ ด้านนี้อยู่ 2 ฉบับที่ผมเจอ คือ <a href="https://drive.google.com/open?id=1E1xfUU_IT5Dm0xw92hfFiy_26jqfOlUv">ฉบับนี้</a> และ <a href="https://drive.google.com/open?id=11dKvMylOcCV3mtyZpaBuAsiHN9fdRuuF">ฉบับนี้</a> ถ้าสนใจก็ลองกดเข้าไปอ่านตัวเต็มดูครับ</p>
<p>สุดท้ายล่ะ แถมอีกนิดนึง ถ้าอ่านบทความวิจัยแบบแยกเป็นเรื่อง ๆ แล้วเข้าใจยาก เพราะมันไม่ได้บอกลำดับก่อนหลังหรือบอกลำดับความสำคัญ งั้นไปอ่านหนังสือตัวเต็มกันดีกว่า หนังสือมันดีตรงที่มันร้อยเรียงบทความวิจัยให้เรียบร้อยแล้ว มันเป็นหนังสือชื่อ <a href="https://drive.google.com/open?id=1RUO2zqGLWJGpqCALkhjphFZp0BFcupvC">Quantum Computation and Quantum Information</a> (กดตรง<a href="https://drive.google.com/open?id=1RUO2zqGLWJGpqCALkhjphFZp0BFcupvC">ชื่อหนังสือ</a>เลย) พิมพ์มา 10 ครั้งแล้ว และที่สำคัญ หนังสือเล่มนี้ถูกอ้างอิงโดยบทความวิจัยและหนังสือเล่มอื่นถึงกว่า 30,000 ฉบับ ถือว่าเป็นหนึ่งในหนังสือหลาย ๆ เล่มทางฟิสิกส์ที่ถูกอ้างอิงมากที่สุดตลอดกาล!!!!</p>
<p>สุดท้ายอีกทีนึง เอางี้ ผมว่าอ่านหนังสือก่อน แล้วพอจะเจาะรายละเอียดของอัลกอริทึม ค่อยไปอ่านบทความวิจัยเพิ่มเติม เพราะในหนังสือมันไม่ค่อยมีบทพิสูจน์ แต่ในบทความวิจัยมันมีบทพิสูจน์!!!</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2568/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เวลาในการทำงานของ Deep Learning</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2556</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2556#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 30 Sep 2017 06:35:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Computation]]></category>
		<category><![CDATA[Quantum Computer]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัยคนอื่น]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัยทฤษฎี]]></category>
		<category><![CDATA[Big O]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2556</guid>

					<description><![CDATA[บล็อกนี้เอาสั้น ๆ นะ สืบเนื่องจากคราวก่อนเขียนเรื่อง&#160;ทำไม DEEP LEARNING บน QUANTUM COMPUTER จึงทำงานเร็วมาก ๆ เอาไว้ แล้วเห็นว่ามันมีประเด็นเรื่อง Big O ที่ต้องขยายความอยู่นิดนึง เลยมาต่องานในบล็อกนี้ คือเวลาในการทำงานของ Deep Learning มันก็เหมือนโมเดลปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป แบบว่าเวลาในการสอนกับเวลาในการใช้งาน มันไม่เท่ากัน ซึ่ง Big]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>บล็อกนี้เอาสั้น ๆ นะ สืบเนื่องจากคราวก่อนเขียนเรื่อง&nbsp;<a href="https://www.parinya.net/node/2546">ทำไม DEEP LEARNING บน QUANTUM COMPUTER จึงทำงานเร็วมาก ๆ</a> เอาไว้ แล้วเห็นว่ามันมีประเด็นเรื่อง Big O ที่ต้องขยายความอยู่นิดนึง เลยมาต่องานในบล็อกนี้</p>
<p><figure id="attachment_2557" aria-describedby="caption-attachment-2557" style="width: 640px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2017/09/nerve-cell-2213009_640.jpg"><img decoding="async" class="size-full wp-image-2557" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2017/09/nerve-cell-2213009_640.jpg" alt="Neural Network" width="640" height="360" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2017/09/nerve-cell-2213009_640.jpg 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2017/09/nerve-cell-2213009_640-300x169.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2557" class="wp-caption-text">Neural Network</figcaption></figure></p>
<p>คือเวลาในการทำงานของ Deep Learning มันก็เหมือนโมเดลปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป แบบว่าเวลาในการสอนกับเวลาในการใช้งาน มันไม่เท่ากัน ซึ่ง Big O มันก็จะไม่เท่ากัน เลยจะมาขยายความว่าถ้าเป็นเวลาในการสอน Big O จะเท่าไหร่ และเวลาในการใช้งาน Big O จะเท่าไหร่</p>
<p>มาเริ่มกันเลย!!!</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>1) เวลาในการสอน Deep Learning</strong></span></p>
<p>สั้น ๆ ผมวิเคราะห์ว่ามันจะเป็นสมาชิกของ Big O(ED(LXN + LXN))</p>
<p>โดย E = จำนวน Epoch ในตอนที่สอน, D = จำนวน Dataset ที่ใช้สอน, L = จำนวน Hidden Layer + Output Layer ของโมเดล, X = จำนวน Node ใน Layer ถัดไปของโมเดล และ N = จำนวน Node ใน Layer ปัจจุบันของโมเดล</p>
<p>และที่ต้องเอา LXN มาบวกกับ LXN ก็เพราะว่า LXN แรกคือเวลาในการคำนวณผล ส่วน LXN หลังคือเวลาในการป้อนค่่าน้ำหนักย้อนกลับ!!!</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>2) เวลาในการใช้งาน Deep Learning</strong></span></p>
<p>อันนี้สั้นยิ่งกว่า ผมวิเคราะห์ว่ามันจะเป็นสมาชิกของ Big O(LXN)</p>
<p>โดยตัวแปร L, X และ N อธิบายไว้แล้วในข้อที่ 1 ตรงนี้ไม่อธิบายเพิ่มนะ</p>
<p><figure id="attachment_2558" aria-describedby="caption-attachment-2558" style="width: 640px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2017/09/hourglass-1875812_640.jpg"><img decoding="async" class="size-full wp-image-2558" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2017/09/hourglass-1875812_640.jpg" alt="นาฬิกาทราย" width="640" height="482" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2017/09/hourglass-1875812_640.jpg 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2017/09/hourglass-1875812_640-300x226.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2558" class="wp-caption-text">นาฬิกาทราย</figcaption></figure></p>
<p>ทีนี้พอลงในรายละเอียดอีกนิดนึง&nbsp;Big O(ED(LXN + LXN)) ก็ถือว่าเป็นสมาชิกของ Big O(N ^ 5) ส่วน Big O(LXN) ก็ถือว่าเป็นสมาชิกของ Big O(N ^ 3)</p>
<blockquote><p>O(ED(LXN + LXN)&nbsp;∈ O(N ^ 5)</p>
<p>O(LXN)&nbsp;∈ O(N ^ 3)</p></blockquote>
<p>หรือสรุปง่าย ๆ ก็คือ ตอนที่สอน Deep Learning ต้องวนลูป 5 ชั้น และในทางตรงกันข้าม ตอนที่ใช้งาน Deep Learning วนลูปเพียง 3 ชั้นก็พอ!!!</p>
<p>ดังนั้นผมถึงได้คิดว่า ถ้าสร้างอัลกอริทึมสำหรับสอนและใช้งาน Deep Learning บน Quantum Computer ได้เมื่อไหร่ จากที่ต้องสอนด้วยเวลา Big O(N ^ 5) และใช้งานด้วยเวลา Big O(N ^ 3) ก็อาจจะลดเวลาลงเหลือเท่ากับ Big O(Log N) ซึ่งมันเป็นอะไรที่เร็วมาก ๆ เลยล่ะ</p>
<p>สำหรับงานทาง Computer Science ใครก็ตามที่สามารถคิดค้นอัลกอริทึม ที่สามารถลดเวลาคำนวณให้เหลือแค่ Big O(Log N) ได้ ถือว่าโคตรสุดยอดครับ!!!</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2556/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำไม Deep Learning บน Quantum Computer จึงทำงานเร็วมาก ๆ</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2546</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2546#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 28 Sep 2017 14:52:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[Quantum Computer]]></category>
		<category><![CDATA[ควอนตัมคอมพิวเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัยของคนอื่น]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัยทฤษฎี]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญาประดิษฐ์]]></category>
		<category><![CDATA[Deep Learning]]></category>
		<category><![CDATA[quantum computer]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2546</guid>

					<description><![CDATA[ตอนนี้ Deep Learning เป็นพระเอกของปัญญาประดิษฐ์ ผมเลยคิดว่าจะชวนพวกเราคุยเรื่องที่ไม่ค่อยมีคนคุย นั่นก็คือ Big O ในการคำนวณ Deep Learning น่าจะอยู่ในคลาสไหน? จริง ๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Perceptron หรือ Multi-layer Perceptron หรือ Deep Learning ผมก็วิเคราะห์ว่า Big]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ตอนนี้ Deep Learning เป็นพระเอกของปัญญาประดิษฐ์ ผมเลยคิดว่าจะชวนพวกเราคุยเรื่องที่ไม่ค่อยมีคนคุย นั่นก็คือ Big O ในการคำนวณ Deep Learning น่าจะอยู่ในคลาสไหน?</p>
<p>จริง ๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Perceptron หรือ Multi-layer Perceptron หรือ Deep Learning ผมก็วิเคราะห์ว่า Big O น่าจะเท่ากับ Big O(LXN + LXN) ซึ่งก็หมายความว่ามันเป็นสมาชิกของคลาส Big O(N ^ 3)</p>
<p>โดย L = จำนวน Hidden Layer + Output Layer, X = จำนวน Node ใน Layer ถัดไป และ N = จำนวน Node ใน Layer ปัจจุบัน</p>
<p>และที่ต้องเอา LXN มาบวกกับ LXN ก็เพราะว่า LXN แรกคือเวลาในการคำนวณผล ส่วน LXN หลังคือเวลาในการป้อนค่่าน้ำหนักย้อนกลับ!!!</p>
<p>ดังนั้น ถ้าเรามองดี ๆ เราจะเห็นว่ากรณี Perceptron ซึ่ง L = 0+1 (ไม่มี Hidden Layer) และ X = 1 (Output Layer มีเพียง Node เดียว) ดังนั้น Big O ของ Perceptron คือ Big O(1*1*N + 1*1*N) หรือ Big O(2N)</p>
<p>สำหรับการวนตามจำนวน epoch เพื่อเรียนรู้ตาม dataset ที่มี ผมไม่นับใน Big O นะ ผมนับเฉพาะในส่วนของ Model เท่านั้น เดี๋ยวจะเข้าใจผิดกันว่ามันต้องมีลูปใหญ่อีกชั้นนึงตอนสอน Deep Learning แล้วทำไมถึงไม่นับใน Big O ด้วย!!!</p>
<p>ทั้งหมดที่ผมเกริ่น ๆ ขึ้นมา ผมแค่อยากจะบอกว่าการคำนวณ Deep Learning มันใช้เวลาเป็น Polynomial และมันต้องวนลูป 3 ชั้นสองครั้งขึ้นไป ซึ่งมันเป็นสิ่งที่กระทำได้ตามสภาพที่ Digital Computer จะเอื้ออำนวย</p>
<p>ผมเคยเล่าเรื่อง<a href="https://www.parinya.net/node/2413">ความเร็วของ Quantum Computer</a> เอาไว้ ผมบอกว่า Quantum Computer โดยกำเนิดแล้ว สามารถคำนวณทุกปัญหาได้ในเวลา Polynomial โดยต้องมีอัลกอริทึมที่เหมาะสม</p>
<p>ดังนั้น ต่อให้เป็นปัญหาที่คำนวณบน Digital Computer ซึ่งต้องคำนวณด้วยเวลา Exponential หรือ Factorial แต่ถ้ามีอัลกอริทึมที่เหมาะสม ก็สามารถคำนวณด้วยเวลา Polynomial ได้บน Quantum Computer!!!</p>
<p>และไม่ใช่ Polynomial แบบ Big O(N) หรือ Big O(N^C) ด้วยนะ แต่ Quantum Computer สามารถลดความเร็วลงได้ถึงระดับ Big O((Log N) ^ 2 (Log Log N) (Log Log Log N)) เลยทีเดียว (อันนี้ผมอ้างอิงจาก Paper<a href="https://arxiv.org/abs/quant-ph/9508027"> การแยกตัวประกอบเฉพาะบน Quantum Computer</a> ของ Peter Shor นะ )!!!</p>
<p>ทีนี้เราย้อนกลับมาเปรียบเทียบ จะเห็นว่า Deep Learning ใช้เวลาคำนวณในคลาส Big O(N ^ 3) ดังนั้น หากคิดค้นอัลกอริทึมที่เหมาะสมได้ ก็อาจสามารถลดความเร็วในการคำนวณบน Quantum Computer ให้อยู่ในคลาส Big O(Log N) หรือ Big O(N Log N) ได้เลยทีเดียว!!!</p>
<p>สรุปแล้ว อัลกอริทึมเป็นสิ่งสำคัญที่สุด มันต้องมีคนคิดค้นอัลกอริทึมสำหรับ Deep Learning บน Quantum Computer ให้ได้ก่อน ศักยภาพแห่งความเร็วโคตร ๆ จึงจะเกิดขึ้นได้ และเมื่อนั้น การสอน Deep Learning รวมทั้งการทำนายด้วย Deep Learning บน Quantum Computer จึงจะเป็นอะไรที่น่าตื่นตะลึงในความเร็วอย่างถึงที่สุดครับ</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2546/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ความเร็วของควอนตัมคอมพิวเตอร์</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2413</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2413#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 18 Sep 2016 09:20:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[Quantum Computer]]></category>
		<category><![CDATA[ควอนตัมคอมพิวเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ดิจิทัลคอมพิวเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[Exponential]]></category>
		<category><![CDATA[Factorial]]></category>
		<category><![CDATA[Polynomial]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2413</guid>

					<description><![CDATA[พวกเราคงจำข่าวที่ Google ทดสอบประสิทธิภาพของควอนตัมคอมพิวเตอร์ยี่ห้อ D-Wave X2 แล้วได้ผลว่ามันทำงานได้เร็วกว่าดิจิทัลคอมพิวเตอร์ทั่วไปเป็น 100 ล้านเท่ากันได้ และผมก็คิดว่าพวกเราคงรู้กันแล้วล่ะ ว่าเบื้องหลังความเร็วของควอนตัมคอมพิวเตอร์ เกิดจากการประยุกต์ใช้สภาวะ Superposition ของคิวบิต ทีนี้ ผมเลยอยากจะช่วยขยายความเพิ่มลงในระดับของทฤษฎีความซับซ้อนในการคำนวณนิดนึง เพื่อให้พวกเราเห็นภาพมากขึ้นว่าทำไมควอนตัมคอมพิวเตอร์จึงเร็ว โดยพื้นฐานแล้ว (ในทางวิทยาการคอมพิวเตอร์เขาบอกไว้) หากปัญหามีขนาดใหญ่มากกว่าค่าหนึ่ง เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพ ดิจิทัลคอมพิวเตอร์จะต้องวนรอบหรือเรียกตัวเองซ้ำ เพื่อคำนวณให้ได้คำตอบของปัญหา ยิ่งปัญหามีขนาดใหญ่มาก และมีความซับซ้อนมาก ก็ยิ่งต้องวนรอบซ้อนกันหลายชั้นมากขึ้น]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>พวกเราคงจำข่าวที่ <a href="http://www.telegraph.co.uk/technology/news/12042781/Google-D-Wave-quantum-computer-is-100-million-times-faster-than-your-PC.html">Google ทดสอบประสิทธิภาพของควอนตัมคอมพิวเตอร์ยี่ห้อ D-Wave X2 แล้วได้ผลว่ามันทำงานได้เร็วกว่าดิจิทัลคอมพิวเตอร์ทั่วไป</a>เป็น 100 ล้านเท่ากันได้</p>
<p>และผมก็คิดว่าพวกเราคงรู้กันแล้วล่ะ ว่าเบื้องหลังความเร็วของควอนตัมคอมพิวเตอร์ เกิดจากการประยุกต์ใช้สภาวะ Superposition ของคิวบิต</p>
<p>ทีนี้ ผมเลยอยากจะช่วยขยายความเพิ่มลงในระดับของทฤษฎีความซับซ้อนในการคำนวณนิดนึง เพื่อให้พวกเราเห็นภาพมากขึ้นว่าทำไมควอนตัมคอมพิวเตอร์จึงเร็ว</p>
<p>โดยพื้นฐานแล้ว (ในทางวิทยาการคอมพิวเตอร์เขาบอกไว้) หากปัญหามีขนาดใหญ่มากกว่าค่าหนึ่ง เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพ ดิจิทัลคอมพิวเตอร์จะต้องวนรอบหรือเรียกตัวเองซ้ำ เพื่อคำนวณให้ได้คำตอบของปัญหา ยิ่งปัญหามีขนาดใหญ่มาก และมีความซับซ้อนมาก ก็ยิ่งต้องวนรอบซ้อนกันหลายชั้นมากขึ้น หรือเรียกตัวเองซ้ำ ซ้อนกันหลายชั้นมากขึ้น (ถ้างง โปรดอ่านเรื่อง<a href="https://www.parinya.net/node/1808">ปัญหา P กับ NP</a> ที่ผมเคยเขียนไว้เพิ่มเติม)</p>
<p>ด้วยข้อเท็จจริงแบบนี้ จึงทำให้ดิจิทัลคอมพิวเตอร์ ต้องเผชิญกับปัญหาความซับซ้อนในการคำนวณหลายระดับ ทั้งระดับชั้น Polynomial, Exponential หรือ Factorial</p>
<p>ซึ่งโดยพื้นฐานแล้ว &#8230;</p>
<ul>
<li>ปัญหาระดับชั้น Polynomial ก็ต้องแก้ในเวลา Polynomial</li>
<li>ปัญหาระดับชั้น Exponential ก็ต้องแก้ในเวลา Exponential</li>
<li>ปัญหาระดับชั้น Factorial ก็ต้องแก้ในเวลา Factorial</li>
</ul>
<p>ทีนี้ ถ้าจะรีดประสิทธิภาพของดิจิทัลคอมพิวเตอร์ ให้แก้ปัญหาระดับชั้น Exponential ในเวลา Polynomial หรือ แก้ปัญหาระดับชั้น Factorial ในเวลา Exponential ก็ต้องสร้างอัลกอริทึมเฉพาะที่มีประสิทธิภาพ เพื่อจะแก้ปัญหาเป็นอย่าง ๆ ไป ไม่ใช่แก้ได้ทุกอย่าง</p>
<p>ซึ่งจะเห็นว่า ดิจิทัลคอมพิวเตอร์มันมีขีดจำกัดของความซับซ้อนในการคำนวณ มันเหมือนกับตัวละคร Iron Man ในภาพยนต์เรื่อง The Avengers ที่โดยพื้นฐานมีกำลังและความสามารถเหมือนมนุษย์ (แก้ปัญหาระดับชั้น Polynomial ในเวลา Polynomial) แต่พอใส่ชุดเกราะเพิ่มพลังก็กลายเป็นยอดมนุษย์ทันที (แก้ปัญหาระดับชั้น Exponential ในเวลา Polynomial หรือ แก้ปัญหาระดับชั้น Factorial ในเวลา Exponential)</p>
<p><figure id="attachment_2414" aria-describedby="caption-attachment-2414" style="width: 963px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/09/time_complexity_on_qc.png"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-2414" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/09/time_complexity_on_qc.png" alt="เปรียบเทียบความเร็วของดิจิทัลคอมพิวเตอร์กับควอนตัมคอมพิวเตอร์" width="963" height="574" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/09/time_complexity_on_qc.png 963w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/09/time_complexity_on_qc-300x179.png 300w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/09/time_complexity_on_qc-768x458.png 768w" sizes="auto, (max-width: 963px) 100vw, 963px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2414" class="wp-caption-text">เปรียบเทียบความเร็วของดิจิทัลคอมพิวเตอร์กับควอนตัมคอมพิวเตอร์</figcaption></figure></p>
<p>แต่ในอีกด้านหนึ่ง ควอนตัมคอมพิวเตอร์กลับเหมือนกับตัวละคร Thor ในภาพยนต์เรื่อง The Avengers ที่โดยพื้นฐานก็เป็นเผ่าพันธุ์ต่างดาวสมมติเทพ ที่มีกำลังและความสามารถเหนือมนุษย์ตั้งแต่ต้น (แก้ปัญหาระดับชั้น Polynomial, Exponential และ Factorial ได้ในเวลา Polynomial แบบชิว ๆ)</p>
<p>การเป็นยอดมนุษย์ตั้งแต่เกิด มันต่างกับการเปลี่ยนมาเป็นยอดมนุษย์ภายหลังจากเกิดเยอะเลยครับ และการที่ควอนตัมคอมพิวเตอร์มันเร็วกว่าดิจิทัลคอมพิวเตอร์ ก็เพราะมันเร็วกว่าดิจิทัลคอมพิวเตอร์มาตั้งแต่เกิดนั่นเอง</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2413/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>งานวิจัยทางด้านควอนตัมคอมพิวเตอร์</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2407</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2407#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 15 Sep 2016 09:58:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[Quantum Computer]]></category>
		<category><![CDATA[quantum computer]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2407</guid>

					<description><![CDATA[เข้าใจว่าตอนนี้หลาย ๆ คนในวงการคอมพิวเตอร์คงจะรู้จักควอนตัมคอมพิวเตอร์กันแล้ว ซึ่งคนที่รู้จักก็น่าจะแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ 1. กลุ่มรู้ทั่วไป คือ กลุ่มที่ตามข่าวของควอนตัมคอมพิวเตอร์ จึงรู้จักคิวบิตและสภาวะ Superposition ของมัน รู้จักความพัวพันเชิงควอนตัม รู้จักการประมวลผลขนานแบบควอนตัม และรู้จักควอนตัมคอมพิวเตอร์ยี่ห้อต่าง ๆ ที่ถูกผลิตโดยบริษัทชั้นนำของโลก 2.  กลุ่มรู้เยอะ คือ กลุ่มที่อ่านเปเปอร์ด้านควอนตัมคอมพิวเตอร์มาแล้วหลายฉบับ มีความรู้ในการคำนวณสภาวะ Superposition]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เข้าใจว่าตอนนี้หลาย ๆ คนในวงการคอมพิวเตอร์คงจะรู้จักควอนตัมคอมพิวเตอร์กันแล้ว ซึ่งคนที่รู้จักก็น่าจะแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ</p>
<p>1. <strong>กลุ่มรู้ทั่วไป</strong> คือ กลุ่มที่ตามข่าวของควอนตัมคอมพิวเตอร์ จึงรู้จักคิวบิตและสภาวะ Superposition ของมัน รู้จักความพัวพันเชิงควอนตัม รู้จักการประมวลผลขนานแบบควอนตัม และรู้จักควอนตัมคอมพิวเตอร์ยี่ห้อต่าง ๆ ที่ถูกผลิตโดยบริษัทชั้นนำของโลก</p>
<p>2.  <strong>กลุ่มรู้เยอะ</strong> คือ กลุ่มที่อ่านเปเปอร์ด้านควอนตัมคอมพิวเตอร์มาแล้วหลายฉบับ มีความรู้ในการคำนวณสภาวะ Superposition ของคิวบิต รู้วิธีการออกแบบควอนตัมเกต รู้อัลกอริทึมทางควอนตัมแบบต่าง ๆ รู้จักทฤษฎีความซับซ้อนในการคำนวณเชิงควอนตัม</p>
<p>3.  <strong>กลุ่มลงมือทำ</strong> คือ กลุ่มที่ทำวิจัยด้านควอนตัมคอมพิวเตอร์โดยตรง คนพวกนี้รู้ทุกอย่างที่คนกลุ่มที่ 1 และ 2 รู้ และพวกเขาก็ไม่หยุดที่จะลงมือทำ</p>
<p>พวกเราส่วนใหญ่คงเป็นคนกลุ่มที่ 1 และมีน้อยคนที่เป็นคนกลุ่มที่ 2 แต่ถ้าเกิดว่าเราอยากเป็นคนกลุ่มที่ 3 ล่ะ เราจะทำยังไง? หลายคนอาจจะมองว่าควอนตัมคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องที่เกินเอื้อม เป็นเรื่องของบริษัทชั้นนำของโลก สถาบันการศึกษาชั้นนำของโลก หรือประเทศชั้นนำของโลก ซึ่งนั่นก็จริงแหล่ะ แต่ทุกอย่างมีช่องว่างของมัน ถึงช่องว่างมันจะเล็ก แต่มันก็กว้างพอให้คนตัวเล็ก ๆ อย่างพวกเราลอดผ่านไปได้</p>
<p>สมมติว่าผมชวนให้พวกเรามาเป็นคนกลุ่มที่ 3 กลุ่มคนที่คิดจะทำวิจัยด้านควอนตัมคอมพิวเตอร์ งั้นเราก็ต้องมาหาช่องว่างกัน ว่ามันมีช่องว่างเล็ก ๆ ตรงไหนบ้างที่พวกเราจะไปเติมเต็มได้ ซึ่งผมก็คงต้องชี้แจงก่อนว่า ตอนนี้งานวิจัยทางด้านควอนตัมคอมพิวเตอร์ มันมีขอบเขตแค่ไหน โดยขออ้างอิงจากบทความของ Rodney Van Meter และ Clare Horsman เรื่อง A Blueprint for Building a Quantum Computer ซึ่งตีพิมพ์ใน Communication of the ACM ฉบับที่ 56 ลำดับที่ 10 ประจำเดือนตุลาคม ค.ศ. 2013 นะครับ</p>
<p><figure id="attachment_2411" aria-describedby="caption-attachment-2411" style="width: 983px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/09/A-blueprint-for-building-a-quantum-computer.png"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-2411" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/09/A-blueprint-for-building-a-quantum-computer.png" alt="A blueprint for building a quantum computer" width="983" height="780" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/09/A-blueprint-for-building-a-quantum-computer.png 983w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/09/A-blueprint-for-building-a-quantum-computer-300x238.png 300w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/09/A-blueprint-for-building-a-quantum-computer-768x609.png 768w" sizes="auto, (max-width: 983px) 100vw, 983px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2411" class="wp-caption-text">A blueprint for building a quantum computer</figcaption></figure></p>
<p>จากภาพจะเห็นว่า การจะสร้างควอนตัมคอมพิวเตอร์ได้ซักเครื่องนึง มันมีปัญหาหลายระดับและแต่ล่ะระดับก็มีปัญหาหลายส่วน ดังนั้น แค่เพียงคิวบิตอย่างเดียวมันไม่พอจะทำให้เกิดเป็นควอนตัมคอมพิวเตอร์ได้ มันยังต้องทำโน่นทำนี่อีกเยอะแยะเพื่อให้เกิดเป็นจริงขึ้นมา</p>
<p>ส่วนตัวผมมองว่า ถ้าคนไทยเราจะทำวิจัยทางด้านควอนตัมคอมพิวเตอร์ เราคงมีโอกาสน้อยมากในการทำวิจัยในระดับของสถาปัตยกรรมควอนตัมคอมพิวเตอร์ และระดับของโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับสถาปัตยกรรมควอนตัมคอมพิวเตอร์ เพราะมันต้องจ่ายเยอะมากเพื่อลองผิดลองถูก ใกล้เคียงที่สุดที่เป็นไปได้ คือ คนไทยเราน่าจะหันไปวิจัยในระดับของทฤษฎีการคำนวณทางควอนตัม หรือ ระดับของการโปรแกรมเชิงควอนตัมแทน เพราะมันเป็นงานทางทฤษฎี ไม่ต้องมีของก็ยังพอจะทำได้บนพื้นฐานของคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์</p>
<p>ปัจจุบัน ผมเริ่มเห็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของเมืองไทย บรรจุวิชา Quantum Computing ในหลักสูตรปริญญาบัตรและบัณฑิตศึกษากันบ้างแล้ว และเริ่มเห็นว่าคนไทยเราก็เริ่มทำวิจัยในระดับของทฤษฎีการคำนวณทางควอนตัมแล้วเช่นกัน (ลองอ่านงานวิจัย <a href="http://ieeexplore.ieee.org/document/6261939/">การลดรูปของ Genetic Algorithm บนควอนตัมคอมพิวเตอร์</a> และ <a href="http://ieeexplore.ieee.org/document/7219802/?arnumber=7219802">การเร่งวงจรบนควอนตัมคอมพิวเตอร์</a>)</p>
<p>จริง ๆ ผมก็เข้าใจนะ ว่าการลงลึกในความรู้แบบนี้มันยาก และบางคนก็มองว่า มันอาจจะไม่ได้ช่วยให้เรามั่งคั่งได้ในเวลาอันใกล้ แต่ไม่แน่ว่าด้วยความชำนาญทางด้านควอนตัมคอมพิวเตอร์ อาจจะทำให้เรากลายเป็นคนที่มีค่าตัวแพงมาก ๆ ในอนาคตข้างหน้าก็ได้ ใครจะรู้?</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2407/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ยกตัวอย่าง ทฤษฎีบทของเบย์</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2295</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2295#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 10 Feb 2016 17:02:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Data Mining]]></category>
		<category><![CDATA[Feature]]></category>
		<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[Quantum Computer]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎีบทของเบย์]]></category>
		<category><![CDATA[บทความพิเศษ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2295</guid>

					<description><![CDATA[ทฤษฎีบทของเบย์เป็นทฤษฎีความน่าจะเป็นเชิงอนุมานที่ถูกใช้กันอย่างกว้างขวางในงานคอมพิวเตอร์ชั้นสูงครับ ไม่ว่าจะเป็นการรู้จำแบบมีผู้สอนเชิงเส้นด้วย Naive Bayes หรือ การรู้จำเสียงพูดด้วย Hidden Markov Model หรือ การคำนวณสภาวะ Superposition ของคิวบิตในควอนตัมคอมพิวเตอร์ ก็ล้วนตั้งอยู่บนหลักการของทฤษฎีบทของเบย์ทั้งนั้น โดยหน้าตาของสมการตามทฤษฎีบทของเบย์ก็เป็นแบบข้างล่างนี้ จริง ๆ แล้วทฤษฎีบทของเบย์ก็สืบต่อมาจากทฤษฎีความน่าจะเป็นแบบมีเงื่อนไขอีกทีนึงน่ะครับ เป็นโมเดลที่อธิบายว่าความน่าจะเป็นในลำดับถัดไปจะขึ้นกับความน่าจะเป็นของลำดับก่อนหน้า อะไรประมาณนั้น ซึ่งถ้าจะคำนวณความน่าจะเป็นของลำดับถัดไปโดยขึ้นกับความน่าจะเป็นของลำดับก่อนหน้า ก็สามารถทำได้ง่าย ๆ ตามสมการข้างล่างนี้ครับ แล้วในเมื่อมันมีสมการง่าย]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ทฤษฎีบทของเบย์เป็นทฤษฎีความน่าจะเป็นเชิงอนุมานที่ถูกใช้กันอย่างกว้างขวางในงานคอมพิวเตอร์ชั้นสูงครับ ไม่ว่าจะเป็นการรู้จำแบบมีผู้สอนเชิงเส้นด้วย Naive Bayes หรือ การรู้จำเสียงพูดด้วย Hidden Markov Model หรือ การคำนวณสภาวะ Superposition ของคิวบิตในควอนตัมคอมพิวเตอร์ ก็ล้วนตั้งอยู่บนหลักการของทฤษฎีบทของเบย์ทั้งนั้น</p>
<p>โดยหน้าตาของสมการตามทฤษฎีบทของเบย์ก็เป็นแบบข้างล่างนี้</p>
<p><figure id="attachment_2296" aria-describedby="caption-attachment-2296" style="width: 369px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem.png" rel="attachment wp-att-2296"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-2296" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem.png" alt="ทฤษฎีบทของเบย์" width="369" height="129" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem.png 369w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem-300x105.png 300w" sizes="auto, (max-width: 369px) 100vw, 369px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2296" class="wp-caption-text">ทฤษฎีบทของเบย์</figcaption></figure></p>
<p>จริง ๆ แล้วทฤษฎีบทของเบย์ก็สืบต่อมาจากทฤษฎีความน่าจะเป็นแบบมีเงื่อนไขอีกทีนึงน่ะครับ เป็นโมเดลที่อธิบายว่าความน่าจะเป็นในลำดับถัดไปจะขึ้นกับความน่าจะเป็นของลำดับก่อนหน้า อะไรประมาณนั้น</p>
<p>ซึ่งถ้าจะคำนวณความน่าจะเป็นของลำดับถัดไปโดยขึ้นกับความน่าจะเป็นของลำดับก่อนหน้า ก็สามารถทำได้ง่าย ๆ ตามสมการข้างล่างนี้ครับ</p>
<p><figure id="attachment_2297" aria-describedby="caption-attachment-2297" style="width: 304px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_ordinary.png" rel="attachment wp-att-2297"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-2297" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_ordinary.png" alt="การคำนวณความน่าจะเป็นแบบมีเงื่อนไข" width="304" height="131" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_ordinary.png 304w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_ordinary-300x129.png 300w" sizes="auto, (max-width: 304px) 100vw, 304px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2297" class="wp-caption-text">การคำนวณความน่าจะเป็นแบบมีเงื่อนไข</figcaption></figure></p>
<p>แล้วในเมื่อมันมีสมการง่าย ๆ อยู่ก่อนแล้ว ทำไมเรายังต้องคำนวณโดยใช้ทฤษฎีบทของเบย์อีก???</p>
<p>คำตอบคือ บางครั้งการคำนวณความน่าจะเป็นของลำดับถัดไป โดยขึ้นกับความน่าจะเป็นของลำดับก่อนหน้า มันทำแบบตรงไปตรงมาไม่ได้ครับ มันต้องทำแบบอ้อม ๆ ดังนั้น ทฤษฎีบทของเบย์เลยเป็นสิ่งที่แก้ปัญหาในเรื่องนี้ไปโดยปริยาย</p>
<p>ก่อนอื่น ยกตัวอย่างข้อมูลให้ดูแล้วกันครับ ตามตารางด้านล่างนี้ เป็นข้อมูลคุณสมบัติของบุคคลที่มีเพียง 5 คนเท่านั้น โดยคุณสมบัติของคนเหล่านั้นก็คือ หน้าตา รูปร่าง เส้นเสียง การแสดง และ อาชีพ ครับ</p>
<p><figure id="attachment_2298" aria-describedby="caption-attachment-2298" style="width: 664px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_ex.png" rel="attachment wp-att-2298"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-2298" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_ex.png" alt="ตัวอย่างข้อมูลเพื่อคำนวณตามทฤษฎีบทของเบย์" width="664" height="318" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_ex.png 664w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_ex-300x144.png 300w" sizes="auto, (max-width: 664px) 100vw, 664px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2298" class="wp-caption-text">ตัวอย่างข้อมูลเพื่อคำนวณตามทฤษฎีบทของเบย์</figcaption></figure></p>
<p>ทีนี้จะตั้งโจทย์ครับ โจทย์คือให้หาว่าความน่าจะเป็นที่บุคคลในข้อมูลตัวอย่างจะเป็นนักแสดงและเป็นคนรูปร่างผอม ซึ่งถ้าหาโดยใช้สมการตามความน่าจะเป็นแบบมีเงื่อนไข ก็จะได้ตามสมการด้านล่างนี้</p>
<p><figure id="attachment_2299" aria-describedby="caption-attachment-2299" style="width: 536px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_ordinary_ex.png" rel="attachment wp-att-2299"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-2299" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_ordinary_ex.png" alt="ตัวอย่างสมการแบบความน่าจะเป็นแบบมีเงื่อนไข" width="536" height="506" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_ordinary_ex.png 536w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_ordinary_ex-300x283.png 300w" sizes="auto, (max-width: 536px) 100vw, 536px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2299" class="wp-caption-text">ตัวอย่างสมการแบบความน่าจะเป็นแบบมีเงื่อนไข</figcaption></figure></p>
<p>คำตอบคือ 1 ส่วน 2 ซึ่งแบบข้างบนนี้ตรงไปตรงมา แต่ถ้าหาโดยใช้ทฤษฎีบทของเบย์บ้างล่ะจะเป็นยังไง? ซึ่งก็เป็นไปตามด้านล่างนี้</p>
<p><figure id="attachment_2300" aria-describedby="caption-attachment-2300" style="width: 775px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_full_ex.png" rel="attachment wp-att-2300"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-2300" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_full_ex.png" alt="ตัวอย่างสมการตามทฤษฎีบทของเบย์" width="775" height="739" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_full_ex.png 775w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_full_ex-300x286.png 300w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/02/bayes_theorem_full_ex-768x732.png 768w" sizes="auto, (max-width: 775px) 100vw, 775px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2300" class="wp-caption-text">ตัวอย่างสมการตามทฤษฎีบทของเบย์</figcaption></figure></p>
<p>จะเห็นว่าคำตอบที่คำนวณได้ตามทฤษฎีบทของเบย์ มันก็เหมือน ๆ กับคำตอบที่คำนวณได้ตามทฤษฎีความน่าจะเป็นแบบมีเงื่อนไขนั่นแหล่ะครับ แล้วในเมื่อคำตอบมันเหมือนกัน แล้วเราจะไปใช้ทฤษฎีบทของเบย์ทำไมอีก???</p>
<p>คำตอบก็เพราะว่า ในสถานการณ์จริง เราอาจไม่สามารถหาความน่าจะเป็นแบบมีเงื่อนไขอย่างตรงไปตรงมาได้ครับ บางครั้งมันยอกย้อน มันต้องอ้างอิงกลับไปกลับมาถึงจะหาคำตอบได้ ดังนั้น ด้วยคุณสมบัติของทฤษฎีบทของเบย์ ก็เลยทำให้มันกลายเป็นเครื่องมือที่นิยม สำหรับงาน Machine Learning, Data Mining หรือ Quantum Computing ไปโดยปริยายนั่นเอง</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2295/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>2</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การหยั่งรู้ล่วงหน้า</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/1977</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/1977#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 04 Mar 2015 15:29:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[Quantum Computer]]></category>
		<category><![CDATA[ควอนตัมคอมพิวเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[หยั่งรู้ล่วงหน้า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1977</guid>

					<description><![CDATA[การหยั่งรู้ล่วงหน้าแบ่งได้เป็น 2 แบบ แบบแรกคือเรารู้ได้ด้วยตัวเราเอง เพราะเรามีญาณทิพย์ ญาณวิเศษ ที่เกิดจากกสินที่บริกรรม สมาธิที่ก่อกำเนิด วิปัสสะนาที่เข้าฌาณ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลใจ หรือของจากชาติที่แล้ว ส่วนแบบที่สองคือเรารู้ได้เพราะมีบางสิ่งมาบอกเราก่อน ไม่เกี่ยงว่าจะเป็นกุมารทองบอก ผีพรายกระซิบ เจ้าที่เจ้าทางเข้าฝัน สายสืบรายงาน คนรู้จักโทรมาบอก แอบได้ยินได้เห็น หรือแม้แต่ให้คอมพิวเตอร์คำนวณให้ เราสามารถใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือเพื่อหยั่งรู้ล่วงหน้าได้ โดยวิธีการที่ง่ายที่สุดก็คือการให้คอมพิวเตอร์ตรวจในทุก ๆ เส้นทาง ทุก ๆ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การหยั่งรู้ล่วงหน้าแบ่งได้เป็น 2 แบบ แบบแรกคือเรารู้ได้ด้วยตัวเราเอง เพราะเรามีญาณทิพย์ ญาณวิเศษ ที่เกิดจากกสินที่บริกรรม สมาธิที่ก่อกำเนิด วิปัสสะนาที่เข้าฌาณ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลใจ หรือของจากชาติที่แล้ว</p>
<p>ส่วนแบบที่สองคือเรารู้ได้เพราะมีบางสิ่งมาบอกเราก่อน ไม่เกี่ยงว่าจะเป็นกุมารทองบอก ผีพรายกระซิบ เจ้าที่เจ้าทางเข้าฝัน สายสืบรายงาน คนรู้จักโทรมาบอก แอบได้ยินได้เห็น หรือแม้แต่ให้คอมพิวเตอร์คำนวณให้</p>
<p>เราสามารถใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือเพื่อหยั่งรู้ล่วงหน้าได้ โดยวิธีการที่ง่ายที่สุดก็คือการให้คอมพิวเตอร์ตรวจในทุก ๆ เส้นทาง ทุก ๆ เหตุการณ์ ทุก ๆ ช่วงเวลา ทุก ๆ ขั้นตอน และ ทุก ๆ ลำดับชั้น ที่เป็นไปได้ทั้งหมด แม้เพียงน้อยนิดที่เป็นไปได้ก็ยังถือว่าเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น</p>
<p>ประโยชน์ของการหยั่งรู้ล่วงหน้าก็คือ การได้คำตอบที่ดีที่่สุดเพื่อการตัดสินใจ แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือเราต้องใช้คอมพิวเตอร์ที่มีกำลังการประมวลผลรวดเร็วเพียงใด และใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลใหญ่เพียงใด จึงจะสามารถประมวลผลในทุก ๆ เส้นทางที่เป็นไปได้ ได้ในเวลาที่เหมาะสม</p>
<p>ถ้าใช้ดิจิทอลคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันก็จะทำได้ในระดับหนึ่ง โดยการคิดค้นอัลกอริทึมที่ลดเวลาในการประมวลผลจาก Factorial หรือ Exponential ให้กลายเป็น Polynomial หรือให้กลายเป็น Iterative</p>
<p>ถ้าใช้ควอนตัมคอมพิวเตอร์ในอนาคตก็จะทำได้อีกในระดับหนึ่ง โดยการที่พื้นฐานทางกายภาพของควอนตัมคอมพิวเตอร์ สามารถลดเวลาการคำนวณจาก Factorial หรือ Exponential ให้กลายเป็น Polynomial ได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว ส่วนที่เหลือก็เป็นเรื่องของการคิดค้นอัลกอริทึมเพื่อทำให้เวลาในการคำนวณลดลงในระดับ Polynomial ที่มีรูปต่ำที่สุด</p>
<p>ผมคิดว่าแขนงวิชาหยั่งรู้ล่วงหน้าจะเกิดและเติบโตขึ้นแน่ เมื่อเรานำควอนตัมคอมพิวเตอร์มาใช้กันอย่างกว้างขวางในอนาคตครับ</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/1977/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จดหมายเหตุควอนตัมคอมพิวเตอร์</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/1832</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/1832#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 03 Jan 2014 15:15:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Assignment]]></category>
		<category><![CDATA[Feature]]></category>
		<category><![CDATA[Literature Review]]></category>
		<category><![CDATA[Quantum Computer]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1832</guid>

					<description><![CDATA[ผมต้องทำรายงานส่งอีกแล้วครับ คราวนี้เป็นหัวข้อ &#8220;สถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ในอนาคต&#8221; ผมก็เลยคิดว่า ผมควรจะเอาเรื่องที่ผมเคยเขียนเมื่อหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา จากหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา อย่างเรื่องของ &#8220;ควอนตัมคอมพิวเตอร์&#8221; มาปะติดปะต่อเขียนใหม่ให้เป็นลักษณะของจดหมายเหตุ ที่มีการอ้างอิงวารสารวิชาการอย่างมีรูปแบบและเชื่อถือได้ ไม่ใช่การเล่าเรื่องเลื่อนลอยโดยไม่มีหลักฐานอ้างอิงอย่างครั้งที่ผ่าน ๆ มา อีกทั้งยังมีการใส่รายละเอียดเล่าถึงที่มาที่ไปอย่างครบถ้วน โดยพยายามใช้ภาษาอย่างง่ายที่สุด เพื่อให้คนที่ไม่ค่อยรู้ ได้รู้บ้างไม่มากก็น้อย เอาเป็นว่าเริ่มเลยก็แล้วกันนะครับ &#8230; บทนำ ปัจจุบันโลกยังอยู่ในยุคของสถาปัตยกรรมดิจิทัลคอมพิวเตอร์]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผมต้องทำรายงานส่งอีกแล้วครับ คราวนี้เป็นหัวข้อ &#8220;สถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ในอนาคต&#8221; ผมก็เลยคิดว่า ผมควรจะเอาเรื่องที่ผมเคยเขียนเมื่อหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา จากหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา อย่างเรื่องของ &#8220;ควอนตัมคอมพิวเตอร์&#8221; มาปะติดปะต่อเขียนใหม่ให้เป็นลักษณะของจดหมายเหตุ ที่มีการอ้างอิงวารสารวิชาการอย่างมีรูปแบบและเชื่อถือได้ ไม่ใช่การเล่าเรื่องเลื่อนลอยโดยไม่มีหลักฐานอ้างอิงอย่างครั้งที่ผ่าน ๆ มา อีกทั้งยังมีการใส่รายละเอียดเล่าถึงที่มาที่ไปอย่างครบถ้วน โดยพยายามใช้ภาษาอย่างง่ายที่สุด เพื่อให้คนที่ไม่ค่อยรู้ ได้รู้บ้างไม่มากก็น้อย</p>
<p>เอาเป็นว่าเริ่มเลยก็แล้วกันนะครับ &#8230;</p>
<p><strong style="line-height: 1.5em;">บทนำ</strong></p>
<p>ปัจจุบันโลกยังอยู่ในยุคของสถาปัตยกรรมดิจิทัลคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่พึ่งพาปรากฎการณ์ทางด้านอิเลกทรอนิกส์ในการขับเคลื่อน นั่นคือ ยังคงประมวลผลโดยพึ่งพาสัญญาณไฟฟ้ากระแสตรงแบบ 0 และ 1 ซึ่งทิศทางของสัญญาณไฟฟ้าเกิดจากการที่อิเล็กตรอนกระโดดออกจากอะตอมหนึ่งข้ามไปยังอีกอะตอมหนึ่งในทิศทางตรงข้ามกัน ในขณะเดียวกัน ปริมาณของทรานซิสเตอร์บนวงจรรวม ก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวประมาณทุก ๆ สองปี ตามกฎของ Gordon E.  Moore</p>
<p>การที่ปริมาณของทรานซิสเตอร์บนวงจรรวมเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้การประมวลผลเร็วขึ้น ในขณะที่หน่วยประมวลผลยังคงมีขนาดเล็กเท่าเดิม แสดงให้เห็นว่า วงจรของหน่วยประมวลผลกำลังเล็กลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งสุดท้าย วงจรของหน่วยประมวลผลก็จะมีขนาดเท่ากับอะตอมและไม่สามารถเล็กไปกว่านี้ได้ เพราะถ้าเล็กกว่าอะตอม ก็จะทำให้ปรากฎการณ์ทางไฟฟ้าที่เกิดจากการที่อิเล็กตรอนกระโดดออกจากอะตอมหนึ่งไปยังอีกอะตอมหนึ่งเกิดขึ้นไม่ได้ ซึ่งนั่นหมายความว่าจะไม่สามารถใช้ทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อมาจัดการกับปรากฎการณ์นี้ได้</p>
<p>ด้วยปัญหาที่เกิดขึ้น ผนวกกับการที่ต่อไปวงจรจะมีขนาดเล็กลงจนอยู่ในระดับอะตอม (หรือเล็กกว่า) ซึ่งทำให้สามารถแสดงคุณสมบัติแบบควอนตัม (ก้อนพลังงานที่แกว่งตัว) ได้ และถ้าเป็นแบบนั้น แนวคิดของวงจรคอมพิวเตอร์ก็จะต้องเปลี่ยนไป จากเดิมที่ใช้ทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นพื้นฐานในการประดิษฐ์วงจร ก็ต้องเปลี่ยนเป็นการใช้ทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัมเป็นพื้นฐานในการประดิษฐ์วงจรแทน ทำให้ต้องมองว่าถ้าจะมีสิ่งใดมาแทนที่ดิจิทัลคอมพิวเตอร์ สิ่งนั้นก็คือควอนตัมคอมพิวเตอร์นั่นเอง</p>
<p><span id="more-1832"></span></p>
<p><strong>กลศาสตร์ควอนตัม</strong></p>
<p>ฟิสิกส์ปัจจุบันประกอบด้วยวิชาหลักสองวิชา คือ ทฤษฎีสัมพัทธภาพ ซึ่งถูกคิดค้นโดย Albert Einstein และ ทฤษฎีฟิสิกส์ควอนตัม ซึ่งถูกคิดค้นโดยนักฟิสิกส์อัจฉริยะหลาย ๆ คน โดยทฤษฎีฟิสิกส์ควอนตัมก็แบ่งย่อยได้เป็น ทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัม ซึ่งใช้อธิบายความเป็นควอนตัมของสสาร และ ทฤษฎีควอนตัมสนาม ซึ่งใช้อธิบายอันตรกิริยาต่าง ๆ ในธรรมชาติ โดยคุณสมบัติสำคัญของทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัมที่น่าสนใจมีอยู่ 2 เรื่องใหญ่ ๆ ก็คือ 1)  เรื่องของหลักความไม่แน่นอนของ Werner Heisenberg คือ ถ้าเราสามารถวัดโมเมนตัมของอนุภาคได้อย่างแม่นยำ เราจะพบว่าเราไม่สามารถวัดตำแหน่งของอนุภาคได้อย่างแม่นยำ และ ถ้าเราสามารถวัดตำแหน่งของอนุภาคได้อย่างแม่นยำ เราจะพบว่าเราไม่สามารถวัดโมเมนตัมของอนุภาคได้อย่างแม่นยำ และ 2) เรื่องของความพัวพัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ในระบบที่มีอนุภาค 2 อนุภาค ซึ่งอยู่ใกล้กันและมีอันตรกิริยากัน ในเวลาต่อมา ถ้าอนุภาคทั้ง 2 ถูกแยกออกจากกันไปไกลแสนไกลอย่างฉับพลันทันที ถ้ามีการวัดสมบัติของอนุภาคตัวแรก ข้อมูลที่ได้จะทำให้รู้ข้อมูลของอนุภาคตัวที่สองในทันทีทันใด โดยไม่จำเป็นต้องวัดคุณสมบัติของอนุภาคตัวที่สองเลย (สุทัศน์, 2556)</p>
<p>หลักความไม่แน่นอนของ Werner Heisenberg ในทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัมได้นำไปสู่การคิดค้นหลักการซ้อนทับในทางควอนตัมสำหรับคอมพิวเตอร์ หรือ Quantum Superposition ซึ่งเป็นผลให้แนวคิดเกี่ยวกับบิตในทางคอมพิวเตอร์เปลี่ยนไป จากเดิมที่เราคุ้นเคยกันว่า บิตในดิจิตอลคอมพิวเตอร์จะเป็นได้เพียงค่า 0 และ 1 ก็จะกลายเป็นว่าบิตในควอนตัมคอมพิวเตอร์จะมีค่า 0 หรือ 1 หรือเป็นได้ทั้ง 0 และ 1 ในเวลาเดียวกัน หรือที่เรียกว่า Superposition</p>
<p>แรกเริ่มนั้น Richard P.  Feynman ซึ่งเป็นนักฟิสิกส์ที่ได้รับรางวัลโนเบลในทฤษฎีควอนตัมสนาม ได้ตั้งข้อสังเกตว่า เราไม่สามารถจำลองปรากฎการณ์ของกลศาสตร์ควอนตัมที่แน่นอนอย่างมีประสิทธิภาพบนดิจิทัลคอมพิวเตอร์ได้ และคิดว่าการคำนวณโดยทั่วไปน่าจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากใช้ปรากฎการณ์ควอนตัมเข้ามาช่วยในการคำนวณบนระบบควอนตัมจริง ๆ (R.  P.  Feynman, 1982)</p>
<p>การพิสูจน์สิ่งที่ Richard P. Feynman บอก หมายถึงการต้องสร้างควอนตัมคอมพิวเตอร์จริง ๆ ขึ้นมา เพื่อพิสูจน์ว่ามันสามารถคำนวณด้วยเวลาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งมันอาจไม่คุ้มหากสร้างขึ้นมาจริง ๆ แล้วกลับพบว่ามันไม่ได้คำนวณได้เร็วขึ้น ดังนั้น เพื่อลดต้นทุนในการพิสูจน์ จึงจำเป็นต้องพิสูจน์ทางอ้อมแทน ซึ่งวิธีการพิสูจน์ทางอ้อมที่เชื่อถือได้มากที่สุด คือ การพิสูจน์ด้วยสมการคณิตศาสตร์ และ Peter W.  Shor ก็ได้สร้างความประหลาดใจให้โลกได้เห็นว่า ด้วยขั้นตอนวิธีการแยกตัวประกอบเฉพาะและการหา Discrete Logarithm ที่คิดขึ้นสำหรับใช้บนควอนตัมคอมพิวเตอร์ จะสามารถประมวลผลได้ด้วยเวลาเป็น Polynomial เทียบกับการประมวลผลบนดิจิตอลคอมพิวเตอร์ ที่ต้องใช้เวลาเป็น Exponential (P.  W.  Shor, 1994) ซึ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์เริ่มตระหนักว่าควอนตัมคอมพิวเตอร์ คือสิ่งที่คุ้มค่าหากคิดค้นมันขึ้นมาได้</p>
<p><strong>ควอนตัมบิต</strong></p>
<p>ในดิจิทัลคอมพิวเตอร์จะมองคุณสมบัติความเป็น “บิต” จากลูกคลื่นไฟฟ้า โดยหากคลื่นไฟฟ้ายกตัวในจังหวะนาฬิกาหนึ่ง จะถือว่าข้อมูลช่วงเวลาดังกล่าวเป็นบิต 1 ในขณะที่ถ้าคลื่นไฟฟ้าไม่ได้ยกตัวในจังหวะนาฬิกาหนึ่ง จะถือว่าข้อมูลช่วงเวลาดังกล่าวเป็นบิต 0 แต่สำหรับควอนตัมบิตจะเป็นอีกคุณสมบัติหนึ่ง</p>
<p>ควอนตัมบิตจะมองบิตในรูปของ Vector State บน Space และควอนตัมบิตจะไม่ได้มีค่าเพียง 0 หรือ 1 แต่อาจเป็นได้ทั้ง 0 และ 1 ในเวลาเดียวกัน หรือที่เรียกว่า Superposition ซึ่งการมีค่าเป็น 0 หรือ 1 คงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม เพราะเหมือนกับดิจิทัลคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว แต่สำหรับกรณี Superposition ที่เป็นได้ทั้ง 0 และ 1 ในเวลาเดียวกัน เป็นสิ่งที่ต้องอธิบายเพิ่มเติมเป็นพิเศษ และเพื่อให้เข้าใจแนวคิด Superposition นี้ จึงต้องใช้อนุภาคที่สามารถสังเกตได้โดยตรง คือ Photon เพื่อทดลองการจำกัดสนามไฟฟ้าของคลื่นแสงให้สั่นในระนาบเดียวกัน หรือ Photon Polarization ในการอธิบายคุณสมบัติของควอนตัมบิต (E.  Rieffel, W.  Polak, 2000)</p>
<p>ตัวอย่างในการทดลอง (E.  Rieffel, W.  Polak, 2000) คือ การใช้แสงความเข้มสูงยิงจากแหล่งกำเนิด ไปยังบริเวณเป้าหมาย โดยจะใช้แผ่นกรองแสง A ซึ่งจะกรองแสงในแนวนอน, แผ่นกรองแสง B ซึ่งจะกรองแสงในแนวนอนที่ 45 องศา และ แผ่นกรองแสง C ซึ่งจะกรองแสงในแนวตั้ง สำหรับกั้นแสงประกอบการทดลอง</p>
<p>เริ่มแรกจะใช้การยิงแสงความเข้มสูงซึ่งมีแนวคลื่นแสงแบบสุ่มให้กระทบเป้าหมาย โดยใช้แผ่นกรองแสง A ซึ่งจะกรองแสงในแนวนอน วางทับเพื่อบังคลื่นแสง ซึ่งจะทำให้ความเข้มของแสงลดลง 50%  (เป็นการสมมติจากความเป็นไปได้สูงสุด) และคลื่นแสงที่ออกมาจะเป็นแนวนอนทั้งหมด</p>
<p><figure id="attachment_1838" aria-describedby="caption-attachment-1838" style="width: 348px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/quantum1.png"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-1838" alt="รูปภาพที่ 1 แสดงการกั้นแสงด้วยแผ่นกรองแสง A" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/quantum1.png" width="348" height="139" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/quantum1.png 348w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/quantum1-300x119.png 300w" sizes="auto, (max-width: 348px) 100vw, 348px" /></a><figcaption id="caption-attachment-1838" class="wp-caption-text">รูปภาพที่ 1 แสดงการกั้นแสงด้วยแผ่นกรองแสง A</figcaption></figure></p>
<p>จากนั้นใช้แผ่นกรองแสง C ซึ่งจะกรองแสงในแนวตั้ง วางทับเพื่อบังคลื่นแสงแนวนอนที่ผ่านแผ่นกรองแสง A ซึ่งจะทำให้ความเข้มของแสงลดเหลือศูนย์ เมื่อตกกระทบเป้าหมาย เพราะคลื่นแสงแนวนอนไม่สามารถผ่านแผ่นกรองแสงสำหรับคลื่นแสงแนวตั้งได้</p>
<p><figure id="attachment_1839" aria-describedby="caption-attachment-1839" style="width: 348px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/quantum2.png"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-1839" alt="รูปภาพที่ 2 แสดงการกั้นแสงเพิ่มด้วยแผ่นกรองแสง C" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/quantum2.png" width="348" height="110" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/quantum2.png 348w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/quantum2-300x94.png 300w" sizes="auto, (max-width: 348px) 100vw, 348px" /></a><figcaption id="caption-attachment-1839" class="wp-caption-text">รูปภาพที่ 2 แสดงการกั้นแสงเพิ่มด้วยแผ่นกรองแสง C</figcaption></figure></p>
<p>สุดท้าย ใช้แผ่นกรองแสง B ซึ่งจะกรองแสงในแนวนอน 45 องศา วางทับเพื่อบังคลื่นแสงระหว่างแผ่นกรองแสง A และแผ่นกรองแสง C ซึ่งจะทำให้ความเข้มแสงเล็กน้อยสามารถเล็ดลอดผ่านแผ่นกรองแสง C ตกกระทบยังเป้าหมายได้</p>
<p><figure id="attachment_1840" aria-describedby="caption-attachment-1840" style="width: 354px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/quantum3.png"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-1840" alt="รูปภาพที่ 3 แสดงการกั้นแสงเพิ่มด้วยแผ่นกรองแสง B" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/quantum3.png" width="354" height="120" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/quantum3.png 354w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/quantum3-300x101.png 300w" sizes="auto, (max-width: 354px) 100vw, 354px" /></a><figcaption id="caption-attachment-1840" class="wp-caption-text">รูปภาพที่ 3 แสดงการกั้นแสงเพิ่มด้วยแผ่นกรองแสง B</figcaption></figure></p>
<p>เพื่ออธิบายการทดลองนี้ จึงต้องมองทิศทางของแสงให้อยู่ในรูปของ Vector โดยให้มองว่าคลื่นแสงแนวตั้งเป็น Vector a และคลื่นแสงแนวนอนเป็น Vector b และให้มองว่า Vector a และ Vector b เป็นจำนวนเชิงซ้อน ดังนั้น การหาว่าทิศทางของคลื่นแสงสุดท้ายจริง ๆ เป็นค่าใด จะต้องอาศัยการตรวจวัดสภาวะของ Vector a และ Vector b ประกอบกัน โดยอาศัยหลักความน่าจะเป็นและทฤษฎีบทปีทากอรัสเข้ามาช่วยในการตรวจวัด ซึ่งเราจะเปรียบ Vector a โดยเขียนแทนด้วย <img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1849" style="vertical-align: middle;" alt="eq_a" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/eq_a.png" width="39" height="26" /> และเปรียบ Vector b โดยเขียนแทนด้วย <img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1850" style="vertical-align: middle;" alt="eq_b" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/eq_b.png" width="43" height="28" /> เพื่อตรวจสอบหา Vector ผลลัพธ์ ซึ่งสามารถเขียนแทนด้วย <img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1847" style="vertical-align: middle;" alt="eq_psi" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/eq_psi.png" width="145" height="30" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/eq_psi.png 145w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/eq_psi-144x30.png 144w" sizes="auto, (max-width: 145px) 100vw, 145px" /> และ <img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1848" style="vertical-align: middle;" alt="eq_1" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/eq_1.png" width="129" height="30" /></p>
<p><figure id="attachment_1841" aria-describedby="caption-attachment-1841" style="width: 162px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/quantum4.png"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-1841" alt="รูปภาพที่ 4 แสดงการใช้ Vector a และ Vector b เพื่อการหาตรวจวัดหา Superposition" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/quantum4.png" width="162" height="162" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/quantum4.png 162w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/quantum4-150x150.png 150w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/quantum4-144x144.png 144w" sizes="auto, (max-width: 162px) 100vw, 162px" /></a><figcaption id="caption-attachment-1841" class="wp-caption-text">รูปภาพที่ 4 แสดงการใช้ Vector a และ Vector b เพื่อการหาตรวจวัดหา Superposition</figcaption></figure></p>
<p>โดยการจะอธิบายให้เข้าใจในรายละเอียดได้นั้น จำเป็นที่จะต้องมีการนิยามสภาวะของ Vector State โดยใช้สัญลักษณ์ที่เรียกว่า Bra/Ket เข้ามาช่วย ได้แก่</p>
<ol>
<li><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1843" alt="quantum_eq1" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/quantum_eq1.png" width="148" height="32" style="vertical-align: middle;" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/quantum_eq1.png 148w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/quantum_eq1-144x32.png 144w" sizes="auto, (max-width: 148px) 100vw, 148px" /> หมายความว่า ทิศทางของคลื่นแสงผลลัพธ์ซึ่งเป็นแนวตั้งจะเกิดขึ้นได้ หากความน่าจะเป็นของคลื่นแสงแนวตั้งเป็น 100% และความน่าจะเป็นของคลื่นแสงแนวนอนเป็น 0% เปรียบได้กับการตรวจวัดหาควอนตัมบิตที่มีค่าเป็น 0</li>
<li><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1844" alt="quantum_eq2" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/quantum_eq2.png" width="154" height="31" style="vertical-align: middle;" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/quantum_eq2.png 154w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/quantum_eq2-150x31.png 150w" sizes="auto, (max-width: 154px) 100vw, 154px" /> หมายความว่า ทิศทางของคลื่นแสงผลลัพธ์ซึ่งเป็นแนวนอนจะเกิดขึ้นได้ หากความน่าจะเป็นของคลื่นแสงแนวตั้งเป็น 0% และความน่าจะเป็นของคลื่นแสงแนวนอนเป็น 100% เปรียบได้กับการตรวจวัดหาควอนตัมบิตที่มีค่าเป็น 1</li>
<li><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1845" alt="quantum_eq3" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/quantum_eq3.png" width="133" height="43" style="vertical-align: middle;" /> หรือ <img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1846" alt="quantum_eq4" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/quantum_eq4.png" width="135" height="43" style="vertical-align: middle;" /> หมายความว่า ทิศทางของคลื่นแสงผลลัพธ์จะเป็นได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน และเป็นได้ทั้งบวกและลบ ขึ้นอยู่กับความน่าจะเป็นของคลื่นแสงแนวตั้งและแนวนอนประกอบกัน (สมมติว่าความน่าจะเป็นของแนวตั้งและแนวนอนเกิดได้เท่ากัน) เปรียบได้กับการตรวจวัดหาควอนตัมบิตที่มีค่าเป็นได้ทั้ง 0 และ 1 ในเวลาเดียวกัน หรือที่เรียกว่า Superposition</li>
</ol>
<p>จุดที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งของควอนตัมบิตแบบ Superposition ก็คือ การที่มันจะเป็นได้ทั้ง 0 และ 1 ในเวลาเดียวกันเฉพาะก่อนการตรวจวัด แต่หากถูกตรวจวัดแล้วว่าเป็นค่าใด สภาวะควอนตัมบิตแบบ Superposition ก็จะยุติลง กลายเป็นควอนตัมบิตแบบธรรมดา (เป็น 0 หรือ 1) และสภาวะของอีกค่าหนึ่งก็จะถูกทำลายไปทันที</p>
<p>เพื่อให้เข้าใจอรรถประโยชน์ของควอนตัมบิตที่สามารถเป็นได้ทั้ง 0, 1 และ Superposition จะยกตัวอย่างควอนตัมบิตแบบ 2 บิตดังภาพด้านล่างนี้ โดยใช้ภาพวงกลมลูกศรชี้ขึ้นแทนควอนตัมบิต 1, ลูกศรชี้ลงแทนควอนตัมบิต 0 และลูกศรชี้เฉียงขึ้นขวา 45 องศาแทนควอนตัมบิตแบบ Superposition</p>
<p><figure id="attachment_1852" aria-describedby="caption-attachment-1852" style="width: 361px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/qubit.png"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-1852" alt="รูปภาพที่ 5 แสดงควอนตัมบิตแบบ 2 บิต" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/qubit.png" width="361" height="367" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/qubit.png 361w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/qubit-295x300.png 295w" sizes="auto, (max-width: 361px) 100vw, 361px" /></a><figcaption id="caption-attachment-1852" class="wp-caption-text">รูปภาพที่ 5 แสดงควอนตัมบิตแบบ 2 บิต</figcaption></figure></p>
<p>ซึ่งเมื่อดูจากรูปภาพที่ 5 แล้วจะเห็นว่า ด้วยควอนตัมบิตแบบ 2 บิต จะสามารถสร้างรูปแบบที่เป็นไปได้ถึง 9 รูปแบบ และจะสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ถึง 16 กรณี</p>
<p>สำหรับการประยุกต์ทฤษฎีให้สามารถปฏิบัติได้นั้น นักวิทยาศาสตร์กำลังคัดเลือกสสาร, อะตอม, โมเลกุล หรือ แม้แต่อนุภาค ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสม สามารถควบคุมสภาวะได้ มีความเสถียร และ สามารถสร้างวิธีการสังเกตตรวจวัดได้ ตามหลักการของควอนตัมบิต ซึ่งปัจจุบันก็มีเทคนิคหลาย ๆ อย่างถูกนำเสนอขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นการใช้ ion traps, nuclear magnetic resonance, optical และ solid-state เป็นต้น</p>
<p><strong>การเคลื่อนย้ายควอนตัม</strong></p>
<p>ในทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษของ Albert Einstein ได้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ไม่มีสสารใดเคลื่อนที่เร็วไปกว่าความเร็วแสงได้ เพราะหากสสารใดเคลื่อนที่เร็วเท่ากับความเร็วแสง สสารดังกล่าวจะมีมวลเป็นอนันต์, ขนาดหดลงเป็นศูนย์ และ เวลาบนสสารดังกล่าวหยุดนิ่ง ซึ่งเป็นไปไม่ได้</p>
<p>แสงถือเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ในขณะที่ในธรรมชาติยังมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดอื่นอีก ไม่ว่าจะเป็น คลื่นวิทยุ, คลื่นไมโครเวฟ, รังสีอินฟราเรด, รังสีอัลตร้าไวโอเลต, รังสีเอ็กซ์, รังสีแกมม่า และ รังสีคอสมิก เป็นต้น ซึ่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเหล่านี้ก็ล้วนเคลื่อนที่ด้วยความเร็วแสงทั้งนั้น และปัจจุบันมนุษย์เราก็ได้ใช้ประโยชน์จากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะการใช้คลื่นวิทยุเพื่อสื่อสารข้อมูลระหว่างกัน</p>
<p>การสื่อสารข้อมูลด้วยคลื่นวิทยุ ถือเป็นวิธีการสื่อสารที่เร็วที่สุดที่มนุษย์พึงกระทำได้ เพราะไม่ได้ขัดกับข้อเท็จจริงในทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ แต่ทว่า การค้นพบหลักความพัวพันทางควอนตัม ทำให้เกิดสิ่งที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง คือ จะทำให้ระบบมีการสื่อสารกันได้อย่างทันทีทันใด หรือเรียกว่าการเคลื่อนย้ายควอนตัม ซึ่ง Einstein มองว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะถ้ามันทำได้จริงก็แสดงว่ามันเร็วกว่าแสง และมันจะละเมิดกฎของทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ซึ่งภายหลังปัญหานี้ได้ถูกตั้งชื่อว่า EPR Paradox (A. Einstein, B. Podolsky, N. Rosen, 1935)</p>
<p>การค้นพบความพัวพันทางควอนตัม มีผลกระทบอย่างมากในเรื่องกรอบความคิดเกี่ยวกับระบบเครือข่ายและการสื่อสารข้อมูล เพราะมันสะท้อนให้เห็นว่าการสื่อสารข้อมูลในภายหน้า อาจไม่ต้องพึ่งพาระบบแบบมีสายหรือระบบไร้สาย เนื่องจากระบบสองระบบอาจสื่อสารกันเองได้อย่างทันทีทันใด แต่ทว่า ถึงแม้ว่าความพัวพันทางควอนตัมจะมีอยู่จริง ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริงได้โดยง่าย</p>
<p>ดังนั้น ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังคงไม่สามารถเคลื่อนย้ายควอนตัมได้โดยตรง หากแต่ใช้วิธีทางอ้อม โดยการใช้บิตปรกติในแบบดิจิทัลคอมพิวเตอร์ เพื่อนำส่งข้อมูลจากต้นทางสู่ปลายทาง โดยให้ต้นทางเข้ารหัสผลลัพธ์แบบควอนตัมบิตจำนวน 1 บิต ด้วยบิตปรกติจำนวน 2 บิต จากนั้นจึงส่งบิตปรกติจำนวน 2 บิตไปยังปลายทาง ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ปรกติ เพื่อให้ปลายทางนำบิตปรกติ 2 บิตไปถอดรหัส เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ของควอนตัมบิตจำนวน 1 บิตสำหรับนำไปใช้งานต่อไป (C. H. Bennett, at el., 1993)</p>
<p><strong>ควอนตัมคอมพิวเตอร์</strong></p>
<p>ปัจจุบัน การวิจัยทางด้านควอนตัมคอมพิวเตอร์ เป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจและมีการเติบโตมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยได้มีการแบ่งกลุ่มงานวิจัยของควอนตัมคอมพิวเตอร์ออกเป็น 5 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่</p>
<ol>
<li>ด้านทฤษฎีการประมวลผลแบบควอนตัม (Quantum Computing Theory)</li>
<li>ด้านภาษาโปรแกรมสำหรับควอนตัมคอมพิวเตอร์ (Quantum Programming)</li>
<li>ด้านสถาปัตยกรรมแบบควอนตัมคอมพิวเตอร์ (Quantum Computer Architecture)</li>
<li>ด้านสถาปัตยกรรมส่วนย่อยแบบควอนตัมคอมพิวเตอร์ (Quantum Computer Micro Architecture)</li>
<li>ด้านการควบคุมสภาวะของควอนตัมบิตให้อยู่ในลักษณะคงตัวและควบคุมได้ (Technology Building blocks)</li>
</ol>
<p>โดยมีการจัดลำดับชั้นของกลุ่มงานวิจัยทางด้านควอนตัมคอมพิวเตอร์จากบนลงล่าง คือ จากลำดับของทฤษฎีที่จับต้องไม่ได้ สู่ลำดับของการปฏิบัติเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ ดังภาพด้านล่าง</p>
<p><figure id="attachment_1842" aria-describedby="caption-attachment-1842" style="width: 424px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/quantum5.png"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-1842" alt="รูปภาพที่ 6 แสดงสถาปัตยกรรมควอนตัมคอมพิวเตอร์ โดยอิงกับกลุ่มงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (R. V. Meter, C. Horsman, 2013)" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/quantum5.png" width="424" height="298" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/quantum5.png 424w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/quantum5-300x210.png 300w" sizes="auto, (max-width: 424px) 100vw, 424px" /></a><figcaption id="caption-attachment-1842" class="wp-caption-text">รูปภาพที่ 6 แสดงสถาปัตยกรรมควอนตัมคอมพิวเตอร์ โดยอิงกับกลุ่มงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (R. V. Meter, C. Horsman, 2013)</figcaption></figure></p>
<p>จุดสำคัญและถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ของการสร้างควอนตัมคอมพิวเตอร์ก็คือ การควบคุมสภาวะของควอนตัมบิตให้มีความคงตัวและสามารถควบคุมได้ เนื่องจากสภาวะของควอนตัมบิตนั้นถูกรบกวนได้ง่ายจากสภาพแวดล้อมภายนอก และต้องไม่ลืมว่าควอนตัมบิตคือหัวใจสำคัญในการประมวลผล ดังนั้น การตรวจวัดสภาะวะของควอนตัมบิตได้อย่างแม่นยำจึงเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง</p>
<p>จากภาพเราจึงเห็นว่าทุกกลุ่มงานวิจัยล้วนต่อยอดยึดโยงอยู่กับควอนตัมบิต เช่น การวิจัยเทคโนโลยีเพื่อจัดเก็บควอนตัมบิต, การวิจัยเพื่อให้สามารถตรวจวัดค่าจากควอนตัมบิตได้อย่างถูกต้อง, การวิจัยเพื่อเชื่อมต่อข้อมูลจากควอนตัมบิตออกสู่สภาพแวดล้อมภายนอก โดยไม่ทำให้ควอนตัมบิตเสียความคงตัว และการวิจัยเพื่อตีความควอนตัมบิตให้อยู่ในระบบเชิงตัวเลข เพื่อนำไปใช้ในระบบสมการต่อไป เป็นต้น</p>
<p>และนี่คือสาเหตุว่าทำไมควอนตัมคอมพิวเตอร์พาณิชย์เครื่องแรกของโลก ซึ่งผลิตโดยบริษัท D-Wave Systems จำกัด และมีขนาด 128 ควอนตัมบิต จึงมีขนาดใหญ่โตมาก อีกทั้งยังต้องอยู่ในพื้นที่เฉพาะที่มีขนาด 10 ตารางเมตร นั่นเพราะความจำเป็นที่ต้องสร้างชั้นการห่อหุ้มปกป้องเพื่อควบคุมอุณหภูมิ และรักษาสภาวะความคงตัวของควอนตัมบิตเอาไว้ให้ได้นั่นเอง</p>
<p>สำหรับภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญอีกชิ้นหนึ่ง เพื่ออำนวยความสะดวก ให้มนุษย์สามารถสั่งงานควอนตัมคอมพิวเตอร์ได้นั้น ก็ได้มีความพยายามในการวิจัยเพื่อพัฒนาภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ใหม่ ๆ ขึ้นมา เพื่อให้มีไวยากรณ์สอดรับกับอัลกอริทึมแบบควอนตัม และให้มีควอนตัมบิตเป็นพื้นฐานของภาษา ไม่ว่าจะเป็นการสร้างภาษา Quipper (A. S. Green, et al, 2013) หรือภาษา QuaFL (A. Lapets, et al, 2013) เป็นต้น</p>
<p><strong>การประยุกต์ใช้งาน</strong></p>
<p>จากรายละเอียดที่กล่าวมาไม่ว่าจะเป็น กลศาสตร์ควอนตัม, ควอนตัมบิต, การเคลื่อนย้ายควอนตัม และ ควอนตัมคอมพิวเตอร์ ได้แสดงให้เห็นว่านักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนความคิดในหลาย ๆ อย่างเพื่อให้สอดรับกับสิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเข้าใจในทฤษฎีความซับซ้อนในการคำนวณเชิงควอนตัม และทฤษฎีการประมวลผลสารสนเทศเชิงควอนตัม (C. H. Bennett, P. W. Shor, 1998) รวมถึงการบุกเบิกประยุกต์ใช้ควอนตัมคอมพิวเตอร์เพื่อแก้ปัญหาในงานต่าง ๆ</p>
<p>โดยในช่วงเริ่มแรก นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ได้บุกเบิกที่จะนำควอนตัมคอมพิวเตอร์ไปใช้ในงานด้านความปลอดภัย เช่น การสร้างรหัสลับแบบควอนตัมเพื่อแลกเปลี่ยนกันระหว่างผู้รับและผู้ส่ง ก่อนที่จะมีการเข้ารหัสข้อมูลเพื่อรับส่งข้อมูลหากัน (D. Bruss, et al, 2007), การสร้างระบบเงินตราแบบควอนตัม เพื่อปกปิดประวัติการใช้จ่ายไม่ให้สามารถตรวจสอบได้ (S. Aaronson, et al, 2012) เป็นต้น</p>
<p>ปัจจุบัน การคิดค้นเพื่อประยุกต์ใช้งานควอนตัมคอมพิวเตอร์ยังคงอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากควอนตัมคอมพิวเตอร์เชิงพาณิชย์ที่เริ่มออกสู่ตลาดนั้น ยังคงถูกใช้เพื่อการพิสูจน์ทฤษฎีทางด้านควอนตัมคอมพิวติ้งโดยหน่วยงานรัฐและบริษัทเอกชนชั้นนำของประเทศสหรัฐอเมริกา ดังนั้น คงต้องรอให้ควอนตัมคอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลง และราคาย่อมเยาว์จนผู้บริโภคทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ และเมื่อนั้นการประยุกต์ใช้งานควอนตัมคอมพิวเตอร์ในด้านต่าง ๆ นอกจากงานด้านวิทยาศาสตร์และความมั่นคงก็จะมีตามมาเอง ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้น เราก็จะได้เห็นนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ถูกต่อยอดโดยควอนตัมคอมพิวเตอร์ ออกมาโลดแล่นในตลาดผู้บริโภคอย่างแน่นอน</p>
<p><strong>เอกสารอ้างอิง</strong></p>
<p>A. Einstein, B. Podolsky, N. Rosen. “<strong>Can Quantum-Mechanical Description of Physical Reality Be Considered Complete?</strong>” Physical Review, Vol. 47. (May 1935) : 777-780.</p>
<p>A. Lapets, et al. “<strong>QuaFL: A Typed DSL for Quantum Programming.</strong>” Proceedings of the 1st annual workshop on FPCDSL &#8217;13. (September 2013) : 19-26.</p>
<p>A. S. Green, et al. “<strong>Quipper: A Scalable Quantum Programming Language.</strong>” Proceedings of the 34th ACM SIGPLAN conference on PLDI &#8217;13. (June 2013) : 333-342.</p>
<p>C. H. Bennett, P. W. Shor. “<strong>Quantum Information Theory.</strong>” IEEE Transactions of Information Theory, Vol. 44, No. 6. (October 1998) : 2724-2742.</p>
<p>C. H. Bennett, et al. “<strong>Teleporting an Unknown Quantum State via Dual Classical and Einstein-Podolsky-Rosen Channels.</strong>” Physical Review Letters, Vol. 70, No. 13. (March 1993) : 1895-1899.</p>
<p>D. Bruss, et al. “<strong>Quantum Cryptography: A Survey.</strong>” ACM Computing Surveys, Vol. 39, No. 2, Article 6. (June 2007) : 1-27.</p>
<p>E. Rieffel, W. Polak. “<strong>An Introduction to Quantum Computing for Non-Physicists.</strong>” ACM Computing Surveys, Vol. 32, No. 3. (September 2000) : 300-335.</p>
<p>P. W. Shor. “<strong>Algorithms for Quantum Computation: Discrete Logarithms and Factoring.</strong>” IEEE. (1994) : 124-134.</p>
<p>P. W. Shor. “<strong>Polynomial-Time Algorithms for Prime Factorization and Discrete Logarithms on a Quantum Computer.</strong>” Proceedings of the 35th Annual Symposium on Foundations of Computer Science. (November 1994) : 1-28.</p>
<p>R. P. Feynman. “<strong>Simulating Physics with Computers.</strong>” International Journal of Theoretical Physics, Vol. 21, No. 6/7. (1982) : 467-488.</p>
<p>R. V. Meter, C. Horsman. <strong>A Blueprint for Building a Quantum Computer</strong>. Communication of The ACM, Vol. 56, No. 10. (October 2013) : 94-93.</p>
<p>S. Aaronson, et al. <strong>Quantum Money</strong>. Communication of The ACM, Vol. 55, No. 8. (August 2012) : 84-92.</p>
<p>สุทัศน์ ยกส้าน. <strong>113 ปี ฟิสิกส์ควอนตัม ที่ทำให้โลกเป็นอย่างทุกวันนี้</strong>. <em>โลกวิทยาการ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์</em>. [Online]. (18 ตุลาคม 2556).</p>
<p>&#8212;-</p>
<p>ก็จบประมาณนี้แหล่ะครับ เอาเป็นว่า สำหรับใครที่สนใจเรื่องควอนตัมคอมพิวเตอร์ ผมขอแนะนำเลยนะครับว่า ให้ทำความเข้าใจสมการจำนวนเชิงซ้อนที่ใช้แทนค่าควอนตัมบิตเพื่อหา Superposition อ่ะครับ พอเข้าใจแล้ว แก้สมการได้แล้ว ก็จะต่อยอดทางควอนตัมคอมพิวเตอร์ได้ในภายภาคหน้าครับ สู้ ๆ ครับ</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/1832/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การเคลื่อนย้ายมวลสาร (Teleportation)</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/1780</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/1780#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 29 May 2013 09:24:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Feature]]></category>
		<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[Quantum Computer]]></category>
		<category><![CDATA[มวลสาร]]></category>
		<category><![CDATA[เคลื่อนย้าย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1780</guid>

					<description><![CDATA[การเคลื่อนย้ายมวลสาร ก็คือการที่มวลสารถูกส่งจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง โดยไม่จำเป็นต้องสนใจในระยะเวลาและระยะทาง คือ เคลื่อนย้ายปุ๊ปก็ถึงปั๊ปอะไรประมาณนั้น (ตามรูปข้างล่าง) &#160; แรกเริ่มเดิมที การวิจัยการเคลื่อนย้ายมวลสาร ถูกกำหนดให้อยู่ในขอบเขตของอนุภาคและอะตอม โดยมีเจ้าภาพหลักเป็นนักวิทยาศาสตร์สาขาฟิสิกส์อนุภาค และในขณะเดียวกัน ทางด้านนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์เอง ก็มีการวิจัยเกี่ยวกับควอนตัมคอมพิวเตอร์ด้วยเช่นเดียวกัน ควอนตัมคอมพิวเตอร์มันมาเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายมวลสาร ก็เพราะว่าพื้นฐานของควอนตัมคอมพิวเตอร์ คือ คิวบิต หรือก็คือ บิต ทางคอมพิวเตอร์ ที่สามารถมีสภาวะพร้อมกัน 2 สภาวะได้ นั่นคือ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การเคลื่อนย้ายมวลสาร ก็คือการที่มวลสารถูกส่งจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง โดยไม่จำเป็นต้องสนใจในระยะเวลาและระยะทาง คือ เคลื่อนย้ายปุ๊ปก็ถึงปั๊ปอะไรประมาณนั้น (ตามรูปข้างล่าง)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><figure id="attachment_1781" aria-describedby="caption-attachment-1781" style="width: 200px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2013/05/teleport1.png"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-1781" alt="การเคลื่อนย้ายมวลสาร" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2013/05/teleport1.png" width="200" height="185" /></a><figcaption id="caption-attachment-1781" class="wp-caption-text">การเคลื่อนย้ายมวลสาร</figcaption></figure></p>
<p>แรกเริ่มเดิมที การวิจัยการเคลื่อนย้ายมวลสาร ถูกกำหนดให้อยู่ในขอบเขตของอนุภาคและอะตอม โดยมีเจ้าภาพหลักเป็นนักวิทยาศาสตร์สาขาฟิสิกส์อนุภาค และในขณะเดียวกัน ทางด้านนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์เอง ก็มีการวิจัยเกี่ยวกับควอนตัมคอมพิวเตอร์ด้วยเช่นเดียวกัน</p>
<p>ควอนตัมคอมพิวเตอร์มันมาเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายมวลสาร ก็เพราะว่าพื้นฐานของควอนตัมคอมพิวเตอร์ คือ คิวบิต หรือก็คือ บิต ทางคอมพิวเตอร์ ที่สามารถมีสภาวะพร้อมกัน 2 สภาวะได้ นั่นคือ 0 และ 1 ซึ่งช่วยทำให้การประมวลผลเร็วขึ้นอย่างมากมายมหาศาล แต่นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ก็มีความทะเยอทะยาน คิดว่าการที่คิวบิตมีได้ 2 สภาวะยังเร็วไม่พอ สิ่งที่ควรจะเร็วขึ้นอีกก็คือการที่คิวบิตแต่ล่ะตัว สามารถส่งผ่านสภาวะของแต่ล่ะคิวบิตหรือหลายคิวบิตแบบเคลื่อนย้ายมวลสารได้เลย โดยไม่ต้องขึ้นกับระยะทางหรือระยะเวลา</p>
<p>ลองนึกถึงภาพของดิจิทัลคอมพิวเตอร์เปรียบเทียบดูก็จะเข้าใจ เพราะดิจิทัลคอมพิวเตอร์ใช้ประจุไฟฟ้าเพื่อสร้างเป็นสัญญาณ 0 กับ 1 ในขณะที่ประจุไฟฟ้าเองก็เกิดจากการที่อิเลกตรอนกระโดดจากวงโคจรของอะตอมหนึ่งไปยังอีกอะตอมหนึ่งเป็นทอด ๆ แต่ควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่มีคิวบิตแบบเคลื่อนย้ายมวลสาร สามารถที่จะเกิดสภาวะแบบคิวบิตได้พร้อมกันในฉับพลันทันที โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีอิเลกตรอนมากระโดดข้ามอะตอมให้เสียเวลาแต่ประการใด</p>
<p>โดยหลักการแล้วการเคลื่อนย้ายมวลสาร ควรจะเป็นการเคลื่อนย้ายจริง ๆ แต่ทว่า โดยการปฏิบัติทุกวันนี้ที่พิสูจน์ทราบได้ในงานวิจัย การเคลื่อนย้ายมวลสาร คือการสำเนาสภาวะทั้งปวงของต้นแบบให้ไปปรากฎในที่ใหม่อย่างฉับพลันทันที และต้องทำลายตัวต้นแบบทิ้งไปทันทีหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการแล้ว!!!</p>
<p>มันจะไม่เหมือนการส่งโทรสารหรือการถ่ายเอกสาร เพราะตัวต้นแบบก็ยังคงดูแตกต่างจากตัวสำเนา แต่มันจะเหมือนกับการก๊อปไฟล์หรือแชร์ไฟล์ ที่เราแทบแยกไม่ออกเลยว่าตัวต้นแบบกับตัวสำเนามันแตกต่างกันยังไง!!!</p>
<p>ปัญหาทางจริยธรรมจึงเกิดขึ้น เพราะถ้าหากมีการคิดค้นวิธีการเคลื่อนย้ายมวลสารของสิ่งมีชีวิตได้ เราก็คงจะต้องมาใส่ใจกันมากขึ้นว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวต้นแบบ ตัวต้นแบบจะต้องถูกทำลายทิ้งไป หลังจากที่มีการเคลื่อนย้ายมวลสารไปยังปลายทางสำเร็จใช่มั้ย? แล้วถ้าเกิดการทำลายตัวต้นแบบไม่สามารถทำได้ มันจะเกิดอะไรกับตัวปลายทาง ตัวปลายทางจะถือว่าตัวเองคือตัวต้นแบบหรือไม่??</p>
<p>สำหรับปัญหาทางจริยธรรมเราก็คงเก็บเอาไว้ก่อน มาดูความเป็นไปได้ทางเทคนิคก่อนว่า ถ้าด้วยการพิสูจน์ทราบในปัจจุบัน ที่ต้องสร้างของใหม่และทำลายของเก่า แล้วเราจะเคลื่อนย้ายมวลสารของร่างกายมนุษย์ เราจะทำยังไงดังภาพข่างล่างนี้</p>
<p><figure id="attachment_1783" aria-describedby="caption-attachment-1783" style="width: 500px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2013/05/teleport2.png"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-1783" alt="การเคลื่อนย้ายมวลสารมนุษย์" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2013/05/teleport2.png" width="500" height="223" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2013/05/teleport2.png 500w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2013/05/teleport2-300x133.png 300w" sizes="auto, (max-width: 500px) 100vw, 500px" /></a><figcaption id="caption-attachment-1783" class="wp-caption-text">การเคลื่อนย้ายมวลสารมนุษย์</figcaption></figure></p>
<p>แนวคิดสั้น ๆ ที่อธิบายภาพข้างบนก็คือ เอาร่างกายไปก่อน แล้วเอาความรู้สึกนึกคิดตามไปทีหลัง จากนั้นจึงค่อยทำลายตัวต้นแบบทิ้งไปซะ ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ สำหรับผู้สังเกตแล้ว จะมองเหมือนกับว่าทุกอย่างเป็นปรกติ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะความรู้สึกนึกคิดและร่างกายของผู้ถูกเคลื่อนย้ายมวลสารยังคงเหมือนเดิม ในขณะที่กายและจิตของผู้ถูกเคลื่อนย้ายมวลสาร ก็จะต่อเนื่องความทรงจำต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หากแต่ร่างและจิตต้นแบบถูกทำให้ดับสูญไป และไม่สามารถต่อเนื่องความรู้สึกได้ต่อไป ก็เท่านั้นเอง!!!</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/1780/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>1</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
