<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Education &#8211; PARINYA.NET</title>
	<atom:link href="https://www.parinya.net/node/category/education/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.parinya.net</link>
	<description>ทฤษฎีการคำนวณสำหรับคอมพิวเตอร์และทฤษฎีการประมวลผลสารสนเทศ</description>
	<lastBuildDate>Mon, 22 Jan 2024 09:05:47 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.2</generator>
	<item>
		<title>STEM น่ะแหล่ะ</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/3129</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/3129#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 22 Jan 2024 09:05:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[STEM]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.parinya.net/?p=3129</guid>

					<description><![CDATA[หนึ่งปีที่ผ่านมาผมลงหลักส]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>หนึ่งปีที่ผ่านมาผมลงหลักสูตรของ Udemy เรียนสารพัดวิชาเยอะมาก เลือกเรียนวิชาที่ตัวเองอ่อน ปรากฎว่าอ่อนมันทุกวิชาเลยเรียนมันทุกวิชา</p>



<p>จริง ๆ แล้วต้องโฟกัสนิดนึงว่า ที่ว่าอ่อน ผมโฟกัสเรื่อง STEM ที่ตัวเองอ่อน วิชาในโลกมีเป็นแสนวิชา ถ้าต้องเรียนทุกวิชาที่ตัวเองอ่อน สงสัยเรียนไปอีกหลายชาติ</p>



<p>ผ่านมาปีนึงแล้วที่ตั้งอกตั้งใจเรียน ทั้ง ควอนตัมคอมพิวเตอร์ นาโนเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ แมคคาทรอนิกส์ ไมโครคอนโทรลเลอร์ ระบบฝังตัว แคลคูลัส และ การทำเกมด้วย Unity กับ RPG Maker MZ ผลคือบางตัวได้รู้ลึก ส่วนบางตัวได้รู้กว้าง และเพราะหลายวิชาต้องมีปฏิบัติบ้างถึงจะเข้าใจเพิ่มขึ้น แต่ผมไม่ได้ปฏิบัติ เน้นแต่ทฤษฎี ดังนั้น เลยเลือกรู้กว้างเอาไว้ก่อน</p>



<p>ทำไมต้องเรียน เรียนไปทำไม?</p>



<p>เหตุผลง่าย ๆ โลกมันกำลังขับเคลื่อนเร็วมากด้วย STEM และเดิมมันขับเคลื่อนโดยฟากตะวันตก แต่ตอนนี้ฟากตะวันออกก็แข่งกันขับเคลื่อนด้วย ส่งผลให้ของเจ๋ง ๆ จาก STEM โผล่กันออกมาเต็มไปหมด ในเมื่อไม่มีปัญญาทำมันเองได้ ก็ขอเข้าใจหลักการทำงานของมันได้ก็ยังดี</p>



<p>ที่สำคัญ ประชากรเกิดใหม่กำลังลดลง ส่วนคนก็อายุยืนขึ้น สังคมกำลังจะกลายเป็นสังคมคนแก่ คนแก่แรงก็ไม่ค่อยจะมี สุขภาพก็ไม่ค่อยดี เหลืออย่างเดียวที่พอจะเกื้อกูลสังคมได้ ก็คือสมองที่ยังแจ่มใสและอัดแน่นด้วยความรู้ เพื่อที่จะให้คำปรึกษาสังคม หรือแม้กระทั่งไปคิดไปทำเองก็ยังพอได้</p>



<p>โชคดีที่อะไรที่เกี่ยวกับ STEM ส่วนใหญ่ มันถูกยกขึ้นมาอยู่บนระบบคอมพิวเตอร์ มือถือ และ กลุ่มเมฆ เกือบหมดแล้ว ทำให้การคิดหรือทำอะไรกับมัน เป็นการนั่งทำงาน ไปหาที่เย็น ๆ นั่งทำได้ จะทำที่ไหนก็ได้ แถมเดี๋ยวนี้อุปกรณ์ราคาไม่แพง อินเทอร์เน็ตก็เร็ว ระบบไร้สายก็แข็งแรง ดีไปหมด</p>



<p>เราอาจเข้าใจว่ายุคถัดจากนี้จะเป็นยุคที่เอไอกับหุ่นยนต์เข้ามาในชีวิตประจำวันมากขึ้น ทำให้เราไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้าน STEM ก็ได้ ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ที่เป็นผู้ใช้งาน จะคิดแบบนี้ก็ได้นะ แต่คนส่วนน้อยที่เป็นผู้คิดค้นและพัฒนา ซึ่งผมก็เป็นคนส่วนน้อยนี่แหล่ะ จะคิดงี้ไม่ได้</p>



<p>และเมื่อผมคิดว่าจะคิดงี้ไม่ได้ (ซึ่งเป็นการคิดเองเออเองนะ) ผมก็เลยต้องมานั่งแกะทีล่ะตัวของ STEM ว่าผมอ่อนอะไรบ้าง และสนใจอะไรบ้าง แล้วก็เลือกเรียนวิชาในหัวข้อนั้น ๆ</p>



<h4 class="wp-block-heading">S = Science = วิทยาศาสตร์</h4>



<p>ถ้า Science หมายถึง ฟิลิกส์ เคมี ชีววิทยา แล้วล่ะก็ ต้องบอกเลยว่าช่วงปีที่ผ่านมา ผมไม่ได้ลงหลักสูตรอะไรเกี่ยวกับพวกนี้เลย มันเป็นวิชาที่บริสุทธิ์ พื้นฐาน และเชิงทฤษฎีมาก จะเอาไปปฏิบัติได้ต้องต่อหลายยอด และที่สำคัญ วิชาพวกนี้มันกว้างมาก แถมเคยเรียนมาตั้งแต่เล็ก ๆ แล้ว ผมเลยคิดว่า ผมไม่ลงหลักสูตรเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ดีกว่า</p>



<h4 class="wp-block-heading">T = Technology = เทคโนโลยี</h4>



<p>เทคโนโลยีนี่แหล่ะคือสิ่งที่ต่อหลายยอดจากวิทยาศาสตร์ ผมน่าจะเรียนวิชาในหัวหมวดนี้เยอะสุด ทั้ง ควอนตัมคอมพิวเตอร์ นาโนเทคโนโลยี และ การทำเกมด้วย Unity กับ RPG Maker MZ ผมจัดว่าอยู่ในหัวหมวดนี้หมด และเรียนครบก็พบว่า มีแต่การทำเกมด้วย Unity กับ RPG Maker MZ นี่แหล่ะ ที่พอจะเอาไปทำอะไรที่จับต้องเข้าถึงผู้คนได้ นอกเหนือจากนี้ คือเรียนเอารู้เฉย ๆ เพราะมันยังไกลตัวอยู่</p>



<h4 class="wp-block-heading">E = Engineering = วิศวกรรม</h4>



<p>ผมไม่ใช่สายวิศวกรรม เป็นสายวิทยาศาสตร์แท้ ๆ ดังนั้น วิชาวิศวกรรมนี่ไม่เคยเรียนมาก่อนแน่ ๆ เลยต้องเตรียมใจนิดนึงว่าผมจะไม่รู้เรื่อง แล้วก็จริงอย่างที่คิด มันอย่างยาก ต้องทวนหลาย ๆ รอบถึงพอจะเข้าหัว ผมเลือกเรียนเฉพาะวิศวกรรมที่เกี่ยวกับไฟฟ้า เพราะมันใกล้ตัวนิดนึง ใกล้กับเรื่องคอมพิวเตอร์ ก็เลยลงเรียน อิเล็กทรอนิกส์  แมคคาทรอนิกส์ ระบบฝังตัว และ ไมโครคอนโทรลเลอร์ เรียนเสร็จก็ได้แต่ร้องโอ้โห เราคงทำชิ้นส่วนเล็ก ๆ ของมันไม่ได้ ทำได้อย่างมากก็คือเอาชิ้นส่วนเล็ก ๆ ที่มีบริษัทผลิตขายมาประกอบกัน แล้วถ้าเอาของจริงมาประกอบก็เปลืองตังค์ด้วย งั้นก็คงต้องลองประกอบมันในโปรแกรมจำลองก่อน แล้วถึงจะใจกล้า ๆ ไปเอาของจริงมาประกอบตามโปรแกรมจำลองให้มันเกิดชิ้นงานจับต้องใช้งานได้อีกทีนึง</p>



<p>ผมมีถาม ChatGPT นะ ว่ามีใครจำคุณสมบัติของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของทุกรุ่น ทุกแบรนด์ และทุกเบอร์ ได้มั้ย มันตอบเลยว่าไม่มีทาง ใครจะไปจำได้ สิ่งที่ทำได้คือเราต้องกำหนดความอยากของเราก่อน แล้วค่อยไปค้นว่ามีชิ้นส่วนไหนเอามาประกอบแล้วตรงกับความอยากของเรา ความยากของอิเล็กทรอนิกส์ ระบบฝังตัว และ ไมโครคอนโทรลเลอร์ เลยไม่ใช่เรื่องของการผลิตชิ้นส่วนล่ะ แต่เป็นเรื่องของการค้นหาชิ้นส่วนที่มีเป็นแสน ๆ รุ่น/แบรนด์/เบอร์ ว่าอันไหนมันเอามาประกอบแล้ว ทำได้อย่างที่เราต้องการที่สุด ได้ประสิทธิภาพด้านพลังงาน พื้นที่ และ ความเร็ว มากเท่าที่ต้องการที่สุด ซึ่งเรื่องพวกนี้มันเป็นประสบการณ์ พอเห็นเป็นอย่างนี้แล้ว ผมก็เลยเรียนเพื่อให้คุยกับวิศวกรให้พอเข้าใจกันก็ได้ก็พอ ส่วนไอ้ที่ยาก ๆ ก็ปล่อยให้วิศวกรตัวจริงคิดทำต่อไปแล้วกัน</p>



<h4 class="wp-block-heading">M = Mathematic = คณิตศาสตร์</h4>



<p>ผมอ่อนแคลคูลัส อ่อนแบบว่าท่องสูตรได้ แต่พอเจอโจทย์จริงก็ทำไม่ค่อยได้ เลยไปเอาตัวรอดด้วย สถิติ ความน่าจะเป็น พีชคณิตเชิงเส้น และ เรขาคณิตวิเคราะห์แทน ซึ่งก็ทำให้พอรอดชีวิตมาได้มาจนถึงทุกวันนี้ แต่ก็นั่นแหล่ะ ของยากด้านวิทยาศาสตร์มักรองรับด้วยแคลคูลัส และบรรดาเปเปอร์งานวิจัยทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ยาก ๆ ก็ล้วนแต่สอดไส้คาราเมลด้วยแคลคูลัสทั้งนั้น ส่งผลให้ผมต้องตัดสินใจ ลังเล หันซ้ายหันขวา ตรึกตรอง ว่าจะรื้อฟื้นคณิตศาสตร์ด้านแคลคูลัสดีมั้ย และสุดท้ายผมก็ตัดสินใจว่า อือ เอาหน่อยแล้วกัน เพราะขนาดอินทิเกรตบายพาร์ต ยังท่องได้แต่สูตร แต่ทำจริงไม่ค่อยคล่องเลย จะรื้อฟื้นก็คงไม่สูญเปล่าซะทีเดียว ผมก็เลยเลือกที่จะเรียนแคลคูลัสสี่ตัว มีตัวหนึ่ง สอง สาม และ สมการอนุพันธ์</p>



<p>ผลคือผ่านมาปีนึงแล้ว เก็บได้แค่แคลคูลัสหนึ่งกับสอง ส่วนแคลคูลัสสามกับสมการอนุพันธ์ ยังดองเอาไว้ในไหอยู่เลย</p>



<p>แต่กลับไปทวนก็ดีอย่างนึงนะ เพราะตอนที่เคยเรียนพอไม่เข้าใจก็ข้ามไป ข้ามจนพื้นฐานอ่อน พอตอนนี้กลับไปเรียนใหม่ ที่เคยรู้สึกว่ามันยากก็เริ่มไม่ยากล่ะ เริ่มเข้าใจล่ะว่าทำไมมันเป็นงั้นเป็นงี้ แต่พอทำข้อสอบในหลักสูตร ก็ยังมีทำไม่ได้อยู่บ้าง โดยเฉพาะโจทย์ที่ยาก ๆ รู้สึกเลยว่าไม่รู้จะยากไปไหน แล้วก็ได้ร้องอ๋อเข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงต้องสอนวิชา ระเบียบวิธีเชิงตัวเลข เพื่อประมาณการผลลัพธ์ของสมการอันแสนซับซ้อน เพราะถ้าให้คำนวณตรง ๆ คงกินแรงน่าดู</p>



<h4 class="wp-block-heading">STEM</h4>



<p>ผมมีถาม ChatGPT เหมือนกันว่าตัว M ตัวสุดท้ายทำไมไม่ใช่ Medicine ที่เป็นการแพทย์ ซึ่งมันก็ตอบว่าการแพทย์อยู่ภายใต้ร่มของ S หรือก็คือวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว จะให้เพิ่มเป็น STEMM เพื่อแถมการแพทย์ไว้สุดท้ายก็กระไรอยู่</p>



<p>หนึ่งปีที่ผ่านมา ถึงแม้ผมจะเรียนมาเยอะมาก แต่ก็พบว่าสิ่งที่ถูกจริตตัวเองจริง ๆ คือ วิชาการทำเกมด้วย Unity ซึ่งผมลงเรียนไปตั้ง 3 วิชาแน่ะ และผมก็คิดว่าที่มันถูกจริตตัวเองก็คงเป็นเพราะมันเป็นสิ่งที่จบได้ด้วยเครื่องมือตัวเดียว คือ คอมพิวเตอร์ และเมื่อทำออกมาแล้วมันเอาไปเผยแพร่ได้ง่าย เผยแพร่ได้ไกล และเดี๋ยวนี้มีแพลตฟอร์มให้เผยแพร่ ไม่เหมือนกับอิเล็กทรอนิกส์ แมคคาทรอนิกส์ ระบบฝังตัว หรือ ไมโครคอนโทรลเลอร์ ที่มันต้องมีส่วนประกอบอื่นนอกจากคอมพิวเตอร์ และเมื่อทำได้แล้วมันต้องใช้เวลาทำซ้ำ และทุกการทำซ้ำก็มีต้นทุน เพราะเป็นสิ่งจับต้องได้ ทำให้เผยแพร่ยาก เผยแพร่ไปได้ไม่ไกล</p>



<p>ผมคิดว่า STEM ที่แต่ล่ะคนสนใจคงไม่เหมือนกัน แต่ของผมก็คงประมาณนี้แหล่ะ</p>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/3129/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จัดหมู่สาขาวิชาใน Computing Curricula 2005</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2835</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2835#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 25 Jul 2020 13:41:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[ACM]]></category>
		<category><![CDATA[ais]]></category>
		<category><![CDATA[สาขาทางคอมพิวเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[Computing Curricula]]></category>
		<category><![CDATA[IEEE]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2835</guid>

					<description><![CDATA[ตั้งแต่ผมได้อ่านเนื้อหาใน]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ตั้งแต่ผมได้อ่านเนื้อหาใน <a href="https://www.acm.org/binaries/content/assets/education/curricula-recommendations/cc2005-march06final.pdf">Computing Curricula 2005</a> เมื่อหลายปีก่อน ผมก็คิดจะเอารูปภาพของสาขาวิชาทางคอมพิวเตอร์ในนั้น มาย้อมสีและจัดหมวดมาตลอด</p>



<blockquote class="wp-block-quote is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow"><p>Computing Curricula 2005 คือความร่วมมือระหว่างองค์กร ACM, AIS และ IEEE ในปี ค.ศ. 2005 เพื่อร่วมกันจัดแบ่งสาขาวิชาทางคอมพิวเตอร์ออกเป็นสาขาใหญ่ ๆ แบ่งตามความแตกต่างหลาย ๆ อย่าง และสุดท้ายก็แบ่งออกมาได้เป็น 5 สาขาใหญ่ คือ CE (Computing Engineering), CS (Computer Science), IS (Information System), IT (Information Technology) และ SE (Software Engineering) จุดประสงค์เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนในวิชาทางคอมพิวเตอร์ของวิทยาลัย หรือ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ง่ายขึ้น เทียบกันได้สอดคล้องกันในระดับนานาชาติ</p><cite><a href="https://www.acm.org/binaries/content/assets/education/curricula-recommendations/cc2005-march06final.pdf">ACM</a></cite></blockquote>



<p>แต่บอกเลยว่าไม่มีเวลา ได้แต่คิด!!!</p>



<p>และหลังจากผ่านเวลามาหลายเพลา ในที่สุดวันนี้ก็มีเวลาจนได้!</p>



<p>วิธีทำก็ไม่ยาก (แต่ใช้เวลานิดนึง) คือ ต้องใช้โปรแกรม Adobe Photoshop เข้าช่วย บวกกับทักษะในการแต่งภาพนิดหน่อย วัดให้ตรงอีกนิดนึง ก็ทำออกมาได้แล้ว</p>



<span id="more-2835"></span>



<p>เริ่มแรก เอาสาขาวิชาทางคอมพิวเตอร์ มาจัดหมู่ 2 สาขาให้ดูกันก่อน</p>



<h3 class="wp-block-heading">1.  Computing Curricula แบบจัดหมู่ 2 สาขา</h3>



<h4 class="wp-block-heading">1.1  Computer Engineering vs Computer Science</h4>



<figure class="wp-block-image"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="731" height="564" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/ce_cs.jpg" alt="Computer Engineering vs Computer Science" class="wp-image-2836" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/ce_cs.jpg 731w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/ce_cs-300x231.jpg 300w" sizes="(max-width: 731px) 100vw, 731px" /><figcaption>Computer Engineering vs Computer Science</figcaption></figure>



<h4 class="wp-block-heading">1.2  Computer Engineering vs Information System</h4>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" width="731" height="564" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/ce_is.jpg" alt="Computer Engineering vs Information System" class="wp-image-2837" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/ce_is.jpg 731w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/ce_is-300x231.jpg 300w" sizes="(max-width: 731px) 100vw, 731px" /><figcaption>Computer Engineering vs Information System</figcaption></figure>



<h4 class="wp-block-heading">1.3  Computer Engineering vs Information Technology</h4>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" width="731" height="564" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/ce_it.jpg" alt="Computer Engineering vs Information Technology" class="wp-image-2839" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/ce_it.jpg 731w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/ce_it-300x231.jpg 300w" sizes="(max-width: 731px) 100vw, 731px" /><figcaption> <br>Computer Engineering vs Information Technology </figcaption></figure>



<h4 class="wp-block-heading">1.4  Computer Engineering vs Software Engineering</h4>



<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" decoding="async" width="731" height="564" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/ce_se.jpg" alt="Computer Engineering vs Software Engineering" class="wp-image-2840" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/ce_se.jpg 731w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/ce_se-300x231.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 731px) 100vw, 731px" /><figcaption> <br>Computer Engineering vs Software Engineering </figcaption></figure>



<h4 class="wp-block-heading">1.5  Computer Science vs Information System</h4>



<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" decoding="async" width="731" height="564" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/cs_is.jpg" alt="Computer Science vs Information System" class="wp-image-2842" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/cs_is.jpg 731w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/cs_is-300x231.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 731px) 100vw, 731px" /><figcaption> <br>Computer Science vs Information System </figcaption></figure>



<h4 class="wp-block-heading">1.6  Computer Science vs Information Technology</h4>



<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" decoding="async" width="731" height="564" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/cs_it.jpg" alt="Computer Science vs Information Technology" class="wp-image-2843" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/cs_it.jpg 731w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/cs_it-300x231.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 731px) 100vw, 731px" /><figcaption> <br>Computer Science vs Information Technology </figcaption></figure>



<h4 class="wp-block-heading">1.7  Computer Science vs Software Engineering</h4>



<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" decoding="async" width="731" height="564" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/cs_se.jpg" alt="Computer Science vs Software Engineering" class="wp-image-2844" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/cs_se.jpg 731w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/cs_se-300x231.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 731px) 100vw, 731px" /><figcaption> <br>Computer Science vs Software Engineering </figcaption></figure>



<h4 class="wp-block-heading">1.8  Information System vs Information Technology</h4>



<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" decoding="async" width="731" height="564" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/is_it.jpg" alt="Information System vs Information Technology" class="wp-image-2845" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/is_it.jpg 731w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/is_it-300x231.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 731px) 100vw, 731px" /><figcaption> <br>Information System vs Information Technology </figcaption></figure>



<h4 class="wp-block-heading">1.9  Information System vs Software Engineering</h4>



<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" decoding="async" width="731" height="564" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/is_se.jpg" alt="Information System vs Software Engineering" class="wp-image-2846" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/is_se.jpg 731w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/is_se-300x231.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 731px) 100vw, 731px" /><figcaption> <br>Information System vs Software Engineering </figcaption></figure>



<h4 class="wp-block-heading">1.10  Information Technology vs Software Engineering</h4>



<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" decoding="async" width="731" height="564" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/it_se.jpg" alt="Information Technology vs Software Engineering" class="wp-image-2847" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/it_se.jpg 731w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/it_se-300x231.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 731px) 100vw, 731px" /><figcaption> <br>Information Technology vs Software Engineering </figcaption></figure>



<p>ทีนี้พอผมย้อมสีภาพและจัดหมู่ 2 สาขาไปแล้ว ผมก็เริ่มคิดว่า ผมน่าจะลองจัดหมู่ 3 สาขาบ้างดีกว่า ซึ่งก็เป็นดังชุดภาพข้างล่างนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading" id="mce_13">2.  Computing Curricula แบบจัดหมู่ 3 สาขา</h3>



<h4 class="wp-block-heading">2.1  Computer Engineering vs Computer Science vs Information System</h4>



<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" decoding="async" width="731" height="564" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/ce_cs_is.jpg" alt="Computer Engineering vs Computer Science vs Information System" class="wp-image-2849" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/ce_cs_is.jpg 731w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/ce_cs_is-300x231.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 731px) 100vw, 731px" /><figcaption> <br>Computer Engineering vs Computer Science vs Information System </figcaption></figure>



<h4 class="wp-block-heading">2.2  Computer Engineering vs Computer Science vs Information Technology</h4>



<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" decoding="async" width="731" height="564" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/ce_cs_it.jpg" alt="Computer Engineering vs Computer Science vs Information Technology" class="wp-image-2851" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/ce_cs_it.jpg 731w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/ce_cs_it-300x231.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 731px) 100vw, 731px" /><figcaption> <br>Computer Engineering vs Computer Science vs Information Technology </figcaption></figure>



<h4 class="wp-block-heading">2.3  Computer Engineering vs Computer Science vs Software Engineering</h4>



<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" decoding="async" width="731" height="564" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/08/ce_cs_se.jpg" alt="Computer Engineering vs Computer Science vs Software Engineering" class="wp-image-2867" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/08/ce_cs_se.jpg 731w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/08/ce_cs_se-300x231.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 731px) 100vw, 731px" /><figcaption> <br>Computer Engineering vs Computer Science vs Software Engineering </figcaption></figure>



<h4 class="wp-block-heading">2.4  Computer Engineering vs Information System vs Information Technology</h4>



<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" decoding="async" width="731" height="564" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/ce_is_it.jpg" alt="Computer Engineering vs Information System vs Information Technology" class="wp-image-2857" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/ce_is_it.jpg 731w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/ce_is_it-300x231.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 731px) 100vw, 731px" /><figcaption> <br>Computer Engineering vs Information System vs Information Technology </figcaption></figure>



<h4 class="wp-block-heading">2.5  Computer Engineering vs Information System vs Software Engineering</h4>



<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" decoding="async" width="731" height="564" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/ce_is_se-1.jpg" alt="Computer Engineering vs Information System vs Software Engineering" class="wp-image-2858" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/ce_is_se-1.jpg 731w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/ce_is_se-1-300x231.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 731px) 100vw, 731px" /><figcaption> <br>Computer Engineering vs Information System vs Software Engineering </figcaption></figure>



<h4 class="wp-block-heading">2.6  Computer Engineering vs Information Technology vs Software Engineering</h4>



<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" decoding="async" width="731" height="564" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/ce_it_se.jpg" alt="Computer Engineering vs Information Technology vs Software Engineering" class="wp-image-2856" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/ce_it_se.jpg 731w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/ce_it_se-300x231.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 731px) 100vw, 731px" /><figcaption> <br>Computer Engineering vs Information Technology vs Software Engineering </figcaption></figure>



<h4 class="wp-block-heading">2.7  Computer Science vs Information System vs Information Technology</h4>



<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" decoding="async" width="731" height="564" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/cs_is_it.jpg" alt="Computer Science vs Information System vs Information Technology" class="wp-image-2853" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/cs_is_it.jpg 731w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/cs_is_it-300x231.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 731px) 100vw, 731px" /><figcaption> <br>Computer Science vs Information System vs Information Technology </figcaption></figure>



<h4 class="wp-block-heading">2.8  Computer Science vs Information System vs Software Engineering</h4>



<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" decoding="async" width="731" height="564" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/cs_is_se.jpg" alt="Computer Science vs Information System vs Software Engineering" class="wp-image-2854" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/cs_is_se.jpg 731w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/cs_is_se-300x231.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 731px) 100vw, 731px" /><figcaption> <br>Computer Science vs Information System vs Software Engineering </figcaption></figure>



<h4 class="wp-block-heading">2.9  Computer Science vs Information Technology vs Software Engineering</h4>



<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" decoding="async" width="731" height="564" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/cs_it_se.jpg" alt="Computer Science vs Information Technology vs Software Engineering" class="wp-image-2859" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/cs_it_se.jpg 731w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/cs_it_se-300x231.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 731px) 100vw, 731px" /><figcaption> <br>Computer Science vs Information Technology vs Software Engineering </figcaption></figure>



<h4 class="wp-block-heading">2.10  Information System vs Information Technology vs Software Engineering</h4>



<figure class="wp-block-image"><img loading="lazy" decoding="async" width="731" height="564" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/is_it_se.jpg" alt="Information System vs Information Technology vs Software Engineering" class="wp-image-2855" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/is_it_se.jpg 731w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2020/07/is_it_se-300x231.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 731px) 100vw, 731px" /><figcaption> <br>Information System vs Information Technology vs Software Engineering </figcaption></figure>



<p>โอเค เอาที่ย้อมสีและจัดหมู่ออกมาให้ดูเรียบร้อยล่ะ!!!</p>



<p>ทีนี้มาตรวจสอบวัตถุประสงค์ดีกว่า ว่าตกลงผมทำไปทำไม?</p>



<p>จริง ๆ แล้วผมทำเพื่อจะแสดงให้เห็นว่า ถึงแม้วิชาทางคอมพิวเตอร์มันจะไม่ได้กว้างอะไร และดูผิวเผินแล้วมันก็เหมือน ๆ กัน แต่เอาเข้าจริงแม้แต่องค์กรชั้นนำเขาก็เห็นว่ามันมีความไม่เหมือนกันในหลาย ๆ มิติ จนกระทั่งเขาตัดสินใจแบ่งสาขาออกมาได้เป็น 5 สาขา และในปีนี้เรื่อยไปจนปีต่อ ๆ ไปอาจจะเพิ่มไปอีก 6-7 สาขา เนื่องจากการเติบโตขึ้นของสาขาทางคอมพิวเตอร์ด้าน Cybersecurity และ Data Science!!!</p>



<p>คนที่จบมาจากแต่ล่ะสาขาทางคอมพิวเตอร์ก็จะเก่งไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะขยายเข้าไปในขอบเขตของสาขาทางคอมพิวเตอร์อื่นได้ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด มันเป็นไปได้ แต่เป็นไปได้ยาก ดังนั้น การจัดทีมทำงานจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมทางหนึ่งจากหลาย ๆ ทาง ที่เราจะเติมเต็มทักษะที่ขาดหายไปของคนทำงานได้</p>



<p>นี่จึงเป็นวัตถุประสงค์ที่มีนัยยะสำคัญ การอธิบายด้วยคำพูด มันไม่เหมือนกับการแสดงออกมาเป็นรูปภาพ รูปภาพมันมีความหมายในตัวเอง  ถ้าเราย้อนกลับไปดูในภาพข้างบน แล้วเรามีเรื่องที่จะต้องจัดทีมทำงานทางคอมพิวเตอร์ 2 คนบ้าง 3 คนบ้าง เพื่อจะทำให้งานหนึ่ง ๆ สำเร็จ เราก็จะรู้ทันทีว่าด้วยลักษณะงานนั้น ๆ เราควรจะเอาคนในสาขาทางคอมพิวเตอร์ใด มาจัดหมู่ร่วมทีมกัน</p>



<p>ถ้างานที่ต้องทำเป็นงานด้านทฤษฎี ก็ต้องจัดหมู่แบบนึง ถ้าเป็นงานด้านปฏิบัติ ก็ต้องจัดหมู่อีกแบบนึง</p>



<p>หรือถ้างานที่ต้องเข้าถึงแก่นของเครื่องจักร ก็ต้องจัดหมู่แบบนึง และถ้าเป็นงานเรียบเรียงประเด็นปัญหาของผู้ใช้งาน ก็อาจต้องจัดหมู่อีกแบบนึง เป็นต้น</p>



<p>ในขณะเดียวกัน การจัดหมู่ 2 สาขา หรือ จัดหมู่ 3 สาขา ก็อาจจะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ขึ้นกับบริบท เพราะบางครั้งการจัดหมู่ 3 สาขาแล้วจัดผิด ก็อาจทำให้พังมากกว่าสำเร็จ ก็เป็นได้!!!</p>



<p>โดยสรุป ไม่มีอะไรมาก ผมแค่อยากจัดหมู่เล่น ๆ แล้วก็ใส่สีให้สวย ๆ ก็เท่านั้นแหล่ะ ส่วนย่อหน้าข้างบน ๆ เป็นแค่ข้ออ้างเท่านั้นเอง 555</p>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2835/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>งานวิจัยทางด้านควอนตัมคอมพิวเตอร์</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2407</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2407#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 15 Sep 2016 09:58:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[Quantum Computer]]></category>
		<category><![CDATA[quantum computer]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2407</guid>

					<description><![CDATA[เข้าใจว่าตอนนี้หลาย ๆ คนใ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เข้าใจว่าตอนนี้หลาย ๆ คนในวงการคอมพิวเตอร์คงจะรู้จักควอนตัมคอมพิวเตอร์กันแล้ว ซึ่งคนที่รู้จักก็น่าจะแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ</p>
<p>1. <strong>กลุ่มรู้ทั่วไป</strong> คือ กลุ่มที่ตามข่าวของควอนตัมคอมพิวเตอร์ จึงรู้จักคิวบิตและสภาวะ Superposition ของมัน รู้จักความพัวพันเชิงควอนตัม รู้จักการประมวลผลขนานแบบควอนตัม และรู้จักควอนตัมคอมพิวเตอร์ยี่ห้อต่าง ๆ ที่ถูกผลิตโดยบริษัทชั้นนำของโลก</p>
<p>2.  <strong>กลุ่มรู้เยอะ</strong> คือ กลุ่มที่อ่านเปเปอร์ด้านควอนตัมคอมพิวเตอร์มาแล้วหลายฉบับ มีความรู้ในการคำนวณสภาวะ Superposition ของคิวบิต รู้วิธีการออกแบบควอนตัมเกต รู้อัลกอริทึมทางควอนตัมแบบต่าง ๆ รู้จักทฤษฎีความซับซ้อนในการคำนวณเชิงควอนตัม</p>
<p>3.  <strong>กลุ่มลงมือทำ</strong> คือ กลุ่มที่ทำวิจัยด้านควอนตัมคอมพิวเตอร์โดยตรง คนพวกนี้รู้ทุกอย่างที่คนกลุ่มที่ 1 และ 2 รู้ และพวกเขาก็ไม่หยุดที่จะลงมือทำ</p>
<p>พวกเราส่วนใหญ่คงเป็นคนกลุ่มที่ 1 และมีน้อยคนที่เป็นคนกลุ่มที่ 2 แต่ถ้าเกิดว่าเราอยากเป็นคนกลุ่มที่ 3 ล่ะ เราจะทำยังไง? หลายคนอาจจะมองว่าควอนตัมคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องที่เกินเอื้อม เป็นเรื่องของบริษัทชั้นนำของโลก สถาบันการศึกษาชั้นนำของโลก หรือประเทศชั้นนำของโลก ซึ่งนั่นก็จริงแหล่ะ แต่ทุกอย่างมีช่องว่างของมัน ถึงช่องว่างมันจะเล็ก แต่มันก็กว้างพอให้คนตัวเล็ก ๆ อย่างพวกเราลอดผ่านไปได้</p>
<p>สมมติว่าผมชวนให้พวกเรามาเป็นคนกลุ่มที่ 3 กลุ่มคนที่คิดจะทำวิจัยด้านควอนตัมคอมพิวเตอร์ งั้นเราก็ต้องมาหาช่องว่างกัน ว่ามันมีช่องว่างเล็ก ๆ ตรงไหนบ้างที่พวกเราจะไปเติมเต็มได้ ซึ่งผมก็คงต้องชี้แจงก่อนว่า ตอนนี้งานวิจัยทางด้านควอนตัมคอมพิวเตอร์ มันมีขอบเขตแค่ไหน โดยขออ้างอิงจากบทความของ Rodney Van Meter และ Clare Horsman เรื่อง A Blueprint for Building a Quantum Computer ซึ่งตีพิมพ์ใน Communication of the ACM ฉบับที่ 56 ลำดับที่ 10 ประจำเดือนตุลาคม ค.ศ. 2013 นะครับ</p>
<p><figure id="attachment_2411" aria-describedby="caption-attachment-2411" style="width: 983px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/09/A-blueprint-for-building-a-quantum-computer.png"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-2411" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/09/A-blueprint-for-building-a-quantum-computer.png" alt="A blueprint for building a quantum computer" width="983" height="780" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/09/A-blueprint-for-building-a-quantum-computer.png 983w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/09/A-blueprint-for-building-a-quantum-computer-300x238.png 300w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/09/A-blueprint-for-building-a-quantum-computer-768x609.png 768w" sizes="auto, (max-width: 983px) 100vw, 983px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2411" class="wp-caption-text">A blueprint for building a quantum computer</figcaption></figure></p>
<p>จากภาพจะเห็นว่า การจะสร้างควอนตัมคอมพิวเตอร์ได้ซักเครื่องนึง มันมีปัญหาหลายระดับและแต่ล่ะระดับก็มีปัญหาหลายส่วน ดังนั้น แค่เพียงคิวบิตอย่างเดียวมันไม่พอจะทำให้เกิดเป็นควอนตัมคอมพิวเตอร์ได้ มันยังต้องทำโน่นทำนี่อีกเยอะแยะเพื่อให้เกิดเป็นจริงขึ้นมา</p>
<p>ส่วนตัวผมมองว่า ถ้าคนไทยเราจะทำวิจัยทางด้านควอนตัมคอมพิวเตอร์ เราคงมีโอกาสน้อยมากในการทำวิจัยในระดับของสถาปัตยกรรมควอนตัมคอมพิวเตอร์ และระดับของโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับสถาปัตยกรรมควอนตัมคอมพิวเตอร์ เพราะมันต้องจ่ายเยอะมากเพื่อลองผิดลองถูก ใกล้เคียงที่สุดที่เป็นไปได้ คือ คนไทยเราน่าจะหันไปวิจัยในระดับของทฤษฎีการคำนวณทางควอนตัม หรือ ระดับของการโปรแกรมเชิงควอนตัมแทน เพราะมันเป็นงานทางทฤษฎี ไม่ต้องมีของก็ยังพอจะทำได้บนพื้นฐานของคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์</p>
<p>ปัจจุบัน ผมเริ่มเห็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของเมืองไทย บรรจุวิชา Quantum Computing ในหลักสูตรปริญญาบัตรและบัณฑิตศึกษากันบ้างแล้ว และเริ่มเห็นว่าคนไทยเราก็เริ่มทำวิจัยในระดับของทฤษฎีการคำนวณทางควอนตัมแล้วเช่นกัน (ลองอ่านงานวิจัย <a href="http://ieeexplore.ieee.org/document/6261939/">การลดรูปของ Genetic Algorithm บนควอนตัมคอมพิวเตอร์</a> และ <a href="http://ieeexplore.ieee.org/document/7219802/?arnumber=7219802">การเร่งวงจรบนควอนตัมคอมพิวเตอร์</a>)</p>
<p>จริง ๆ ผมก็เข้าใจนะ ว่าการลงลึกในความรู้แบบนี้มันยาก และบางคนก็มองว่า มันอาจจะไม่ได้ช่วยให้เรามั่งคั่งได้ในเวลาอันใกล้ แต่ไม่แน่ว่าด้วยความชำนาญทางด้านควอนตัมคอมพิวเตอร์ อาจจะทำให้เรากลายเป็นคนที่มีค่าตัวแพงมาก ๆ ในอนาคตข้างหน้าก็ได้ ใครจะรู้?</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2407/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หลักสูตรคอมพิวเตอร์ในเมืองไทย (ปรับปรุงใหม่)</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2372</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2372#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 31 Jul 2016 05:52:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[คอมพิวเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[บทความพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[หลักสูตร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2372</guid>

					<description><![CDATA[ผมเคยเขียนเรื่องหลักสูตรค]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผมเคยเขียนเรื่อง<a href="https://www.parinya.net/node/1890">หลักสูตรคอมพิวเตอร์ในเมืองไทย</a>เอาไว้ จุดประสงค์เพื่อเรียบเรียงว่าตอนนี้มหาวิทยาลัยในเมืองไทย เปิดหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ในระดับปริญญาและบัณฑิตศึกษากี่หลักสูตรบ้าง</p>
<p>ตอนนี้ผมเลยคิดว่าผมต้องมาปรับปรุงมันใหม่อีกครั้ง เพราะโลกมันเปลี่ยน มันมีวิทยาการใหม่ ๆ เกิดขึ้นมา หลักสูตรทางคอมพิวเตอร์มันก็เปลี่ยนตาม แถมคราวที่แล้วผมก็ไม่ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนมากนัก ว่าแต่ล่ะหลักสูตรเขามีจุดประสงค์ในการเปิดการเรียนการสอนเพื่ออะไรบ้าง ในหัวข้อนี้เลยจะมาเล่าให้อ่านกันสั้น ๆ</p>
<p>ผมสรุปแล้ว (สรุปเอง) ว่าเราสามารถจัดหลักสูตรคอมพิวเตอร์ในเมืองไทยได้ 10 หลักสูตรใน 4 วุฒิการศึกษาครับ ตามรายการด้านล่างนี้</p>
<p><span style="text-decoration: underline; color: #ff0000;"><strong>วุฒิวิทยาศาสตร์</strong></span></p>
<ul>
<li><strong>วิทยาการคอมพิวเตอร์ (Computer Science)</strong> มุ่งเน้นการเรียนรู้ทฤษฎีการคำนวณสำหรับคอมพิวเตอร์ และ ทฤษฎีการประมวลผลสารสนเทศ</li>
<li><strong>วิศวกรรมซอฟต์แวร์ (Software Engineering)</strong> มุ่งเน้นการเรียนรู้ทฤษฎีการพัฒนาซอฟต์แวร์ และกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างเป็นระบบ</li>
<li><strong>เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology)</strong> มุ่งเน้นการประยุกต์ทฤษฎีทางคอมพิวเตอร์ให้เกิดประโยชน์และใช้ได้จริง</li>
<li><strong>ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information System)</strong> มุ่งเน้นการเรียนรู้ทฤษฎีการค้นหา วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ เพื่อสกัดสารสนเทศและตกผลึกสารสนเทศ สำหรับนำเสนอ ตัดสินใจ และบริหารจัดการ</li>
<li><strong>เทคโนโลยีมัลติมีเดียและแอนิเมชั่น (Multimedia Technology and Animation)</strong> มุ่งเน้นการเรียนรู้การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อประมวลผลสัญญาณภาพดิจิทัล ผสานสื่อผสม สร้างเกมคอมพิวเตอร์ และประสานงานด้านนิเทศศาสตร์</li>
<li><strong>เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์อุตสาหกรรม (Industrial Computer Technology)</strong> มุ่งเน้นการประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ เพื่อตอบสนองต่องานช่างอุตสาหกรรม และพัฒนาระบบในงานอุตสาหกรรม</li>
</ul>
<p><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #ff0000;"><strong>วุฒิวิศวกรรมศาสตร์</strong></span></span></p>
<ul>
<li><strong>วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ (Computer Engineering)</strong> มุ่งเน้นการเรียนรู้กระบวนวิธีเพื่อสั่งการคอมพิวเตอร์ในระดับล่างเชิงลึก และการสั่งการฮาร์ดแวร์ที่ต่อเชื่อมกับคอมพิวเตอร์ การสั่งการระบบฝังตัวและระบบไมโครคอนโทรลเลอร์</li>
<li><strong>วิศวกรรมข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Engineering)</strong> มุ่งเน้นการเรียนรู้ทฤษฎีการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ การเรียนรู้โดยเครื่องจักร และการสกัดความรู้จากข้อมูลขนาดใหญ่</li>
</ul>
<p><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #ff0000;"><strong>วุฒิบริหารธุรกิจ</strong></span></span></p>
<ul>
<li><strong>คอมพิวเตอร์ธุรกิจ (Business Computer)</strong> มุ่งเน้นเรียนรู้การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ในด้านฐานข้อมูล สินค้าคงคลัง ค้าปลีก ค้าส่ง การเงิน บัญชี ทรัพยากรบุคคล เพื่อตอบสนองทางธุรกิจ</li>
</ul>
<p><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #ff0000;"><strong>วุฒิครุศาสตร์อุตสาหกรรม</strong></span></span></p>
<ul>
<li><strong>เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ (Computer Technology)</strong> มุ่งเน้นเรียนรู้เทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์ และเรียนรู้ขั้นตอนวิธีการถ่ายทอดความรู้ เพื่อเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ทางคอมพิวเตอร์ให้ผู้อื่นอย่างเป็นระบบ</li>
</ul>
<p><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/07/computer-767781_640.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-2376" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/07/computer-767781_640.jpg" alt="คอมพิวเตอร์" width="640" height="426" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/07/computer-767781_640.jpg 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/07/computer-767781_640-300x200.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 640px) 100vw, 640px" /></a></p>
<p>และทั้งหมดนี้ก็คือหลักสูตรคอมพิวเตอร์ในเมืองไทย ที่เปิดสอนในระดับปริญญาและบัณฑิตศึกษาตามมหาวิทยาลัยหรือสถาบันต่าง ๆ ที่ผมสรุปได้ครับ โดยวุฒิใหม่ล่าสุดที่มีการเปิดการเรียนการสอน และผมได้เพิ่มเข้าไปในหัวข้อนี้ คือ <span style="text-decoration: underline;"><strong>วุฒิวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมข้อมูลขนาดใหญ่</strong></span>นั่นเอง</p>
<p>ถ้าใครอยากรู้ว่าวิศวกรรมข้อมูลขนาดใหญ่ มันมีความสำคัญยังไงต่ออนาคต อยากให้ไปลองอ่านหัวข้อ <a href="https://www.parinya.net/node/2251">Data Science คืออะไร และ Data Scientist คืออะไร</a> ที่ผมเคยเขียนไว้ครับ เพื่อจะได้เข้าใจว่าปฐมบทแห่งวิศวกรรมข้อมูลขนาดใหญ่ มันมีต้นกำเนิดมาจากอะไร</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2372/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Data Science คืออะไร และ Data Scientist คืออะไร</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2251</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2251#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 01 Dec 2015 16:10:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[บทความพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[data science]]></category>
		<category><![CDATA[data scientist]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2251</guid>

					<description><![CDATA[ภายในข้อมูลมักมีความรู้ซ่]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ภายในข้อมูลมักมีความรู้ซ่อนอยู่ครับ ยิ่งความรู้ถูกกองเอาไว้เป็นภูเขาเลากา ถูกระดมกันสร้างขึ้นมาอย่างมากมาย ยังไงมันก็ต้องมีความรู้เจ๋ง ๆ ซ่อนอยู่แน่ ๆ</p>
<p>งาน Data Science จึงเป็นการรวมสรรพวิชา สรรพเทคโนโลยี เพื่อการนำเอาความรู้จากข้อมูลออกมาใช้งานครับ</p>
<p>คำว่า <span style="text-decoration: underline;"><strong><span style="color: #ff0000; text-decoration: underline;">Data Science</span></strong></span> หรือแปลเป็นไทยว่า วิทยาศาสตร์ข้อมูล หรือ วิทยาการข้อมูล จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ มันเป็นเรื่องเก่าที่ถูกเอามาปัดฝุ่นใหม่ มันเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ เพราะโดยบริบทแล้วคอมพิวเตอร์ก็เป็นที่เก็บข้อมูล และก็มีอัลกอริทึม สมการ ขั้นตอนวิธีตั้งหลายอย่าง ที่ถูกคิดค้นขึ้นในสาขา Computer Science หรือ Information Technology เพื่อบริหารจัดการข้อมูล สกัดสารสนเทศจากข้อมูล และสกัดความรู้จากข้อมูลอยู่แล้ว</p>
<p>แต่เนื่องจากสรรพวิชา สรรพเทคโนโลยีทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้น มันอยู่กระจัดกระจายเป็นสมาชิกกันอยู่ในโดเมนต่าง ๆ ก็เลยคิดกันว่าน่าจะจับเอามารวมอยู่ด้วยกัน แล้วเรียกเป็นชื่อเก๋ ๆ ว่า Data Science ดีกว่า ซึ่งสิ่งเหล่านั้นก็ประกอบไปด้วยรายการทางด้านเทคโนโลยีดังนี้ครับ</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>1. Cloud Computing</strong></span></p>
<p>ข้อมูลต้องมีพื้นที่บนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อจัดเก็บครับ มันต้องเป็นพื้นที่ ๆ มีความจุมาก ๆ เข้าถึงได้อย่างสะดวก และการติดต่อใช้งานไม่ยุ่งยากซับซ้อน ซึ่ง Cloud Computing เป็นปัจจัยสำคัญในเรื่องนี้ และบริการบนอินเทอร์เน็ตทุกวันนี้ ก็ขี่ควบอยู่บน Cloud Computing กันทั้งนั้น ซึ่งบริการแบบนี้มีอยู่หลายเจ้าที่ให้บริการ ทั้งแบบเอามาติดตั้งใช้แบบส่วนตัว หรือไปเช่าใช้บนพื้นที่ส่วนรวม อันนี้สุดแล้วแต่</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>2.  Big Data</strong></span></p>
<p>ข้อมูลขนาดใหญ่โตมโหฬารที่ถูกจัดเก็บไว้ นอกจากจะต้องอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Cloud Computing แล้ว ตัวมันก็ควรจะถูกจัดเก็บ บริหารจัดการ และสืบค้นได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งต้องมีโครงสร้างที่เรียบง่าย ซึ่งทำให้การเชื่อมสัมพันธ์ข้อมูลไม่มีความซับซ้อนอีกด้วย ซึ่ง Big Data ก็เป็นคำกว้าง ๆ ที่หมายถึงอะไรเหล่านี้ มันจะเป็น Platform ก็ได้ จะเป็นกลไกกลวิธีก็ได้ หรือจะเป็นโครงสร้างข้อมูลก็ได้ ขอให้มันตอบโจทย์เรื่องการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ได้ก็เพียงพอในขั้นต้นแล้ว</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>3.  Machine Learning</strong></span></p>
<p>เราตัดสินข้อมูลเองไม่ได้ทั้งหมดครับ มันเยอะ ตัดสินเองแล้วตาลาย ดังนั้น เราก็ต้องสอนให้คอมพิวเตอร์ตัดสินข้อมูลแทนเราในระดับหนึ่งนั่นแหล่ะ แล้วที่เหลือเราก็มาตัดสินเองอีกทีนึง ซึ่งไอ้การตัดสินใจโดยคอมพิวเตอร์นี่ก็คือ Machine Learning เนี่ยแหล่ะครับ ซึ่งอัลกอริทึมที่เกี่ยวข้องกับมันมีเยอะ เล่ายาวครับ ไม่เล่าแล้วกันนะ</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>4.  Data Mining</strong></span></p>
<p>บางทีเราไม่ได้อยากให้คอมพิวเตอร์ตัดสินใจให้เราครับ แต่เราอยากให้มันค้นหาความรู้ออกมาให้ ความรู้สำคัญที่ซ่อนอยู่ โดยความรู้ดังกล่าวอาจจะอยู่ในรูปของความสัมพันธ์ของข้อมูล ซึ่งเราดูด้วยตาเปล่าไม่รู้ นับเองด้วยนิ้วมือที่เรามีก็ไม่พอเพราะมันเยอะ เอากระดาษมานั่งจดก็ไม่ไหวตาลาย ดังนั้น ถ้าเรามองว่าข้อมูลมันอยู่ในเหมือง เราก็ต้องขุดมันออกมาครับ โดยใช้อัลกอริทึมที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งมันก็มีหลายวิธีครับ แต่ล่ะวิธีก็แตกต่างกันไป ยากบ้างง่ายบ้าง แต่เดี๋ยวนี้มีเครื่องมือช่วยเยอะครับ มีคนสร้างเอาไว้ให้เยอะ</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>5.  Statistics</strong></span></p>
<p>ก็สถิตินี่แหล่ะครับ จำเป็นพอควร บางทีเราก็ต้องตั้งสมมติฐานจากข้อมูลที่ได้มา ว่าเราจะยอมรับสมมติฐาน หรือปฏิเสธสมมติฐาน มันต้องมีเรื่องของความน่าจะเป็นเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะมันไม่มีอะไรเป๊ะ ๆ มันต้องกะ ๆ เอาว่าจะใช่หรือไม่ใช่ จะจริงหรือไม่จริง แล้วก็เอาตัวชี้วัดหลาย ๆ ตัวมาวัดมัน แล้วก็เชื่อมัน</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>6.  Internet of Things (IoT)</strong></span></p>
<p>การที่หน่วยประมวลผลและหน่วยควบคุมมีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ มีระบบปฏิบัติการในตัวเอง สามารถสื่อสารผ่านเครือข่ายไร้สายได้ด้วยตัวเอง และมีหมายเลขไอพีในตัวเอง มันทำให้การที่เราจะเอาหน่วยประมวลผลหรือหน่วยควบคุมเหล่านั้น ฝังเอาไว้บนอุปกรณ์ทุกสิ่งอย่างซึ่งอยู่รอบ ๆ ตัวเรา มีความเป็นไปได้มากขึ้น ไม่ว่าจะฝังเอาไว้ในเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น โทรทัศน์ วิทยุ พัดลม เตาอบไมโครเวฟ กล้องวงจรปิด ตู้เสื้อผ้า หม้อหุงข้าว ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ก็ล้วนมีกิจกรรมที่ก่อให้เกิดข้อมูลมากมายออกมาได้ และมีขั้นตอนการทำงานหลายอย่างที่สามารถควบคุมจากระยะไกลได้</p>
<p>ลองคิดเล่น ๆ ดูว่าเดิมเราสร้างข้อมูลมหาศาลขึ้นมา เพื่อนำเข้าสูระบบคอมพิวเตอร์สำหรับประมวลผล โดยใช้แป้นพิมพ์ เมาส์ ไมโครโฟน กล้องถ่ายรูป กล้องถ่ายวีดีโอ แต่ด้วย Internet of Things นั่นหมายความว่าข้อมูลนำเข้าจะถูกสร้างขึ้นมาอย่างมากมายมหาศาลเป็นเท่าตัวผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ถูกฝังหน่วยประมวลผลหรือหน่วยควบคุมเอาไว้</p>
<p><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/12/ipad-407799_640.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-2252" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/12/ipad-407799_640.jpg" alt="ipad-407799_640" width="640" height="426" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/12/ipad-407799_640.jpg 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/12/ipad-407799_640-300x200.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 640px) 100vw, 640px" /></a></p>
<p>สรุปง่าย ๆ ก็คือ Data Science คือการรวมวิชาและเทคโนโลยีทางด้าน Cloud Computing, Big Data, Machine Learning, Data Mining, Statistics และ Internet of Things เข้าไว้ด้วยกัน จุดประสงค์เพื่อบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ และสกัดความรู้จากข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งมีลำดับขั้นตอนประกอบด้วย</p>
<ul>
<li>การนำเข้าข้อมูลจาก Input หลาย ๆ อย่างรวมทั้งจากอุปกรณ์ตามนิยามของ Internet of Things</li>
<li>ข้อมูลถูกจัดเก็บเอาไว้บน Cloud Computing ซึ่งบริหารจัดการตามนิยามของ Big Data</li>
<li>ข้อมูลจะถูกนำมาตัดสินใจด้วย Machine Learning ถูกนำมาค้นหาความรู้ด้วย Data Mining และถูกนำมาชี้วัดสมมติฐานด้วย Statistics</li>
</ul>
<p>ส่วน <span style="text-decoration: underline;"><strong><span style="color: #ff0000; text-decoration: underline;">Data Scientist</span></strong></span> ก็คือบุคลากรที่มีความรู้ในวิชาและเทคโนโลยีในย่อหน้าข้างบน เพื่อประกอบวิชาชีพตามจุดประสงค์ในย่อหน้าข้างบนนั่นแหล่ะครับ โดยบุคลากรเหล่านี้ก็ต้องรู้จักใช้เครื่องมือ เช่น</p>
<ul>
<li>รู้จักใช้ Amazon Web Services เพื่อบริหารจัดการ Public Cloud Computing หรือรู้จักการติดตั้งปรับแต่ง Hadoop เพื่อบริหารจัดการ Distributed Computing ให้อยู่ในรูปของ Private Cloud Computing</li>
<li>รู้จักนิยาม NoSQL เพื่อจัดหาฐานข้อมูลสำหรับบริหารจัดการ Big Data</li>
<li>รู้จักใช้ Matlab หรือ ภาษา R หรือ Weka หรือ RapidMiner เพื่อทำ Machine Learning หรือ Data Mining</li>
<li>รู้จักใช้ SPSS เพื่อวิเคราะห์ Statistics เป็นต้น</li>
<li>รู้จักการปรับแต่งและสั่งงานหน่วยประมวลผล เช่น Raspberry Pi หรือหน่วยควบคุม เช่น Arduino เป็นต้น</li>
</ul>
<p>จะเห็นว่างานของ Data Scientist จะเป็นอะไรที่หยินหยางมาก เพราะแตะทั้งของที่จับต้องได้และของที่จับต้องไม่ได้ แต่ก็นั่นแหล่ะครับท่านผู้ชม เพราะมันข้ามสายกันแบบนี้นั่นแหล่ะครับ มันเลยเป็นอาชีพที่เป็นที่นิยมในขณะนี้นั่นเอง</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2251/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>1</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>SIGs ACM กับ IEEE Transaction</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2196</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2196#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 23 Sep 2015 14:13:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[ACM]]></category>
		<category><![CDATA[IEEE]]></category>
		<category><![CDATA[IEEE Transaction]]></category>
		<category><![CDATA[SIGs ACM]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2196</guid>

					<description><![CDATA[พวกเราทราบกันใช่มั้ยครับว]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>พวกเราทราบกันใช่มั้ยครับว่า งานวิจัยทางคอมพิวเตอร์ที่มีคุณภาพดี มักจะถูกตีพิมพ์อยู่ในวารสารวิจัยหรือในประชุมวิชาการของ ACM หรือ IEEE?</p>
<blockquote><p>ACM ย่อมาจาก Association for Computing Machinery แปลเป็นภาษาไทยแบบทื่อ ๆ ว่า สมาคมสำหรับการคำนวณเครื่องจักร แต่ถ้าอธิบายเป็นความหมายก็หมายถึง สมาคมของผู้ที่มีความสนใจในการคำนวณโดยใช้เครื่องจักร ซึ่งสำหรับในปัจจุบันก็หมายถึงการคำนวณโดยใช้คอมพิวเตอร์นั่นเอง</p></blockquote>
<p>ผมเคยถามอาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัยของผม รวมทั้งเคยถามอาจารย์หัวหน้าหลักสูตรที่ร่างหลักสูตรให้ผมเรียนว่า ระหว่างงานวิจัยทางคอมพิวเตอร์ที่ตีพิมพ์ใน ACM กับ IEEE อันไหนมีภาษีมากกว่ากัน?</p>
<blockquote><p>IEEE ย่อมาจาก Institue of Electrical and Electronics Engineers แปลว่า สถาบันวิศวกรไฟฟ้าและอิเลกทรอนิกส์ แต่ถ้าอธิบายเป็นความหมายก็หมายถึง สมาคมของเหล่าบรรดาวิศวกรไฟฟ้าและอิเลกทรอนิกส์ (จริง ๆ ไม่ต้องอธิบายเลยนะ เพราะคำแปลมันตรงตัว)</p></blockquote>
<p>อาจารย์ทั้งสองบอกผมตรงกันว่า งานวิจัยถ้าเป็นทางคอมพิวเตอร์ อันที่ตีพิมพ์ใน ACM จะมีภาษีมากกว่า IEEE สาเหตุเป็นเพราะ ACM เน้นเรื่องการคำนวณโดยเครื่องจักร หรือก็คือการคำนวณโดยคอมพิวเตอร์ ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องจักรคำนวณโดยใช้สัญญาณไฟฟ้าแบบหนึ่ง ในขณะที่ IEEE มีขอบเขตกว้างกว่านั้น เพราะครอบคลุมในทุกสิ่งที่เกี่ยวกับไฟฟ้า ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้กำลังไฟฟ้า หรือ การใช้สัญญาณไฟฟ้า เช่น อิเลกทรอนิกส์ โทรคมนาคม หรือแม้แต่คอมพิวเตอร์ ก็ล้วนถูกครอบคลุมด้วยทั้งสิ้น ดังนั้น อะไรที่มันกว้างกว่าก็ย่อมเจือจางกว่าเป็นธรรมดา</p>
<p><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/09/books-408220_640.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-2198" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/09/books-408220_640.jpg" alt="books-408220_640" width="640" height="426" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/09/books-408220_640.jpg 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/09/books-408220_640-300x200.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 640px) 100vw, 640px" /></a></p>
<p>ถึงแม้ว่างานวิจัยทางคอมพิวเตอร์คุณภาพดีจะถูกตีพิมพ์อยู่ใน ACM และ IEEE เป็นจำนวนมากก็ตาม แต่เหนือฟ้าก็ยังมีฟ้า เพราะงานวิจัยที่ใหม่สุดยอด หรืองานวิจัยที่มีผลปฏิวัติวงการ จะถูกจัดให้ตีพิมพ์อยู่ในฐานันดรที่เหนือกว่านั้น เป็นฐานันดรที่อยู่บนสุดของยอดพีระมิด นักวิจัยคนไหนก็ตามที่ได้ตีพิมพ์ในฐานันดรนี้ จะมีเกียรติยศอย่างมากมาย เหมือนกับการตีบอสใหญ่เพื่อชนะเกมได้เลยทีเดียว</p>
<p>เหนือ ACM ยังมี SIGs ACM และเหนือ IEEE ยังมี IEEE Transaction!!!</p>
<blockquote><p>SIGs ย่อมาจาก Special Interest Groups เป็นกลุ่มที่มีความสนใจในการคำนวณโดยใช้คอมพิวเตอร์ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ ปัจจุบันแบ่งได้เป็น 37 กลุ่ม อยากรู้รายละเอียดจิ้ม<a href="http://www.acm.org/sigs">ตรงนี้</a></p></blockquote>
<p>โดยส่วนตัวผมไม่สนใจ IEEE Transaction ขอลำเอียงข้ามเลย ขอคุยแต่ของ SIGs ACM ก็แล้วกัน ซึ่งในนั้นผมจะสนใจงานวิจัยที่ตีพิมพ์อยู่ใน 3 กลุ่มประกอบด้วย</p>
<ul>
<li>SIGAI เป็นกลุ่มที่เน้นทางด้านปัญญาประดิษฐ์ โดยเน้นเกี่ยวกับการทำให้เครื่องจักรเป็นตัวแทนของมนุษย์ และเป็นตัวแทนที่ทำงานได้หลาย ๆ อย่างพร้อม ๆ กันหรือที่เรียกว่า Multi Agent</li>
<li>SIGKDD เป็นกลุ่มที่เน้นเกี่ยวกับการทำนายผลเฉลยโดยใช้ข้อมูลที่เคยถูกสอนเอาไว้ก่อน ที่เรียกเป็นศัพท์ทางเทคนิคว่า Machine Learning และกลุ่มนี้ก็ยังเน้นเกี่ยวกับการค้นหาความรู้จากข้อมูลขนาดใหญ่ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ที่เรียกเป็นศัพท์ทางเทคนิคว่า Data Mining</li>
<li>SIGEVO เป็นกลุ่มที่เน้นการเลียนแบบธรรมชาติ เลียนแบบสัตว์ เลียนแบบแมลง เลียนแบบพืช เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการคำนวณ โดยจุดมุ่งหมายคือการเอาชนะปัญหา Non-Deterministic Polynomial Time ด้วยการ Optimization เพื่อหาคำตอบที่เป็น Local Optimum ที่มีความใกล้เคียงกับ Global Optimum มากที่สุด และด้วยการเลียนแบบดังกล่าวนี้เอง ทำให้ดูเหมือนว่าคอมพิวเตอร์มันจะมีความคิดที่คาดเดาไม่ได้ และดูมีชีิวิตจิตใจขึ้นมา</li>
</ul>
<p>งานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ใน ACM หรือ IEEE ล้วนเป็นงานวิจัยในระดับที่ 1 คือการวิจัยทฤษฎี และระดับที่ 2 คือการวิจัยเพื่อนำทฤษฎีไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ (ผมเคยเขียนอธิบายระดับเอาไว้ สนใจอ่านเพิ่มเติมกด<a href="https://www.parinya.net/node/2022">ตรงนี้</a>) ดังนั้น มันจึงเป็นงานเขียนที่อ่านยาก ถ้าไปเทียบกับการอ่านหนังสือสอนเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรืออ่านคู่มือการใช้งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ อันนั้นก็คนล่ะเรื่องกันเลยครับ</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2196/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รีวิว หลักสูตรปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2099</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2099#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 19 Aug 2015 16:36:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[Review]]></category>
		<category><![CDATA[คำนวณ]]></category>
		<category><![CDATA[บทความพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[ปริญญาโท]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาการคอมพิวเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต]]></category>
		<category><![CDATA[หลักสูตร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2099</guid>

					<description><![CDATA[ผมเพิ่งเรียนจบหลักสูตรปริ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผมเพิ่งเรียนจบหลักสูตรปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา<span style="text-decoration: underline;"><strong>วิทยาการคอมพิวเตอร์</strong></span> แขนงวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ประยุกต์ เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2558 ที่ผ่านมานี้เองครับ เป็นการจบภายใน 2 ปีการศึกษาคนแรกของรุ่น และจบภายใน 2 ปีการศึกษาคนที่ 2 ของหลักสูตร</p>
<p>หลักสูตรที่ผมเรียนเป็นหลักสูตรที่อนุมัติเมื่อปี พ.ศ. 2553 ครับ ดังนั้น จึงยังเป็นหลักสูตรที่ทันโลกอยู่ ซึ่งการปรับปรุงหลักสูตรของมหาวิทยาลัย ก็มักจะถูกกระทำทุก ๆ 5 ปี เพื่อให้หลักสูตรมีความทันสมัยอยู่เสมอ ดังนั้น ก่อนที่ผมจะจบการศึกษา ทางสภามหาวิทยาลัยก็ได้มีการประกาศหลักสูตรใหม่ของปี พ.ศ. 2557 ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว</p>
<p><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/adult-education-572269_640.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-2104" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/adult-education-572269_640.jpg" alt="" width="640" height="426" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/adult-education-572269_640.jpg 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/adult-education-572269_640-300x200.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 640px) 100vw, 640px" /></a></p>
<p>หลายคนอาจจะมีความสับสนเล็ก ๆ ว่า หลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์นั้น ต่างกับหลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือต่างกับหลักสูตรการจัดการระบบสารสนเทศยังไง ซึ่งสำหรับรีวิวนี้คงไม่อธิบายเปรียบเทียบให้เห็นทีล่ะตัว แต่จะเน้นอธิบายอย่างชัดเจนในหลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์ ว่าเป็นหลักสูตรที่มุ่งหวังเพื่อผลิตบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถใน<span style="text-decoration: underline;"><strong>ทฤษฎีการคำนวณสำหรับคอมพิวเตอร์และทฤษฎีการประมวลผลสารสนเทศ</strong></span> ดังนั้น ผู้ที่จบในหลักสูตรนี้ จึงมีความเข้าอกเข้าใจอย่างยิ่ง ในการใช้คณิตศาสตร์เพื่อช่วยแก้ปัญหาทางคอมพิวเตอร์!!!</p>
<p>สำหรับรายวิชาที่ผมเรียนในหลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์ มีทั้งหมด <span style="text-decoration: underline;"><strong>10 วิชา</strong></span>ประกอบด้วย</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>1.  Design &amp; Analysis of Algorithm</strong></span></p>
<p>วิชานี้ไม่ได้สอนให้ผมนั่งท่องโครงสร้างข้อมูล ท่องวิธีการจัดเรียง หรือท่องวิธีการค้นหาข้อมูล แต่เป็นวิชาที่สอนให้ผมรู้จัก<span style="text-decoration: underline;">คำนวณ</span>ประสิทธิภาพในการจัดเรียง ประสิทธิภาพในการค้นหา และประสิทธิภาพในการทำงานของอัลกอริทึมต่าง ๆ มันทำให้ผมเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ถึงแม้ว่าคอมพิวเตอร์มันจะทำงานแบบอนุกรมได้อย่างรวดเร็ว แต่หากต้องเผชิญกับปัญหาที่ต้องวนรอบการทำงานหลายชั้น มันก็มีสิทธิ์ตายห่าได้เหมือนกัน</p>
<p>นอกจากนี้ วิชานี้ยังสอนให้ผมรู้จักคัดเลือกเทคนิค อัลกอริทึม และขั้นตอนวิธีต่าง ๆ เพื่อให้เหมาะสมกับปัญหาที่จะต้องแก้ไข โดยมีจุดประสงค์สูงสุดคือทำให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุดในการทำงานของคอมพิวเตอร์</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>2.  Computer Architecture</strong></span></p>
<p>หลายคนอาจจะเข้าใจว่าวิชา Computer Architecture หรือเรียกเป็นภาษาไทยว่าวิชาสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ คือ วิชาที่สอนให้เราท่อง ๆ ๆ ๆ อะไรหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งผมขอบอกว่าไม่จริงครับ เพราะจริง ๆ แล้ววิชานี้สอนให้ผมรู้วิธีการ<span style="text-decoration: underline;">คำนวณ</span>ทางคณิตศาสตร์ในระดับบิตของข้อมูล สอนให้ผมได้รู้วิธีการ<span style="text-decoration: underline;">คำนวณ</span>ทางคณิตศาสตร์ในสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์หลาย ๆ รูปแบบ และทำให้ผมเข้าใจว่าในโลกนี้มันมีสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์มากมายหลายแบบเหลือเกิน</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>3.  Principle of Programming</strong></span></p>
<p>คนที่จะเรียนหลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์ได้ <span style="text-decoration: underline;">มีความจำเป็นอย่างที่สุด</span>ที่จะต้องเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นครับ แต่ว่าวิชานี้ไม่ได้สอนให้ผมเสาะแสวงหาภาษาคอมพิวเตอร์ใหม่ ๆ มาทดลองเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ผมเป็นผู้สันทัดกรณีและมีทักษะสูงส่งในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่หลากหลายแต่ประการใด หากแต่วิชานี้กลับสอนให้ผมเข้าใจหัวใจและจิตวิญาณของการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และสอนให้ผมสามารถบรรยายพรรณาเหตุผลในทางไวยากรณ์และวากยสัมพันธ์ของภาษาคอมพิวเตอร์ได้</p>
<p><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/code-820275_640.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-2103" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/code-820275_640.jpg" alt="" width="640" height="426" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/code-820275_640.jpg 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/code-820275_640-300x200.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 640px) 100vw, 640px" /></a></p>
<p>ซึ่งจุดมุ่งหมายสูงสุดของวิชานี้คือการปูพื้นฐานที่แน่นหนา เพื่อต่อยอดไปยังวิชา Compiler ซึ่งเป็นวิชาที่ศึกษาวิธีการแปลภาษาคอมพิวเตอร์ที่มนุษย์อ่านเข้าใจได้ ไปเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ที่คอมพิวเตอร์อ่านเข้าใจได้นั่นเอง</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>4.  Semantic Web &amp; Ontology</strong></span></p>
<p>ข้อมูลที่ถูกบรรยายด้วยข้อมูล อ่านแล้วไม่งงใช่มั้ย? ตอนแรกผมเองก็งงนั่นแหล่ะ และวิชานี้ก็ช่วยให้ผมหายงง เพราะวิชานี้ได้สอนให้ผมเกิดความเข้าใจว่า ข้อมูลนั้นมันสามารถถูกบรรยายด้วยข้อมูลได้ โดยวิธีการอธิบายจะต้องมีการตกลงกัน เช่น ตกลงกันในระดับหน่วยงาน ระดับชุมชน หรือ ระดับโลก จุดประสงค์ของการบรรยายและการตกลงกัน ก็เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างมีมาตรฐาน และทำให้คอมพิวเตอร์มันเข้าใจสิ่งที่บรรยายได้</p>
<p>และนอกจากจะสอนให้ผมสามารถออกแบบโมเดลการบรรยายข้อมูลได้แล้ว วิชานี้ยังสอนให้ผมออกแบบโมเดลความสัมพันธ์ให้กับข้อมูลได้ด้วย โดยมีจุดประสงค์เพื่อผลการอนุมานข้อมูลในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น เรากำหนดว่า กรุงเทพมหานคร คือ เมืองหลวงของประเทศไทย และ บางกอก ก็คือ เมืองหลวงของประเทศไทย ดังนั้น คอมพิวเตอร์ก็จะอนุมานตามสิ่งที่บรรยายไว้ว่า ที่แท้แล้ว กรุงเทพมหานคร กับ บางกอก น่าจะเป็นสิ่งเดียวกันนั่นเอง!!!</p>
<p>โดยส่วนตัวแล้วผมจัดวิชานี้อยู่ในกลุ่มวิชา<span style="text-decoration: underline;">ปัญญาประดิษฐ์</span>ครับ และยังมีอีก 4 วิชาที่ยังอยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน ซึ่งผมจะได้เล่าต่อไป</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>5.  Machine Learning</strong></span></p>
<p>ผมได้เรียนเกี่ยวกับ Neural Network รูปแบบต่าง ๆ ทั้งแบบ Supervised Learning และ Unsupervised Learning จากวิชานี้ครับ โดยสิ่งที่ผมเรียนไม่ใช่การออกแบบ Neural Network เพราะมันธรรมดาไป แต่เป็นการเรียนวิธีการ<span style="text-decoration: underline;">คำนวณ</span>ของ Neural Network ครับ และยังเรียนวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพในการ<span style="text-decoration: underline;">คำนวณ</span>ของ Neural Network ด้วย</p>
<p><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/calculator-695084_640.png"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-2114" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/calculator-695084_640.png" alt="" width="640" height="360" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/calculator-695084_640.png 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/calculator-695084_640-300x169.png 300w" sizes="auto, (max-width: 640px) 100vw, 640px" /></a></p>
<p>นอกจากนี้ ผมยังได้เรียนเกี่ยวกับ  Fuzzy Logic และ Centroid-based clustering แบบ Fuzzy C Means ซึ่งไม่ใช่การเรียนออกแบบหรือใช้งานเช่นเคยครับ แต่เป็นการเรียนวิธีการ<span style="text-decoration: underline;">คำนวณ</span>ล้วน ๆ โดยเฉพาะไอ้เจ้า Fuzzy C Means นี่ถ้าใช้วิธีคำนวณด้วยมือจะต้องทำหลายรอบมากจนปวดหัวไปหมดเลย</p>
<p>สำหรับวิชานี้นะครับ ก็จัดได้ว่าอยู่ในกลุ่มวิชา<span style="text-decoration: underline;">ปัญญาประดิษฐ์</span>เช่นกัน</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>6.  Data Mining</strong></span></p>
<p>วิชานี้ผมคิดว่าเป็นวิชาที่เหมาะกับยุคสมัยนี้มาก เพราะยุคสมัยนี้เป็นยุคที่ข้อมูลเยอะเท่าภูเขาเลากา ดังนั้น มันจะเป็นการดีกว่าถ้าเราสามารถสกัด &#8220;ความรู้&#8221; จาก &#8220;ข้อมูลมหาศาล&#8221; ได้</p>
<p>วิชานี้ใช้การคำนวณทั้งด้านพีชคณิต เมตริกซ์กับเวกเตอร์ และสถิติ หลายอย่างมาก!!!</p>
<p>ผมได้เรียนการ<span style="text-decoration: underline;">คำนวณ</span>เพื่อเกลี่ยข้อมูลให้ค่ามีความใกล้เคียงกัน ได้เรียนการ<span style="text-decoration: underline;">คำนวณ</span> Entropy, Information Gain, Chi Square เพื่อการเลือกคุณลักษณะเด่นของข้อมูล ได้เรียนการ<span style="text-decoration: underline;">คำนวณ</span> Principle Component Analysis เพื่อการลดมิติของข้อมูลและสกัดคุณลักษณะเด่นของข้อมูล</p>
<p><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/monitor-862116_640.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-2107" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/monitor-862116_640.jpg" alt="" width="640" height="360" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/monitor-862116_640.jpg 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/monitor-862116_640-300x169.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 640px) 100vw, 640px" /></a></p>
<p>ได้เรียนการ<span style="text-decoration: underline;">คำนวณ</span> Superivised Learning ของ Naive Bayes, Decision Tree และ Support Vector Machine และได้เรียนการ<span style="text-decoration: underline;">คำนวณ</span> Unsupervised Learning ของ Density-based Clustering</p>
<p>นอกจากนี้ผมยังได้เรียนกลไกการทำงานและวิธีการ<span style="text-decoration: underline;">คำนวณ</span>ของวิธี Association Rule Learning ด้วยเทคนิค Apriori และ FP-Growth อีกด้วย (วิชานี้มีประโยชน์มากในทางธุรกิจนะเออ)</p>
<p>สุดท้าย วิชานี้ยังได้สอนให้ผมรู้ว่า ทุกสิ่งที่หาคำตอบมาได้มันต้องมีการประเมินผล ดังนั้น ผมจึงได้เรียนการ<span style="text-decoration: underline;">คำนวณ</span>เพื่อประเมินผลคำตอบด้วยตัวชี้วัดแบบต่าง ๆ ซึ่งก็มีทั้ง Precision, Recall, True Positive Rate และ False Positive Rate</p>
<p>สำหรับวิชานี้นะครับ ก็จัดได้ว่าอยู่ในกลุ่มวิชา<span style="text-decoration: underline;">ปัญญาประดิษฐ์</span>เช่นกัน</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>7.  Bioinformatics</strong></span></p>
<p>วิชานี้เป็นวิชาที่ใหม่มากครับ และหากใครทำวิจัยในแวดวงของวิชานี้ จะได้รับคะแนนในการวิจัยสูงมาก เนื่องจากเป็นงานวิจัยที่มีผลกระทบในวงกว้าง!!!</p>
<p>การเรียนวิชานี้จำเป็นที่จะต้องมีพื้นฐานความรู้ทางชีววิทยาพอสมควร เพราะวิชานี้เป็นวิชาที่รวมเอา ชีววิทยา คณิตศาสตร์ และ คอมพิวเตอร์เข้าไว้ด้วยกัน โดยจะเน้นลงไปถึงระดับของ เซล โครโมโซม ดีเอ็นเอ อาร์เอ็นเอ จีโนไทป์ ฟีโนไทป์ และ โปรตีน ครับ</p>
<p><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/dna-163466_640.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-2109" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/dna-163466_640.jpg" alt="" width="640" height="360" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/dna-163466_640.jpg 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/dna-163466_640-300x169.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 640px) 100vw, 640px" /></a></p>
<p>ผมได้เรียนอัลกอริทึมในการจับคู่ดีเอนเอแบบต่าง ๆ จากวิชานี้ โดยอัลกอริทึมที่เรียนจะมีพื้นฐานจากอัลกอริทึม Longest Common Subsequence ได้เรียนวิธีการอนุมานดีเอนเอ โดยใช้วิธีการ<span style="text-decoration: underline;">คำนวณ</span> Hidden Markov Model ได้เรียนการค้นหาคำตอบแบบ Optimization ด้วย Genetic Algorithm ได้เรียนการจัดกลุ่มของจีโนไทป์และฟีโนไทป์ และได้เรียนการ<span style="text-decoration: underline;">คำนวณ</span>เพื่อทำ Hierarchical-based Clustering ครับ</p>
<p>สำหรับวิชานี้นะครับ ก็จัดได้ว่าอยู่ในกลุ่มวิชา<span style="text-decoration: underline;">ปัญญาประดิษฐ์</span>เช่นกัน เพราะจุดมุ่งหมายของวิชานี้คือการทำให้คอมพิวเตอร์สามารถเรียนรู้และระบุความแตกต่างของดีเอ็นเอ เพื่อนำไปสู่การรักษาโรคได้นั่นเอง</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>8.  Image Processing</strong></span></p>
<p>ต้องบอกเลยว่าวิชานี้เป็นวิชาที่ผมต้องเรียน<span style="text-decoration: underline;">คำนวณ</span>มากที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะการขยายภาพ ย่อภาพ บิดภาพ เติมภาพ กร่อนภาพ เน้นภาพ เปลี่ยนความสว่างความมืด หาเส้นขอบของวัตถุในภาพ กำจัดสิ่งรบกวนในภาพ เติมภาพที่หายไป ฯลฯ ทั้งหลายทั้งปวง ล้วนใช้คณิตศาสตร์ด้วยกันทั้งนั้น และเป็นคณิตศาสตร์แบบยากซะด้วย ดังนั้น สำหรับคนที่อยากจะรู้ว่าโปรแกรม Photoshop มันทำงานยังไง ก็จะได้รู้กันเลยล่ะครับจากวิชานี้</p>
<p>วิชานี้มันถูกจัดอยู่ในกลุ่ม<span style="text-decoration: underline;">ปัญญาประดิษฐ์</span>ก็เพราะว่า วิธีการคำนวณและอัลกอริทึมที่คิดค้นขึ้น มันเป็นตัวผลักดันให้คอมพิวเตอร์รู้จักที่จะตัดสินใจว่ามันควรจะจัดการกับภาพยังไงถึงจะเหมาะสมที่สุดครับ และที่สำคัญวิธีการคำนวณและอัลกอริทึม ต้องสามารถนำไปใช้ได้กับทุกภาพครับ ถึงจะถือว่าเลิศที่สุด จะมาบอกว่าใช้ได้กับภาพหน้าคนแต่ใช้กับภาพสิ่งของสถานที่ไม่ได้ แบบนี้ไม่ได้ครับ</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>9.  Computer Security</strong></span></p>
<p>ความมั่นคงทางคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องที่กว้างมากครับ กินอาณาบริเวณครอบคลุมทั้งฮาร์ดแวร์ มิดเดิ้ลแวร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูล ฐานข้อมูล ผู้ใช้งาน และ เครือข่าย เป็นเรื่องของความละเอียดอ่อน ช่องโหว่ ภัยคุกคาม</p>
<p>ด้วยวิชานี้จึงทำให้ผมได้เกิดความเข้าใจและแยกแยะได้ว่า ช่องโหว่ของคอมพิวเตอร์มันมีอยู่ที่ตรงไหนบ้าง ภัยคุกคามของคอมพิวเตอร์มันเป็นอะไรได้บ้าง แล้วเราจะอุดช่องโหว่ได้อย่างไร จะตรวจพบช่องโหว่ได้ด้วยวิธีใด และจะรับมือกับภัยคุกคามอย่างมีประสิทธิภาพได้ยังไง</p>
<p><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/padlocks-597815_640.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-2112" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/padlocks-597815_640.jpg" alt="" width="640" height="471" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/padlocks-597815_640.jpg 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/padlocks-597815_640-300x221.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 640px) 100vw, 640px" /></a></p>
<p>เพราะเหตุนี้ วิชานี้จึงไม่ใช่วิชาท่องจำ มันเป็นวิชาสืบสวนสอบสวน ดังนั้น การจะเรียนวิชานี้ได้จึงมีความจำเป็นจะต้องเข้าอกเข้าใจใน ฮาร์ดแวร์ มิดเดิ้ลแวร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูล ฐานข้อมูล ผู้ใช้งาน และ เครือข่าย ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว และสำหรับผมแล้ว วิชานี้ถึงแม้ว่าจะไม่มีการคำนวณเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่มันก็ยังคงต้องมีการวิเคราะห์เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ดี</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>10.  Research Method</strong></span></p>
<p>วิชานี้ถือว่าเป็นวิชาตกผลึก เพราะวิชานี้สอนให้ผมเข้าใจขั้นตอนการทำงานวิจัยอย่างถูกต้อง วิชานี้ได้สอนให้ผมรู้ว่าจุดสำคัญของงานวิจัยคืออะไร การทบทวนวรรณกรรมสำคัญไฉน (ป.ล. วรรณกรรมที่ว่าก็คืองานวิจัยนั่นแหล่ะ) จะไปหาวรรณกรรมจากที่ไหนมาทบทวนได้บ้าง และจะไปแสวงหาวิธีการแก้ปัญหาได้จากแหล่งไหนได้บ้าง</p>
<p>ผมได้ลองเขียนเอกสารทบทวนวรรณกรรมครั้งแรกก็เพราะวิชานี้ ซึ่งมันทำให้ผมได้เข้าใจว่า การบรรยายว่าเรารู้อะไรมาบ้างอย่างเป็นลำดับขั้นตอน มันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก มันเหมือนกับว่าเราต้องแก้ปัญหาอะไรซักอย่างนึง เราต้องอธิบายให้ใคร ๆ เข้าใจได้ว่าปัญหามันคืออะไร มีใครเคยแก้ปัญหานี้บ้าง แล้วเขาแก้ปัญหาด้วยวิธีไหนกันบ้าง และเราจะแก้ปัญหาด้วยวิธีไหน แล้ววิธีที่เราจะแก้มันวิเศษกว่าวิธีของคนที่เคยแก้มาก่อนยังไง แล้วไอ้ทั้งหมดที่สาธยายมา คือจะต้องถูกเขียนลงไปในรูปแบบเอกสาร แทนที่จะเป็นการมาพูด ๆ ๆ เพื่ออธิบาย มันจึงไม่ง่ายเลยสำหรับคนทางคอมพิวเตอร์ ที่จะมาอธิบายอะไรแบบยืด ๆ ยาว ๆ และเป็นเชิงระบบแบบนี้</p>
<p><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/research-853474_640.jpg"><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-2111" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/research-853474_640.jpg" alt="" width="640" height="426" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/research-853474_640.jpg 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2015/08/research-853474_640-300x200.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 640px) 100vw, 640px" /></a></p>
<p>ทั้ง 10 วิชาที่ผมรีวิวไปแล้วทั้งหมด จะเห็นว่ามีถึง 5 วิชา คือ Semantic Web &amp; Ontology, Machine Learning, Data Mining, Bioinformatics และ Image Processing ที่จัดอยู่ในกลุ่ม<span style="text-decoration: underline;">ปัญญาประดิษฐ์</span> ซึ่งมันสะท้อนให้เห็นว่า โดยข้อเท็จจริงแล้วหลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์ กำลังจะนำพาเราไปสู่เส้นทางที่ถูกจับตามองด้วยความวิตกกังวล มันคือเส้นทางของการทำให้เครื่องจักรมีความคิด มีจิตใจ มีวิจารณญาณ และมีจินตนาการ</p>
<p>มันอาจจะเป็นข้อเท็จจริงแบบนั้นจริง ๆ ก็ได้ เพราะไม่ใช่มีเพียงสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์เท่านั้น ที่กำลังมุ่งไปสู่เส้นทางดังกล่าว ทางสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและสาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกลเอง ก็ไม่มีความแตกต่างกัน เพราะพวกเขาก็เพียรพยายามที่จะตกผลึกสรรพวิชาในสาขาของตนเอง เพื่อจะสร้างหุ่นยนต์ที่ประสิทธิภาพสูงและหวังผลในประสิทธิผลได้</p>
<p>ผมว่านะ เมื่อใดก็ตามที่ถึงจุด ๆ หนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ สามารถพัฒนาปัญญาประดิษฐ์จนกระทั่งบรรจุเป็นสมองของหุ่นยนต์ได้ และวิศวกรไฟฟ้ากับวิศวกรเครื่องกลสามารถพัฒนาสรีรวิทยาทั้งภายในและภายนอกของหุ่นยนตจนเหมือนมนุษย์ได้ เมื่อนั้นก็คงค่อยมาว่ากันอีกทีครับ ว่าเราจะจัดการกับความสำเร็จนี้ของมนุษย์กันยังไงดี</p>
<p>วกกลับมาเรื่องของเรานิดนึง สำหรับใครที่อยากจะเรียนหลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์นะครับ ก็จะเป็นประมาณที่ผมรีวิวนั่นแหล่ะ ผมคิดว่าทุกมหาวิทยาลัยที่มีสอนหลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์ในระดับปริญญาโท ก็คงจะจัดรายวิชาให้เรียนคล้าย ๆ แบบที่ผมเรียนเนี่ยแหล่ะ ดังนั้น ใครที่คิดจะเรียนหลักสูตรนี้ในระดับปริญญาโท ก็คงต้องขยันให้มาก ๆ นะครับ เพราะมันต้องเน้นคำนวณเยอะจริง ๆ</p>
<p>สุดท้าย และท้ายที่สุด ผมลืมเล่าไป ลืมได้ไง คือ หลังจากเรียนทั้ง 10 วิชาครบแล้ว ผมยังต้องทำงานวิจัยหนึ่งชิ้นเพื่อจะจบการศึกษาด้วยครับ โดยงานวิจัยที่ผมทำ คือ การวิเคราะห์ภาพสมอง จุดประสงค์เพื่อสกัดหรือเลือกคุณลักษณะเด่นจากภาพสมอง สำหรับทำนายความคิด เพื่อนำความคิดของเจ้าของสมอง ไปสั่งการคอมพิวเตอร์ต่อไปครับ</p>
<p>นับเบ็ดเสร็จแล้ว เพื่อจะให้จบหลักสูตรนี้ได้ ก็ต้องลงเรียน 10 วิชา และทำงานวิจัย 1 ชิ้นนั่นเองครับ!!!</p>
<p>ป.ล. จริง ๆ มันมีอีกนิดหน่อย คือ ต้องสอบผ่านภาษาอังกฤษ และ สอบประมวลความรู้ผ่านด้วย แต่ผมไม่นับครับ มันเป็นเรื่องปลีกย่อย</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2099/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>3</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ระดับของงานวิจัยทางคอมพิวเตอร์</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2022</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2022#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 17 Aug 2015 15:45:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[คอมพิวเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2022</guid>

					<description><![CDATA[สั้น ๆ ได้ใจความครับ มันม]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สั้น ๆ ได้ใจความครับ มันมีทั้งหมด 5 ระดับ ประกอบด้วย</p>
<ol>
<li>การวิจัยทฤษฎี</li>
<li>การวิจัยเพื่อนำทฤษฎีไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์</li>
<li>การวิจัยเพื่อนำการประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ไปสร้างต้นแบบ</li>
<li>การวิจัยเพื่อนำต้นแบบไปผลิตเชิงพาณิชย์</li>
<li>การวิจัยทางการตลาดเพื่อตอบสนองต่อความพึงพอใจและความต้องการของผู้บริโภค</li>
</ol>
<p>ระดับที่ 1 ถือว่าหินสุด ต้องเป็นระดับดอกเตอร์ ผศ. รศ. ศ. อะไรพวกนั้น ถึงจะวิจัยทฤษฎีได้ คือ มันต้องพิสูจน์ มันต้องอธิบายอย่างลึกซึ้ง มันเป็นวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ มันยาก</p>
<p>โดยส่วนตัวผมถนัดในงานวิจัยระดับที่ 2 เพราะเป็นการเอาทฤษฎีที่มีอยู่แล้วมาประกอบ อันนี้ผมถนัด อาจารย์ผมเรียกการวิจัยในระดับที่ 2 ว่าเป็นการยืนอยู่บนบ่ายักษ์ คือ ยักษ์มันสูงของมันอยู่แล้ว เราไปยืนอยู่บนนั้น เราก็สูงตามไปด้วย</p>
<p>สำหรับคนเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เก่ง ๆ คงจะเหมาะกับระดับที่ 3 และคนที่ชำนาญด้านวิศวกรรมซอฟต์แวร์คงจะเหมาะกับระดับที่ 4</p>
<p>สุดท้ายสำหรับระดับที่ 5 คงจะเหมาะกับนักการตลาด เพราะพวกนี้เขาวาดฝันเก่ง และเขาก็เข้าใจผู้บริโภคได้ดีกว่าใคร ๆ</p>
<p>และสุดท้ายของสุดท้าย คนทั้ง 5 ระดับนี้มันเคยคุยกันบ้างหรือเปล่า? ประเทศไทยเราถึงยังไม่ก้าวหน้าทางด้านนี้กันเท่าไหร่เลย!!!</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2022/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หลักคิดในการทำวิจัยทางวิทยาการคอมพิวเตอร์</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/1927</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/1927#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 08 Jun 2014 06:39:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[Management]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหา]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องมือ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1927</guid>

					<description><![CDATA[การทำวิจัยทางด้านวิทยาการ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การทำวิจัยทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ มีองค์ประกอบสำคัญอยู่ 2 เรื่องใหญ่ ๆ คือ 1) ปัญหา และ 2) เครื่องมือในการแก้ปัญหา</p>
<p>คนส่วนใหญ่ที่เรียนวิทยาการคอมพิวเตอร์มา มักจะได้มีโอกาสเรียนเครื่องมือในการแก้ปัญหาจนชำนาญ และพวกเขาเหล่านั้นก็มักจะมีเครื่องมือแก้ปัญหาประจำตัวอะไรซักอย่างหนึ่ง ที่พวกเขาถนัดที่สุด ใช้บ่อยที่สุด และมีความมั่นใจมากที่สุดเมื่อใช้มัน เช่น พวกเขาอาจจะถนัดใช้ Neural Network มาก รู้ทะลุปรุโปร่งสุด ๆ หรือ อาจจะถนัด Hidden Markov Models อย่างเทพ หรือ อาจจะถนัดในการเขียน OOP บน Java มาก ๆ เป็นต้น</p>
<p>ดังนั้น เมื่อต้องคิดงานวิจัยอะไรขึ้นมา พวกเขาเหล่านั้นจึงไม่ลังเลที่จะเอาเครื่องมือแก้ปัญหาที่พวกเขาถนัด ไปแก้ปัญหาเรื่องนู้นเรื่องนี้ตามแต่โอกาสจะอำนวย เช่น ถ้าถนัด แต่ Hidden Markov Model ก็นำ Hidden Markov Model ไปแก้ปัญหา Speech Recognition, Gesture Recognition, Network Intruder เป็นต้น</p>
<p><figure id="attachment_1928" aria-describedby="caption-attachment-1928" style="width: 418px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/06/tools_to_problem.png"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-1928" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/06/tools_to_problem.png" alt="นำเครื่องมือไปแก้ปัญหาต่าง ๆ" width="418" height="423" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/06/tools_to_problem.png 418w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/06/tools_to_problem-296x300.png 296w" sizes="auto, (max-width: 418px) 100vw, 418px" /></a><figcaption id="caption-attachment-1928" class="wp-caption-text">นำเครื่องมือไปแก้ปัญหาต่าง ๆ</figcaption></figure></p>
<p>แต่อาจารย์ของผมสอนผมว่าแบบนี้ไม่ดี เพราะมันเท่ากับว่าเราเอาแต่หมกมุ่นกับเครื่องมือแก้ปัญหามากเกินไป ดังนั้น เราจะไม่มีการพัฒนาตัวเอง เพราะเราจะรู้อยู่แต่เครื่องมือที่เราถนัดเท่านั้น ในขณะที่แบบที่อาจารย์ผมมองว่าดีคือ ให้เราสนใจในปัญหาก่อน แล้วค่อยหาเครื่องมือแก้ปัญหาที่เหมาะสมมาแก้ปัญหา เช่น ถ้าเราจะค้นหาผลลัพธ์ใด ๆ ในเวลาอันรวดเร็ว โดยให้มันไม่เผชิญกับปัญหา Non-Deterministic Polynomial Time เราก็ควรจะทดลองหาเครื่องมือต่าง ๆ มาทดลอง เช่น Ant Colony Optimization, Genetic Algorithm, Particle Swarm Optimization, Gravitational Search Algorithm, Tabu Search เป็นต้น ซึ่งมันจะทำให้เรามีความรู้ในเครื่องมือที่หลากหลาย และได้รู้ทางอ้อมว่าเครื่องมือใดเหมาะกับการแก้ปัญหาใดจริง ๆ จากการทดลอง</p>
<p><figure id="attachment_1929" aria-describedby="caption-attachment-1929" style="width: 413px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/06/problem_by_tools.png"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-1929" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/06/problem_by_tools.png" alt="หาเครื่องมือมาแก้ปัญหา" width="413" height="431" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/06/problem_by_tools.png 413w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/06/problem_by_tools-287x300.png 287w" sizes="auto, (max-width: 413px) 100vw, 413px" /></a><figcaption id="caption-attachment-1929" class="wp-caption-text">หาเครื่องมือมาแก้ปัญหา</figcaption></figure></p>
<p>โดยส่วนตัวมองว่า ความชำนาญในการใช้เครื่องมือแก้ปัญหา กับ ความชำนาญในการแก้ปัญหา มันขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในแต่ล่ะโอกาส ไม่มีใครผิดใครถูก เช่น ถ้าเป็นในการทำงานจริง เราก็อยากให้คนระดับบริหารจัดการของเรา มีความชำนาญในการแก้ปัญหา ในขณะที่เราก็คาดหวังให้คนระดับปฏิบัติการของเรา มีความชำนาญในการใช้เครื่องมือแก้ปัญหาเหมือนกัน</p>
<p>แต่ถ้าเป็นในแง่ของงานวิจัยทางวิทยาการคอมพิวเตอร์ ดูเหมือนว่าคนที่ชำนาญในการแก้ปัญหา จะมีภาษีสูงกว่าคนที่ชำนาญในการใช้เครื่องมือแก้ปัญหาเยอะ</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/1927/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>งานประชุมวิชาการของไทยที่เกี่ยวกับวิทยาการคอมพิวเตอร์</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/1900</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/1900#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 14 Mar 2014 15:09:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Education]]></category>
		<category><![CDATA[News]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1900</guid>

					<description><![CDATA[เดี๋ยวนี้ใครเอางานวิจัยทา]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เดี๋ยวนี้ใครเอางานวิจัยทางด้านคอมพิวเตอร์ไปตีพิมพ์ใน &#8220;วารสารวิชาการ&#8221; จะถือว่าช้าไม่ทันกินครับ เพราะงานวิจัยทางด้านคอมพิวเตอร์มันไปเร็วมาก จะมารอตีพิมพ์เป็นปี ๆ ก็ล้าสมัยกันพอดี ดังนั้น ส่วนใหญ่ก็เลยจะเน้นที่การส่งงานวิจัยไปตีพิมพ์เป็นฉบับย่อในงานประชุมวิชาการ แล้วไปขึ้นเวทีพูดบรรยายงานวิจัยในงานประชุมวิชาการนั้น ๆ แทน</p>
<p>ปัจจุบัน เมืองไทยเราก็มีงานประชุมวิชาการที่เกี่ยวกับวิทยาการคอมพิวเตอร์อยู่หลายงานครับ ซึ่งจัดติดต่อกันมาแล้วหลายปี มีการตรวจสอบงานวิจัยอย่างเข้มข้นโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเดิมอาจจะเคยเป็นเพียงงานประชุมระดับชาติ แต่ตอนนี้ได้ยกระดับกลายเป็นงานประชุมระดับนานาชาติไปแล้ว ซึ่งงานประชุมเหล่านั้นก็ได้แก่</p>
<ol>
<li>ICSEC หรือ The International Computer Science and Engineering Conference เป็นงานที่รวม ๆ กันระหว่างวิทยาการคอมพิวเตอร์  วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ และ เทคโนโลยีสารสนเทศ</li>
<li>JCSSE หรือ The International Joint Conference on Computer Sciences and Software Engineering เป็นงานที่รวม  ๆ กันระหว่างวิทยาการคอมพิวเตอร์ และ วิศวกรรมซอฟต์แวร์</li>
<li>EECON หรือ Electrical Engineering Conference ซึ่งเป็นงานของวิศวกรรมไฟฟ้า แต่ก็ยินดีให้วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมซอฟต์แวร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ และ เทคโนโลยีสารสนเทศ เข้าร่วมส่งงานวิจัยด้วยได้</li>
</ol>
<p>ก็ประมาณนี้ครับ</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/1900/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
