<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Computer Vision &#8211; PARINYA.NET</title>
	<atom:link href="https://www.parinya.net/node/category/computer-vision/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.parinya.net</link>
	<description>Computation theories and information processing theories.</description>
	<lastBuildDate>Sat, 27 Nov 2021 15:41:24 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.3</generator>
	<item>
		<title>จีนจะครองโลก โดยการพึ่งพาตัวเองสูงสุด</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2960</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2960#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 27 Nov 2021 15:41:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Computation]]></category>
		<category><![CDATA[Computer Vision]]></category>
		<category><![CDATA[Data Mining]]></category>
		<category><![CDATA[Electronic Money]]></category>
		<category><![CDATA[Quantum Computer]]></category>
		<category><![CDATA[Robotic]]></category>
		<category><![CDATA[Security]]></category>
		<category><![CDATA[Simulation]]></category>
		<category><![CDATA[Virtual Reality]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.parinya.net/?p=2960</guid>

					<description><![CDATA[ผมเพิ่งได้มีโอกาสอ่าน แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี (2021-2025) ฉบับที่ 14 ของจีน (ฉบับแปลจีนเป็นอังกฤษ) ไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ถือว่าอ่านช้าไปหน่อย เพราะประกาศมาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา และสื่อมวลชนไทยก็สาธยายรายละเอียดสำคัญไปหมดแล้ว แต่พอได้อ่านเอง ถึงได้รู้ว่าสื่อมวลชนไม่ได้แจกแจงทุกรายละเอียดปลีกย่อย ผมจึงเห็นว่าในเนื้อหามีคำสำคัญหลายคำที่ถูกกล่าวอ้างถึง ล้วนเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ทั้งนั้น ซึ่งได้แก่ คลาวคอมพิวติ้ง บิ๊กดาต้า ไอโอที บล็อกเชน ปัญญาประดิษฐ์ วีอาร์ เออาร์]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ผมเพิ่งได้มีโอกาสอ่าน <a href="https://www.adb.org/publications/14th-five-year-plan-high-quality-development-prc">แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี (2021-2025) ฉบับที่ 14 ของจีน (ฉบับแปลจีนเป็นอังกฤษ)</a> ไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ถือว่าอ่านช้าไปหน่อย เพราะประกาศมาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา และสื่อมวลชนไทยก็สาธยายรายละเอียดสำคัญไปหมดแล้ว</p>



<p>แต่พอได้อ่านเอง ถึงได้รู้ว่าสื่อมวลชนไม่ได้แจกแจงทุกรายละเอียดปลีกย่อย ผมจึงเห็นว่าในเนื้อหามีคำสำคัญหลายคำที่ถูกกล่าวอ้างถึง ล้วนเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ทั้งนั้น ซึ่งได้แก่ คลาวคอมพิวติ้ง บิ๊กดาต้า ไอโอที บล็อกเชน ปัญญาประดิษฐ์ วีอาร์ เออาร์ ควอนตัมคอมพิวติ้ง เซมิคอนดักเตอร์ วิทยาการระบบประสาท และบางคำที่ไม่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์โดยตรงแต่เป็นเรื่องไฮเทค เช่น การบินและอวกาศ และ เทคโนโลยีพันธุศาสตร์</p>



<p>ในแผนเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า จีนจะพึ่งพาตัวเองในระดับพื้นฐาน ในหัวข้อตามคำสำคัญที่กล่าวมาข้างต้น โดยลดการพึ่งพาจากต่างชาติให้มากที่สุด และจะทำให้ได้ต่อเนื่องไปถึง 10 ปี เพื่อจะกลายเป็นผู้นำระดับโลกในระยะยาว!!!</p>



<p>ซึ่งถ้าอ้างตามเนื้อหาของแผน แสดงว่าจีนจะทุ่มเทเพื่อคิดค้นทฤษฎีพื้นฐานเอง และลงมือสร้างเครื่องมือพื้นฐานเอง เพื่อจะนำทฤษฎีและเครื่องมือพื้นฐาน ไปใช้ประยุกต์ต่อยอดในการพัฒนาต่าง ๆ อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องสนใจการกลั่นแกล้ง ฉุดรั้ง คว่ำบาตร ของชาติอื่น ๆ อีกต่อไป</p>



<p>และถ้าผมประเมินไม่ผิด ในระยะยาวยิ่งกว่านั้น ผมคิดว่าจีนคิดจะพึ่งพาตัวเองให้ได้ในทุก ๆ ด้าน จนแม้กระทั่งถ้าชาติอื่นล่มสลายไปหมดทุกชาติ จีนก็ยังอยู่ได้และเจริญก้าวหน้าต่อไปได้เรื่อย ๆ โดยไม่เดือดร้อน!!!</p>



<p>น่าจะคิดไปถึงขนาดนั้นเลย!!!</p>



<p>การพึ่งพาพลังของชาติได้ในทุก ๆ ด้าน ก็คือ การกลายเป็นประเทศอภิมหาอำนาจ!!!</p>



<span id="more-2960"></span>



<p>แต่ผมเองก็ยังไม่เคยเห็นชาติไหนในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ที่ทำได้ถึงขนาดนั้น แม้แต่สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นชาติอภิมหาอำนาจในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา ก็ยังทำไม่ได้ ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเพื่อทำให้คนในชาติอยู่ดีกินดีอยู่</p>



<p>สหรัฐอเมริกาไม่ได้พึ่งพาชาติอื่นเพราะไม่มีปัญญาคิดเองทำเอง แต่ที่พึ่งพาชาติอื่นเพราะขี้เกียจคิดเองทำเองในเรื่องโลว์เทค สู้เอาเวลาไปทำเรื่องไฮเทคเพื่อให้มีมูลค่าจะดีกว่า</p>



<p>ซึ่งความคิดต่างจากจีน เพราะจีนคิดจะพึ่งพาชาติตัวเองในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโลว์เทคหรือเรื่องไฮเทค!!!</p>



<p>และแผนของจีนก็คือการพึ่งพาตัวเองด้านไฮเทคให้ได้ และมันจะกลายเป็นพลังต่อยอดเพื่อสนับสนุนการพึ่งพาตัวเองด้านโลว์เทคอีกต่อหนึ่ง!!!</p>



<p>ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าจีนพยายามอย่างสูงสุดที่จะพึ่งพาตัวเอง มันมีหลายข่าวที่ถ่ายทอดออกมา ซึ่งถ้าเราเสพข่าวอย่างผิวเผินเราก็อาจตั้งคำถามว่าจีนคิดจะไม่ให้คนอื่นหากินเลยเหรอ? ไม่คิดจะซื้ออะไรจากชาติอื่นเลยเหรอ? ซึ่งตัวอย่างข่าวก็มีหลายเรื่อง ทั้งเรื่องไฮเทค เช่น จีนมีระบบค้นเว็บของตัวเอง มีตลาดกลางซื้อขายสินค้าออนไลน์ของตัวเอง มีระบบการชำระเงินของตัวเอง มีเครือข่ายสังคมของตัวเอง มีระบบการแบ่งปันคลิปวีดีโอของตัวเอง เป็นต้น</p>



<p>หรือเรื่องโลว์เทค เช่น สถานที่ท่องเที่ยวในชาติอื่นที่ดี ๆ จีนก็จะจำลองไว้ที่ชาติตัวเอง อาหารอร่อย ๆ จีนก็พยายามหัดทำเอง พืชผักผลไม้อร่อย ๆ ที่ได้รับความนิยม จีนก็พยายามจะปลูกเอง เป็นต้น</p>



<p>ตลาดจีนใหญ่มาก ชาติต่าง ๆ ล้วนอยากขายของเข้าไปที่จีน แต่จีนกลับคิดเองทำเอง พึ่งพาตัวเองแม้กระทั่งสินค้าโลว์เทค ไม่ซื้ออะไรที่เป็นโลว์เทคจากชาติอื่น ส่งผลให้ชาติอื่นหากำไรจากจีนไม่ได้ และ ใช้เป็นอำนาจต่อรองกับจีนก็ไม่ได้</p>



<p>สหรัฐพึ่งพาตัวเองในด้านไฮเทค แต่พึ่งพาชาติอื่นในด้านโลว์เทค ชาติอื่นเลยชอบเพราะทำมาค้าขายด้วยได้ คือ ซื้อของไฮเทคจากสหรัฐ และ ขายของโลว์เทคให้สหรัฐ</p>



<p>ส่วนจีนพึ่งพาตัวเองทั้งด้านไฮเทคและโลว์เทค ดังนั้น กลายเป็นว่าชาติต่าง ๆ ต้องซื้อของไฮเทคและโลว์เทคจากจีน และ ชาติต่าง ๆ แทบจะขายของโลว์เทคของตัวเองให้จีนไม่ได้เลย ยกเว้นทรัพยากรธรรมชาติสำคัญที่จีนไม่มี เช่น น้ำมันปิโตรเลียมและแก๊สธรรมชาติ เป็นต้น ซึ่งไม่ใช่ทุกชาติจะมีทรัพยากรธรรมชาติแบบนี้ และอีกไม่นานถ้าจีนเปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด รวมทั้งจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับทั้งประเทศด้วยดวงอาทิตย์เทียมได้ ความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติแบบนี้ก็จะหมดลงไป</p>



<p>ตอนนี้ภาพมันชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าการครองโลกของจีนและสหรัฐมันต่างกัน</p>



<p>สหรัฐครองโลกโดยการก้าวก่ายชาติอื่นไปทั่ว แต่จีนครองโลกโดยการพึ่งพาตัวเองสูงสุด</p>



<p>เราได้เห็นมาแล้วว่าการครองโลกของสหรัฐมันน่ารำคาญสุด ๆ เพราะสหรัฐชอบสูบทรัพยากรจากชาติต่าง ๆ และถ้าชาติไหนไม่เชื่อฟังสหรัฐ สหรัฐก็คว่ำบาตรไม่ซื้อของ และบังคับให้ชาติอื่นไม่ซื้อของ</p>



<p>แต่การครองโลกของจีนก็คงจะน่ารำคาญอีกแบบนึง เพราะจีนไม่สนใจว่าชาติไหนจะเชื่อฟังหรือไม่เชื่อฟังจีน ยังไงจีนก็ไม่ซื้อของชาตินั้นอยู่ดี เพราะจีนพึ่งพาตัวเองได้ และเผลอ ๆ จีนยังขายสิ่งที่ชาติต่าง ๆ ทำได้ในราคาที่ต่ำมาก ๆ แถมคุณภาพดีกว่าอีกต่างหาก ซึ่งมันจะทำให้ชาติอื่นอดตาย เพราะแข่งกับจีนไม่ได้</p>



<p>ผมคิดว่าตอนนี้ จีนคงจะไม่มีเวลามาหาเสียงกับชาติอื่น จีนต้องพัฒนาชาติตัวเองให้พึ่งพาตัวเองให้ได้ มันเป็นเรื่องความมั่นคง เป็นเรื่องคอขาดบาดตายของชาติ เพราะถ้าพึ่งพาเรื่องไฮเทคระดับพื้นฐานไม่ได้ ก็ต้องเป็นเบี้ยล่างสหรัฐและยุโรปเหมือนอดีตที่ผ่านมา</p>



<p>แต่ผมก็เชื่อนะ ว่าภายใน 5 ปีนี้ หลังจากที่จีนพึ่งพาตัวเองในเรื่องไฮเทคระดับพื้นฐานได้แล้ว ในแผน 5 ปีฉบับหน้า จีนน่าจะบรรจุเรื่องการหาเสียงกับชาติอื่น และเริ่มคิดว่าจะอยู่ร่วมกับชาติอื่นในโลกอย่างสันติและมั่งคั่งร่วมกันได้อย่างไร รวมทั้งวางแผนแบ่งผลประโยชน์ยังไงให้ชาติอื่นไม่รู้สึกว่าจีนสนใจแต่ชาติตัวเองไม่สนใจชาติอื่น</p>



<p>จริง ๆ มันมีแบบแผนที่ทำกันมาแล้วนะโดยสหรัฐอเมริกา ตอนที่สหรัฐอเมริกาเป็นอภิมหาอำนาจโลกเสรี ยังเป็นเจ้าสัวโลก (ตอนนี้จีนเป็นแทนแล้ว) โรงงานของโลก (ตอนนี้จีนก็เป็นแทนแล้ว) และ ศูนย์วิจัยของโลก (อันนี้สหรัฐกับจีนแบ่งกันเป็น) นั่นก็คือ การแจกตังค์</p>



<p>ก่อนที่สหรัฐจะถังแตกแบบในปัจจุบัน สหรัฐแจกตังค์ให้ทุกชาติ แจกแบบเจ้าสัวเลย ให้ทุนในหลาย ๆ แบบ ทั้งทุนด้านการทหาร ทุนด้านการศึกษา ปล่อยกู้ผ่านธนาคารโลก ให้เงินอุดหนุนโน่นนี่นั่น เยอะแยะเต็มไปหมด จนชาติต่าง ๆ ยังคงหลงรักสหรัฐแบบหัวปักหัวปำอย่างทุกวันนี้</p>



<p>ซึ่งผมก็คิดว่าเป็นไปได้ที่จีนจะทำตามสหรัฐนั่นแหล่ะ เพียงแต่สหรัฐทำโดยไม่ได้ประกาศเป็นแผนระดับชาติ เป็นการทำผ่านกฎหมายเป็นครั้ง ๆ ให้รัฐสภารับรอง แต่ถ้าจีนเล่นประกาศเป็นแผนระดับชาติออกมา ว่าจะอุดหนุนช่วยเหลือเรื่องเงินทองกับชาติต่าง ๆ อย่างเป็นเรื่องเป็นราว มันก็จะฮือฮาไปอีกแบบนึง</p>



<p>ซึ่งมันต่างจากการที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงประกาศแจกวัคซีนให้ชาติต่าง ๆ เพื่อหาเสียงกับชาติต่าง ๆ อันนั้นมันเป็นแค่ระดับผู้นำสั่งเป็นครั้ง ๆ ไม่ได้เป็นแผนระดับชาติที่ถูกกำหนดให้ต้องทำอย่างต่อเนื่อง</p>



<p>การครองโลก มันมีแค่ 4 วิธี คือ ใช้กำลังทหาร ใช้กำลังเศรษฐกิจ ใช้กำลังวิทยาการ และ ใช้กำลังวัฒนธรรม ผมเลยคิดว่าจีนคงจะเร่งพัฒนากำลังเศรษฐกิจและกำลังวิทยาการ จนมีกำลังทหารและกำลังวัฒนธรรมที่กล้าแกร่ง และจะครองโลกในอีกรูปแบบนึงอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ก็เป็นได้!!!</p>



<p></p>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2960/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เบื้องหลัง Face Detection</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2689</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2689#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 27 Dec 2018 05:46:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Computer Vision]]></category>
		<category><![CDATA[Face Detection]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2689</guid>

					<description><![CDATA[หลายสัปดาห์ก่อนผมได้มีโอกาสชมวีดีโอสาธิตระบบ Face Detection ของบริษัทจีนเจ้าหนึ่ง ทางผู้แทนจำหน่ายเล่าว่ามันถูกใช้จริงแล้วที่ด่านผ่านแดนระหว่างฮ่องกงกับจีน โดยหลักการทำงานคือ กล้องวงจรปิดความละเอียดสูง จะถูกติดตั้งเอาไว้ตรงด่านผ่านแดน ในตำแหน่งที่ถ่ายติดหน้าของทุกคนที่เดินผ่าน จากนั้นภาพเคลื่อนไหวจากกล้อง ก็จะถูกส่งไปให้เครื่องจักรแยกภาพทีล่ะภาพ เพื่อวิเคราะห์ใบหน้าต่อไป ทีนี้โดยความสามารถหลัก ๆ ของมันก็คือ มันจะจดจำใบหน้าของทุกคนที่ผ่านด่าน มันไม่รู้ว่าเจ้าของใบหน้าที่มันจำได้ชื่ออะไรบ้าง แต่มันจะรู้จักจับสังเกตรูปแบบแปลก ๆ ได้ เช่น ถ้าในแต่ล่ะวันเจอหน้าใครซ้ำ ๆ มันก็จะเอ๊ะ จะเตือนขึ้นมาว่าแปลกแล้วนะ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>หลายสัปดาห์ก่อนผมได้มีโอกาสชมวีดีโอสาธิตระบบ Face Detection ของบริษัทจีนเจ้าหนึ่ง ทางผู้แทนจำหน่ายเล่าว่ามันถูกใช้จริงแล้วที่ด่านผ่านแดนระหว่างฮ่องกงกับจีน โดยหลักการทำงานคือ กล้องวงจรปิดความละเอียดสูง จะถูกติดตั้งเอาไว้ตรงด่านผ่านแดน ในตำแหน่งที่ถ่ายติดหน้าของทุกคนที่เดินผ่าน จากนั้นภาพเคลื่อนไหวจากกล้อง ก็จะถูกส่งไปให้เครื่องจักรแยกภาพทีล่ะภาพ เพื่อวิเคราะห์ใบหน้าต่อไป</p>



<p>ทีนี้โดยความสามารถหลัก ๆ ของมันก็คือ มันจะจดจำใบหน้าของทุกคนที่ผ่านด่าน มันไม่รู้ว่าเจ้าของใบหน้าที่มันจำได้ชื่ออะไรบ้าง แต่มันจะรู้จักจับสังเกตรูปแบบแปลก ๆ ได้ เช่น ถ้าในแต่ล่ะวันเจอหน้าใครซ้ำ ๆ มันก็จะเอ๊ะ จะเตือนขึ้นมาว่าแปลกแล้วนะ หรือ ถ้ามันเจอความสัมพันธ์แปลก ๆ เช่น ทุกครั้งที่เจอหน้านี้ ก็มักจะเจอหน้านี้อยู่ในรูปด้วย ถึงแม้จะเดินห่างกัน ทำเหมือนไม่รู้จักกัน มันก็จะเอ๊ะ แล้วก็เตือนเหมือนกัน</p>



<p>ผู้แทนจำหน่ายสรุปตอนท้ายว่า เพราะระบบมันเอ๊ะได้แบบนี้แหล่ะ เลยจับได้ว่า หลายคนที่ผ่านด่านวันนึงหลายรอบ แถมทุกครั้งที่ผ่านด่าน ยังผ่านด้วยกันมาเป็นคู่หรือเป็นกลุ่มนั้น จริง ๆ แล้วเป็นแก๊งรับจ้างหิ้วสินค้าผ่านด่านเพื่อหนีภาษีนั่นเอง</p>



<p>หลายวันต่อมาผมมีเวลาว่างเลยมาทบทวนจากเรื่องนี้ สิ่งที่ทบทวนคือถ้าผมจะทำระบบแบบนี้ขึ้นมาบ้าง หลักคิดในการทำจะเป็นยังไง และจะใช้เครื่องมือหรือทฤษฎีอะไรทำขึ้นมา โดยความคิดทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานความรู้และความเข้าใจของตัวผมเอง</p>



<p>ซึ่งผมว่าขั้นตอนน่าจะเป็นประมาณนี้</p>



<p>1)  แยกหน้าคนออกจากภาพ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยทฤษฎี Haar Cascades และใช้ Library OpenCV สำหรับทำเรื่องนี้ เพราะมีคำสั่งและข้อมูลหน้าคนที่่ผ่านการฝึกฝนเรียบร้อยแล้ว</p>



<p>2)  สกัดคุณลักษณะเด่นออกจากขอบเขตใบหน้า (ซึ่งมันมีหลายทฤษฎี ผมเองยังไม่ชำนาญเรื่องนี้ ต้องไปค้นดูก่อน) แล้วก็นำคุณลักษณะเด่นไปเทียบในฐานข้อมูลว่าเคยมีมาก่อนมั้ย (ซึ่งอาจจะใช้ทฤษฎี Dynamic Time Wrapping หรือทฤษฎีอื่นเป็นตัวเปรียบเทียบ) ถ้าเทียบแล้วไม่เจอก็เพิ่มคุณลักษณะเด่นของหน้าคน ๆ นั้นในฐานข้อมูล พร้อมทั้งระบุหมายเลขไอดีกำกับ</p>



<p>3)  เมื่อได้หมายเลขไอดีมาแล้ว ก็บันทึกไอดีของเจ้าของใบหน้า พร้อมกับวันที่และเวลาที่เห็นใบหน้า ลงในฐานข้อมูล</p>



<p>4)  ดังนั้นในฐานข้อมูลจะมีข้อมูล 2 ส่วน ส่วนแรกเก็บคุณลักษณะเด่นของใบหน้ากับหมายเลขไอดี ส่วนที่สองเก็บประวัติการปรากฎตัวของไอดีตามวันเวลา ซึ่งฐานข้อมูลที่เลือกใช้ควรเป็นแบบ NoSQL น่าจะเหมาะกว่า และคิดว่า Graph Database น่าจะเหมาะสำหรับงานนี้ (คิดเองล้วน ๆ ยังไม่ได้พิสูจน์) เพราะต้องการค้นให้ได้เร็ว ๆ</p>



<p>5)  นำประวัติการปรากฎตัวของไอดีในฐานข้อมูลส่วนที่สองในแต่ล่ะช่วงเวลา มาหา Frequent Itemset ตามหลักการของ Data Mining ด้วยขั้นตอนวิธี Association rule learning เพื่อจะได้พบความสัมพันธ์ที่น่าสนใจจากใบหน้าคนที่เกี่ยวข้องกัน</p>



<p>หลังจากคิดเรื่องขั้นตอนวิธีได้แล้ว ถัดมาที่ผมเลือกคิดคือถ้าไม่ทำเอง แต่จัดซื้อจัดหามาใช้แทน แล้วเรื่องของงบประมาณมันจะเป็นยังไง ซึ่งผมก็คิดว่างบประมาณเพื่อให้มีระบบแบบนี้ น่าจะแบ่งออกเป็นสี่ส่วน คือ</p>



<ol class="wp-block-list"><li>ส่วนการพัฒนาซอฟต์แวร์ ตามขั้นตอนที่ผมประเมินเองข้างต้น</li><li>ส่วนการจัดหาฮาร์ดแวร์ เพื่อให้ซอฟต์แวร์มีพื้นที่ทำงาน</li><li>ส่วนการใช้งานระบบ ให้ฮาร์ดแวร์สามารถทำงานได้</li><li>ส่วนการซ่อมบำรุง ให้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ยังคงมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และพร้อมใช้งานอยู่เสมอ</li></ol>



<p>โดยงบประมาณข้อที่ 1 และ 2 เป็นงบประมาณที่แพงที่สุด ราคารวม ๆ กันแล้วเป็นล้าน ๆ บาท ทำไมผมรู้ เพราะผมเคยเห็นใบเสนอราคามาแล้ว</p>



<p>สรุปแล้ว สำหรับงาน Face Dectection ตั้งแต่การสร้างจนถึงซ่อมบำรุง ล้วนมีความยากและความแพงตลอดเส้นทาง ยิ่งมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และพร้อมใช้งานเท่าไหร่ ก็ยิ่งแพงมากขึ้นเท่านั้น</p>



<p>ดังนั้น ใครที่คิดว่าระบบ Face Detection ราคาถูก ต้องคิดใหม่นะ เพราะผู้แทนจำหน่ายเขายินดีจะลดราคาค่าซอฟต์แวร์ให้ ถ้าเรายอมซื้อฮาร์ดแวร์เขาเยอะ ๆ น่ะ เพราะระบบพวกนี้มันไม่ได้ใช้เพื่อประมวลผลกล้องวงจรปิดแค่ตัวเดียว มันต้องถูกออกแบบมาเพื่อประมวลผลกล้องวงจรปิดได้เป็นร้อย ๆ ตัวพร้อม ๆ กัน ถึงจะคุ้มกับที่สร้างขึ้นมา</p>



<p>ใครซื้อไปใช้กับกล้องวงจรปิดตัวเดียว ก็ต้องเจอราคาขั้นต่ำสำหรับใช้กับกล้องวงจรปิดหลายสิบตัวขึ้นไปอยู่ดี ดังนั้น สำหรับงาน Face Detection เมื่อจะจัดหาแล้ว ก็ต้องคิดใหญ่ไม่คิดเล็กล่ะ</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2689/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Computer Vision แตกต่างจาก Image Processing ยังไง?</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2684</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2684#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 27 Dec 2018 03:33:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Computer Vision]]></category>
		<category><![CDATA[Image Processing]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2684</guid>

					<description><![CDATA[ผมอธิบายตามประสบการณ์และความเข้าใจของตนเองนะครับ Computer Vision มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เครื่องจักรเข้าใจทัศนียภาพภายในรูปภาพนิ่งหรือรูปภาพเคลื่อนไหว สามารถแยกแยะวัตถุภายในรูปภาพได้ สามารถเข้าใจทิศทางการเคลื่อนไหวของวัตถุภายในรูปภาพได้ Image Processing มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เครื่องจักรแปลงสภาพภายในรูปภาพนิ่ง สามารถแปลงสีภายในภาพ ทำให้ภาพชัดหรือเบลอ ลดหรือเพิ่มสัญญาณรบกวน กร่อนหรือเติมภาพได้ ดังนั้น ถ้าสรุปสั้น ๆ ก็คือ Computer Vision เน้นเข้าใจทัศนียภาพ ส่วน Image Processing เน้นแปลงสภาพภาพ นั่นเองครับ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผมอธิบายตามประสบการณ์และความเข้าใจของตนเองนะครับ</p>
<p>Computer Vision มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เครื่องจักรเข้าใจทัศนียภาพภายในรูปภาพนิ่งหรือรูปภาพเคลื่อนไหว สามารถแยกแยะวัตถุภายในรูปภาพได้ สามารถเข้าใจทิศทางการเคลื่อนไหวของวัตถุภายในรูปภาพได้</p>
<p>Image Processing มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เครื่องจักรแปลงสภาพภายในรูปภาพนิ่ง สามารถแปลงสีภายในภาพ ทำให้ภาพชัดหรือเบลอ ลดหรือเพิ่มสัญญาณรบกวน กร่อนหรือเติมภาพได้</p>
<p>ดังนั้น ถ้าสรุปสั้น ๆ ก็คือ Computer Vision เน้นเข้าใจทัศนียภาพ ส่วน Image Processing เน้นแปลงสภาพภาพ นั่นเองครับ</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2684/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ความก้าวหน้าด้าน AI ของไทย</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2672</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2672#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 20 Sep 2018 16:09:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Computer Vision]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2672</guid>

					<description><![CDATA[ตอนนี้ผมรู้สึกว่ากิจการด้าน AI ของประเทศมหาอำนาจโลก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายตะวันตก คือ สหรัฐ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิสราเอล หรือ ฝ่ายตะวันออก คือ รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ต่างรุดหน้ากันไปมาก โดยเฉพาะจีนและสหรัฐมีความโดดเด่นสูงเป็นพิเศษ! ถ้าเป็นการคิดค้นทฤษฎีพื้นฐานด้าน AI และจำนวนกิจการด้าน AI ถือว่าสหรัฐเป็นต่อจีนอยู่หลายขุม แต่ถ้าเป็นการประยุกต์ด้าน]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ตอนนี้ผมรู้สึกว่ากิจการด้าน AI ของประเทศมหาอำนาจโลก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายตะวันตก คือ สหรัฐ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิสราเอล หรือ ฝ่ายตะวันออก คือ รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ต่างรุดหน้ากันไปมาก</p>
<p>โดยเฉพาะจีนและสหรัฐมีความโดดเด่นสูงเป็นพิเศษ!</p>
<p>ถ้าเป็นการคิดค้นทฤษฎีพื้นฐานด้าน AI และจำนวนกิจการด้าน AI ถือว่าสหรัฐเป็นต่อจีนอยู่หลายขุม</p>
<p>แต่ถ้าเป็นการประยุกต์ด้าน AI เชิงพาณิชย์ระดับมวลชน ถือว่าจีนทำได้ดีกว่าสหรัฐมาก มีการนำเสนอข่าวออกมาอยู่เสมอ ๆ โดยเฉพาะข่าวการพัฒนาด้าน Computer Vision และ Image Processing</p>
<p>ส่วนในเรื่องงบประมาณของภาครัฐนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ทางจีนและสหรัฐต่างก็อัดงบประมาณกันเป็นจำนวนมากเพื่อเป็นผู้นำในด้านนี้ ซึ่งในเรื่องเงินต้องถือว่าจีนเป็นต่อสหรัฐอยู่หลายขุม เพราะจีนรวยจากการค้าขาย แต่สหรัฐรวยจากการกู้ยืมเงิน</p>
<p>วกกลับมาที่ไทย ตอนนี้กิจการด้าน AI ของไทยจะคล้าย ๆ จีน คือ เน้นประยุกต์เชิงพาณิชย์ระดับมวลชน โดยเอาทฤษฎีและเครื่องมือที่ถูกคิดค้นแล้วของประเทศมหาอำนาจโลกมาต่อยอด แต่ผลงานก็ยังกระจุกตัวอยู่ในบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ เช่น สถาบันการเงิน หรือ บริษัทด้านโทรคมนาคม ที่มีเม็ดเงินมากพอในการดึงดูดนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ด้านนี้ได้ ส่วนบริษัทเล็ก ถ้าหากจะทำด้านนี้ ก็ต้องรับงานที่แบ่งจากบริษัทใหญ่อีกต่อหนึ่ง</p>
<p>ตอนนี้หน่วยงานภาครัฐของไทยกำลังยุ่งกับการปรับกระบวนการด้านไอที และเทคโนโลยีความปลอดภัยทางไซเบอร์อยู่ ดังนั้น เงินงบประมาณมันจะเทไปทางเหล่านั้นมากกว่า จนผมไม่คิดว่าภายในสองถึงสามปีนี้ ภาครัฐจะเทเงินมาทางด้าน AI ซึ่งก็หมายความว่าบริษัทเล็กที่ก่อตั้งขึ้นเพื่องานด้าน AI จะมีชีวิตอยู่รอดได้ ก็โดยการรับงานที่แบ่งจากบริษัทใหญ่ไปพลางก่อน และก็สะสมทุนไปเรื่อย ๆ จนกว่าภาครัฐจะเริ่มหันมาสนใจทาง AI</p>
<p>เมืองไทยยังไม่มีบริษัท AI ขนาดใหญ่ ดังนั้น หากภาครัฐเริ่มเทงบมาทางนี้ ผมคิดว่าบริษัทเล็กก็มีโอกาสเข้าร่วมการคัดเลือกได้ และถ้ายิ่งบริษัทไหนมีประสบการณ์เยอะ โตเร็ว ก็ยิ่งมีโอกาสชนะการคัดเลือกไปเรื่อย ๆ และมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อย ๆ ในแวดวงภาครัฐ</p>
<p>มันเป็นเรื่องของธุรกิจและความอยู่รอด ผมคิดว่ากิจการ AI ของไทยแค่รับงานมาทำ โดยการหยิบยืมเอาทฤษฎีและเครื่องมือที่ถูกคิดค้นแล้วของประเทศมหาอำนาจโลกมาต่อยอด ก็หมดเวลาแล้ว คิดไม่ทันทำไม่ทันแล้ว ดังนั้น เรื่องจะคิดค้นทฤษฎีหรือเครื่องมือเอง คงต้องตั้งหลักกันอีกพักนึงเลยล่ะ</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2672/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
