<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Computation &#8211; PARINYA.NET</title>
	<atom:link href="https://www.parinya.net/node/category/computation/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.parinya.net</link>
	<description>Computation theories and information processing theories.</description>
	<lastBuildDate>Sat, 27 Nov 2021 15:41:24 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.3</generator>
	<item>
		<title>จีนจะครองโลก โดยการพึ่งพาตัวเองสูงสุด</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2960</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2960#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 27 Nov 2021 15:41:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Computation]]></category>
		<category><![CDATA[Computer Vision]]></category>
		<category><![CDATA[Data Mining]]></category>
		<category><![CDATA[Electronic Money]]></category>
		<category><![CDATA[Quantum Computer]]></category>
		<category><![CDATA[Robotic]]></category>
		<category><![CDATA[Security]]></category>
		<category><![CDATA[Simulation]]></category>
		<category><![CDATA[Virtual Reality]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.parinya.net/?p=2960</guid>

					<description><![CDATA[ผมเพิ่งได้มีโอกาสอ่าน แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี (2021-2025) ฉบับที่ 14 ของจีน (ฉบับแปลจีนเป็นอังกฤษ) ไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ถือว่าอ่านช้าไปหน่อย เพราะประกาศมาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา และสื่อมวลชนไทยก็สาธยายรายละเอียดสำคัญไปหมดแล้ว แต่พอได้อ่านเอง ถึงได้รู้ว่าสื่อมวลชนไม่ได้แจกแจงทุกรายละเอียดปลีกย่อย ผมจึงเห็นว่าในเนื้อหามีคำสำคัญหลายคำที่ถูกกล่าวอ้างถึง ล้วนเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ทั้งนั้น ซึ่งได้แก่ คลาวคอมพิวติ้ง บิ๊กดาต้า ไอโอที บล็อกเชน ปัญญาประดิษฐ์ วีอาร์ เออาร์]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ผมเพิ่งได้มีโอกาสอ่าน <a href="https://www.adb.org/publications/14th-five-year-plan-high-quality-development-prc">แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี (2021-2025) ฉบับที่ 14 ของจีน (ฉบับแปลจีนเป็นอังกฤษ)</a> ไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ถือว่าอ่านช้าไปหน่อย เพราะประกาศมาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา และสื่อมวลชนไทยก็สาธยายรายละเอียดสำคัญไปหมดแล้ว</p>



<p>แต่พอได้อ่านเอง ถึงได้รู้ว่าสื่อมวลชนไม่ได้แจกแจงทุกรายละเอียดปลีกย่อย ผมจึงเห็นว่าในเนื้อหามีคำสำคัญหลายคำที่ถูกกล่าวอ้างถึง ล้วนเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ทั้งนั้น ซึ่งได้แก่ คลาวคอมพิวติ้ง บิ๊กดาต้า ไอโอที บล็อกเชน ปัญญาประดิษฐ์ วีอาร์ เออาร์ ควอนตัมคอมพิวติ้ง เซมิคอนดักเตอร์ วิทยาการระบบประสาท และบางคำที่ไม่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์โดยตรงแต่เป็นเรื่องไฮเทค เช่น การบินและอวกาศ และ เทคโนโลยีพันธุศาสตร์</p>



<p>ในแผนเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า จีนจะพึ่งพาตัวเองในระดับพื้นฐาน ในหัวข้อตามคำสำคัญที่กล่าวมาข้างต้น โดยลดการพึ่งพาจากต่างชาติให้มากที่สุด และจะทำให้ได้ต่อเนื่องไปถึง 10 ปี เพื่อจะกลายเป็นผู้นำระดับโลกในระยะยาว!!!</p>



<p>ซึ่งถ้าอ้างตามเนื้อหาของแผน แสดงว่าจีนจะทุ่มเทเพื่อคิดค้นทฤษฎีพื้นฐานเอง และลงมือสร้างเครื่องมือพื้นฐานเอง เพื่อจะนำทฤษฎีและเครื่องมือพื้นฐาน ไปใช้ประยุกต์ต่อยอดในการพัฒนาต่าง ๆ อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องสนใจการกลั่นแกล้ง ฉุดรั้ง คว่ำบาตร ของชาติอื่น ๆ อีกต่อไป</p>



<p>และถ้าผมประเมินไม่ผิด ในระยะยาวยิ่งกว่านั้น ผมคิดว่าจีนคิดจะพึ่งพาตัวเองให้ได้ในทุก ๆ ด้าน จนแม้กระทั่งถ้าชาติอื่นล่มสลายไปหมดทุกชาติ จีนก็ยังอยู่ได้และเจริญก้าวหน้าต่อไปได้เรื่อย ๆ โดยไม่เดือดร้อน!!!</p>



<p>น่าจะคิดไปถึงขนาดนั้นเลย!!!</p>



<p>การพึ่งพาพลังของชาติได้ในทุก ๆ ด้าน ก็คือ การกลายเป็นประเทศอภิมหาอำนาจ!!!</p>



<span id="more-2960"></span>



<p>แต่ผมเองก็ยังไม่เคยเห็นชาติไหนในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ที่ทำได้ถึงขนาดนั้น แม้แต่สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นชาติอภิมหาอำนาจในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา ก็ยังทำไม่ได้ ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเพื่อทำให้คนในชาติอยู่ดีกินดีอยู่</p>



<p>สหรัฐอเมริกาไม่ได้พึ่งพาชาติอื่นเพราะไม่มีปัญญาคิดเองทำเอง แต่ที่พึ่งพาชาติอื่นเพราะขี้เกียจคิดเองทำเองในเรื่องโลว์เทค สู้เอาเวลาไปทำเรื่องไฮเทคเพื่อให้มีมูลค่าจะดีกว่า</p>



<p>ซึ่งความคิดต่างจากจีน เพราะจีนคิดจะพึ่งพาชาติตัวเองในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโลว์เทคหรือเรื่องไฮเทค!!!</p>



<p>และแผนของจีนก็คือการพึ่งพาตัวเองด้านไฮเทคให้ได้ และมันจะกลายเป็นพลังต่อยอดเพื่อสนับสนุนการพึ่งพาตัวเองด้านโลว์เทคอีกต่อหนึ่ง!!!</p>



<p>ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าจีนพยายามอย่างสูงสุดที่จะพึ่งพาตัวเอง มันมีหลายข่าวที่ถ่ายทอดออกมา ซึ่งถ้าเราเสพข่าวอย่างผิวเผินเราก็อาจตั้งคำถามว่าจีนคิดจะไม่ให้คนอื่นหากินเลยเหรอ? ไม่คิดจะซื้ออะไรจากชาติอื่นเลยเหรอ? ซึ่งตัวอย่างข่าวก็มีหลายเรื่อง ทั้งเรื่องไฮเทค เช่น จีนมีระบบค้นเว็บของตัวเอง มีตลาดกลางซื้อขายสินค้าออนไลน์ของตัวเอง มีระบบการชำระเงินของตัวเอง มีเครือข่ายสังคมของตัวเอง มีระบบการแบ่งปันคลิปวีดีโอของตัวเอง เป็นต้น</p>



<p>หรือเรื่องโลว์เทค เช่น สถานที่ท่องเที่ยวในชาติอื่นที่ดี ๆ จีนก็จะจำลองไว้ที่ชาติตัวเอง อาหารอร่อย ๆ จีนก็พยายามหัดทำเอง พืชผักผลไม้อร่อย ๆ ที่ได้รับความนิยม จีนก็พยายามจะปลูกเอง เป็นต้น</p>



<p>ตลาดจีนใหญ่มาก ชาติต่าง ๆ ล้วนอยากขายของเข้าไปที่จีน แต่จีนกลับคิดเองทำเอง พึ่งพาตัวเองแม้กระทั่งสินค้าโลว์เทค ไม่ซื้ออะไรที่เป็นโลว์เทคจากชาติอื่น ส่งผลให้ชาติอื่นหากำไรจากจีนไม่ได้ และ ใช้เป็นอำนาจต่อรองกับจีนก็ไม่ได้</p>



<p>สหรัฐพึ่งพาตัวเองในด้านไฮเทค แต่พึ่งพาชาติอื่นในด้านโลว์เทค ชาติอื่นเลยชอบเพราะทำมาค้าขายด้วยได้ คือ ซื้อของไฮเทคจากสหรัฐ และ ขายของโลว์เทคให้สหรัฐ</p>



<p>ส่วนจีนพึ่งพาตัวเองทั้งด้านไฮเทคและโลว์เทค ดังนั้น กลายเป็นว่าชาติต่าง ๆ ต้องซื้อของไฮเทคและโลว์เทคจากจีน และ ชาติต่าง ๆ แทบจะขายของโลว์เทคของตัวเองให้จีนไม่ได้เลย ยกเว้นทรัพยากรธรรมชาติสำคัญที่จีนไม่มี เช่น น้ำมันปิโตรเลียมและแก๊สธรรมชาติ เป็นต้น ซึ่งไม่ใช่ทุกชาติจะมีทรัพยากรธรรมชาติแบบนี้ และอีกไม่นานถ้าจีนเปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด รวมทั้งจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับทั้งประเทศด้วยดวงอาทิตย์เทียมได้ ความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติแบบนี้ก็จะหมดลงไป</p>



<p>ตอนนี้ภาพมันชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าการครองโลกของจีนและสหรัฐมันต่างกัน</p>



<p>สหรัฐครองโลกโดยการก้าวก่ายชาติอื่นไปทั่ว แต่จีนครองโลกโดยการพึ่งพาตัวเองสูงสุด</p>



<p>เราได้เห็นมาแล้วว่าการครองโลกของสหรัฐมันน่ารำคาญสุด ๆ เพราะสหรัฐชอบสูบทรัพยากรจากชาติต่าง ๆ และถ้าชาติไหนไม่เชื่อฟังสหรัฐ สหรัฐก็คว่ำบาตรไม่ซื้อของ และบังคับให้ชาติอื่นไม่ซื้อของ</p>



<p>แต่การครองโลกของจีนก็คงจะน่ารำคาญอีกแบบนึง เพราะจีนไม่สนใจว่าชาติไหนจะเชื่อฟังหรือไม่เชื่อฟังจีน ยังไงจีนก็ไม่ซื้อของชาตินั้นอยู่ดี เพราะจีนพึ่งพาตัวเองได้ และเผลอ ๆ จีนยังขายสิ่งที่ชาติต่าง ๆ ทำได้ในราคาที่ต่ำมาก ๆ แถมคุณภาพดีกว่าอีกต่างหาก ซึ่งมันจะทำให้ชาติอื่นอดตาย เพราะแข่งกับจีนไม่ได้</p>



<p>ผมคิดว่าตอนนี้ จีนคงจะไม่มีเวลามาหาเสียงกับชาติอื่น จีนต้องพัฒนาชาติตัวเองให้พึ่งพาตัวเองให้ได้ มันเป็นเรื่องความมั่นคง เป็นเรื่องคอขาดบาดตายของชาติ เพราะถ้าพึ่งพาเรื่องไฮเทคระดับพื้นฐานไม่ได้ ก็ต้องเป็นเบี้ยล่างสหรัฐและยุโรปเหมือนอดีตที่ผ่านมา</p>



<p>แต่ผมก็เชื่อนะ ว่าภายใน 5 ปีนี้ หลังจากที่จีนพึ่งพาตัวเองในเรื่องไฮเทคระดับพื้นฐานได้แล้ว ในแผน 5 ปีฉบับหน้า จีนน่าจะบรรจุเรื่องการหาเสียงกับชาติอื่น และเริ่มคิดว่าจะอยู่ร่วมกับชาติอื่นในโลกอย่างสันติและมั่งคั่งร่วมกันได้อย่างไร รวมทั้งวางแผนแบ่งผลประโยชน์ยังไงให้ชาติอื่นไม่รู้สึกว่าจีนสนใจแต่ชาติตัวเองไม่สนใจชาติอื่น</p>



<p>จริง ๆ มันมีแบบแผนที่ทำกันมาแล้วนะโดยสหรัฐอเมริกา ตอนที่สหรัฐอเมริกาเป็นอภิมหาอำนาจโลกเสรี ยังเป็นเจ้าสัวโลก (ตอนนี้จีนเป็นแทนแล้ว) โรงงานของโลก (ตอนนี้จีนก็เป็นแทนแล้ว) และ ศูนย์วิจัยของโลก (อันนี้สหรัฐกับจีนแบ่งกันเป็น) นั่นก็คือ การแจกตังค์</p>



<p>ก่อนที่สหรัฐจะถังแตกแบบในปัจจุบัน สหรัฐแจกตังค์ให้ทุกชาติ แจกแบบเจ้าสัวเลย ให้ทุนในหลาย ๆ แบบ ทั้งทุนด้านการทหาร ทุนด้านการศึกษา ปล่อยกู้ผ่านธนาคารโลก ให้เงินอุดหนุนโน่นนี่นั่น เยอะแยะเต็มไปหมด จนชาติต่าง ๆ ยังคงหลงรักสหรัฐแบบหัวปักหัวปำอย่างทุกวันนี้</p>



<p>ซึ่งผมก็คิดว่าเป็นไปได้ที่จีนจะทำตามสหรัฐนั่นแหล่ะ เพียงแต่สหรัฐทำโดยไม่ได้ประกาศเป็นแผนระดับชาติ เป็นการทำผ่านกฎหมายเป็นครั้ง ๆ ให้รัฐสภารับรอง แต่ถ้าจีนเล่นประกาศเป็นแผนระดับชาติออกมา ว่าจะอุดหนุนช่วยเหลือเรื่องเงินทองกับชาติต่าง ๆ อย่างเป็นเรื่องเป็นราว มันก็จะฮือฮาไปอีกแบบนึง</p>



<p>ซึ่งมันต่างจากการที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงประกาศแจกวัคซีนให้ชาติต่าง ๆ เพื่อหาเสียงกับชาติต่าง ๆ อันนั้นมันเป็นแค่ระดับผู้นำสั่งเป็นครั้ง ๆ ไม่ได้เป็นแผนระดับชาติที่ถูกกำหนดให้ต้องทำอย่างต่อเนื่อง</p>



<p>การครองโลก มันมีแค่ 4 วิธี คือ ใช้กำลังทหาร ใช้กำลังเศรษฐกิจ ใช้กำลังวิทยาการ และ ใช้กำลังวัฒนธรรม ผมเลยคิดว่าจีนคงจะเร่งพัฒนากำลังเศรษฐกิจและกำลังวิทยาการ จนมีกำลังทหารและกำลังวัฒนธรรมที่กล้าแกร่ง และจะครองโลกในอีกรูปแบบนึงอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ก็เป็นได้!!!</p>



<p></p>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2960/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เวลาในการทำงานของ Deep Learning</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2556</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2556#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 30 Sep 2017 06:35:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Computation]]></category>
		<category><![CDATA[Quantum Computer]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัยคนอื่น]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัยทฤษฎี]]></category>
		<category><![CDATA[Big O]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2556</guid>

					<description><![CDATA[บล็อกนี้เอาสั้น ๆ นะ สืบเนื่องจากคราวก่อนเขียนเรื่อง&#160;ทำไม DEEP LEARNING บน QUANTUM COMPUTER จึงทำงานเร็วมาก ๆ เอาไว้ แล้วเห็นว่ามันมีประเด็นเรื่อง Big O ที่ต้องขยายความอยู่นิดนึง เลยมาต่องานในบล็อกนี้ คือเวลาในการทำงานของ Deep Learning มันก็เหมือนโมเดลปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป แบบว่าเวลาในการสอนกับเวลาในการใช้งาน มันไม่เท่ากัน ซึ่ง Big]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>บล็อกนี้เอาสั้น ๆ นะ สืบเนื่องจากคราวก่อนเขียนเรื่อง&nbsp;<a href="https://www.parinya.net/node/2546">ทำไม DEEP LEARNING บน QUANTUM COMPUTER จึงทำงานเร็วมาก ๆ</a> เอาไว้ แล้วเห็นว่ามันมีประเด็นเรื่อง Big O ที่ต้องขยายความอยู่นิดนึง เลยมาต่องานในบล็อกนี้</p>
<p><figure id="attachment_2557" aria-describedby="caption-attachment-2557" style="width: 640px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2017/09/nerve-cell-2213009_640.jpg"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="size-full wp-image-2557" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2017/09/nerve-cell-2213009_640.jpg" alt="Neural Network" width="640" height="360" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2017/09/nerve-cell-2213009_640.jpg 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2017/09/nerve-cell-2213009_640-300x169.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2557" class="wp-caption-text">Neural Network</figcaption></figure></p>
<p>คือเวลาในการทำงานของ Deep Learning มันก็เหมือนโมเดลปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป แบบว่าเวลาในการสอนกับเวลาในการใช้งาน มันไม่เท่ากัน ซึ่ง Big O มันก็จะไม่เท่ากัน เลยจะมาขยายความว่าถ้าเป็นเวลาในการสอน Big O จะเท่าไหร่ และเวลาในการใช้งาน Big O จะเท่าไหร่</p>
<p>มาเริ่มกันเลย!!!</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>1) เวลาในการสอน Deep Learning</strong></span></p>
<p>สั้น ๆ ผมวิเคราะห์ว่ามันจะเป็นสมาชิกของ Big O(ED(LXN + LXN))</p>
<p>โดย E = จำนวน Epoch ในตอนที่สอน, D = จำนวน Dataset ที่ใช้สอน, L = จำนวน Hidden Layer + Output Layer ของโมเดล, X = จำนวน Node ใน Layer ถัดไปของโมเดล และ N = จำนวน Node ใน Layer ปัจจุบันของโมเดล</p>
<p>และที่ต้องเอา LXN มาบวกกับ LXN ก็เพราะว่า LXN แรกคือเวลาในการคำนวณผล ส่วน LXN หลังคือเวลาในการป้อนค่่าน้ำหนักย้อนกลับ!!!</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>2) เวลาในการใช้งาน Deep Learning</strong></span></p>
<p>อันนี้สั้นยิ่งกว่า ผมวิเคราะห์ว่ามันจะเป็นสมาชิกของ Big O(LXN)</p>
<p>โดยตัวแปร L, X และ N อธิบายไว้แล้วในข้อที่ 1 ตรงนี้ไม่อธิบายเพิ่มนะ</p>
<p><figure id="attachment_2558" aria-describedby="caption-attachment-2558" style="width: 640px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2017/09/hourglass-1875812_640.jpg"><img decoding="async" class="size-full wp-image-2558" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2017/09/hourglass-1875812_640.jpg" alt="นาฬิกาทราย" width="640" height="482" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2017/09/hourglass-1875812_640.jpg 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2017/09/hourglass-1875812_640-300x226.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2558" class="wp-caption-text">นาฬิกาทราย</figcaption></figure></p>
<p>ทีนี้พอลงในรายละเอียดอีกนิดนึง&nbsp;Big O(ED(LXN + LXN)) ก็ถือว่าเป็นสมาชิกของ Big O(N ^ 5) ส่วน Big O(LXN) ก็ถือว่าเป็นสมาชิกของ Big O(N ^ 3)</p>
<blockquote><p>O(ED(LXN + LXN)&nbsp;∈ O(N ^ 5)</p>
<p>O(LXN)&nbsp;∈ O(N ^ 3)</p></blockquote>
<p>หรือสรุปง่าย ๆ ก็คือ ตอนที่สอน Deep Learning ต้องวนลูป 5 ชั้น และในทางตรงกันข้าม ตอนที่ใช้งาน Deep Learning วนลูปเพียง 3 ชั้นก็พอ!!!</p>
<p>ดังนั้นผมถึงได้คิดว่า ถ้าสร้างอัลกอริทึมสำหรับสอนและใช้งาน Deep Learning บน Quantum Computer ได้เมื่อไหร่ จากที่ต้องสอนด้วยเวลา Big O(N ^ 5) และใช้งานด้วยเวลา Big O(N ^ 3) ก็อาจจะลดเวลาลงเหลือเท่ากับ Big O(Log N) ซึ่งมันเป็นอะไรที่เร็วมาก ๆ เลยล่ะ</p>
<p>สำหรับงานทาง Computer Science ใครก็ตามที่สามารถคิดค้นอัลกอริทึม ที่สามารถลดเวลาคำนวณให้เหลือแค่ Big O(Log N) ได้ ถือว่าโคตรสุดยอดครับ!!!</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2556/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิธีค้นหาคำตอบที่ดีที่สุดโดยคอมพิวเตอร์</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2333</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2333#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 10 Jun 2016 09:02:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Computation]]></category>
		<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[คำนวณ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2333</guid>

					<description><![CDATA[เราจะเห็นว่าทุกวันนี้เครื่องจักรที่คิดหรือตัดสินใจอะไรเองได้ เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันเรามากขึ้นเรื่อย ๆ และการที่มันทำพฤติกรรมแบบนี้ได้ เราก็มักจะมีคำจำกัดความให้มัน เรามักจะเรียกมันว่า &#8220;ปัญญาประดิษฐ์&#8221; บ้าง หรือไม่ก็เรียกว่า &#8220;ระบบอัจฉริยะ&#8221; บ้าง อะไรประมาณนั้น จริง ๆ แล้วเบื้องหลังของการที่มันคิดหรือตัดสินใจได้ เกิดจากปัจจัยเพียง 2 สิ่งเท่านั้น นั่นก็คือ &#8220;การคำนวณ&#8221; และ &#8220;ข้อมูล&#8221; จุดประสงค์ของการคำนวณโดยใช้ข้อมูลประกอบ ก็เพื่อหาคำตอบที่ดีที่สุด สำหรับสังเคราะห์]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เราจะเห็นว่าทุกวันนี้เครื่องจักรที่คิดหรือตัดสินใจอะไรเองได้ เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันเรามากขึ้นเรื่อย ๆ และการที่มันทำพฤติกรรมแบบนี้ได้ เราก็มักจะมีคำจำกัดความให้มัน เรามักจะเรียกมันว่า &#8220;ปัญญาประดิษฐ์&#8221; บ้าง หรือไม่ก็เรียกว่า &#8220;ระบบอัจฉริยะ&#8221; บ้าง อะไรประมาณนั้น</p>
<p>จริง ๆ แล้วเบื้องหลังของการที่มันคิดหรือตัดสินใจได้ เกิดจากปัจจัยเพียง 2 สิ่งเท่านั้น นั่นก็คือ &#8220;การคำนวณ&#8221; และ &#8220;ข้อมูล&#8221;</p>
<p>จุดประสงค์ของการคำนวณโดยใช้ข้อมูลประกอบ ก็เพื่อหาคำตอบที่ดีที่สุด สำหรับสังเคราะห์ ตกผลึก ให้ได้เป็นหนทางที่ดีที่สุดในการตัดสินใจ ซึ่งคอมพิวเตอร์เองก็ใช้แนวทางแบบนี้แหล่ะในการจำลองให้เหมือนกับว่า มันมีความคิดขึ้นมา</p>
<p>การเล่นหมากกระดานโดยคอมพิวเตอร์ เป็นตัวอย่างหนึ่งของการที่คอมพิวเตอร์คำนวณโดยใช้ข้อมูลประกอบ ว่ากันตามจริงแล้วมันก็แค่คำนวณเพื่อหาหนทางที่ให้ค่าที่เหมาะสมที่สุด อาจจะเป็นค่าที่มากที่สุด ค่าที่น้อยที่สุด ค่าเฉลี่ยที่ดีที่สุด หรือค่าที่ยอมรับได้มากที่สุดอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมาก็คือการที่มันพยายามค้นหาคำตอบที่ดีที่สุดเพื่อให้มันตัดสินใจได้</p>
<p>แม้แต่แสงเองก็ยังมีความเร็วจำกัด ดังนั้น การค้นหาคำตอบที่ดีที่สุดโดยคอมพิวเตอร์ก็มีความเร็วจำกัดเหมือนกัน เพียงแต่ความเร็วของมันเหนือมนุษย์มาก จนเรารู้สึกว่ามันคิดได้เร็วและเก่งซะเหลือเกิน แต่ทราบกันมั้ยครับว่า เพื่อให้ได้คำตอบที่ดีที่สุดนั้น คอมพิวเตอร์ต้องเผชิญกับอะไรบ้าง</p>
<p>ครับ เนื่องจากคอมพิวเตอร์มันต้องคำนวณ ๆ ๆ ๆ แล้วก็ค้น ๆ ๆ และค้น ดังนั้นพื้นที่ในการค้นหาคำตอบของมันจึงใหญ่มาก ยกตัวอย่างการเล่นหมากกระดานกันอีกทีนึง เพื่อให้เล่นชนะคู่ต่อสู้ คอมพิวเตอร์จำเป็นที่จะต้องคำนวณเพื่อค้นคำตอบล่วงหน้าในหลาย ๆ ๆ ๆ เส้นทาง และ ในหลาย ๆ ๆ ๆ ๆ ตาเดิน ซึ่งการคำนวณจะต้องใช้เวลาและพื้นที่หน่วยความจำอย่างมากมายมหาศาล จนบางครั้งอาจจะเกินเลยกว่าทรัพยากรที่มันมีเลยก็ได้</p>
<p>ดังนั้น ในปัจจุบันจึงมีแนวทางอยู่ 3 ประการในการค้นหาคำตอบที่ดีที่สุดโดยคอมพิวเตอร์ครับ ซึ่งได้แก่</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>1.  การค้นหาด้วยเทคนิคปรกติ</strong></span></p>
<p>การค้นหาด้วยเทคนิคปรกติ ก็คือการค้นหาตามหลักการพื้น ๆ ในทางคอมพิวเตอร์ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น</p>
<ul>
<li>การค้นหาแบบดิบ ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ</li>
<li>การค้นหาโดยแบ่งข้อมูลเป็นส่วน ๆ</li>
<li>การค้นหาโดยการลดรูป</li>
<li>การค้นหาโดยจัดเส้นทางค้นหาเป็นแบบต้นไม้</li>
<li>การค้นหาโดยจัดเส้นทางค้นหาเป็นแบบต้นไม้แล้วให้น้ำหนัก</li>
<li>การค้นหาโดยพักคำตอบไว้ในขั้นตอนก่อนหน้า เพื่อให้ขั้นตอนถัดไปนำไปใช้ซ้ำได้</li>
</ul>
<p>เทคนิคปรกติเป็นเทคนิคที่ถูกใช้กันอย่างกว้างขวางครับ บ้างก็ใช้แบบเดี่ยว ๆ บ้างก็ใช้ผสมกันต่างกรรมต่างวาระ ส่วนวิธีการจะเลือกว่าจะใช้แบบไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าโจทย์ปัญหาที่จะค้นหามันแตกต่างกันยังไง บางโจทย์เช่นคอมพิวเตอร์เล่นหมากกระดาน ก็อาจจะใช้การค้นหาโดยจัดเส้นทางค้นหาเป็นแบบต้นไม้แล้วให้น้ำหนัก หรือบางโจทย์เช่นให้คอมพิวเตอร์แยกระหว่างแอปเปิ้ลกับส้ม ก็อาจจะใช้การค้นหาแบบดิบ ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบเป็นต้น</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>2.  การค้นหาด้วยเทคนิคการเดาอย่างมีเหตุผล</strong></span></p>
<p>เนื่องจากในหลายปัญหา พื้นที่ในการค้นหามีขนาดใหญ่โตมโหฬารมาก ยกตัวอย่างเช่น การให้คอมพิวเตอร์คำนวณหาเส้นทางที่ดีที่สุดในมหานคร เพื่อหลีกหนีการจราจรที่โกลาหลบนท้องถนนในช่วงเวลาเร่งด่วน ข้อมูลมันมีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลาตามสภาพการจราจร ดังนั้น ถึงในแง่ภูมิศาสตร์พื้นที่จะไม่มาก แต่เมื่อมีตัวแปรของเวลาและการจราจรเข้ามาเกี่ยวข้อง เลยทำให้พื้นที่ในการค้นหามีขนาดใหญ่มากไปโดยปริยาย เป็นต้น</p>
<p>ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ จะใช้เทคนิคปรกติก็คงไม่ได้ ดังนั้น คอมพิวเตอร์มันก็ต้องใช้วิธีการเดาคำตอบที่ดีที่สุดอย่างมีเหตุผล ซึ่งมันก็ไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดจริง ๆ แต่เป็นคำตอบที่ดีที่สุดเท่าที่จะเดาได้ และวิธีการเดาที่ว่าก็มีหลายเทคนิคไม่ว่าจะเป็น</p>
<ul>
<li>การเดาโดยเลียนแบบพฤติกรรมของธรรมชาติ เช่น เลียนแบบการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต การเลียนแบบแรงดึงดูดโน้มถ่วง</li>
<li>การเดาโดยเลียนแบบพฤติกรรมของสัตว์หรือแมลง เช่น เลียนแบบการค้นหาเหยื่อของฝูกนก เลียนแบบการหาอาหารของฝูงมด</li>
<li>การเดาโดยเลียนแบบสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดจากมนุษย์ เช่น เลียนแบบพฤติกรรมของโลหะเมื่อร้อนแดงแล้วค่อย ๆ เย็นตัวลง</li>
</ul>
<p>มนุษย์เราเองก็มักจะเดาจริงมั้ยครับ เพราะหลาย ๆ ครั้งเราก็มีข้อมูลไม่มากพอที่จะตัดสินใจ ดังนั้น คอมพิวเตอร์มันก็เดาได้เหมือนกัน จะต่างกันก็แต่มนุษย์เราเดาโดยอาศัยความรู้สึกและสัญชาตญาณ แต่คอมพิวเตอร์มันเดาโดยใช้การคำนวณอย่างมีเหตุผลแทน</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>3.  การค้นหาโดยเทคนิคให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้</strong></span></p>
<p>ยังมีอีกเทคนิคนึงในการค้นหาคำตอบที่ดีที่สุด นอกจากเทคนิคปรกติหรือเทคนิคการเดาอย่างมีเหตุผล นั่นก็คือการให้คอมพิวเตอร์มันเรียนรู้จากตัวอย่างที่ดี ๆ ที่มนุษย์เคยหาคำตอบได้ ให้มันเรียนเข้าไป เรียนเข้าไปเยอะ ๆ โดยวิธีการเรียนรู้ของคอมพิวเตอร์ก็มีหลายแบบมาก ไม่ขออธิบายแล้วกัน เพราะเยอะแล้วก็ซับซ้อน แต่ล่ะวิธีก็คิดกันไปคนล่ะแบบ เดี๋ยวจะพาลงงเอา แต่เอาเป็นว่าด้วยการที่คอมพิวเตอร์มันเรียนรู้ได้นี่แหล่ะ ก็จะทำให้มันจำ ๆ ได้ว่าถ้าปัญหามาแบบนี้ คำตอบที่ดีที่สุดน่าจะเป็นแบบไหน และถ้าปัญหามันไม่ตรงเป๊ะ ๆ กับที่เรียนมา มันก็จะค้นหาปัญหาที่มีความละม้ายคล้ายคลึงใกล้เคียงที่สุด แล้วก็หาคำตอบโดยอิงจากปัญหานั้น ๆ แทน</p>
<p>การค้นหาคำตอบที่ดีที่สุดโดยเทคนิคนี้ จะคล้าย ๆ กับเทคนิคการเดาอย่างมีเหตุผลในแง่ของคำตอบ คือคำตอบที่ได้จะไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดจริง ๆ แต่มันก็ดีพอที่จะยอมรับได้</p>
<p>ดังนั้น โดยสรุปแล้ว ความมีปัญญาของคอมพิวเตอร์ ก็คือการที่คอมพิวเตอร์มันคำนวณ (ด้วยวิธีอันแสนจะซับซ้อน) โดยอิงกับข้อมูล (เท่าที่มี) เพื่อค้นหาคำตอบที่ดีที่สุด ในเวลาที่จำกัดบนทรัพยากรที่จำกัดนั่นเอง</p>
<p>คงอีกนานครับกว่าคอมพิวเตอร์มันจะมีชีวิตจิตใจขึ้นมาได้</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2333/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปัญหาการจัดหมู่คลาส Factorial เชิงสังคมศาสตร์</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2314</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2314#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 16 Apr 2016 11:20:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Computation]]></category>
		<category><![CDATA[Management]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2314</guid>

					<description><![CDATA[ทุกวันนี้คอมพิวเตอร์มันเก่งมากในการประมวลผลซอฟต์แวร์ แต่มันยังไม่ถึงจุดที่มันจะสร้างซอฟต์แวร์เองได้ ดังนั้น มนุษย์เลยยังคงต้องรับผิดชอบเป็นผู้สร้างซอฟต์แวร์อยู่ ในงานสร้างซอฟต์แวร์โดยเฉพาะซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ มักจะต้องแบ่งงานกันทำ เพราะทำคนเดียวไม่ได้ มันเสร็จช้า และก็อาจจะไม่ประณีตในหลาย ๆ เรื่อง ดังนั้น แบ่งกันทำดีกว่า ปรกติแล้วการสร้างซอฟต์แวร์ถ้ามีคนพอ จะแบ่งงานออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ คืองาน Management งาน Functional และงาน Technical ทีนี้เรามาสมมติว่าเราเป็นผู้อำนวยการสร้างกันดีกว่า]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ทุกวันนี้คอมพิวเตอร์มันเก่งมากในการประมวลผลซอฟต์แวร์ แต่มันยังไม่ถึงจุดที่มันจะสร้างซอฟต์แวร์เองได้ ดังนั้น มนุษย์เลยยังคงต้องรับผิดชอบเป็นผู้สร้างซอฟต์แวร์อยู่</p>
<p>ในงานสร้างซอฟต์แวร์โดยเฉพาะซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ มักจะต้องแบ่งงานกันทำ เพราะทำคนเดียวไม่ได้ มันเสร็จช้า และก็อาจจะไม่ประณีตในหลาย ๆ เรื่อง ดังนั้น แบ่งกันทำดีกว่า</p>
<p>ปรกติแล้วการสร้างซอฟต์แวร์ถ้ามีคนพอ จะแบ่งงานออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ คืองาน Management งาน Functional และงาน Technical</p>
<p>ทีนี้เรามาสมมติว่าเราเป็นผู้อำนวยการสร้างกันดีกว่า โดยสมมติให้เราคิดคำนวณตัดสินใจแบบคอมพิวเตอร์ คือสมมติว่าเรามีโครงการสร้างซอฟต์แวร์อยู่โครงการนึง ตั้งงบประมาณไว้ที่ 2,100,000.00 บาท จุดประสงค์ของงบประมาณ คือเอามาจ่ายให้กับคนที่ทำงาน ซึ่งโครงการนี้ต้องการทำให้เสร็จภายใน 30 วัน โดยให้ใช้คนเพียง 3 คนแบ่งกันทำงานทุกวัน ตามตำแหน่ง Management, Functional และ Technical และแต่ล่ะคนทำงานได้เพียงหน้าที่เดียวเท่านั้นตลอดทั้งโครงการ</p>
<p>ในฐานะเราเป็นผู้อำนวยการสร้าง เราก็หวังว่าเราจะใช้คนให้เหมาะสมกับงาน เพื่อให้ได้ประสิทธิผลที่สูงสุด โดยพิจารณาจากคะแนนรวมของตำแหน่ง Management, Functional และ Technical ซึ่งคะแนนของแต่ล่ะตำแหน่ง ก็ได้จากคะแนนทักษะแต่ล่ะแบบของคนทำงานทั้ง 3 คนอีกทอดหนึ่ง</p>
<p>พอดีว่าคนทำงานที่มีให้เลือกมันน้อย ก็เลยมีให้เลือกมาแค่ 3 คนซึ่งมีอายุไล่เลี่ยกัน และแต่ล่ะคนก็มีทักษะ Management, Functional และ Technical แตกต่างกันไปตามภาพข้างล่างนี้ ดังนั้น ลองมาคิดดูกันดีกว่าว่า คนไหนควรจะทำตำแหน่งอะไร เพื่อให้ผลรวมของคะแนนในการคัดเลือกมีมากที่สุด ซึ่งผลรวมมากสุดที่เป็นไปได้ คือ  30 คะแนน</p>
<p>และที่สำคัญ คนไหนที่ได้ทำตำแหน่ง Management เราจะให้เป็นหัวหน้าผู้ควบคุมโครงการในครั้งนี้</p>
<p><figure id="attachment_2315" aria-describedby="caption-attachment-2315" style="width: 1010px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/04/skill_score.png" rel="attachment wp-att-2315"><img decoding="async" class="size-full wp-image-2315" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/04/skill_score.png" alt="คะแนนทักษะ" width="1010" height="577" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/04/skill_score.png 1010w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/04/skill_score-300x171.png 300w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/04/skill_score-768x439.png 768w" sizes="(max-width: 1010px) 100vw, 1010px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2315" class="wp-caption-text">คะแนนทักษะ</figcaption></figure></p>
<p>จากภาพจะเห็นว่านาย กอ มีทักษะแยกประเภทและทักษะโดยรวมมากกว่า นาย ขอ และ นาย คอ!!!</p>
<p>จะเห็นว่าปัญหานี้เป็นปัญหาที่ต้องใช้เวลาในการคำนวณซึ่งอยู่ในคลาส Factorial คือถ้าเราจะเลือกคนมาทำ Management ก็จะมีตัวเลือก 3 คน พอต้องมาเลือกคนทำ Functional ก็จะเหลือตัวเลือกแค่ 2 คน เพราะเลือก Management ไปแล้วคนนึง และสุดท้ายก็จะเหลือคนมาทำ Technical แค่คนเดียว เพราะอีก 2 คนถูกเลือกให้ทำ Management กับ Functional ไปแล้ว</p>
<p>ดังนั้น ถ้าเราจะต้องหาว่าผลรวมไหนดีที่สุด เราก็ต้องคำนวณหาในทุกกรณี ซึ่งก็ต้องใช้เวลาในการคำนวณเท่ากับ 3 x 2 x 1 = 3! = 6 รูปแบบนั่นเอง</p>
<p>และเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น เรามาค่อย ๆ คำนวณกันดีกว่า ค่อย ๆ ทำทีล่ะกรณี เพราะโจทย์นี้มันง่าย ทำแค่ 6 ครั้งก็ได้คำตอบ แต่ถ้าให้ทำมากกว่านี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน ตามภาพด้านล่างนี้</p>
<p><figure id="attachment_2321" aria-describedby="caption-attachment-2321" style="width: 950px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/04/skill_matrix.png" rel="attachment wp-att-2321"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-2321" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/04/skill_matrix.png" alt="Skill Matrix" width="950" height="620" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/04/skill_matrix.png 950w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/04/skill_matrix-300x196.png 300w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2016/04/skill_matrix-768x501.png 768w" sizes="auto, (max-width: 950px) 100vw, 950px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2321" class="wp-caption-text">Skill Matrix</figcaption></figure></p>
<p>จากภาพข้างบนจะเห็นว่า การจัดหมู่ที่ดีที่สุดสำหรับโจทย์นี้คือ การให้นาย ขอ เป็นหัวหน้าทำตำแหน่ง Management ให้นาย คอ ทำตำแหน่ง Functional และนาย กอ ทำตำแหน่ง Technical เหตุผลเพราะการจัดหมู่รูปแบบนี้ ให้ผลคะแนนที่ดีที่สุดคือ 20 คะแนน</p>
<p>โดยปรกติแล้วตามราคาตลาด ผลตอบแทนของ Management จะต้องคูณ 2.3 เท่า ส่วนของ Functional จะต้องคูณ 1.2 เท่า และของ Technical ไม่คูณอะไรเลย</p>
<p>ดังนั้น ถ้าให้ค่าตอบแทนวันล่ะ 15,000 บาท ด้วยการจัดหมู่แบบนี้นาย ขอ จะได้ค่าตอบแทนวันล่ะ 15,000 x 2.3 บาท ส่วนนาย คอ จะได้ค่าตอบแทนวันล่ะ 15,000 x  1.2 บาทและส่วนนาย กอ จะได้ค่าตอบแทนวันล่ะ 15,000 บาท</p>
<p>ถ้าเราไม่มองด้วยทฤษฎีเกม ซึ่งว่าตามจริงแล้วโจทย์นี้ก็คำนวณแบบทฤษฎีเกม คือ คำตอบไหนให้ผลตอบแทนมากที่สุดก็เลือกคำตอบนั้น และเราก็กำลังคำนวณโดยการสวมบทบาทเป็นคอมพิวเตอร์ เราจะพบว่าในฐานะผู้อำนวยการสร้าง ดูเหมือนเราจะไม่ค่อยยุติธรรมกับนาย กอ ซักเท่าไหร่ เพราะจริง ๆ แล้วนาย กอ เก่งกว่าใคร ๆ แต่เรากลับให้นาย กอ เป็นลูกน้องคนที่เก่งน้อยกว่า แถมให้นาย กอ ได้ค่าตอบแทนน้อยกว่าใคร ๆ อีก</p>
<p>ครับ โลกมันเป็นแบบนี้แหล่ะ เพราะในฐานะผู้อำนวยการสร้าง เราต้องสนใจเป้าหมายเป็นหลัก การจัดทีมแบบไหน จัดหมู่แบบใด แล้วมันให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เราก็ต้องเลือกแบบนั้น ดังนั้น ปัญหาที่แก้ได้โดยวิธีการคำนวณทางคอมพิวเตอร์ มันก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาทางสังคมศาสตร์ขึ้นมาแทนก็เป็นได้</p>
<p>สำหรับโจทย์นี้ถ้าเราจะแก้ปัญหาทางสังคมศาสตร์ เราอาจจะต้องใส่ประจุเพิ่มให้กับคนที่มีทักษะ Management และ Functional เพื่อให้เวลาคำนวณในทางคอมพิวเตอร์ จะได้มีน้ำหนักเหมาะสมมากขึ้น แต่ในบางครั้งการทำแบบนั้นอาจจะไม่ถูก เพราะมันขึ้นกับงานในแต่ล่ะโครงการ บางโครงการจุดสำคัญก็อาจจะอยู่ตรงตำแหน่ง Technical ดังนั้น การเปลี่ยนเป็นให้ค่าตอบแทนกับตำแหน่ง Technical โดยการคูณค่าตอบแทน 2.3 เท่า แล้วไปลดตัวคูณค่าตอบแทนในตำแหน่งอื่นน่าจะเหมาะสมกว่า</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2314/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปัญหาความซับซ้อนในการคำนวณ</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/1979</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/1979#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 11 Apr 2015 14:05:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Computation]]></category>
		<category><![CDATA[คำนวณ]]></category>
		<category><![CDATA[ซับซ้อน]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหา]]></category>
		<category><![CDATA[computation]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1979</guid>

					<description><![CDATA[คอมพิวเตอร์ถึงจะทำงานได้เร็วแต่ก็มีข้อจำกัด หากมันเจอกับโจทย์ที่เป็นปัญหาซับซ้อนในการคำนวณ ซึ่งเท่าที่ผมเคยเผชิญมันมีอยู่ 2 แบบใหญ่ ๆ (และยังมีแบบอื่นอีก) คือ แบบที่ต้องคำนวณด้วยเวลา C ยกกำลัง N กับ แบบที่ต้องคำนวณด้วยเวลา 2 ยกกำลัง N แล้วจึงลบ 1 โดย N คือจำนวนของขนาดปัญหาที่เป็นไปได้ อย่างแบบแรก ยกตัวอย่างให้เห็นง่าย ๆ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>คอมพิวเตอร์ถึงจะทำงานได้เร็วแต่ก็มีข้อจำกัด หากมันเจอกับโจทย์ที่เป็นปัญหาซับซ้อนในการคำนวณ ซึ่งเท่าที่ผมเคยเผชิญมันมีอยู่ 2 แบบใหญ่ ๆ (และยังมีแบบอื่นอีก) คือ แบบที่ต้องคำนวณด้วยเวลา C ยกกำลัง N กับ แบบที่ต้องคำนวณด้วยเวลา 2 ยกกำลัง N แล้วจึงลบ 1</p>
<p>โดย N คือจำนวนของขนาดปัญหาที่เป็นไปได้</p>
<p>อย่างแบบแรก ยกตัวอย่างให้เห็นง่าย ๆ ก็คือ ถ้าเรามีเสื้อ 2 ตัว กางเกง 2 ตัว รองเท้า 2 คู่ เราจะเลือกใส่ เสื้อ กางเกง และ รองเท้า ยังไงให้หล่อที่สุด ซึ่งจากโจทย์ C ก็คือ 2 เพราะบังเอิญว่าแต่ล่ะตัวแปรมี 2 กรณีให้เลือก ในขณะที่ N คือ 3 เพราะขนาดปัญหา คือ 3 ตัวแปร คือ 1) เสื้อ 2) กางเกง 3) รองเท้า ดังนั้น ถ้าจะหาคำตอบที่ดีที่สุด เราก็ต้องลอง เสื้อ กางเกง รองเท้า ให้มันหมดเลย ซึ่งต้องใช้เวลาเท่ากับ C ยกกำลัง N หรือ 2 ยกกำลัง 3 ซึ่งก็คือ {1, 1, 1}, {1, 1, 2}, {1, 2, 1}, {1, 2, 2}, {2, 1, 1}, {2, 1, 2}, {2, 2, 1} และ {2, 2, 2} หรือก็คือใช้เวลาไป 8 รอบ</p>
<p>ส่วนแบบสอง ยกตัวอย่างให้เห็นง่าย ๆ ก็คือ ถ้าในร้านค้ามีสินค้าเพียง 3 ชิ้นที่แตกต่างกัน แล้วเรามีเงินอยู่แค่ 100 บาท เราจะซื้อสินค้าได้กี่่ชิ้น ซึ่งจากโจทย์ N ก็คือ 3 เพราะขนาดปัญหา คือ 3 ดังนั้น ถ้าจะหาคำตอบที่ดีที่สุด เราก็ต้องเอาราคาสินค้ามาเทียบกันให้หมดเลย เพื่อดูว่ารวมเงินแล้วจะซื้อชิ้นไหนได้บ้างโดยใช้เงินไม่เกิน 100 บาท ซึ่งต้องใช้เวลาคำนวณเท่ากับ 2 ยกกำลัง 3 แล้วจึงลบ 1 ซึ่งน้อย ๆ แบบนี้ยังพอยกตัวอย่างให้ดูได้ ก็ประมาณนี้คือ {1}, {2}, {3}, {1,2}, {1,3}, {2,3} และ {1,2,3} หรือก็คือใช้เวลาไป 7 รอบ</p>
<p>ทุกวันนี้ไม่มีใครสนใจใช้วิธีการหาคำตอบทั้งหมดเพื่อเลือกคำตอบที่ดีที่สุดบนดิจิทัลคอมพิวเตอร์กันแล้ว เขาหันไปใช้วิธีการตัดเล็มตัวเลือกที่อ่อนด๋อย เพื่อจะได้เหลือเฉพาะตัวเลือกที่ดีที่สุด หรือไม่เขาก็ไปใช้วิธีการอนุมานอย่างมีเหตุผลเพื่อเลือกคำตอบที่น่าจะดีที่สุดแทน</p>
<p>ต่อให้มีควอนตัมคอมพิวเตอร์ให้ใช้กัน ผมก็ยังเชื่อว่าปัญหาความซับซ้อนในการคำนวณจะยังคงถูกต่อยอดคิดค้นให้มาแก้กันต่อไป จนกว่าจะมีใครซักคนคิดค้นสมการเทพ ๆ ที่ใส่ค่าทีเดียวแล้วได้คำตอบทุกอย่าง หรือจนกว่าคอมพิวเตอร์คำนวณชั่วพริบตาขณะจิตจะถูกสร้างขึ้นนั่นแหล่ะ ปัญหานี้ถึงจะหมดไป</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/1979/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การปรับปรุงประสิทธิภาพของ Hidden Markov Models</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/1873</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/1873#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 30 Jan 2014 07:04:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Assignment]]></category>
		<category><![CDATA[Computation]]></category>
		<category><![CDATA[Literature Review]]></category>
		<category><![CDATA[Pattern Recognition]]></category>
		<category><![CDATA[สถิติ]]></category>
		<category><![CDATA[แบบจำลอง]]></category>
		<category><![CDATA[Hidden Markov Models]]></category>
		<category><![CDATA[HMM]]></category>
		<category><![CDATA[HMMs]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1873</guid>

					<description><![CDATA[ผมใกล้ต้องส่งการบ้านอีกแล้วและคราวนี้เป็นการทบทวนวรรณกรรมครับ คือแบบว่า การจะทำวิจัยต้องมีการทบทวนวรรณกรรมก่อนครับ เพื่อตรวจสอบว่ามีนักวิจัยท่านอื่นได้วิจัยในหัวข้อที่เราสนใจไปบ้างหรือเปล่า และการวิจัยเหล่านั้นได้ก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว เพื่อให้เราได้วิจัยส่วนที่เป็นช่องโหว่ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ต่อไป ส่วนตัวผมเองก็รู้ทฤษฎีการคำนวณสำหรับคอมพิวเตอร์เพียงไม่กี่เรื่องครับ ดังนั้น ก็เลยต้องเลือกทบทวนวรรณกรรมในหัวข้อที่ตนเองถนัดที่สุด นั่นคือ แบบจำลองทางสถิติที่ชื่อว่า Hidden Markov Models และเพื่อให้ไม่เป็นการเสียเวลา มาลองอ่านงานทบทวนวรรณกรรมฉบับร่างของผมดูกันครับ ทบทวนวรรณกรรม นับตั้งแต่งานวิจัย Hidden Markov Model [1][2][3][4] ซึ่งเป็นโมเดลที่เหมาะกับการอนุมานความน่าจะเป็นของลำดับที่ซ่อนอยู่ โดยการวิเคราะห์จากลำดับที่สังเกตได้ ๆ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผมใกล้ต้องส่งการบ้านอีกแล้วและคราวนี้เป็นการทบทวนวรรณกรรมครับ คือแบบว่า การจะทำวิจัยต้องมีการทบทวนวรรณกรรมก่อนครับ เพื่อตรวจสอบว่ามีนักวิจัยท่านอื่นได้วิจัยในหัวข้อที่เราสนใจไปบ้างหรือเปล่า และการวิจัยเหล่านั้นได้ก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว เพื่อให้เราได้วิจัยส่วนที่เป็นช่องโหว่ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ต่อไป</p>
<p>ส่วนตัวผมเองก็รู้ทฤษฎีการคำนวณสำหรับคอมพิวเตอร์เพียงไม่กี่เรื่องครับ ดังนั้น ก็เลยต้องเลือกทบทวนวรรณกรรมในหัวข้อที่ตนเองถนัดที่สุด นั่นคือ แบบจำลองทางสถิติที่ชื่อว่า Hidden Markov Models และเพื่อให้ไม่เป็นการเสียเวลา มาลองอ่านงานทบทวนวรรณกรรมฉบับร่างของผมดูกันครับ</p>
<p><strong><b>ทบทวนวรรณกรรม</b></strong></p>
<p>นับตั้งแต่งานวิจัย Hidden Markov Model [1][2][3][4] ซึ่งเป็นโมเดลที่เหมาะกับการอนุมานความน่าจะเป็นของลำดับที่ซ่อนอยู่ โดยการวิเคราะห์จากลำดับที่สังเกตได้ ๆ ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ออกสู่สาธารณชน และ มีงานวิจัย [5][6][7] ที่ได้บุกเบิกนำ Hidden Markov Models มาปรับใช้สำหรับงานด้าน Speech Recognition เพื่อเปรียบเทียบระหว่างเสียงพูดกับชุดข้อความอย่างมีประสิทธิภาพ ก็ได้ทำให้ Hidden Markov Models กลายเป็นโมเดลที่ถูกประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวาง ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการอนุมานความน่าจะเป็นของลำดับที่ซ่อนอยู่ โดยการวิเคราะห์จากลำดับที่สังเกตได้ เช่น งานวิจัย [8] การจับคู่สายรหัสพันธุกรรม ซึ่งเป็นงานด้าน Bioinformatics, งานวิจัย [9] [10][11] การจับคู่ระหว่างข้อความกับรูปแบบของการวาดมือ ซึ่งเป็นงานด้าน Gesture Recognition, งานวิจัย [12] การหาทิศทางเดินให้กับหุ่นยนต์ในสภาพแวดล้อมปิดในอาคาร ซึ่งเป็นงานด้าน Robotics, งานวิจัย [13] [14] [15] ตรวจสอบการบุกรุกระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นงานด้าน Computer Security เป็นต้น</p>
<p>โดยพื้นฐานแล้วถ้าเราไม่สนใจประสิทธิภาพในการคำนวณ เราจะพบว่า Hidden Markov Models เป็นโมเดลที่ใช้ประโยชน์ได้ดีและไม่มีปัญหา แต่หากเราสนใจประสิทธิภาพในการคำนวณ เราจะพบว่า Hidden Markov Models มีปัญหาพื้นฐานอยู่ 3 ข้อ อันได้แก่ 1) การหาผลรวมสุทธิของความน่าจะเป็นของโมเดล เมื่อเทียบกับลำดับที่สังเกตได้, 2) การหาลำดับที่ถูกซ่อนในโมเดล ซึ่งให้ค่าความเป็นไปได้สูงสุด เมื่อเทียบกับลำดับที่สังเกตได้ และ 3) การปรับค่าพารามิเตอร์ในโมเดล เพื่อให้โมเดลมีผลรวมสุทธิของความน่าจะเป็นเพิ่มขึ้น</p>
<p><span id="more-1873"></span></p>
<p>สำหรับปัญหาพื้นฐานข้อแรก คือ การหาผลรวมสุทธิของความน่าจะเป็นของโมเดล เมื่อเทียบกับลำดับที่สังเกตได้ ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วสามารถใช้วิธีการ Brute Force เพื่อคำนวณหาได้ แต่มันเป็นการคำนวณที่ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะใช้เวลาเป็น O(2TN^T) ดังนั้นจึงมีงานวิจัยหลายชิ้นที่นำเสนอวิธีการลดเวลาในการคำนวณ เช่น งานวิจัย [2][3] ที่เสนอให้ใช้เทคนิค Dynamic Programming มาช่วยลดเวลาในการคำนวณ เรียกว่า Forward-Backward Algorithm ซึ่งสามารถลดเวลาในการคำนวณลงเหลือ O(TN^2) และต้องเสียพื้นที่เพิ่มเติมเท่ากับ O(TN), งานวิจัย [16] ที่คิดค้นแปลง Hidden Markov Models ให้เป็น Probabilistic Independent Network เพื่อสะดวกในการคำนวณ ซึ่งสามารถลดเวลาในการคำนวณลงเหลือ O(TN) และต้องเสียพื้นที่เพิ่มเติมเท่ากับ O(TN), งานวิจัย [17] ที่ใช้เทคนิค Divide and Conquer ซึ่งลดเวลาในการคำนวณลงเหลือ O(TN log(N)) และต้องเสียพื้นที่เพิ่มเติมเท่ากับ O(T log (N)) เป็นต้น</p>
<p>สำหรับปัญหาพื้นฐานข้อที่สอง คือ การหาลำดับที่ถูกซ่อนในโมเดล ซึ่งให้ค่าความเป็นไปได้สูงสุด เมื่อเทียบกับลำดับที่สังเกตได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่แตกต่างจากปัญหาแรก นั่นคือ หากคำนวณตรง ๆ ก็จะใช้เวลาเป็น O(2TN^T) เพราะต้องคำนวณให้ครบทุกลำดับที่ซ่อนอยู่ที่เป็นไปได้ จึงจะสามารถเลือกลำดับที่ให้ค่าความน่าจะเป็นสูงสุดมาเป็นผลลัพธ์สำหรับแก้ปัญหาที่สองนี้ และเนื่องจากการแก้ปัญหาแบบนี้ไม่มีประสิทธิภาพ จึงได้มีการประยุกต์ใช้เทคนิคอื่นเพื่อแก้ปัญหา เช่น งานวิจัย [18][19] ซึ่งจัดวางโมเดลให้อยู่ในรูปของ Trellis Diagram และใช้เทคนิค Dynamic Programming ซึ่งเรียกว่า Viterbi Algorithm โดยสามารถลดเวลาคำนวณลงเหลือ O(TN^2) และต้องเสียพื้นที่เพิ่มเติมเท่ากับ O(2TN), งานวิจัย [20][21] ที่นำ Viterbi Algorithm มาต่อยอด โดยการลดรูปของ Trellis Diagram ด้วยวิธีการจัดกลุ่ม State ที่คล้ายกัน ทำให้ลดเวลาการคำนวณลงเหลือ O(TN^2/G^2) และยังเพิ่มประสิทธิภาพเพิ่มเติมด้วยการกำหนด Threshold เพื่อข้ามการคำนวณบาง State ที่ไม่จำเป็น เป็นต้น</p>
<p>สำหรับปัญหาพื้นฐานข้อที่สาม คือ การปรับค่าพารามิเตอร์ในโมเดล เพื่อให้โมเดลมีผลรวมสุทธิของความน่าจะเป็นเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาที่ยากที่สุดและไม่มีขั้นตอนวิธีตายตัว โดยนักวิจัยได้แบ่งการค้นคว้ากันไปใน 2 แนวทาง ได้แก่ 1) แบบที่ให้ผลลัพธ์เป็น Local Optimum เช่น งานวิจัย [4] ที่ใช้การประมาณการแบบ Iterative Method ด้วยเทคนิคแบบ Expectation Maximization [22] เรียกว่า Baum-Welch Algorithm, งานวิจัย [23] ที่ใช้เทคนิคการปรับตัวเลข เรียกว่า Gradient Descent Algorithm, งานวิจัย [24] ที่ใช้ Ant Colony Optimization ร่วมกับ Baum-Welch Algorithm และ 2) แบบที่ให้ผลลัพธ์เป็น Global Optimum โดยการใช้ขั้นตอนวิธี Metaheuristic เข้ามาช่วยคำนวณ เช่น งานวิจัย [25][26][27] ที่ใช้ Genetic Algorithm, งานวิจัย [28] ที่ใช้ Particle Swarm Optimization, งานวิจัย [29] ที่ใช้ Modified Gravitational Search Algorithm เป็นต้น</p>
<p>ผู้เขียนวิเคราะห์ว่าแนวโน้มในการแก้ปัญหาพื้นฐานข้อที่สามด้วยวิธี Metaheuristic เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เป็น Global Optimum กำลังเป็นที่นิยมแพร่หลายมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากเป็นวิธีการหาคำตอบโดยการสุ่มคำตอบที่ดีที่สุดจากค่าที่เป็นไปได้ทั้งหมดจริง ๆ แทนที่จะใช้วิธีการหาคำตอบที่ดีที่สุดแบบ Local Optimum จากชุดของตัวแทนที่ถูกเลือกมาด้วย Forward-Backward Algorithm ซึ่งคำตอบที่ได้จากตัวแทนอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด เมื่อเทียบกับการหาคำตอบจากค่าที่เป็นได้ทั้งหมด</p>
<p>นอกจากปัญหาในแง่การคำนวณเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุดแล้ว ยังมีปัญหาท้าทายอีกอย่างหนึ่งนั่นคือ ปัญหาการออกแบบ Topology ให้มีความเหมาะสม ดังนั้น จึงมีงานวิจัยหลายตัวที่ถูกคิดค้นขึ้น เพื่อการทำให้ Topology ของ Hidden Markov Model มีความหลากหลาย เช่น งานวิจัย [30][31] ที่คิดค้น Hierarchical Hidden Markov Model (HHMM) เพื่อสร้าง Topology ของ Hidden Markov Model ใหม่ โดยการจัดกลุ่มของลำดับที่ซ่อนอยู่ซึ่งมีรูปแบบวนซ้ำ ให้อยู่ในรูปโครงสร้างแบบต้นไม้ จุดประสงค์เพื่อนำไปใช้สำหรับแก้ปัญหาซับซ้อนเชิงโครงสร้างหลายระดับ ที่ Topology แบบเรียงลำดับไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรืองานวิจัย [32] ที่คิดค้น variable-length Hidden Markov Model (VLHMM) ซึ่งเป็น Topology ที่เพิ่ม Context Set เข้ามาช่วยในการคำนวณการเชื่อมโยงของลำดับที่ซ่อนอยู่ จากเดิมที่เคยเชื่อมลำดับที่ซ่อนอยู่ปัจจุบันกับลำดับที่ซ่อนอยู่ก่อนหน้าแบบ First Order ก็ให้เปลี่ยนเป็นลำดับที่สูงกว่า First Order แทน โดยขึ้นกับการคำนวณเพื่อเปลี่ยนแปลงค่าความน่าจะเป็นในโมเดล เพื่อให้โมเดลมีผลรวมของความน่าจะเป็นเพิ่มขึ้น โดยอิงกับลำดับที่สังเกตได้</p>
<p>ผู้เขียนวิเคราะห์ว่าการออกแบบ Topology ให้เหมาะสม จะส่งผลทางอ้อม ทำให้ไม่ต้องแก้ปัญหาพื้นฐานของ Hidden Markov Models ให้ครบทั้ง 3 ข้อ หากแต่เลือกเพียงบางข้อเพื่อแก้ปัญหาก็ได้ เช่น ในงานแก้ปัญหา Speech Recognition ซึ่งมักจะใช้ Topology แบบ Left To Right นั้น ใช้เพียงวิธีแก้ปัญหาพื้นฐานของข้อที่หนึ่งกับข้อที่สามก็เพียงพอแล้ว เนื่องจากรูปแบบของ Topology แบบ Left To Right นั้น ได้บังคับทิศทางของลำดับที่ถูกซ่อนในโมเดลเอาไว้อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องใช้วิธีแก้ปัญหาพื้นฐานของข้อที่สองเพื่อแก้ปัญหาเพิ่มเติมอีก</p>
<p><b>เอกสารอ้างอิง</b></p>
<ol>
<li>L.  E.  Baum, T.  Pretrie.  “<b>Statistical Inference For Probabilistic Functions Of Finite State Markov Chains.</b>”  The Annals of Mathematical Statistics.  (April 1966) : 1554-1563.</li>
<li>L.  E.  Baum, J.  A.  Eagon.  “<b>An inequality with applications to statistical estimation for probabilistic functions Markov processes and to a model for ecology.</b>”  Bull. Amer. Math. Soc.  (1967) : 360-363.</li>
<li>L.  E.  Baum, G.  R.  Sell.  “<b>Growth Transformations For Functions on Manifolds.</b>”  Pacific Journal of Mathematics, vol.  27, No.  2.  (1968) : 211-227.</li>
<li>L.  E.  Baum, et al.  “<b>A maximization technique occurring in the statistical analysis of probabilistic functions of Markov chain.</b>”  The Annals of Mathematical Statistics, vol. 41. No. 1.  (1970) : 164-171.</li>
<li>L.  R.  Rabiner, B.  H.  Juang.  “<b>An Introduction to Hidden Markov Models.</b>”  IEEE ASSP Magazine.  (January 1986) : 4-16.</li>
<li>L.  R.  Rabiner.  “<b>A Tutorial on Hidden Markov Models and Selected Applications in Speech Recognition.</b>”  Proceeding of the IEEE, vol. 77, No. 2.  (February 1989) : 257-286.</li>
<li>L.  R.  Rabiner,  B.  H.  Juang.  <b>Fundamentals of speech recognition</b>.  New Jersey : Prentice-Hall Inc, 1993.</li>
<li>Richard Durbin, et al.  <b>Biological sequence analysis: Probabilistic models of proteins and nucleic acids.</b>  New York : Cambridge University Press, 1998.</li>
<li>T.  Starner, A.  Pentland.  “<b>Real-time American Sign Language recognition from video using hidden Markov models.</b>”  Proceeding of the International Symposium on Computer Vision.  (November 1995) : 265-270.</li>
<li>Hyeon-Kyu Lee, Jin H. Kim.  “<b>An</b> <b>HMM-Based Threshold Model Approach for Gesture Recognition.</b>”  IEEE Transactions on Pattern Analysis and Machine Intelligence, vol. 21, issue 10.  (October 1999) : 961-973.</li>
<li>Martin J.  “<b>Automatic handwriting gestures recognition using hidden Markov models.</b>”  Proceeding of IEEE International Conference.  (March 2000) : 403-409.</li>
<li>Aycard O.  “<b>Place Learning and recognition using hidden Markov models.</b>”  Proceeding of IEEE/RSJ International Conference, vol. 3.  (September 1997) : 1741-1747.</li>
<li>S.  B.  Cho, S.  J.  Han.  “<b>Two Sophisticated Technique to Improve HMM-Based Intrusion Detection Systems.</b>”  RAID2003, (2003) : 207-219.</li>
<li>T.  Lane, C.  E.  Brodley.  “<b>An Empirical Study of Two Approaches to Sequence Learning for Anomaly Detection.</b>”  Machine Learning, 51 (2003) : 73-107.</li>
<li>C.  Warrender, et al.  “<b>Detecting Intrusions Using System Calls: Alternative Data Models.</b>”  Proceedings of the IEEE Computer Society Symposium on Research in Security and Privacy, (1999) : 133–145.</li>
<li>P.  Smyth, D.  Heckerman, M.  Jordan.  “<b>Probabilistic Independence Networks for Hidden Markov Probability Models.</b>”  Technical Report MSR-TR-96-03, Microsoft Research, Redmond, Washington, (1996).</li>
<li>J.  Binder, K.  Murphy, S.  Russell.  “<b>Space-efficient inference in dynamic probabilistic networks.</b>”  Proceedings of 5<sup>th</sup> IJCAI97, vol.  2, (1997) : 1292-1296.</li>
<li>J.  Viterbi.  “<b>Error bounds for convolutional codes and anasymptotically optimal decoding algorithm.</b>”  IEEE Trans.  Informat.  Theory, vol.  IT-13,  (April 1967) : 260-269.</li>
<li>G.  D.  Forney.  “<b>The Viterbi algorithm.</b>”  Proc.  IEEE, vol. 62.  (March 1973) : 268-278.</li>
<li>Y.  Fujiwara, Y.  Sakurai, M.  Yamamuro.  “<b>SPIRAL: Efficient and Exact Model Identification for Hidden Markov Models.</b>”  KDD’08, (August 2008) : 247-255.</li>
<li>Y.  Fujiwara, Y.  Sakurai, M.  Kitsuregawa.  “<b>Fast Likelihood Search for Hidden Markov Models.</b>”  ACM Transaction Knowledge Discovery from Data, vol.  3, no.  4, Article 18, (November 2009) : 1-37.</li>
<li>P.  Dempster, N.  M.  Laird and D.  B.  Rubin.  “<b>Maximum Likelihood from incomplete data via the EM algorithm.</b>”  J.  Roy.  Stat.  Soc., vol.  39, no.  1.  (1977) : 1-38.</li>
<li>S.  E.  Levinson, L.  R.  Rabiner, M.  M.  Sondhi.  “<b>An introduction to the application of the theory of probabilistic functions of a Markov process to automatic speech recognition.</b>”  Bell System Technical Journal.  62 (1983) : 1035-1074.</li>
<li>Q.  Wang, S.  Ju.  “<b>ACO-based BW algorithm for parameter estimation of hidden Markov models.</b>”  International Journal of Computer Applications in Technology, vol.  41, issue 3/4, (September 2011) : 281-286.</li>
<li>Fang Sun, Guangrui Hu.  “<b>Speech recognition based on genetic algorithm for training HMM.</b>”  Electronics Letters, vol.  34, 16 (August 1998) : 1563-1564.</li>
<li>C.  W.  Chau, et al.  “<b>Optimization of HMM by a Genetic Algorithm.</b>”  IEEE ICASSP-97, vol.  3, (1997) : 1727-1730.</li>
<li>Chan, S.  Kwong.  “<b>Analysis of Parallel Genetic Algorithm on HMM based speech recognition system.</b>”  IEEE Conf., (1997) : 1229-1233.</li>
<li>L.  Xue, et al.  “<b>A Particle Swarm Optimization for Hidden Markov Model Training.</b>”  Proceeding of 8th International Conference on Signal Processing, 1 (2006).</li>
<li>A.  R.  Hosseinabadi, M.  R.  Ghaleh, S.  E.  Hashemi.  “<b>Application of Modified Gravitational Search Algorithm to Solve the Problem of Teaching Hidden Markov Model.</b>”  IJCSI, vol.  10, issue 3, no.  2, (May 2013) : 1-8.</li>
<li>S.  Find, Y.  Singer, N.  Tishby.  “<b>The Hierarchical Hidden Markov Model: Analysis and Applications.</b>”  Machine Learning, 32 (1998) : 41-62.</li>
<li>Lin-Yi Chou.  “<b>Techniques to incorporate the benefits of a Hierarchy in a modified hidden Markov model.</b>”  Proceeding of the COLING/ACL06, (July 2006) : 120-127.</li>
<li>Y.  Wang, et al.  “<b>Mining Complex Time-Series Data by Learning Markovian Models.</b>”  Proceeding of the Sixth ICDM06, (2006) : 1136-1140.</li>
</ol>
<p>ก็จบคร่าว ๆ ประมาณนี้ครับ ซึ่งถ้าใครสนใจแบบจำลองทางสถิติที่ชื่อว่า Hidden Markov Models ก็สามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ต่าง ๆ ครับ แต่ก็เป็นอะไรที่น่าสับสนนิดนึงนะครับ ทางที่ดีถ้าอยากเรียนรู้เร็ว ก็คงต้องให้คนที่แตกฉานในแบบจำลองมาอธิบายนั่นแหล่ะครับถึงจะเข้าใจได้</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/1873/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>1</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Taxonomy ของ Genetic Algorithm</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/1867</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/1867#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 19 Jan 2014 07:21:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Computation]]></category>
		<category><![CDATA[Feature]]></category>
		<category><![CDATA[genetic algorithm]]></category>
		<category><![CDATA[taxonomy]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1867</guid>

					<description><![CDATA[Taxonomy หรือ อนุกรมวิทธาน เป็นอะไรซักอย่างที่ถูกใช้เพื่อการจัดหมวดหมู่ครับ ที่เห็นเยอะ ๆ ก็ใช้ในการจัดหมวดหมู่ของสิ่งมีชีวิต เพื่อแบ่งชั้นแบ่งกลุ่มว่าอะไรพวกเดียวกับอะไร แล้วแต่ล่ะพวกนั้นมันไปเกี่ยวกับอะไรที่อยู่ในชั้นก่อนหน้านั้น เป็นต้น ในทางทฤษฎีการคำนวณสำหรับคอมพิวเตอร์ ก็มี Taxonomy กับเขาเหมือนกันครับ เพราะเดี๋ยวนี้ทฤษฎีการคำนวณสำหรับคอมพิวเตอร์มันแตกสาย แตกลูกแตกหลานกันเยอะ บางทีได้ยินคุยกันก็รำคาญใจ จัดหมวดหมู่ชั้นช่วงกันผิด ๆ ถูก ๆ เหมือนกับมีคนมาบอกเราว่า กรุงเทพฯ, พระประแดง, นนทบุรี]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>Taxonomy หรือ อนุกรมวิทธาน เป็นอะไรซักอย่างที่ถูกใช้เพื่อการจัดหมวดหมู่ครับ ที่เห็นเยอะ ๆ ก็ใช้ในการจัดหมวดหมู่ของสิ่งมีชีวิต เพื่อแบ่งชั้นแบ่งกลุ่มว่าอะไรพวกเดียวกับอะไร แล้วแต่ล่ะพวกนั้นมันไปเกี่ยวกับอะไรที่อยู่ในชั้นก่อนหน้านั้น เป็นต้น</p>
<p>ในทางทฤษฎีการคำนวณสำหรับคอมพิวเตอร์ ก็มี Taxonomy กับเขาเหมือนกันครับ เพราะเดี๋ยวนี้ทฤษฎีการคำนวณสำหรับคอมพิวเตอร์มันแตกสาย แตกลูกแตกหลานกันเยอะ บางทีได้ยินคุยกันก็รำคาญใจ จัดหมวดหมู่ชั้นช่วงกันผิด ๆ ถูก ๆ เหมือนกับมีคนมาบอกเราว่า กรุงเทพฯ, <em>พระประแดง</em>, นนทบุรี และ ปทุมธานี เป็นปริมณฑล (เห็นใช่มั้ยว่าพระประแดงมันไม่เข้าพวกเพราะมันเป็นอำเภอ?) หรือบอกเราว่าปริมณฑลภาคกลางที่ติดทะเล ได้แก่ สมุทรปราการ, <em>พระประแดง</em>, สมุทรสาคร และ สมุทรสงคราม (พระประแดงเป็นอำเภอของสมุทรปราการ)</p>
<p>ไอ้เจ้า Genetic Algorithm เองก็ถูกอ้างผิดเหมือนกันครับ เพราะเวลาถูกจัดหมวดหมู่อ้างถึง มันมักจะถูกอ้างให้อยู่ในระดับเดียวกับชั้นที่สูงกว่า 1 ช่วงบ้าง 2 ช่วงบ้าง หรือบางครั้งก็ถูกอ้างอิงกับ Class อื่นที่อยู่ในระดับที่ไม่เท่ากัน ดังนั้น เพื่อให้เข้าใจ Taxonomy ของมัน ผมก็เลยทำให้ดูตามภาพข้างล่างนี้แล้ว</p>
<p><figure id="attachment_1868" aria-describedby="caption-attachment-1868" style="width: 281px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/genetic_algorithm.png"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-1868" alt="Taxonomy ของ Genetic Algorithm" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/genetic_algorithm.png" width="281" height="403" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/genetic_algorithm.png 281w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2014/01/genetic_algorithm-209x300.png 209w" sizes="auto, (max-width: 281px) 100vw, 281px" /></a><figcaption id="caption-attachment-1868" class="wp-caption-text">Taxonomy ของ Genetic Algorithm</figcaption></figure></p>
<p>จริง ๆ แล้วแต่ล่ะชั้นก็มีลูกหลานแตกสายออกไปเยอะครับ แต่ที่ทำให้ดูในภาพนี้เป็นการลำดับ Taxonomy ของ Genetic Algorithm ว่าสืบสายตรงจากอะไรลงมาอ่ะครับ ก็ประมาณนี้ครับ</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/1867/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปัญหา P กับ NP</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/1808</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/1808#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 20 Oct 2013 04:48:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Assignment]]></category>
		<category><![CDATA[Computation]]></category>
		<category><![CDATA[Literature Review]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหา NP]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหา P]]></category>
		<category><![CDATA[Deterministic Polynomial]]></category>
		<category><![CDATA[Non-Deterministic Polynomial]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1808</guid>

					<description><![CDATA[ผมต้องส่งการบ้านในหัวข้อ &#8220;งานวิจัย NP ในปัจจุบัน&#8221; พอค้น ๆ ไปในอินเทอร์เน็ตถึงได้พบว่า อย่าว่าแต่ของคนไทยเลย ขนาดของพวกฝรั่งก็ยังเขียนลำดับให้เข้าใจไม่ค่อยได้ คือ เขาจะเขียนข้าม ๆ เป็นห้วง ๆ ไม่ลำดัีบเป็นขั้น ๆ เขาจะถือว่ารู้แล้ว (ซึ่งจริง ๆ เราไม่รู้) ดังนั้น ผมก็เลยต้องอ่านจากหลาย ๆ ที่ แล้วเอามาประมวลเป็นลำดับขั้นตอนเพื่อส่งการบ้าน]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผมต้องส่งการบ้านในหัวข้อ &#8220;งานวิจัย NP ในปัจจุบัน&#8221; พอค้น ๆ ไปในอินเทอร์เน็ตถึงได้พบว่า อย่าว่าแต่ของคนไทยเลย ขนาดของพวกฝรั่งก็ยังเขียนลำดับให้เข้าใจไม่ค่อยได้ คือ เขาจะเขียนข้าม ๆ เป็นห้วง ๆ ไม่ลำดัีบเป็นขั้น ๆ เขาจะถือว่ารู้แล้ว (ซึ่งจริง ๆ เราไม่รู้) ดังนั้น ผมก็เลยต้องอ่านจากหลาย ๆ ที่ แล้วเอามาประมวลเป็นลำดับขั้นตอนเพื่อส่งการบ้าน ทีนี้เห็นว่ามันน่าจะเอามาเผยแพร่ได้ ให้คนทั่วไปเข้าใจได้ง่าย ๆ (เอ๊ะ หรือจะไม่ง่าย?) ก็เลยคิดว่าเอามาลงในบล็อกของตัวเองดีกว่า</p>
<p>งั้นเริ่มเลยล่ะกัน &#8230;</p>
<p><b>1.  บทคัดย่อ</b></p>
<p><b></b>ในวงการวิทยาการคอมพิวเตอร์ หากเรากล่าวถึง “ปัญหา” จะมีสิ่งให้ขบคิดอยู่สองประเด็น นั่นคือ เราจะหาคำตอบของปัญหานั้น ๆ อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร และ หากมีการเฉลยคำตอบของปัญหานั้น ๆ แล้ว เราจะหาวิธียืนยันคำตอบนั้น ๆ อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร ว่ามันเป็นคำตอบที่ “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” ซึ่งกลุ่มของปัญหาที่ต้องการ ๆ ยืนยันคำตอบอย่างมีประสิทธิภาพหากคำตอบคือ “ใช่” จะถูกเรียกในทางทฤษฎีว่าเป็นกลุ่มปัญหา NP หรือ Non-deterministic polynomial time ซึ่งในบทความนี้จะนำเสนอถึงการวิจัย NP ในปัจจุบัน ว่ามีความก้าวหน้าไปอย่างไรบ้าง</p>
<p><strong>2.  บทนำ</strong></p>
<p>วิทยาการคอมพิวเตอร์เป็นศาสตร์ที่ใช้คณิตศาสตร์หลายแขนง เพื่อช่วยในการแก้ปัญหาให้กับศาสตร์ของตนเอง โดยเฉพาะการใช้ศาสตร์ที่เรียกว่า Combinatorics ในการแก้ปัญหา โดยเนื้อหาหลักของ Combinatorics ก็คือ “การจัดหมู่” ในสิ่งที่มีขอบเขต “จำกัด” จากนั้นจึงทำการ &#8220;นับ&#8221; มัน</p>
<p>ปัจจัยสำคัญใน “การนับ” ในทางวิทยาการคอมพิวเตอร์ก็คือการวนรอบ เพราะคุณลักษณะเด่นของคอมพิวเตอร์ก็คือ การที่สามารถวนรอบทำงานซ้ำ ๆ ได้ โดยไม่เหน็ดเหนื่อยและผิดพลาด ดังนั้น เมื่อมีการวนรอบก็จะหมายถึงการต้องเสียเวลา การวนรอบ 1 ชั้นก็หมายถึงการเสียเวลาน้อยกว่าหรือเท่ากับ n รอบ และการวนรอบ 2 ชั้นก็อาจหมายถึงการเสียเวลาน้อยกว่าหรือเท่ากับ n^2 รอบ เป็นต้น</p>
<p>ด้วยรูปแบบของการวนรอบเพื่อนับ จึงทำให้สามารถมองได้ว่าปัญหาส่วนใหญ่ในทางวิทยาการคอมพิวเตอร์ สามารถแก้ได้ในเวลา Polynomial Time แต่การแก้ปัญหาจะไม่ถือว่ามีประสิทธิภาพ หากใช้เวลาในการแก้ปัญหาเกินกว่าจะยอมรับได้ เช่นในการแก้ปัญหา Travelling Salesman Problem ที่กำหนดให้พนักงานขายเลือกเส้นทางที่สั้นที่สุด เพื่อเดินทางไปทีล่ะเมืองให้ครบทุกเมืองโดยไม่ซ้ำ แล้วย้อนกลับมายังเมืองที่ตั้งต้น ซึ่งการหาผลเฉลยที่ถูกต้องที่สุดก็คือการตรวจในทุก ๆ เส้นทางที่เป็นไปได้ แล้วเลือกเส้นทางที่สั้นที่สุดจากการตรวจสอบทั้งหมด โดยต้องใช้จำนวนรอบเพื่อหาผลเฉลยเท่ากับ n! ซึ่งหากมีจำนวนของเมือง 100 เมืองให้เดินทาง ก็หมายถึงการที่ต้องค้นหาผลเฉลยด้วยจำนวนรอบเท่ากับ 100! ซึ่งใช้เวลาที่มากเกินกว่าจะยอมรับได้</p>
<p>ดังนั้น ในทางทฤษฎีจึงเกิดแนวความคิดว่า ถ้ายังคงต้องการแก้ปัญหาที่ใช้เวลามาก ๆ ใน Polynomial Time ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (และเราก็เชื่อว่ายังไงก็ต้องแก้แบบ Polynomial Time จนกว่ามันจะมีวิธีอื่นมาแทนที่ เช่น Quantum อะไรประมาณนั้น) จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเปลี่ยนแนวคิดของเครื่องจักรทางทฤษฎีที่ใช้ขับเคลื่อนการแก้ปัญหา จากเดิมที่ใช้เครื่องจักรทางทฤษฎีในการแก้ปัญหาที่มีกลไกเคลื่อนที่ 1 State เกิด 1 Action หรือที่เรียกว่า Deterministic Turing Machine ให้กลายเป็นเครื่องจักรทางทฤษฎีในการแก้ปัญหา ที่มีกลไกเคลื่อนที่ 1 State เกิดได้หลาย Action หรือที่เรียกว่า Non-deterministic Turing Machine</p>
<p>ซึ่งการแก้ปัญหาใน Polynomial Time บนเครื่องจักรทางทฤษฎีแบบ Non-deterministic Turing Machine จึงเรียกว่าเป็นการแก้ปัญหาแบบ Non-deterministic Polynomial Time หรือ NP และปัจจุบันก็มีงานวิจัยในหลากหลายแขนงวิชา ที่กำลังค้นคว้าวิจัยกลุ่มปัญหา NP อยู่ในขณะนี้ ดังจะกล่าวในหัวข้อถัดไป</p>
<p><span id="more-1808"></span></p>
<p><strong>3.  งานวิจัยในปัจจุบัน</strong></p>
<p>งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ NP ในช่วงแรกนั้น มุ่งเน้นไปที่การแสวงหาเทคนิคและอัลกอริทึม ในการค้นหาผลเฉลยที่แม่นยำถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียวอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถหาคำตอบได้ในเวลาน้อยกว่า O(n!) เช่น งานวิจัยของ Held &amp; Karp[1] และ Bellman[2] ได้นำเสนอการแก้ปัญหา Travelling Salesman Problem โดยใช้ Dynamic Programming เข้ามาช่วยเก็บผลการคำนวณก่อนหน้า เพื่อจะไม่ต้องมาวนซ้ำคำนวณใหม่อีกครั้งในทุก ๆ รอบซึ่งถูกพิสูจน์แล้วว่าสามารถลดการคำนวณจาก O(n!) เหลือ O(n^2*2^(n-1) )[2] เป็นต้น</p>
<p>เทคนิคการค้นหาผลเฉลยในรูปแบบข้างต้น ช่วยลดเวลาในการแก้ปัญหาจาก Factorial Time ให้อยู่ในรูปของ Exponential Time ได้ก็จริง แต่หากต้องเผชิญกับการแก้ปัญหาขนาดใหญ่ที่มีจำนวนข้อมูลมาก ๆ การแก้ปัญหาใน Exponential Time ก็ยังไม่สามารถถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพได้ ดังนั้น งานวิจัยในปัจจุบัน จึงเน้นไปที่การค้นหาผลเฉลยที่เหมาะสมพอยอมรับได้ โดยใช้เวลาในการค้นหาที่จำกัดบนทรัพยากรที่จำกัด ด้วยเทคนิคและอัลกอริทึมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการจำลองความฉลาดแบบกลุ่มด้วย Swarm Intelligence, การเลียนแบบขั้นตอนวิธีเชิงพันธุกรรมด้วย Genetic Algorithm หรือวิธีอื่น ๆ เป็นต้น</p>
<p><strong>3.1  Swarm Intelligence</strong></p>
<p>คำว่า Swarm Intelligence ถูกอ้างขึ้นครั้งแรกโดย Gerardo Beni &amp; Jing Wang[3] ในบันทึกการประชุมเกี่ยวกับ Cellular Robotic Systems โดยมีเนื้อหาที่กล่าวถึงระบบซึ่งมีกลุ่มของหุ่นยนต์ที่ไม่ฉลาดจำนวนมากอยู่รวมกันเพื่อบรรลุภารกิจใหญ่ภารกิจหนึ่ง ซึ่งหุ่นยนต์ดังกล่าวจะบริหารจัดการตนเองโดยไม่มีศูนย์กลางควบคุม จะสามารถสื่อสารข้อมูลได้เฉพาะกับหุ่นยนต์ที่อยู่ในรัศมีใกล้ ๆ กัน จะแสดงพฤติกรรมที่ไม่สุ่มแต่ก็ไม่สามารถคาดเดาได้ จะแสดงพฤติกรรมหลายอย่างเกินกว่าความเข้าใจ และไม่สามารถใช้สถิติเพื่ออธิบายพฤติกรรมได้เลย</p>
<p>แนวความคิด Swarm Intelligence ได้ถูกนำไปต่อยอดเพื่อสร้างอัลกอริทึมในการค้นหาผลเฉลยที่เหมาะสมในหลาย ๆ รูปแบบ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คืองานวิจัยของ Marco Dorigo[4][5] ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกหลักในการคิดค้น Ant Colony Optimization Algorithms ขึ้นมา โดยแนวคิดของ Ant Colony Optimization Algorithms หรือ ACO ก็คือ การจำลอง Set ของตัวแทนซึ่งมีความร่วมมือกัน โดยสิ่งที่ใช้เป็นตัวแทนก็คือ “มด” ในการร่วมมือร่วมใจกันเพื่อค้นหาผลเฉลยที่ดีที่สุด เปรียบได้กับการร่วมมือร่วมใจของมด ในการเดินทางออกจากรังเพื่อค้นหาแหล่งอาหารด้วยระยะทางเดินที่ใกล้ที่สุด โดยระหว่างการเดินทางค้นหา มดแต่ล่ะตัวจะใช้วิธีทางอ้อมเพื่อทิ้งร่องรอยของเส้นทางเดินให้มดตัวอื่นตามมา ด้วยการปล่อยฟีโรโมนตามเส้นทางเป็นระยะและยิ่งเส้นทางเดินใดมีฟีโรโมนมาก มดตัวใหม่ ๆ ที่เดินตามมาก็จะยิ่งเลือกเส้นทางดังกล่าวมากขึ้น และปล่อยฟีโรโมนซ้ำลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งสุดท้ายเส้นทางอื่นก็จะไม่ถูกเลือกอีกต่อไป โดยเทคนิคของ ACO จะใช้ทฤษฎีกราฟเป็นโมเดล โดยจะแทนที่ทางเดินระหว่างรังมดกับแหล่งอาหารด้วย Connected Graph, แทนที่การเลือกเส้นทางในช่วงแรกของมดด้วยการสุ่มและ แทนที่การปล่อยฟีโรโมนของมดด้วยการให้ค่าน้ำหนักบน Edges ในระหว่างการเดินบน Path ดังนั้น เมื่อคำนวณจนถึงระดับหนึ่งแล้ว ก็จะได้ผลเฉลยที่เหมาะสมในรูปของ Path ที่มีผลรวมของ Edges มากที่สุดนั่นเอง</p>
<p>ปัจจุบัน มีงานวิจัยซึ่งนำแนวคิด Ant Colony Optimization หรือ ACO ไปเพิ่มขีดความสามารถอย่างกว้างขวาง เช่น งานวิจัยของ Lijie Li, Shangyou Ju และ Ying Zhang[6] ซึ่งได้สร้างโมเดลความน่าจะเป็นแบบใหม่ โดยใช้ Held-Karp Lower Bound ในการพิจารณาตัดสินใจว่าจะให้ระบบเลือกผลเฉลยอย่างใดอย่างหนึ่ง ระหว่างผลเฉลยที่ได้จากค่าน้ำหนักบน Edges หรือผลเฉลยที่ได้จาก Heuristic Information เป็นต้น</p>
<p>หรือการนำ ACO ไปประยุกต์ใช้ เช่น งานวิจัยของ Guangyu Li &amp; Lila Boukhatem[7] ที่ทำให้ยานพาหนะทุกคันซึ่งวิ่งอยู่บนท้องถนน ทำตัวเป็น Wireless Router เพื่อสร้างระบบ Mobile Network โดยการประยุกต์ใช้ ACO เพื่อค้นหาเส้นทางที่สั้นที่สุดระหว่างยานพาหนะที่ต้องการจะสื่อสารกัน โดยการกำหนดให้ยานพาหนะเป็น Vertex ซึ่งเคลื่อนที่ได้, กำหนดให้การเชื่อมโยง Wireless ระหว่างรถแต่ล่ะคันที่มีระยะทำการใกล้ ๆ กัน (100-300 เมตร) เป็น Edge และกำหนดให้ Path คือเส้นทาง Mobile Network ระหว่างรถที่ต้องการสื่อสารกัน ซึ่งจุดที่น่าสนใจจะอยู่ที่ Vertex และ Edge จะสามารถเปลี่ยนแปลงไปมาได้ เพราะยานพาหนะที่วิ่งอยู่บนท้องถนนไม่อยู่นิ่งอยู่กับที่ เป็นต้น</p>
<p><b>4.  เอกสารอ้างอิง</b></p>
<p>[1]  Michael Held &amp; Richard M. Karp.  A dynamic programming approach to sequencing problems.  ACM &#8217;61 Proceedings of the 1961 16th ACM national meeting Pages 71.201-71.204.</p>
<p>[2]  Richard Bellman.  Dynamic Programming Treatment of the Travelling Salesman Problem.  Journal of the ACM (JACM) JACM Homepage archive.  Volume 9 Issue 1, Jan. 1962.  Pages 61-63.</p>
<p>[3]  Gerardo Beni &amp; Jing Wang.  Swarm Intelligence in Cellular Robotic Systems.  Proceedings of NATO Advanced Workshop on Robots and Biological Systems Vol 102.</p>
<p>[4]  Alberto Colomi, Marco Dorigo, Vittorio Mamiezzo.  Distributed Optimization by Ant Colonies.  Proceedings of ECAL91 European Conference on Artificial Intelligence Life, Paris, France, Elsevier Publishing, 134-142.</p>
<p>[5]  Marco Dorigo.  Ant Colony System: A Cooperative Learning Approach to the Traveling Salesman Problem.  IEEE Transactions on Evolutionary Computation, Vol.1, No. 1, 1997.</p>
<p>[6]  Lijie Li, Shangyou Ju  and Ying Zhang.  Improved Ant Colony Optimization for the Traveling Salesman Problem.  Proceeding of ICICTA &#8217;08 Proceedings of the 2008 International Conference on Intelligent Computation Technology and Automation &#8211; Volume 01, Pages 76-80</p>
<p>[7]  Guangyu Li &amp; Lila Boukhatem.  Adaptive vehicular routing protocol based on ant colony optimization.  Proceeding of VANET &#8217;13 Proceeding of the tenth ACM international workshop on Vehicular inter-networking, systems, and applications, Pages 95-98, June 25 2013, Taipei, Taiwan</p>
<p>&#8230;ก็จบประมาณนี้</p>
<p>จริง ๆ แล้วการบ้านชิ้นนี้เป็นงานกลุ่ม ดังนั้น ผมจึงต้องให้เกียรติผู้ร่วมกลุ่ม โดยการไม่เอาส่วนที่พวกเขาเขียนมาลงในบล็อกของผม แต่ผมก็คิดว่าเฉพาะส่วนที่ผมเขียน ก็น่าจะครอบคลุมให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจได้ในระดับหนึ่งครับ</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/1808/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เหมืองความรู้ทางคอมพิวเตอร์</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/1255</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/1255#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 07 May 2010 05:02:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Computation]]></category>
		<category><![CDATA[Data Mining]]></category>
		<category><![CDATA[Feature]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.peetai.com/a/1255/%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%</guid>

					<description><![CDATA[ความรู้ทางคอมพิวเตอร์มีอยู่สองรูปแบบ คือ ความรู้เพื่อแสดงภูมิปัญญา และ ความรู้เพื่อการเอาตัวรอด!!! ว่ากันตามจริงแล้ว บล็อกแห่งนี้ก็โม้แต่ความรู้ทางคอมพิวเตอร์ ในรูปแบบความรู้เพื่อแสดงภูมิปัญญา โดยมีความรู้ทั่วไปนิด ๆ หน่อย ๆ และเน้นความรู้ชั้นสูงมากหน่อย!!! แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผมยกย่องคนที่มีความรู้ทางคอมพิวเตอร์เพื่อการเอาตัวรอดนะ 😛 ยิ่งคนเหล่านั้นมีความรู้ทางคอมพิวเตอร์เพื่อการเอาตัวรอดแบบชั้นสูงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งน่ายกย่องมากขึ้นเท่านั้น &#8230; แต่เหนือสิ่งอื่นใด การสกัดเอาความรู้ทางคอมพิวเตอร์ในรูปแบบความรู้เพื่อการเอาตัวรอด (ชั้นสูง) เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก เปรียบได้กับการสกัดเอาทองคำออกจากหินแร่ต่าง ๆ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ความรู้ทางคอมพิวเตอร์มีอยู่สองรูปแบบ คือ ความรู้เพื่อแสดงภูมิปัญญา และ ความรู้เพื่อการเอาตัวรอด!!!</p>
<div align="center"><img decoding="async" id="image1254" alt=เหมืองความรู้คอมพิวเตอร์ src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2010/05/knowledge_treasury.jpg" /></div>
<p>ว่ากันตามจริงแล้ว บล็อกแห่งนี้ก็โม้แต่ความรู้ทางคอมพิวเตอร์ ในรูปแบบความรู้เพื่อแสดงภูมิปัญญา โดยมีความรู้ทั่วไปนิด ๆ หน่อย ๆ และเน้นความรู้ชั้นสูงมากหน่อย!!!</p>
<p>แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผมยกย่องคนที่มีความรู้ทางคอมพิวเตอร์เพื่อการเอาตัวรอดนะ <img src="https://s.w.org/images/core/emoji/16.0.1/72x72/1f61b.png" alt="😛" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /> ยิ่งคนเหล่านั้นมีความรู้ทางคอมพิวเตอร์เพื่อการเอาตัวรอดแบบชั้นสูงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งน่ายกย่องมากขึ้นเท่านั้น &#8230;</p>
<p>แต่เหนือสิ่งอื่นใด การสกัดเอาความรู้ทางคอมพิวเตอร์ในรูปแบบความรู้เพื่อการเอาตัวรอด (ชั้นสูง) เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก เปรียบได้กับการสกัดเอาทองคำออกจากหินแร่ต่าง ๆ ซึ่งหากเราลงทุนลงแรงมากไป เราก็อาจจะขาดทุนได้ง่าย ๆ</p>
<p>ที่สำคัญ จะมีบุคคลใดบ้างหนอ ที่มีความรู้ทางคอมพิวเตอร์เพื่อการเอาตัวรอด (ชั้นสูง) ที่จะยอมเปิดสัมปทาน เพื่อให้เราเข้าไป ขุด ค้น สกัด ร่อน เอาความรู้ฯจากสมองของเขา เพื่อนำออกมาทำประโยชน์ให้กับเราได้บ้างอ่ะ T-T</p>
<p>ไม่แน่ใจว่าเครื่องมืออย่าง Facebook, Twitter และ YouTube จะช่วยให้เราหาคำตอบจากเรื่องนี้ได้หรือเปล่า?</p>
<p>[tags]เหมืองความรู้, คอมพิวเตอร์, ความรู้ทางคอมพิวเตอร์, ความรู้, เหมืองคอมพิวเตอร์, Facebook, Twitter, YouTube[/tags]</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/1255/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>4</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กลยุทธ์เก็บเมล็ดข้าวอัตโนมัติ</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/1086</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/1086#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 19 Mar 2009 14:27:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business Model]]></category>
		<category><![CDATA[Computation]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.peetai.com/archives/1086</guid>

					<description><![CDATA[ผมเคยดูละครจีนกำลังภายในเรื่องนึงเมื่อนานมาแล้ว มีเรื่องราวอยู่ช่วงหนึ่งน่าหดหู่ ๆ โคตร ๆ เพราะพระเอกกับนางเอกในเรื่องดันตกอับ นางเอกก็เลยต้องไปนั่งเก็บเมล็ดข้าวแถวหน้าโกดังเก็บข้าวสาร ค่อย ๆ เลือกเก็บทีล่ะเมล็ดอย่างยากลำบาก เพราะเมล็ดข้าวมันตกปะปนอยู่กับขี้ดินขี้ทราย แถมแต่ล่ะเมล็ดที่เก็บมาได้ ก็มีสีตุ่น ๆ เมล็ดหัก ๆ ดูไม่น่ากินเลย แต่หลังจากเสียเวลาไปพักใหญ่ ๆ ๆ ๆ นางเอกก็เก็บเมล็ดข้าวได้เต็มกระป๋อง พอที่จะหุงกินกับพระเอกเพื่อประทังชีวิตไปได้อีกมื้อนึง!!! เสียดายที่นางเอกมีแต่วิชากำลังภายใน แต่ไม่เป็นวิชาฝ่ามือจกพัลวัน]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผมเคยดูละครจีนกำลังภายในเรื่องนึงเมื่อนานมาแล้ว มีเรื่องราวอยู่ช่วงหนึ่งน่าหดหู่ ๆ โคตร ๆ เพราะพระเอกกับนางเอกในเรื่องดันตกอับ นางเอกก็เลยต้องไปนั่งเก็บเมล็ดข้าวแถวหน้าโกดังเก็บข้าวสาร</p>
<p>ค่อย ๆ เลือกเก็บทีล่ะเมล็ดอย่างยากลำบาก เพราะเมล็ดข้าวมันตกปะปนอยู่กับขี้ดินขี้ทราย แถมแต่ล่ะเมล็ดที่เก็บมาได้ ก็มีสีตุ่น ๆ เมล็ดหัก ๆ ดูไม่น่ากินเลย</p>
<p>แต่หลังจากเสียเวลาไปพักใหญ่ ๆ ๆ ๆ นางเอกก็เก็บเมล็ดข้าวได้เต็มกระป๋อง พอที่จะหุงกินกับพระเอกเพื่อประทังชีวิตไปได้อีกมื้อนึง!!!</p>
<p>เสียดายที่นางเอกมีแต่วิชากำลังภายใน แต่ไม่เป็นวิชาฝ่ามือจกพัลวัน ไม่อย่างนั้นคงเก็บเมล็ดข้าวได้เร็วและเยอะเป็นกระบุงโกยแหงม ๆ!!!</p>
<p>ที่โม้เรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะจะบอกว่า การหาเงินทางอินเทอร์เน็ตเดี๋ยวนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการเก็บเมล็ดข้าวทีล่ะเมล็ดเท่าไหร่นัก จกลงไปแต่ล่ะครั้งก็ได้มาเพียงเล็กน้อย</p>
<p>แต่อาจจะเป็นเรื่องดีที่ระบบคอมพิวเตอร์สามารถทำงานซ้ำ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แม่นยำ และเสมอต้นเสมอปลาย จึงทำให้เราไว้วางใจที่จะโอนงานเก็บเมล็ดข้าว ไปให้คอมพิวเตอร์ช่วยทำแทนเราได้อย่างไม่ยากเย็นนัก</p>
<p>และในเมื่อเราให้คอมพิวเตอร์ช่วยเก็บเมล็ดข้าวให้แล้ว เราก็ควรจะเติมคุณสมบัติพิเศษให้แก่มัน ให้มันรู้จักเลือกเก็บเมล็ดข้าวที่สะอาด สุกปลั่ง และเต็มเมล็ดได้เยอะ ๆ ด้วย &#8230; ก็คงจะดี</p>
<p>[tags]กลยุทธ์,เก็บ,เมล็ดข้าว,อัตโนมัติ[/tags]</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/1086/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>7</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
