<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Business Model &#8211; PARINYA.NET</title>
	<atom:link href="https://www.parinya.net/node/category/business-model/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.parinya.net</link>
	<description>Computation theories and information processing theories.</description>
	<lastBuildDate>Mon, 10 Jul 2023 03:20:10 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.5</generator>
	<item>
		<title>สมาร์ทจิวเวลรี่</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/3035</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/3035#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 10 Jul 2023 03:20:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business Model]]></category>
		<category><![CDATA[สมาร์ทจิวเวลรี่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.parinya.net/?p=3035</guid>

					<description><![CDATA[มันมีกรณีศึกษาทางธุรกิจนึงที่ตัวเองสนใจ เลยค้นคว้าไปเรื่อย ๆ แล้วก็ได้ข้อมูลปะติดปะต่อมาระดับนึง เป็นเรื่องของบริษัท Ringly ที่สหรัฐอเมริกา ประกอบกิจการผลิตและขายสมาร์ทจิวเวลรี่ ผู้ก่อตั้งมี 2 คน เป็นผู้หญิงกับผู้ชาย ผู้หญิงจบการออกแบบ UX/UI จากมหาวิทยาลัยคานากี้เมลล่อน ส่วนผู้ชายจบวิศวกรรมไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยเอ็มไอที สินค้าที่ผลิตและขาย เป็นแหวนและกำไลข้อมือ ประดับหินเทอคว้อยซึ่งเป็นหินที่ฝรั่งเค้าชอบกัน ภายในหัวแหวนและแผงกำไล บรรจุไมโครคอนโทรลเลอร์และวงจรที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้สื่อสาร Bluetooth กับสมาร์ทโฟน คุณสมบัติของแหวนและกำไลข้อมือ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>มันมีกรณีศึกษาทางธุรกิจนึงที่ตัวเองสนใจ เลยค้นคว้าไปเรื่อย ๆ แล้วก็ได้ข้อมูลปะติดปะต่อมาระดับนึง</p>



<p>เป็นเรื่องของบริษัท Ringly ที่สหรัฐอเมริกา ประกอบกิจการผลิตและขายสมาร์ทจิวเวลรี่</p>



<p>ผู้ก่อตั้งมี 2 คน เป็นผู้หญิงกับผู้ชาย</p>



<p>ผู้หญิงจบการออกแบบ UX/UI จากมหาวิทยาลัยคานากี้เมลล่อน ส่วนผู้ชายจบวิศวกรรมไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยเอ็มไอที</p>



<p>สินค้าที่ผลิตและขาย เป็นแหวนและกำไลข้อมือ ประดับหินเทอคว้อยซึ่งเป็นหินที่ฝรั่งเค้าชอบกัน ภายในหัวแหวนและแผงกำไล บรรจุไมโครคอนโทรลเลอร์และวงจรที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้สื่อสาร Bluetooth กับสมาร์ทโฟน</p>



<p>คุณสมบัติของแหวนและกำไลข้อมือ สามารถติดตามกิจกรรมทางสุขภาพของผู้สวมใส่ได้</p>



<p>สินค้าของ Ringly มีสิทธิบัตรการประดิษฐ์คุ้มครองจำนวน 6 ฉบับ ชื่อผู้ประดิษฐ์ของสิทธิบัตรทั้ง 6 ฉบับก็คือผู้ก่อตั้งบริษัท Ringly ทั้ง 2 คนกับวิศวกรไฟฟ้าอีก 1 คนที่ทำงานอยู่ในบริษัทผลิตไมโครชิปที่ตั้งอยู่ในยุโรป</p>



<p>ปะติดปะต่อได้ว่า คงไปจ้างบริษัทในยุโรปเพื่อทำ ODM กัน และการผลิตที่ยุโรปคงถูกกว่าที่สหรัฐ</p>



<p>บริษัท Ringly ได้รับเงินทุนเพื่ออุดหนุนกิจการจาก VC หลายครั้งตลอด 7 ปี มูลค่ารวม 200 ล้านบาท</p>



<p>แต่หลังจาก 7 ปี บริษัท Ringly ก็ยุติกิจการ ผู้ก่อตั้งบริษัททั้ง 2 คนแยกย้ายกันไปเป็นพนักงานที่อื่น ส่วนลูกค้าก็มีบ่น ๆ กันนิดหน่อยว่าจะหาที่ไหน MA สินค้าของ Ringly ต่อได้บ้าง?</p>



<p>อะไรคือสาเหตุที่ทำให้บริษัทซึ่งผู้ก่อตั้งเป็นคนฉลาดระดับต้น ๆ ของโลก อยู่ในสังคมเสรี สภาพแวดล้อมการลงทุนที่เป็นมิตร ได้ทุนทำกิจการอย่างต่อเนื่องถึง 200 ล้านบาท และมีความสัมพันธ์อันดีกับบริษัทไมโครชิประดับโลกในภาคพื้นยุโรป แต่กลับเดินทางไปได้เพียง 7 ปีเท่านั้น?</p>



<p>เป็นสิ่งที่ส่วนตัวเก็บมาคิด!!!</p>



<p>ผู้ก่อตั้งไม่ได้ให้รายละเอียดของการยุติกิจการ ทำให้ต้องประเมินด้วยตัวเอง</p>



<p>จากการประเมินเบื้องต้น คาดว่าสินค้าทับที่และก้ำกึ่ง ไม่เข้าพวกกับจิวเวลรี่ชั้นสูงที่เป็นทอง 18K ประดับเพชรแท้ แต่คล้ายคลึงกับงานเงินประดับหินสี และเนื่องจากชูจุดเด่นที่สามารถติดตามกิจกรรมของผู้สวมใส่ได้ ทำให้มันไม่ได้ถูกเปรียบเทียบกับจิวเวลรี่ แต่ถูกเปรียบเทียบว่าเป็นอุปกรณ์สวมใส่ที่ฉลาดแทน</p>



<p>ซึ่งในตลาดมีอุปกรณ์สวมใส่ที่ฉลาดอยู่ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Apple, Garmin, Fitbit, MI และ Huawei ซึ่งอุปกรณ์เหล่านั้นพัฒนามาจาก “นาฬิกา” อีกทอดหนึ่ง</p>



<p>จิวเวลรี่ที่พัฒนาไปเป็นอุปกรณ์สวมใส่ที่ฉลาด เมื่อต้องปะทะกับนาฬิกาที่พัฒนาไปเป็นอุปกรณ์สวมใส่ที่ฉลาด จึงถือเป็นคนล่ะน้ำหนักกัน แต่ต้องมาสู้กันในน้ำหนักเดียวกัน</p>



<p>น้ำหนักรุ่นแบนตัมเวท ต้องไปต่อยกับน้ำหนักรุ่นเฟเทอร์เวท เพื่อชิงตำแหน่งในรุ่นเฟเทอร์เวท ต้องแบกน้ำหนักถึง 2 รุ่น</p>



<p>ทำไมเป็นอย่างนั้น?</p>



<p>ก็เพราะโดยปรกติสำหรับจิวเวลรี่ สินค้าที่แพ้ทางมีอยู่ 2 ชนิด คือ “นาฬิกา” กับ “กระเป๋า” ถือว่าน้ำหนักอยู่ห่างกัน 1 รุ่นอยู่ก่อนแล้ว</p>



<p>ดังนั้น เมื่อต่างฝ่ายต่างพัฒนาไปเป็นอุปกรณ์สวมใส่เพื่อติดตามกิจกรรมของผู้สวมใส่ ก็ยิ่งทำให้น้ำหนักห่างกันขึ้นไปอีก 1 รุ่น เพราะความเป็นนาฬิกา มันมี UX/UI ที่เหนือกว่าจิวเวลรี่!!!</p>



<p>เมื่อประเมินมาถึงตรงนี้ก็ได้คำตอบขั้นต้นว่า คู่ต่อสู้ของ Ringly จึงไม่ใช่ Cartier, Tiffany &amp; Co, Bvlgari หรือ Van Cleef&amp;Arpels แต่เป็น Apple, Garmin, Fitbit, MI และ Huawei ซึ่งน้ำหนักห่างกันถึง 2 รุ่น!!!</p>



<p>ส่วนตัวคิดว่าสมาร์ทจิวเวลรี่ยังมีทางของมันอยู่ แต่เมื่ออยู่ในรุ่นแบนทัมเวท ก็ไม่ควรข้ามไปต่อยในรุ่นเฟเทอร์เวท</p>



<p>ซึ่งผู้ก่อตั้ง Ringly เองก็คิดแบบเดียวกันในเรื่องที่ว่าจิวเวลรี่ฉลาดมีทางของมัน เพียงแต่เขาเริ่มเรียกมันว่า “อุปกรณ์สวมใส่” แทน เห็นได้จาก Blog สุดท้ายในเว็บ Ringly ที่บอกเอาไว้ว่า</p>



<blockquote class="wp-block-quote is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow"><p>We’re still believers in wearable tech and its ability to make us healthier and happier. We look forward to seeing the category grow and evolve over the next few years and are proud we were able to be an early part of the story.</p><cite>www.ringly.com</cite></blockquote>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/3035/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Infographics คืออะไร?</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/1647</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/1647#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 20 Nov 2011 06:12:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business Model]]></category>
		<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[animation]]></category>
		<category><![CDATA[infographic]]></category>
		<category><![CDATA[infographics]]></category>
		<category><![CDATA[presentation]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1647</guid>

					<description><![CDATA[ความหมายของคำว่า Infographics มันไปเกี่ยวพันกับคำว่า Animation และ Presentation เพราะมันมีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน ดังนั้นจึงต้องอธิบายสองคำนี้ก่อน Animation คือ การทำภาพเคลื่อนไหวสองมิติหรือสามมิติ นิยมใช้เพื่อทำเป็นละครหรือภาพยนต์ที่มีเรื่องราว เน้นความบันเทิงเป็นหลัก Presentation คือ ทักษะของคนในการนำเสนอข้อมูล ความรู้ โดยส่วนมากมักจะใช้ภาพนิ่งประกอบกับภาพเคลื่อนไหวเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับประกอบหรือสนับสนุนการนำเสนอ ส่วนคำว่า Infographics หมายถึง]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ความหมายของคำว่า Infographics มันไปเกี่ยวพันกับคำว่า Animation และ Presentation เพราะมันมีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน ดังนั้นจึงต้องอธิบายสองคำนี้ก่อน</p>
<ul>
<li>Animation คือ การทำภาพเคลื่อนไหวสองมิติหรือสามมิติ นิยมใช้เพื่อทำเป็นละครหรือภาพยนต์ที่มีเรื่องราว เน้นความบันเทิงเป็นหลัก</li>
<li>Presentation คือ ทักษะของคนในการนำเสนอข้อมูล ความรู้ โดยส่วนมากมักจะใช้ภาพนิ่งประกอบกับภาพเคลื่อนไหวเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับประกอบหรือสนับสนุนการนำเสนอ</li>
</ul>
<p>ส่วนคำว่า Infographics หมายถึง การนำเอาข้อมูลหรือความรู้ มาตีแผ่เผยแพร่ให้เข้าใจง่าย ๆ โดยการสร้างเป็นภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว และเน้นให้สิ่งที่สร้างออกมา สามารถจะสื่อให้ผู้ชมได้เห็นแล้วเข้าใจเอง โดยไม่จำเป็นจะต้องให้มีผู้นำเสนอเข้ามาช่วยขยายความเข้าใจอะไรอีก</p>
<p>การทำ Infographics จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำเป็นหมู่คณะ เพราะการทำ Infographics ที่สามารถเล่าเรื่องได้ด้วยตัวเอง จำเป็นต้องมีองค์ประกอบหลักสามอย่างอันได้แก่ เรื่องที่จะเล่า, ภาพที่จะแสดง และ เสียงที่จะได้ยิน ซึ่งทั้งสามอย่างนั้นจะใช้กลุ่มบุคคลที่มีทักษะที่แตกต่างกัน</p>
<p>การทำ Infographics เพื่อเล่าเรื่อง จะทำให้บุคคลที่ทำหน้าที่ Presentation ลดบทบาทลงไป เพราะ Inforgraphics ที่ดี ย่อมจะสามารถบอกเล่าเรื่องราวได้ด้วยตัวเอง ในกรณีที่ผู้ใช้ Infographics ต้องการสื่อสารทางเดียว</p>
<p>แต่ยังไงซะ Infographics ก็ยังมีข้อด้อยอยู่บ้าง เมื่อเทียบกับบุคคลที่ทำหน้าที่ Presentation เพราะ Infographics ยังถือว่าเป็นสื่อทางเดียว ในขณะที่การ Presentation ยังถือว่าเป็นสื่อสองทาง ที่เปิดโอกาสให้ผู้รับข่าวสารสามารถตอบโต้กับผู้นำเสนอ Presentation ได้</p>
<p>สุดท้าย ถ้าเราสังเกตดี ๆ เราจะพบว่า Infographics เหมาะสมที่สุดที่จะใช้กับการโฆษณาหรือการประชาสัมพันธ์ เพราะถ้าทำออกมาดี ๆ มันจะเป็นอะไรที่เข้าใจง่ายและจำติดตาจริง ๆ</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/1647/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Best Practice สำหรับก่อตั้งธุรกิจเกมคอมพิวเตอร์ในไทย</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/1598</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/1598#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 08 Sep 2011 16:32:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business Model]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[เกม]]></category>
		<category><![CDATA[เกมคอมพิวเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[best practice]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1598</guid>

					<description><![CDATA[ผมมีผู้ร่วมงานที่ขยันขันแข็งและมากความสามารถอยู่คนหนึ่ง เขาทำงานในหน่วยงานเดียวกับผม ในขณะเดียวกันก็เป็นพนักงานกราฟิกดีไซเนอร์ของบริษัทผลิตเกมเล็ก ๆ แห่งหนึ่งด้วย ผมชอบพูดคุยกับเขามาก ๆ เพราะเขาเป็นคนเปิดเผย มีอารมณ์ขัน เป็นกันเอง และไม่เคยตระหนี่ในความรู้ เขาเคยเล่าให้ผมฟังว่ากำลังทำเกมให้กับบริษัทฯ เป็นเกมที่เล่นได้บน Facebook และเป็นเกมที่มีลักษณะพิเศษ เพราะผู้เล่นต้องเล่นโดยใช้ Web Cam เข้ามาเป็นองค์ประกอบในการเล่น เป็นเทคโนโลยีแบบ Virtual Reality และเป็นเกมการ์ดต่อสู้เหมือนกับ Yu-Gi-Oh อะไรประมาณนั้น]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผมมีผู้ร่วมงานที่ขยันขันแข็งและมากความสามารถอยู่คนหนึ่ง เขาทำงานในหน่วยงานเดียวกับผม ในขณะเดียวกันก็เป็นพนักงานกราฟิกดีไซเนอร์ของบริษัทผลิตเกมเล็ก ๆ แห่งหนึ่งด้วย ผมชอบพูดคุยกับเขามาก ๆ เพราะเขาเป็นคนเปิดเผย มีอารมณ์ขัน เป็นกันเอง และไม่เคยตระหนี่ในความรู้</p>
<p>เขาเคยเล่าให้ผมฟังว่ากำลังทำเกมให้กับบริษัทฯ เป็นเกมที่เล่นได้บน Facebook และเป็นเกมที่มีลักษณะพิเศษ เพราะผู้เล่นต้องเล่นโดยใช้ Web Cam เข้ามาเป็นองค์ประกอบในการเล่น เป็นเทคโนโลยีแบบ Virtual Reality และเป็นเกมการ์ดต่อสู้เหมือนกับ Yu-Gi-Oh อะไรประมาณนั้น</p>
<p>ล่าสุดผมได้สอบถามถึงความคืบหน้าของเกมที่เขาและบริษัทกำลังทำอยู่ ว่ามีความคืบหน้าไปถึงไหน จะเริ่มเล่นได้เต็มรูปแบบเมื่อไหร่ และมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์อะไรบ้าง ซึ่งคำตอบที่ได้รับกลับมาก็คือ ตอนนี้ต้องหยุดเกมที่กำลังทำอยู่เอาไว้ก่อน เพราะเงินของบริษัทใกล้จะหมดแล้ว มีแต่จ่ายกับจ่าย ดังนั้น ก็เลยต้องทุ่มเทคนของบริษัททั้งหมด เพื่อทำงาน &#8220;รับจ้างทำของ&#8221; ไปพลาง ๆ ก่อน รอจนสะสมทุนได้เพียงพอเมื่อไหร่ แล้วจะรีบ ๆ กลับมาทำเกมบน Facebook ที่ว่าให้เสร็จโดยไว!!!</p>
<p>ดูเหมือนใคร ๆ ก็มีปัญหาเรื่อง &#8220;เงิน&#8221; ในการ &#8220;ขับเคลื่อน&#8221; ธุรกิจกันทั้งนั้น โดยเฉพาะกับธุรกิจเกมที่ต้องใช้เม็ดเงินลงทุนสูง ใช้เวลาในการสร้างสรรค์ มีการแข่งขันกันสูงทั้งในระดับชาติและระดับโลก อีกทั้งยังต้องผจญกับ &#8220;โจร&#8221; อีกเยอะแยะที่คอยจะ &#8220;ปล้น&#8221; ผลงานที่ถูกปล่อยออกสู่สาธารณชนแล้วอีกต่างหาก</p>
<p>โดยส่วนตัวของผมมองว่า วิธีแก้ปัญหาในการก่อตั้งธุรกิจเกมที่ดีที่สุดก็คือ การลอกวิธีแก้ปัญหาจากชาวบ้านที่เขาทำสำเร็จแล้ว หรือก็คือไปดูว่าบริษัทประกอบธุรกิจเกมในไทย ซึ่งผ่านพ้นช่วงเวลาก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาได้นั้น เขาทำได้กันได้อย่างไรกัน?</p>
<p>จากการค้นคว้าของผม รวมกับการลองผิดลองถูก ลองเจ๊งบ้างสำเร็จบ้างด้วยตัวเอง ทำให้ผมพบว่าตอนนี้ในเมืองไทยเรา มีวิธีการสะสมทุนเพื่อก่อตั้งธุรกิจเกมคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็น Best Practice อยู่อย่างน้อย 2 วิธี ซึ่งผมจะใช้โมเดลของบริษัททำธุรกิจเกม ที่ตอนนี้ได้จดทะเบียนเข้าไปในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นตัวอย่างในการอธิบาย</p>
<p><span id="more-1598"></span></p>
<p><strong>พ่อค้าเกม</strong></p>
<p>บมจ. เอเชียซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจซื้อขายเกมพีซีมาก่อน ก่อนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ให้บริการเกมออนไลน์อันดับหนึ่งในเมืองไทย โดยก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2544 ด้วยทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท ใช้เวลาสะสมทุนโดยการซื้อขายเกมพีซีเพียงแค่ 2 ปี ในปี พ.ศ. 2546 ก็สามารถที่จะสะสมทุนจนซื้อลิขสิทธิ์เกม Ragnarok Online อันโด่งดังจากประเทศเกาหลี มาแปลเป็นภาษาไทย และผูกขาดการให้บริการเกม Ragnarok Online แต่เพียงผู้เดียวในไทย</p>
<p>จากนั้น ในช่วงปี พ.ศ. 2548 &#8211; 2550 ก็ใช้โมเดลที่ถนัด คือการซื้อลิขสิทธิ์เกมจากเกาหลีใต้ มาแปลเป็นภาษาท้องถิ่น และให้บริการผูกขาดแต่เพียงผู้เดียวในท้องถิ่นนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นในประเทศไทย สิงค์โปร มาเลเซีย หรือ เวียดนาม จากนั้นก็สะสมทุนจนกระทั่งสามารถจดทะเบียนบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วยทุนจดทะเบียนสูงถึง 316 ล้านบาทเมื่อกลางปี พ.ศ. 2551</p>
<p>ใช้เวลาตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท จนจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพยฯ ในการเพิ่มทุนจดทะเบียน 60 เท่าด้วยเวลาเพียงแค่ 7 ปี ถือเป็นการสะสมทุนที่เร็วมาก ๆ !!!</p>
<p>จุดที่น่าสนใจในธุรกิจเกมของเอเชียซอฟท์ก็คือ แทบจะขยับตัวน้อยมาก ในการเททรัพยากรไปเพื่อการ &#8220;พัฒนาเกม&#8221; ของตนเอง ถึงแม้เจ้าของบริษัทจะเคยให้สัมภาษณ์กับสื่ออยู่บ้าง ว่าบริษัทมีความคิดจะพัฒนาเกมของตัวเอง เพื่อลดการพึ่งพาเกมจากคนอื่นก็ตาม แต่เอาเข้าจริงแล้วก็มีัการพัฒนาเกมของตัวเองออกมาแค่สองเกม คือ เกมตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชออนไลน์ และ เกมแ๊ก๊งค์ซ่า เป็นต้น</p>
<p>แสดงให้เห็นว่า ถึงแม้เอเชียซอฟท์จะรู้ตัวว่าตัวเองมีเงินถุงเงินถังเยอะก็ตาม แต่ก็แทบจะไม่ผลีผลามเข้าไปเป็นผู้พัฒนาเกมด้วยตัวเองเลย หากแต่ใช้วิธีสะสมทุนจากการเป็นพ่อค้าเกม คอยเอาเกมที่มีคนผลิตออกมาดีอยู่แล้ว มาให้บริการลูกค้าใน &#8220;ถิ่น&#8221; ของตัวเองอีกทอดดีกว่า และก็ปล่อยให้การพัฒนาเกมเป็นหน้าที่ของคนอื่นต่อไป ซึ่งโมเดลแบบนี้แหล่ะ ที่ภายหลังมีบริษัทเกมในเมืองไทยอีกหลายสิบบริษัทเอาอย่าง แต่ก็เจ๊งบ้าง เสมอตัวบ้าง หรือไม่ก็กำไรบ้างคละ ๆ กันไป</p>
<p><strong>กรรมกรเกม</strong></p>
<p>บมจ. ไซเบอร์แพลนเน็ต อินเตอร์แอคทีฟ เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจพัฒนาเกมมาตั้งแต่ไหนแต่ไร โดยก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2543 ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท และทำธุรกิจผสม ๆ กันระัหว่างการพัฒนาเกมคอมพิวเตอร์ กับการนำเข้า ผลิต และขายแผ่นซีดีเกมสำเร็จรูป แต่จากนั้นในปี พ.ศ. 2549 ก็มุ่งไปที่การพัฒนาเกมคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว</p>
<p>โดยในช่วงที่จะมุ่งเน้นไปยังธุรกิจพัฒนาเกมคอมพิวเตอร์เป็นหลักนั้น ไซเบอร์แพลนเน็ตมีการแบ่งระยะในการย้ายข้ามแพลตฟอร์มในการพัฒนาเกมที่ชัดเจน คือตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 &#8211; 2546 พัฒนาเกมพีซี, พ.ศ. 2546 &#8211; 2550 พัฒนาเกมบนโทรศัพท์มือถือ, พ.ศ. 2550 &#8211; 2553 พัฒนาเกมบนเครื่องเล่นเกมคอนโซล และ พ.ศ. 2554 เริ่มพัฒนาเกมบนเครือข่ายสังคม เช่น Facebook</p>
<p>ในปี พ.ศ. 2553 ไซเบอร์แพลนเน็ตได้จดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ ด้วยทุนจดทะเบียน 140 ล้านบาท ใช้เวลาตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท จนจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการเพิ่มทุนจดทะเบียน 140 เท่าด้วยเวลา 10 ปี อันนี้ก็ถือเป็นการสะสมทุนที่เร็วโคตร ๆ !!!</p>
<p>จุดที่น่าสนใจในการทำธุรกิจอย่างหนึ่งของไซเบอร์แพลนเน็ตก็คือ การสลับวิธีในการสะสมทุนไปมา เพราะไซเบอร์แพลนเน็ตจะพัฒนาเกมคอมพิวเตอร์ของตัวเองบ้าง จ้างให้คนอื่นพัฒนาชิ้นส่วนเกมให้ตัวเองบ้าง และรับจ้างทำเกมคอมพิวเตอร์ให้คนอื่นบ้างสลับ ๆ กันไป ซึ่งโมเดลในการทำธุรกิจเกมแบบนี้ ก็ถูกลอกเลียนแบบโดยบริษัทเกมทั่วไป ที่กำลังดำเนินกิจการกันอยู่ในทุกวันนี้</p>
<p><strong>ข้อแตกต่าง</strong></p>
<p>สัดส่วนของผู้ถือหุ้น ภายหลังจากที่ &#8220;เอเชียซอฟท์&#8221; และ &#8220;ไซเบอร์แพลนเน็ต&#8221; เข้าตลาดหลักทรัพย์มีนัยยะสำคัญมาก เพราะถึงแม้ทั้งสองบริษัทจะทำสำเร็จ สามารถระดมทุนจดทะเบียนได้เป็นสิบเป็นร้อยเท่า นับจากทุนจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทครั้งแรกได้เหมือน ๆ กัน แต่ถ้าเจาะลึกไปในระดับของสัดส่วนผู้ถือหุ้นจะพบว่า เจ้าของ ๆ บริษัท &#8220;เอเชียซอฟท์&#8221; สามารถคงสัดส่วนหุ้นได้ที่ 41.51% (ณ ปัจจุบัน) ภายหลังจากการจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ในขณะที่เจ้าของ ๆ บริษัท &#8220;ไซเบอร์แพลนเน็ต&#8221; สามารถคงสัดส่วนหุ้นได้เพียง 23.17% (ณ ปัจจุบัน) ภายหลังจากจดทะเบียนฯ โดยมีสัดส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่กลุ่มอื่นคือกองทุนรวมเพื่อร่วมลงทุนในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม อยู่ที่ 18.10% (ซึ่งปัจจุบันได้ขายสัดส่วนหุ้นทั้งหมดไปให้กับนักลงทุนรายย่อยจำนวน 6 รายแล้ว)</p>
<p>แสดงให้เห็นว่า โมเดลธุรกิจในการสะสมทุนแบบซื้อมาขายไปของเอเชียซอฟท์ สร้างความมั่งคั่งแบบแปรผันตรงให้กับบริษัทและตัวของเจ้าของในระดับที่ทัดเทียมกัน จนทำให้เจ้าของแทบไม่ต้องพึ่งพาเงินระดมทุนจากประชาชน ก็ยังสามารถจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯได้ ในขณะที่โมเดลธุรกิจในการสะสมทุนแบบทำของมาขาย ของไซเบอร์แพลนเน็ต สร้างความมั่งคั่งให้กับบริษัทมากกว่าตัวของเจ้าของ จึงทำให้เจ้าของไม่สามารถมีสัดส่วนหุ้นใหญ่อย่างเด็ดขาด และยังต้องพึ่งพิงเงินทุนจากกลุ่มผู้ถือหุ้นกลุ่มใหญ่กลุ่มอื่น รวมถึงเงินทุนในการระดมทุนจากประชาชนอีกด้วย</p>
<p><strong>บทสรุป</strong></p>
<p>ดูเหมือนเงินทุนจะเป็นตัวแปรสำคัญหลัก สำหรับใช้ตัดสินใจว่าเราจะเลือกเส้นทางไหน ในการเริ่มต้นก่อตั้งธุรกิจเกม ระหว่างการเป็น &#8220;พ่อค้าเกม&#8221; กับการเป็น &#8220;กรรมกรเกม&#8221;</p>
<p>ถ้าเรามีเงินทุนหนาตั้งแต่แรก เราก็สามารถเลือกเส้นทาง &#8220;พ่อค้าเกม&#8221; ได้ สามารถจ่ายเงินเพื่อซื้อมาขายไปเพื่อสะสมทุนได้ เหมือนกับที่เอเชียซอฟท์ทำสำเร็จมาแล้ว ซึ่งข้อดีก็อยู่ตรงที่ไม่ต้องออกแรงผลิตอะไรเอง แค่จับคู่ความต้องการระหว่างคนผลิตกับคนซื้อให้ได้ก็พอ แต่ข้อเสียก็อยู่ตรงที่ถ้าเจ๊งขึ้นมา ก็ต้องสูญเสียเงินทองไปอักโขอยู่เหมือนกัน</p>
<p>แต่ถ้าหากว่าเรามีเงินทุนไม่หนาพอ ทางเลือกในการเริ่มต้นด้วยฐานะ &#8220;กรรมกรเกม&#8221; คอยรับจ้างทำของเพื่อสะสมทุนไปพลาง ๆ ก่อน เหมือนกับที่ไซเบอร์แพลนเน็ตทำสำเร็จมาแล้ว ก็น่าจะเป็นหนทางที่ดีเช่นกัน ซึ่งข้อดีก็อยู่ตรงที่การรับจ้างทำของ จะเปิดโอกาสให้ได้ลองผิดลองถูก ทำซ้ำ ๆ ซาก ๆ จนกระทั่งเกิดความชำนาญ แต่ข้อเสียก็อยู่ตรงที่ถ้าทำงานส่งให้ลูกค้าไม่ทัน ก็จะสูญเสียภาพลักษณ์จนกระทั่งไม่มีใครจ้างทำงาน</p>
<p>สุดท้าย เท่าที่ผมเห็นรอบ ๆ ตัวตอนนี้ ใคร ๆ ก็ใช้วิธี &#8220;กรรมกรเกม&#8221; กันทั้งนั้น ซึ่งมันเป็นหนทางที่หนักหนาสาหัส และอาบเหงื่อต่างน้ำกันเหลือเกิน</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/1598/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>2</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การตั้งตัวในธุรกิจไอที</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/1550</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/1550#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 31 May 2011 05:04:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business Model]]></category>
		<category><![CDATA[ตั้งตัว]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ไอที]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.tai-parinya.com/?p=1550</guid>

					<description><![CDATA[ธุรกิจไอทีของเมืองไทยยังไม่เหมือนของสหรัฐอเมริกา เพราะธุรกิจไอทีของเราไม่ได้เป็นภาคการผลิต แต่เป็นภาคการบริการ เป็นธุรกิจแบบรับจ้างทำของ ธุรกิจกินสัมปทาน และธุรกิจซื้อมาขายไป ถ้าหากเราคิดจะทำให้ธุรกิจไอทีของเมืองไทยให้เป็นแบบที่สหรัฐอเมริกาเป็น เราก็จำเป็นจะต้องคิดถึงนวัตกรรมก่อน จากนั้นก็คิดเรื่องของเงินทุน เพราะนวัตกรรมสำคัญมากในตอนต้น ส่วนเงินทุนสำคัญมาก ๆ ๆ ๆ ในตอนกลาง จริง ๆ แล้วการระดมทุนเพื่อตั้งตัวในธุรกิจไอที ต้องดำเนินไปเป็นขั้นเป็นตอนอย่างน้อย 4 ระดับ อันได้แก่ ระยะตั้งตัว ให้ระดมทุนจากหุ้นส่วน เพราะการขายฝันให้นายทุนในระยะนี้]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ธุรกิจไอทีของเมืองไทยยังไม่เหมือนของสหรัฐอเมริกา เพราะธุรกิจไอทีของเราไม่ได้เป็นภาคการผลิต แต่เป็นภาคการบริการ เป็นธุรกิจแบบรับจ้างทำของ ธุรกิจกินสัมปทาน และธุรกิจซื้อมาขายไป</p>
<p>ถ้าหากเราคิดจะทำให้ธุรกิจไอทีของเมืองไทยให้เป็นแบบที่สหรัฐอเมริกาเป็น เราก็จำเป็นจะต้องคิดถึงนวัตกรรมก่อน จากนั้นก็คิดเรื่องของเงินทุน เพราะนวัตกรรมสำคัญมากในตอนต้น ส่วนเงินทุนสำคัญมาก ๆ ๆ ๆ ในตอนกลาง</p>
<p>จริง ๆ แล้วการระดมทุนเพื่อตั้งตัวในธุรกิจไอที ต้องดำเนินไปเป็นขั้นเป็นตอนอย่างน้อย 4 ระดับ อันได้แก่</p>
<ol>
<li>ระยะตั้งตัว ให้ระดมทุนจากหุ้นส่วน เพราะการขายฝันให้นายทุนในระยะนี้ แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้เงินทุน เนื่องจากนายทุนเป็นพวกขี้งกและขี้ระแวง เขาไม่มีทางยอมให้ตังค์กับกิจการอะไรซักอย่างหนึ่ง ที่เขามองแล้วไม่เข้าใจ แถมวิเคราะห์อนาคตไม่ออกอีกต่างหาก</li>
<li>ระยะถีบตัว ให้ระดมทุนจากนายทุน เพราะการขายฝันให้นายทุนในระยะนี้เริ่มจะเป็นไปได้ เนื่องจากธุรกิจของเราพ้นระยะตั้งตัวมาแล้ว สามารถประคองตัวได้แล้ว มีรูปแบบที่ชัดเจน มีฐานลูกค้าที่แน่นหนา ถึงตอนนี้ นายทุนจะเริ่มเข้าใจธุรกิจมากขึ้น และมองเห็นช่องทางที่จะกอบโกยผลตอบแทนจากธุรกิจได้ จึงมีโอกาสที่จะหยิบยื่นเม็ดเงินให้ตามที่ร้องขอ</li>
<li>ระยะทรงตัว ให้ระดมทุนจากสถาบันการเงิน เพราะสถาบันการเงินน่ะเรื่องมาก จะไม่ยอมปล่อยกู้ง่าย ๆ ถ้าไม่มีงบการเงินที่มีตัวเลขสวย ๆ ให้เชยชม เพราะเขาถือว่ารู้หน้าไม่รู้ใจ การจะเชื่อใจธุรกิจใด ๆ ซักครั้งจึงจำเป็นต้องใช้หลักฐานประกอบ ซึ่งหลักฐานที่ดีที่สุดก็คงหนีไม่พ้นงบการเงิน</li>
<li>ระยะขยายตัว ให้ระดมทุนจากมหาชน หรือก็คือการนำหุ้นออกเร่ขายให้กับประชาชนทั่วไปนั่นเอง ซึ่งหากธุรกิจของใครมาถึงระยะนี้ได้ นั่นแสดงว่ามีความปลอดภัยสูงในการระดมทุนแล้ว ขอเพียงมีการนำเสนอข่าวในแง่ดีและมีความเป็นไปได้ในการสร้างผลตอบแทน ใคร ๆ ก็จะยอมควักเงินซื้อหุ้นเพิ่มทุน โดยไม่จำเป็นต้องมีการค้ำประกัน หรือต้องจ่ายคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยใด ๆ ทั้งสิ้น ขอเพียงทำให้ราคาหุ้นทะยานขึ้นไปเรื่อย ๆ และจ่ายเงินปันผลให้สมน้ำสมเนื้อก็พอแล้ว</li>
</ol>
<p>เสียดาย เมืองไทยเราขาด &#8220;ระยะถีบตัว&#8221; ไป จึงทำให้เกือบทุกกิจการที่เข้ามาตั้งตัวในธุรกิจไอที ต้องเริ่มจาก &#8220;ระยะตั้งตัว&#8221; แล้วกระเสือกกระสนเข้าสู่ &#8220;ระยะทรงตัว&#8221; โดยไม่มีจุดแวะพักให้หายใจหายคอกันเลย</p>
<p>ป.ล. ที่สหรัฐอเมริกา พวกนายทุนที่ซื้อฝัน นอกจากจะยอมให้เงินทุนแล้ว ยังช่วยจัดหาสถานที่ทำงาน, บริหารจัดการส่วนผู้ถือหุ้น, จดทะเบียนบริษัท และจัดโครงสร้างองค์กรให้ด้วยนะเอ้อ ซึ่งของเมืองไทยเรา แค่นายทุนยอมให้เงินทุน ก็ถือว่าเป็นบุญอักโขแล้วว่ะ</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/1550/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>2</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Facebook Dollar</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/1256</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/1256#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 15 May 2010 07:54:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business Model]]></category>
		<category><![CDATA[Electronic Money]]></category>
		<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.peetai.com/a/1256/facebook-dollar/</guid>

					<description><![CDATA[ปัจจุบัน Facebook น่าจะหารายได้จากส่วนแบ่งค่าโฆษณาเป็นหลัก อือม แต่หลังจากนั้นผมคิดว่า Facebook คงจะเริ่มรู้แล้วว่า มีเงินสะพัดผ่านเครือข่ายสังคมของตัวเองปริมาณมหาศาล โดยที่ Facebook ไม่ได้มีส่วนในการหักค่าหัวคิวเข้ากระเป๋าซักกระติ๊ดนึง!!! คิดว่าอีกไม่นาน Facebook คงจะหาโมเดลทางธุรกิจเพื่อจะหักค่าหัวคิว หรือค่าธรรมเนียมอะไรเทือกนี้ได้!!! แต่ประเด็นที่สงสัยก็คือ ทำไม Facebook ถึงไม่ทำระบบเงินตราเสริมของตัวเองขึ้นมาหนอ??? [tags]facebook dolllar, facebook, dollar, เงินตรา, เงินตราเสริม[/tags]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ปัจจุบัน Facebook น่าจะหารายได้จากส่วนแบ่งค่าโฆษณาเป็นหลัก อือม แต่หลังจากนั้นผมคิดว่า Facebook คงจะเริ่มรู้แล้วว่า มีเงินสะพัดผ่านเครือข่ายสังคมของตัวเองปริมาณมหาศาล โดยที่ Facebook ไม่ได้มีส่วนในการหักค่าหัวคิวเข้ากระเป๋าซักกระติ๊ดนึง!!!</p>
<p>คิดว่าอีกไม่นาน Facebook คงจะหาโมเดลทางธุรกิจเพื่อจะหักค่าหัวคิว หรือค่าธรรมเนียมอะไรเทือกนี้ได้!!!</p>
<p>แต่ประเด็นที่สงสัยก็คือ ทำไม Facebook ถึงไม่ทำระบบเงินตราเสริมของตัวเองขึ้นมาหนอ???</p>
<p>[tags]facebook dolllar, facebook, dollar, เงินตรา, เงินตราเสริม[/tags]</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/1256/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>3</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มวยไทยติดปีก</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/1248</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/1248#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 22 Apr 2010 04:16:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business Model]]></category>
		<category><![CDATA[Data Mining]]></category>
		<category><![CDATA[Signal Processing]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.peetai.com/a/1248/%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b8%81/</guid>

					<description><![CDATA[มวยไทยถือเป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวในแนวตั้ง ดังนั้น มันจึงสามารถแสดงอานุภาพที่รุนแรงของมันได้ เมื่อผู้ใช้มวยไทยยืนอยู่บนพื้นดิน (ที่มั่นคง) แต่น่าเสียดายที่ผู้คิดค้นมวยไทยไม่ได้คิดว่า มนุษย์ยืนสองขาแบบพวกเราก็ย่อมมีวันล้มลงกับพื้นได้ ดังนั้น ผู้ใช้มวยไทยจึงไม่สามารถแสดงอานุภาพใด ๆ ได้เลย หากถูกคู่ต่อสู้กดล็อกหรือกดนอนลงกับพื้น!!! ปัจจุบัน การจัดชกมวยไทยยังคงมีอยู่ มีพัฒนาการในวงจำกัดในระดับหนึ่ง โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานเดิม ๆ นั่นคือ การเป็นธุรกิจสีเทาเข้ม ๆ เพราะมีเรื่องของการใช้ความรุนแรง อิทธิพล และการพนันเข้ามาเกี่ยวข้อง!!! ผมเคยได้ดูบาสเกตบอล NBA]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>มวยไทยถือเป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวในแนวตั้ง ดังนั้น มันจึงสามารถแสดงอานุภาพที่รุนแรงของมันได้ เมื่อผู้ใช้มวยไทยยืนอยู่บนพื้นดิน (ที่มั่นคง) แต่น่าเสียดายที่ผู้คิดค้นมวยไทยไม่ได้คิดว่า มนุษย์ยืนสองขาแบบพวกเราก็ย่อมมีวันล้มลงกับพื้นได้ ดังนั้น ผู้ใช้มวยไทยจึงไม่สามารถแสดงอานุภาพใด ๆ ได้เลย หากถูกคู่ต่อสู้กดล็อกหรือกดนอนลงกับพื้น!!!</p>
<p>ปัจจุบัน การจัดชกมวยไทยยังคงมีอยู่ มีพัฒนาการในวงจำกัดในระดับหนึ่ง โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานเดิม ๆ นั่นคือ การเป็นธุรกิจสีเทาเข้ม ๆ เพราะมีเรื่องของการใช้ความรุนแรง อิทธิพล และการพนันเข้ามาเกี่ยวข้อง!!!</p>
<p>ผมเคยได้ดูบาสเกตบอล NBA อยู่บ่อย ๆ ผมชอบมาก ชอบตรงการเก็บสถิติของผู้เล่น ซึ่งเก็บได้ละเอียดเว่อร์ ๆ เช่น บอกได้ว่าผู้เล่นคนดังกล่าว เคยทำแต้มได้เท่าไหร่ เคยป้องกันการทำแต้มได้กี่ครั้ง หรือเคยส่งบอลให้ผู้เล่นอื่นทำแต้มได้กี่ครั้ง เป็นต้น</p>
<p>ผมจึงมองว่าการเก็บสถิติแบบนี้เป็นสีสัน เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มที่ดี ที่น่าจะนำมาประยุกต์ใช้กับมวยไทยได้!!!</p>
<p>งั้นเราต้องตั้งโจทย์ก่อนว่าถ้าเป็นมวยไทย เราอยากจะเก็บสถิติอะไรของนักมวยบ้าง เพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มแก่ธุรกิจมวยไทย โดยสถิติดังกล่าวจะต้องสร้างอรรถประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์แก่โปรโมเตอร์เพื่อการจับคู่นักมวย ประโยชน์แก่ผู้ชมเพื่อการติดตามผลงาน ประโยชน์แก่นักพนันเพื่อการแทงพนัน หรือ ประโยชน์แก่ค่ายมวยเพื่อการวิเคราะห์นักมวยของตัวเองหรือคู่แข่ง เป็นต้น</p>
<p>โดยส่วนตัวผมเห็นว่า การเก็บสถิติของนักมวย ควรจะแบ่งออกเป็น 2 ระดับใหญ่ ๆ คือ</p>
<p><span id="more-1248"></span></p>
<p><strong>ระดับที่ 1 สถิติแบบกว้าง</strong></p>
<p>ซึ่งเป็นสถิติปรกติที่มีการเก็บกันอยู่แล้ว เช่น จำนวนครั้งที่เคยขึ้นชก, นักมวยที่เคยชกด้วย, จำนวนครั้งที่เคยชนะ เสมอ แพ้ เป็นต้น</p>
<p><strong>ระดับที่ 2 สถิติแบบละเอียด</strong></p>
<p>อันนี้แหล่ะที่กำลังจะโม้ เพราะสถิติที่ควรจะเก็บไว้คือ จำนวนครั้งที่นักมวยเคยออกอาวุธใส่คู่ชก สำหรับการขึ้นชกในแต่ล่ะครั้ง แยกประเภทไปเลยว่าเป็น เตะซ้ายกี่ครั้ง เตะขวากี่ครั้ง เตะสูงหรือเตะต่ำ เตะแล้วเข้าเป้า เตะแล้ววืด หรือเตะแล้วโดนกันได้ เป็นต้น</p>
<p>นอกจากนี้ยังต้องเก็บสถิติด้วยว่า นักมวยแต่ล่ะคนเคยโดนอาวุธไปกี่ดอก โดนแล้วหลบได้ กันได้ หรือโดนเต็ม ๆ เป็นต้น</p>
<p>&#8211;</p>
<p>ทีนี้ &#8230; ถ้าเราตัดเรื่องความไร้สาระในการจัดเก็บสถิติแบบละเอียดออกไป รวมทั้งอย่าเพิ่งไปคิดถึงต้นทุนที่จะเกิดขึ้นในการจัดเก็บฯ แล้วมาคิดว่ามันมีหนทางไหนบ้างที่จะจัดเก็บสถิติแบบละเอียดได้ เราก็จะพบว่ามีหนทางในการจัดเก็บได้อยู่ 2 ทาง อันได้แก่</p>
<p>1.  <strong>จัดเก็บโดยใช้มนุษย์</strong> โดยการวางตำแหน่งผู้จัดเก็บสถิติไว้ 4 ด้านรอบเวทีมวย แล้วให้ผู้จัดเก็บสถิติใช้สายตามองนักมวยที่กำลังชกอยู่บนเวที พร้อมทั้งใช้นิ้วมือกดปุ่มเพื่อบันทึกสถิติต่าง ๆ ของนักมวยลงในคอมพิวเตอร์</p>
<p>สำหรับวิธีนี้ถือว่าง่ายดี ได้ผลลัพท์ที่ต้องการโดยไม่สนใจวิธีการ แต่น่าเสียดาย ความผิดพลาดก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้!!!</p>
<p>2.  <strong>จัดเก็บโดยใช้คอมพิวเตอร์</strong> โดยการติดกล้องวีดีโอ 4 ตัวเล็งไปยังด้านทั้ง 4 ด้านของเวทีมวย แล้วใช้เทคโนโลยี Video Processing เพื่อจับภาพเคลื่อนไหวของนักมวยที่กำลังชกบนเวที พร้อมทั้งอ่านท่าทางต่าง ๆ ของนักมวยว่านักมวยกำลังทำอะไรอยู่ แล้วจึงจัดเก็บสถิติต่าง ๆ ลงในคอมพิวเตอร์ต่อไป</p>
<p>สำหรับวิธีนี้ถือว่าง่ายในการใช้งาน (หากทำได้) แต่ยากโคตร ๆ สำหรับคนที่ทำ Video Processing เลยล่ะ เพราะนั่นหมายความว่าระบบซอฟต์แวร์ดังกล่าว จะต้องรู้จักท่าทางของมวยไทยเป็นอย่างดี อีกทั้งยังต้องเข้าอกเข้าใจในทฤษฎีสรีรวิทยากล้ามเนื้อของมนุษย์ เผลอ ๆ อาจจะเดาได้ก่อนด้วยซ้ำ ว่านักมวยจะออกอาวุธอะไร!!!</p>
<p>โดยส่วนตัวมองว่า ถ้าสนใจในผลลัพท์เพื่อนำไปใช้งานต่อยอด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับมวยไทยแล้วล่ะก็ เอาแบบ &#8220;จัดเก็บโดยมนุษย์&#8221; น่าจะง่ายกว่าจมเลยอ่ะ T-T</p>
<p>[tags]มวยไทย, ติดปีก[/tags]</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/1248/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>8</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การผลิตคอมพิวเตอร์</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/1244</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/1244#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 07 Apr 2010 04:52:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business Model]]></category>
		<category><![CDATA[Feature]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.peetai.com/a/1244/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c/</guid>

					<description><![CDATA[ช่วงวันหยุดผมขุดเอาเกม Capitalism 2 มาเล่น (ผมชอบเล่นเกมโบราณ) มันเป็นเกม Tycoon แบบ Realtime ให้เราสร้างความมั่งคั่งจากธุรกิจอุตสาหกรรม, ธุรกิจเกษตรกรรม หรือ ธุรกิจค้าปลีก (แต่ไม่มีธุรกิจบริการ) มันให้เราเลือกเล่นฉากแบบอิสระได้ หรือจะเล่นตามฉากบังคับที่ต้องทำตามเป้าหมายที่มันตั้งไว้ให้ก็ได้ ผมก็เลยลองเลือกเล่นอยู่ฉากหนึ่ง เป็นฉากที่บังคับให้เราต้องทะยานขึ้นเป็นผู้นำธุรกิจคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ และต้องสร้างยอดกำไรสุทธิตามจำนวนตัวเลขที่กำหนดให้จงได้!!! Bill Of Materials = รายชื่อของชิ้นส่วนของอะไรหลาย ๆ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงวันหยุดผมขุดเอาเกม Capitalism 2 มาเล่น (ผมชอบเล่นเกมโบราณ) มันเป็นเกม Tycoon แบบ Realtime ให้เราสร้างความมั่งคั่งจากธุรกิจอุตสาหกรรม, ธุรกิจเกษตรกรรม หรือ ธุรกิจค้าปลีก (แต่ไม่มีธุรกิจบริการ)</p>
<p>มันให้เราเลือกเล่นฉากแบบอิสระได้ หรือจะเล่นตามฉากบังคับที่ต้องทำตามเป้าหมายที่มันตั้งไว้ให้ก็ได้ ผมก็เลยลองเลือกเล่นอยู่ฉากหนึ่ง เป็นฉากที่บังคับให้เราต้องทะยานขึ้นเป็นผู้นำธุรกิจคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ และต้องสร้างยอดกำไรสุทธิตามจำนวนตัวเลขที่กำหนดให้จงได้!!!</p>
<blockquote>
<p><strong>Bill Of Materials</strong> = รายชื่อของชิ้นส่วนของอะไรหลาย ๆ อย่าง ซึ่งจะประกอบกันขึ้นมาเป็นผลิตภัณฑ์เป้าหมายที่เราต้องการ</p>
</blockquote>
<p>ไม่ว่าจะเป็นเกมหรือโลกแห่งความเป็นจริงก็เหมือนกัน นั่นคือ ผลิตภัณฑ์เจ๋ง ๆ ล้วนจะต้องประกอบด้วยชิ้นส่วนหลาย ๆ ชิ้นมารวมกัน แล้วชิ้นส่วนเหล่านั้นก็อาจจะประกอบด้วยชิ้นส่วนย่อย ๆ ลงไปอีก ซึ่งทุกชิ้นส่วนล้วนแล้วแต่จะต้องสร้างด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับมันทั้งสิ้น!!!</p>
<p>โดยสรุปแล้ว หากผมจะต้องผ่านฉากที่โม้ไว้ในสองย่อหน้าข้างบนให้ได้ ผมก็จะต้องสร้างห้องวิจัยเพื่อวิจัยเทคโนโลยีของชิ้นส่วนต่าง ๆ, ต้องสร้างแหล่งเก็บเกี่ยววัตถุดิบ, ต้องสร้างโรงงานเพื่อผลิตสินค้าทุน, ต้องสร้างโรงงานเพื่อนำสินค้าทุนมาประกอบรวมกันเป็นสินค้าสำเร็จรูป, ต้องตั้งร้านค้าปลีกเพื่อนำสินค้าสำเร็จรูปนั้นมาขาย และ ต้องสร้างแบรนด์ให้กับสินค้าสำเร็จรูปนั้นต่อไป ตามภาพข้างล่างนี้</p>
<div align="center"><img decoding="async" id="image1243" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2010/04/computer_bom.jpg" alt="Computer BOM" /></div>
<p>อุตสาหกรรมนี่มันเป็นอะไรที่ยากจริง ๆ เลยแฮะ นี่ขนาดเป็นแค่เกมนะเนี่ย!!!</p>
<p>[tags]การผลิต, คอมพิวเตอร์, อุตสาหกรรม, BOM[/tags]</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/1244/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>2</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ระบบฮวงจุ้ยออนไลน์</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/1240</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/1240#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 25 Mar 2010 04:46:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business Model]]></category>
		<category><![CDATA[Virtual Reality]]></category>
		<category><![CDATA[Web Service]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.peetai.com/a/1240/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%ae%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%8c/</guid>

					<description><![CDATA[ในหนึ่งปี ประเทศไทยจะมีกระแสลมพัดจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 9 เดือน ในขณะที่จะมีกระแสลมพัดจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 3 เดือน ส่วนพระอาทิตย์ก็จะขึ้นทางทิศตะวันออกในตอนเช้า แล้วโคจรโค้งค่อนไปทางทิศใต้ ก่อนที่จะตกทางทิศตะวันตก เป็นแบบนี้ชั่วนาตาปี ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ถ้าลูกตาของเราสามารถมองเห็นเส้นแรงแม่เหล็กได้ เราก็จะพบว่ามีเส้นแรงแม่เหล็กแล่นผ่านสายตาของเราอยู่ตลอดเวลา โดยวิ่งจากทิศเหนือทะลุทะลวงผ่านทุกสรรพสิ่งไปยังทิศใต้ สร้างผลกระทบเล็ก ๆ แก่สสารที่มีส่วนผสมของธาตุเหล็กทุกชนิด ไม่เว้นแม้กระทั่งธาตุเหล็กที่มีอยู่ในเม็ดเลือดแดงของมนุษย์อย่างพวกเรา ปรากฎการณ์ธรรมชาติเบื้องต้นเหล่านี้นี่เอง นำมาซึ่งวิชาอันแสนจะล้ำค่าที่เรียกว่า วิชาการดูฮวงจุ้ย]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในหนึ่งปี ประเทศไทยจะมีกระแสลมพัดจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 9 เดือน ในขณะที่จะมีกระแสลมพัดจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 3 เดือน ส่วนพระอาทิตย์ก็จะขึ้นทางทิศตะวันออกในตอนเช้า แล้วโคจรโค้งค่อนไปทางทิศใต้ ก่อนที่จะตกทางทิศตะวันตก เป็นแบบนี้ชั่วนาตาปี ซ้ำ ๆ ซาก ๆ</p>
<p>ถ้าลูกตาของเราสามารถมองเห็นเส้นแรงแม่เหล็กได้ เราก็จะพบว่ามีเส้นแรงแม่เหล็กแล่นผ่านสายตาของเราอยู่ตลอดเวลา โดยวิ่งจากทิศเหนือทะลุทะลวงผ่านทุกสรรพสิ่งไปยังทิศใต้ สร้างผลกระทบเล็ก ๆ แก่สสารที่มีส่วนผสมของธาตุเหล็กทุกชนิด ไม่เว้นแม้กระทั่งธาตุเหล็กที่มีอยู่ในเม็ดเลือดแดงของมนุษย์อย่างพวกเรา</p>
<p>ปรากฎการณ์ธรรมชาติเบื้องต้นเหล่านี้นี่เอง นำมาซึ่งวิชาอันแสนจะล้ำค่าที่เรียกว่า วิชาการดูฮวงจุ้ย หรือเรียกเป็นภาษาไทยว่า วิชาการดูภูมิโหราศาสตร์ อันเป็นวิชาที่ช่วยในการจัดวางทิศทางของสรรพสิ่งในสถานที่ เพื่อนำมาซึ่ง ลาภ ยศ สรรเสริญ และความสงบสุข แก่ผู้ที่อยู่อาศัยและประกอบกิจในสถานที่นั้น ๆ!</p>
<p>และทำให้เราไม่ต้องแปลกใจอีกต่อไปว่า ทำไมกันหนอ หมอดูฮวงจุ้ยจึงมักจะใช้เข็มทิศเพื่อวัดแรงแม่เหล็ก ในขณะที่ใช้ไม้ฉากซึ่งตั้งอยู่บนเข็มทิศ เพื่อวัดเงาที่ทอดผ่านจากแสงอาทิตย์</p>
<p>วิชาการดูฮวงจุ้ยเป็นวิชาลับ ถูกหวงแหนและถ่ายทอดเฉพาะคนกลุ่มน้อย นั่นจึงทำให้เกิดปัญหาเล็ก ๆ ขึ้นมา เพราะวิชาการดูฮวงจุ้ยอยู่ติดกับตัวหมอดู ดังนั้น ถ้าเราอยากจะให้หมอดูได้เห็นสถานที่ ๆ เราอยากให้จัดฮวงจุ้ย เราก็จะมีทางเลือกอยู่เพียง 2 ทาง นั่นคือ การนำสถานที่จริงไปให้หมอดูได้ดู หรือ เชิญหมอดูมาดูสถานที่จริงแทน!!!</p>
<p><span id="more-1240"></span></p>
<p>เราไม่สามารถนำสถานที่จริงไปให้หมอดู ๆ ได้ เพราะมันใหญ่โตมาก อีกทั้งเรายังไม่สามารถนำเอาองค์ประกอบอื่น ๆ ไปได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น ทิศทางลม, แสงเงา, สนามแม่เหล็กไฟฟ้า, อุณหภูมิ หรือ สิ่งก่อสร้างแวดล้อม เป็นต้น</p>
<p>ในขณะที่การเชิญหมอดูมายังสถานที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกเช่นกัน เพราะหมอดูฮวงจุ้ยที่เก่ง ๆ อ่ะ จะมีคิวที่แน่นเอี้ยดมาก ๆ กว่าจะถึงคิวเราก็คงต้องรอกันเหนียงยานเลยทีเดียว!!!</p>
<p>งั้นลองเอาเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์ มาช่วยแก้ปัญหา 2 ข้อข้างบนดีกว่า ดูซิว่าจะพอทำได้หรือเปล่า?</p>
<p><strong>ปัญหาที่ 1 : เราไม่สามารถนำสถานที่จริงไปให้หมอดู ๆ ได้!!!</strong></p>
<p><strong>วิธีแก้ปัญหา</strong> : สร้างระบบเสมือนจริงแบบ 3 มิติขึ้นมา เพื่อให้หมอดูและลูกค้าสามารถเข้ามาพบปะกันได้ โดยลูกค้าจะสามารถใส่รายละเอียดของสถานที่จริงเข้าไปในระบบเสมือนจริงได้ ในขณะที่หมอดูก็สามารถเข้ามาดูสถานที่จริงในระบบเสมือนจริงได้เช่นกัน</p>
<p><strong>จุดบกพร่อง</strong> : ถ้าใส่รายละเอียดของสถานที่จริงลงในระบบเสมือนจริงไม่ครบ ก็ป่วยการที่หมอดูจะสามารถดูฮวงจุ้ยให้ได้</p>
<p>&#8212;</p>
<p><strong>ปัญหาที่ 2  : การเชิญหมอดูมายังสถานที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องง่าย!!!</strong></p>
<p><strong>วิธีแก้ปัญหา</strong> : ถ่ายทอดความรู้ของหมอดูเอาไว้ในฐานข้อมูลกลาง โดยกำหนดความสัมพันธ์ของข้อมูลการดูฮวงจุ้ยให้มีลักษณะเชื่อมโยงและเป็นรูปธรรม มีลักษณะเป็น Computation Schema จากนั้นสร้างระบบ Web Service ขึ้นมา เพื่อให้เรา (ลูกค้าหรือตัวแทนผู้ให้บริการ) สามารถส่งพารามิเตอร์ต่าง ๆ เข้าไป แล้วปล่อยให้ระบบวิเคราะห์พารามิเตอร์ทั้งหมด แล้วส่งผลลัพท์ของการวิเคราะห์กลับออกมาเป็นคำตอบให้กับเรา เพื่อให้เราไปจัดวางสถานที่ให้มันถูกต้องเหมาะสมต่อไป</p>
<p><strong>จุดบกพร่อง</strong> : ถึงหมอดูจะไม่หวงวิชา แต่การทำ Computation Schema จากภูมิปัญญาของหมอดู มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน</p>
<p>&#8212;</p>
<p>โดยสรุปแล้ว มันน่าจะมีทางออกซักทางหนึ่งแหล่ะ อิ อิ <img src="https://s.w.org/images/core/emoji/16.0.1/72x72/1f61b.png" alt="😛" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /></p>
<p>[tags]หมอดู, ฮวงจุ้ย, ออนไลน์[/tags]</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/1240/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>3</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ธุรกิจติดตามรถยนต์ที่ถูกโจรกรรมแบบครบวงจร</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/1203</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/1203#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 10 Jan 2010 05:08:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business Model]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.peetai.com/archives/1203</guid>

					<description><![CDATA[จากสถิติอาชญากรรมของภาครัฐ ซึ่งเปิดเผยเมื่อปลายปีที่ผ่านมาระบุว่า ในปี พ.ศ. 2552 ที่ผ่านมา ภาครัฐตก Service Level Agreement ในคดีโจรกรรมรถยนต์มากที่สุด รองลงมาก็เป็นคดีโจรกรรมรถจักรยานยนต์!!! มันคงมีเหตุผลมากมายที่จะอ้างขึ้นมา ว่าทำไมภาครัฐจึงมีประสิทธิภาพในการจัดการคดีในย่อหน้าบนได้น้อยนัก ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประชาชน ก็คือการปกป้องรถยนต์ของตัวเองด้วยตัวของตัวเอง! ปัจจุบันโลกได้แหย่ขาเข้ามาสู่ยุคสารสนเทศก้าวหนึ่งแล้ว ทำให้เราพบว่าประชาชนเริ่มสรรหาวิธีปกป้องรถยนต์ของตนเองได้ล้ำยุคมากขึ้น จากเดิมที่เคยใช้เครื่องกลในการล็อคคันเร่ง, ล็อคเบรก, ล็อคพวงมาลัย และ ล็อคเกียร์ ก็เปลี่ยนมาเป็นติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอนิกส์อย่างระบบ GPS]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จากสถิติอาชญากรรมของภาครัฐ ซึ่งเปิดเผยเมื่อปลายปีที่ผ่านมาระบุว่า ในปี พ.ศ. 2552 ที่ผ่านมา ภาครัฐตก Service Level Agreement ในคดีโจรกรรมรถยนต์มากที่สุด รองลงมาก็เป็นคดีโจรกรรมรถจักรยานยนต์!!!</p>
<p>มันคงมีเหตุผลมากมายที่จะอ้างขึ้นมา ว่าทำไมภาครัฐจึงมีประสิทธิภาพในการจัดการคดีในย่อหน้าบนได้น้อยนัก ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประชาชน ก็คือการปกป้องรถยนต์ของตัวเองด้วยตัวของตัวเอง!</p>
<p>ปัจจุบันโลกได้แหย่ขาเข้ามาสู่ยุคสารสนเทศก้าวหนึ่งแล้ว ทำให้เราพบว่าประชาชนเริ่มสรรหาวิธีปกป้องรถยนต์ของตนเองได้ล้ำยุคมากขึ้น จากเดิมที่เคยใช้เครื่องกลในการล็อคคันเร่ง, ล็อคเบรก, ล็อคพวงมาลัย และ ล็อคเกียร์ ก็เปลี่ยนมาเป็นติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอนิกส์อย่างระบบ GPS และระบบ LBS แทน</p>
<p>ระบบป้องกันและติดตามด้วย GPS และ LBS นี่มันก็ดีนะ เพราะเราสามารถค้นหาพิกัดของรถยนต์, สามารถสั่งดับเครื่องยนต์ระยะไกล, ดักฟังการสนทนาระยะไกล, แจ้งเตือนเมื่อรถยนต์ออกจากพิกัดที่กำหนด และ อื่น ๆ อีกมากมายได้!!!</p>
<p>แต่โดยส่วนตัวแล้วผมถือว่า เครื่องมือยังเป็นเรื่องรอง หากเทียบกับกระบวนการจัดการที่ควรเป็นเรื่องหลักมากกว่า!!!</p>
<p>มันจะดีกว่ามั้ย ถ้าหากรถเราเกิดถูกโจรกรรมขึ้นมาจริง ๆ แล้วเราโทรศัพท์เพียงแค่กริ๊งเดียว จากนั้นจะมีทีมไปติดตามรถยนต์แทนเรา, ติดต่อเจ้าหน้าที่รัฐแทนเรา, ติดต่อประกันภัยแทนเรา, จัดสรรสินน้ำใจเพื่อจ่ายเจ้าหน้าที่รัฐแทนเรา (ซึ่งสำคัญมาก), ติดต่อ จ.ส. 100 / ร่วมด้วยช่วยกันแทนเรา &#8230; และอื่น ๆ อีกมากมาย???</p>
<p>เมื่อตั้งปุจฉาในย่อหน้าข้างบนขึ้นมาแล้ว เราก็ต้องมาคิดหาวิสัชณากัน โดยจะต้องวิเคราะห์ออกเป็นสองส่วนใหญ่ ๆ คือ ส่วนทางเทคนิค และ ส่วนทางธุรกิจ</p>
<p><span id="more-1203"></span></p>
<p><strong>ส่วนทางเทคนิค</strong></p>
<ul>
<li>ลูกค้าจะต้องติดตั้งระบบ GPS หรือ LBS และยินยอมให้ตัวแทนเข้าถึงได้ เมื่อมีการร้องขอให้ติดตาม</li>
<li>ตัวแทนจะต้องมีระบบ Call Center ที่เข้มแข็ง พรั่งพร้อมไปด้วยบุคลากรและซอฟต์แวร์ที่ทรงประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงระบบ Call Center กับระบบติดตามรถยนต์ของลูกค้าเข้าไว้ด้วยกัน</li>
<li>ลูกค้าจะสามารถตรวจสอบสถานะล่าสุดของการติดตามได้ ผ่าน Website หรือ Web Service ที่ตัวแทนจัดเตรียมไว้ให้</li>
<li>ตัวแทนจะสามารถเข้าถึงระบบ GPS หรือ LBS ของลูกค้าได้แบบ Passive เพียงอย่างเดียว ในขณะที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงระบบ GPS หรือ LBS ของตนได้ทั้งแบบ Active และ Passive</li>
</ul>
<p><strong>ส่วนทางธุรกิจ</strong></p>
<ul>
<li>ตัวแทนควรเก็บค่าบริการจากลูกค้าในแบบเหมาจ่ายรายเดือน หรืออาจจะทำเป็นแบบโปรโมชัน โดยเป็นการผสมผสานระบบคิดเบี้ยประกันภัยและระบบค่าโทรศัพท์มือถือเข้าไว้ด้วยกัน</li>
<li>บริษัทที่ควรจะลงมาเล่นในธุรกิจนี้ ควรเป็นบริษัทประกันภัย หรือ บริษัทบริการสัญญาณโทรศัพท์มือถือ หรือเป็นการร่วมทุนของบริษัททั้งสองแบบเข้าไว้ด้วยกัน</li>
<li>การเก็บค่าบริการ ควรมีการคิดภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย เพื่อให้ภาครัฐสนับสนุนธุรกิจในรูปแบบนี้ (เพราะรัฐได้ตังค์ด้วย)</li>
<li>ตัวแทนควรให้ลูกค้าจ่ายค่าบริการโดยสะดวก อาจจะผ่านระบบ Counter Service, ตัดผ่านบัตรเครดิต, โอนผ่านบัญชีเงินฝากธนาคาร หรือ ใช้สแตมป์เงินสแตมป์ทองของ Seven Eleven เพื่อจ่ายเป็นค่าบริการ!!</li>
<li>ตัวแทนต้องเสริมบริการในเรื่องคดีความ โดยให้ถือว่าการโจรกรรมรถยนต์ของลูกค้า เปรียบเสมือนกับการโจรกรรมทรัพย์สินของบริษัท ดังนั้น ตัวแทนจะเป็นโจทก์ร่วมในการฟ้องร้องผู้กระทำความผิดแทนลูกค้า เพื่อให้การดำเนินคดีหนักแน่นไม่เลื่อนลอย และเป็นการป้องปรามไม่ให้ลูกค้าถูกผูกใจเจ็บโดยคนร้าย และถูกย้อนกลับมาแก้แค้นในภายหลัง</li>
</ul>
<p>จะเห็นว่า เมื่อเราวิสัชณาด้วยประเด็นทางเทคนิคและประเด็นทางธุรกิจเรียบร้อยแล้ว เราก็จะพบว่า พระเอกของธุรกิจนี้คือระบบซอฟต์แวร์และระบบอิเล็กทรอนิกส์นั่นเอง!!!</p>
<p>แต่ถ้าทั้งยังหวาดกลัวว่า เทคโนโลยีและกระบวนการจัดการยังไม่มากพอ งั้นก็ขอแนะนำให้แขวน &#8220;หลวงพ่อรอด&#8221; เอาไว้ที่หน้ารถยนต์ครับ <img src="https://s.w.org/images/core/emoji/16.0.1/72x72/1f61b.png" alt="😛" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /> ก่อนออกจากรถก็สวดนะโมสามจบทุกครั้ง พร้อมกับภาวนาให้รถอย่าหายเลย สาธุ เพี้ยงงงงง ^-^</p>
<p>[tags]ธุรกิจ, ติดตาม, รถยนต์, โจรกรรม, ครบวงจร, GPS, LBS[/tags]</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/1203/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>7</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จังกอบ อากร ส่วย ฤชา ภาษี</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/1200</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/1200#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 26 Dec 2009 10:27:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business Model]]></category>
		<category><![CDATA[Feature]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.peetai.com/archives/1200</guid>

					<description><![CDATA[อ่านที่ท่านสุมาอี้เขียนไว้เรื่อง บังคับใช้กฎหมายดี ชาติเจริญ แล้วรู้สึกสะท้อนใจยิ่งนัก เพราะมันเป็นเรื่องจริงที่ว่า รัฐประชาชาติใด ๆ ก็ตาม หากก่อตั้งขึ้นมาแล้วไม่สามารถมีอธิปไตยในการ &#8230; ออกและใช้เงินตราประจำชาติเพื่อให้ประชาชนใช้สอย &#8230;และ&#8230; เรียกเก็บเงินตราประจำชาติที่ออกใช้ เพื่อนำกลับมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ในลักษณะของปฏิกิริยาลูกโซ่ &#8230;ก็แสดงว่ารัฐประชาชาตินั้น ๆ เตรียมถดถอยหรือไม่ก็ล้มละลายได้เลย!!! แต่ก่อนจะโม้ในประเด็น ผมขออธิบายก่อนว่าทุกวันนี้ เรามีระบบในการเรียกเก็บส่วย ในแบบไหนกันบ้าง &#8230; 1. ลูกหนี้จ่ายให้เจ้าหนี้]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>อ่านที่ท่านสุมาอี้เขียนไว้เรื่อง <a href="http://dekisugi.net/2009/12/21/0230/">บังคับใช้กฎหมายดี ชาติเจริญ</a> แล้วรู้สึกสะท้อนใจยิ่งนัก เพราะมันเป็นเรื่องจริงที่ว่า รัฐประชาชาติใด ๆ ก็ตาม หากก่อตั้งขึ้นมาแล้วไม่สามารถมีอธิปไตยในการ &#8230;</p>
<ol>
<li>ออกและใช้เงินตราประจำชาติเพื่อให้ประชาชนใช้สอย &#8230;และ&#8230;</li>
<li>เรียกเก็บเงินตราประจำชาติที่ออกใช้ เพื่อนำกลับมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ในลักษณะของปฏิกิริยาลูกโซ่</li>
</ol>
<p>&#8230;ก็แสดงว่ารัฐประชาชาตินั้น ๆ เตรียมถดถอยหรือไม่ก็ล้มละลายได้เลย!!!</p>
<p>แต่ก่อนจะโม้ในประเด็น ผมขออธิบายก่อนว่าทุกวันนี้ เรามีระบบในการเรียกเก็บส่วย ในแบบไหนกันบ้าง &#8230;</p>
<p>1.  ลูกหนี้จ่ายให้เจ้าหนี้ และต้องจ่ายส่วยให้กับผู้เรียกเก็บด้วย</p>
<div align="center"><img decoding="async" id="image1196" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2009/12/tax1.jpg" alt="ภาษีแบบที่หนึ่ง" /></div>
<p><span id="more-1200"></span></p>
<p>2.  ลูกหนี้จ่ายให้เจ้าหนี้ แล้วเจ้าหนี้ต้องเป็นคนจ่ายส่วยให้กับผู้เรียกเก็บแทน</p>
<div align="center"><img decoding="async" id="image1197" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2009/12/tax2.jpg" alt="ภาษีแบบที่สอง" /></div>
<p>3.  ทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ ต้องจ่ายส่วยให้กับผู้เรียกเก็บทั้งคู่</p>
<div align="center"><img decoding="async" id="image1198" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2009/12/tax3.jpg" alt="ภาษีแบบที่สาม" /></div>
<p>4.  ผู้เรียกเก็บนั่งหัวโด่ คั่นกลางระหว่างลูกหนี้และเจ้าหนี้เลย</p>
<div align="center"><img decoding="async" id="image1199" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2009/12/tax4.jpg" alt="ภาษีแบบที่สี่" /></div>
<p>จะเห็นว่าถ้าเลือกได้ ผู้เรียกเก็บส่วยจะชอบที่สุด หากสามารถทำได้ในแบบที่ 4 นั่นคือ นั่งขวางมันทุกช่องทางที่เงินเดินทางผ่าน!!!</p>
<p>แต่ประเด็นก็คือ ช่องทางที่ว่ามันมีหลายช่องทางซะเหลือเกิน ซึ่งถ้าผู้เรียกเก็บเป็นมนุษย์ ก็ไม่แน่ว่าจะเก็บได้ครบได้ทุกช่องทาง ดังนั้น หนทางที่จะแก้ไขเรื่องนี้ได้นั่นก็คือ ใช้คอมพิวเตอร์มาช่วยในการเรียกเก็บส่วยแทน!!!</p>
<p>และเพื่อให้การปฏิรูปเป็นไปอย่างถอนรากถอนโคน เงินตราจะต้องเปลี่ยนจากธนบัตรกระดาษหรือเหรียญโลหะ ไปเป็นเงินตัวเลขในรูปของบัตรเดบิต หรือจะอะไรซักอย่างหนึ่งที่มันคล้าย ๆ กัน เพื่อให้ระบบเงินตราสอดรับกับระบบการเรียกเก็บส่วยแบบอัตโนมัติได้!!!</p>
<p>เมื่อถึงตอนนั้น รัฐประชาชาติคงจะมั่งคั่งมากขึ้น แต่พวกเราคงจะร้องกันโอดโอยมากกว่านี้แหงม ๆ เลย T-T</p>
<p>[tags]จังกอบ, อากร, ส่วย, ฤชา, ภาษี[/tags]</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/1200/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>3</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
