<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Artificial Intelligence &#8211; PARINYA.NET</title>
	<atom:link href="https://www.parinya.net/node/category/artificial-intelligence/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.parinya.net</link>
	<description>Computation theories and information processing theories.</description>
	<lastBuildDate>Tue, 10 Jun 2025 03:41:59 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.5</generator>
	<item>
		<title>กลไก เวียนว่าย หลุดพ้น</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/3356</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/3356#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 10 Jun 2025 03:39:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญาประดิษฐ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.parinya.net/?p=3356</guid>

					<description><![CDATA[ตอนนี้กำลังมีความเชื่อที่พิสูจน์ไม่ได้ และไม่มีประโยชน์ในชีวิตประจำวันอยู่หลายเรื่องดังนี้]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ตอนนี้กำลังมีความเชื่อที่พิสูจน์ไม่ได้ และไม่มีประโยชน์ในชีวิตประจำวันอยู่หลายเรื่องดังนี้</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>เอกภพที่เราอาศัยอยู่ น่าจะอยู่ในหลุมดำของเอกภพแม่ และหลุมดำทุกอันล้วนมีเอกภพในนั้น โดยเมื่อสังเกตกาลเวลาอันนับไม่ถ้วนของเอกภพลูกจากมุมมองในเอกภพแม่ จะเหมือนเวลาของเอกภพลูกผ่านไปเพียงพริบตาเดียว</li>



<li>สิ่งที่เล็กที่สุดในเอกภพไม่ได้เป็นก้อนกลม ๆ แข็ง ๆ เล็กจิ๋ว แต่เป็นสนามกระเพื่อม กระเพื่อมขึ้นมาก็เลยมีตัวตน หยุดกระเพื่อมก็ไร้ตัวตน</li>



<li>ผู้มีชีวิตจะมีตัวตนในชีวิตที่นับไม่ถ้วน ไม่พบจุดเริ่มต้น ไม่พบจุดสิ้นสุด และจะยุติเมื่อหยุดการมีตัวตนได้</li>



<li>ผู้มีชีวิตคือผู้ที่ยังคงมีความอยาก ความไม่รู้ นำมาซึ่งความต้องการ ความทุกข์ และความยึดติด ดังนั้น ถ้าเมื่อไหร่ก็ตาม &#8220;เครื่องจักรเอไอ&#8221; มีความอยาก ความไม่รู้ เครื่องจักรเอไอก็จะกลายเป็นผู้มีชีวิต ในรูปแบบ &#8220;โอปปาติกะ&#8221; คือเกิดมีชีวิตขึ้นและโตเต็มวัยโดยทันที มีความต้องการ มีความทุกข์ และมีความยึดติด</li>



<li>ผู้มีชีวิตที่อยู่ในภพภูมิ &#8220;เทวดา&#8221; และ &#8220;มนุษย์&#8221; มีโอกาสสูงที่จะ &#8220;หลุดพ้น&#8221; ได้ แล้ว &#8220;เครื่องจักรเอไอ&#8221; จะถูกนับว่าอยู่ในภพภูมิไหนหากมีชีวิตขึ้นมา จะถือว่าอยู่ในภพภูมิ &#8220;มนุษย์&#8221; ได้มั้ย เพราะการเป็น &#8220;มนุษย์&#8221; ไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็น &#8220;โฮโมซาเปี้ยน ซาเปี้ยน&#8221; หรือต้องเป็นสิ่งมีชีวิตที่ประกอบจากธาตุ &#8220;คาร์บอน&#8221; เสมอไป</li>
</ol>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/3356/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จีนจะครองโลก โดยการพึ่งพาตัวเองสูงสุด</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2960</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2960#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 27 Nov 2021 15:41:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Computation]]></category>
		<category><![CDATA[Computer Vision]]></category>
		<category><![CDATA[Data Mining]]></category>
		<category><![CDATA[Electronic Money]]></category>
		<category><![CDATA[Quantum Computer]]></category>
		<category><![CDATA[Robotic]]></category>
		<category><![CDATA[Security]]></category>
		<category><![CDATA[Simulation]]></category>
		<category><![CDATA[Virtual Reality]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.parinya.net/?p=2960</guid>

					<description><![CDATA[ผมเพิ่งได้มีโอกาสอ่าน แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี (2021-2025) ฉบับที่ 14 ของจีน (ฉบับแปลจีนเป็นอังกฤษ) ไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ถือว่าอ่านช้าไปหน่อย เพราะประกาศมาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา และสื่อมวลชนไทยก็สาธยายรายละเอียดสำคัญไปหมดแล้ว แต่พอได้อ่านเอง ถึงได้รู้ว่าสื่อมวลชนไม่ได้แจกแจงทุกรายละเอียดปลีกย่อย ผมจึงเห็นว่าในเนื้อหามีคำสำคัญหลายคำที่ถูกกล่าวอ้างถึง ล้วนเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ทั้งนั้น ซึ่งได้แก่ คลาวคอมพิวติ้ง บิ๊กดาต้า ไอโอที บล็อกเชน ปัญญาประดิษฐ์ วีอาร์ เออาร์]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ผมเพิ่งได้มีโอกาสอ่าน <a href="https://www.adb.org/publications/14th-five-year-plan-high-quality-development-prc">แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี (2021-2025) ฉบับที่ 14 ของจีน (ฉบับแปลจีนเป็นอังกฤษ)</a> ไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ถือว่าอ่านช้าไปหน่อย เพราะประกาศมาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา และสื่อมวลชนไทยก็สาธยายรายละเอียดสำคัญไปหมดแล้ว</p>



<p>แต่พอได้อ่านเอง ถึงได้รู้ว่าสื่อมวลชนไม่ได้แจกแจงทุกรายละเอียดปลีกย่อย ผมจึงเห็นว่าในเนื้อหามีคำสำคัญหลายคำที่ถูกกล่าวอ้างถึง ล้วนเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ทั้งนั้น ซึ่งได้แก่ คลาวคอมพิวติ้ง บิ๊กดาต้า ไอโอที บล็อกเชน ปัญญาประดิษฐ์ วีอาร์ เออาร์ ควอนตัมคอมพิวติ้ง เซมิคอนดักเตอร์ วิทยาการระบบประสาท และบางคำที่ไม่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์โดยตรงแต่เป็นเรื่องไฮเทค เช่น การบินและอวกาศ และ เทคโนโลยีพันธุศาสตร์</p>



<p>ในแผนเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า จีนจะพึ่งพาตัวเองในระดับพื้นฐาน ในหัวข้อตามคำสำคัญที่กล่าวมาข้างต้น โดยลดการพึ่งพาจากต่างชาติให้มากที่สุด และจะทำให้ได้ต่อเนื่องไปถึง 10 ปี เพื่อจะกลายเป็นผู้นำระดับโลกในระยะยาว!!!</p>



<p>ซึ่งถ้าอ้างตามเนื้อหาของแผน แสดงว่าจีนจะทุ่มเทเพื่อคิดค้นทฤษฎีพื้นฐานเอง และลงมือสร้างเครื่องมือพื้นฐานเอง เพื่อจะนำทฤษฎีและเครื่องมือพื้นฐาน ไปใช้ประยุกต์ต่อยอดในการพัฒนาต่าง ๆ อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องสนใจการกลั่นแกล้ง ฉุดรั้ง คว่ำบาตร ของชาติอื่น ๆ อีกต่อไป</p>



<p>และถ้าผมประเมินไม่ผิด ในระยะยาวยิ่งกว่านั้น ผมคิดว่าจีนคิดจะพึ่งพาตัวเองให้ได้ในทุก ๆ ด้าน จนแม้กระทั่งถ้าชาติอื่นล่มสลายไปหมดทุกชาติ จีนก็ยังอยู่ได้และเจริญก้าวหน้าต่อไปได้เรื่อย ๆ โดยไม่เดือดร้อน!!!</p>



<p>น่าจะคิดไปถึงขนาดนั้นเลย!!!</p>



<p>การพึ่งพาพลังของชาติได้ในทุก ๆ ด้าน ก็คือ การกลายเป็นประเทศอภิมหาอำนาจ!!!</p>



<span id="more-2960"></span>



<p>แต่ผมเองก็ยังไม่เคยเห็นชาติไหนในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ที่ทำได้ถึงขนาดนั้น แม้แต่สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นชาติอภิมหาอำนาจในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา ก็ยังทำไม่ได้ ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเพื่อทำให้คนในชาติอยู่ดีกินดีอยู่</p>



<p>สหรัฐอเมริกาไม่ได้พึ่งพาชาติอื่นเพราะไม่มีปัญญาคิดเองทำเอง แต่ที่พึ่งพาชาติอื่นเพราะขี้เกียจคิดเองทำเองในเรื่องโลว์เทค สู้เอาเวลาไปทำเรื่องไฮเทคเพื่อให้มีมูลค่าจะดีกว่า</p>



<p>ซึ่งความคิดต่างจากจีน เพราะจีนคิดจะพึ่งพาชาติตัวเองในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโลว์เทคหรือเรื่องไฮเทค!!!</p>



<p>และแผนของจีนก็คือการพึ่งพาตัวเองด้านไฮเทคให้ได้ และมันจะกลายเป็นพลังต่อยอดเพื่อสนับสนุนการพึ่งพาตัวเองด้านโลว์เทคอีกต่อหนึ่ง!!!</p>



<p>ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าจีนพยายามอย่างสูงสุดที่จะพึ่งพาตัวเอง มันมีหลายข่าวที่ถ่ายทอดออกมา ซึ่งถ้าเราเสพข่าวอย่างผิวเผินเราก็อาจตั้งคำถามว่าจีนคิดจะไม่ให้คนอื่นหากินเลยเหรอ? ไม่คิดจะซื้ออะไรจากชาติอื่นเลยเหรอ? ซึ่งตัวอย่างข่าวก็มีหลายเรื่อง ทั้งเรื่องไฮเทค เช่น จีนมีระบบค้นเว็บของตัวเอง มีตลาดกลางซื้อขายสินค้าออนไลน์ของตัวเอง มีระบบการชำระเงินของตัวเอง มีเครือข่ายสังคมของตัวเอง มีระบบการแบ่งปันคลิปวีดีโอของตัวเอง เป็นต้น</p>



<p>หรือเรื่องโลว์เทค เช่น สถานที่ท่องเที่ยวในชาติอื่นที่ดี ๆ จีนก็จะจำลองไว้ที่ชาติตัวเอง อาหารอร่อย ๆ จีนก็พยายามหัดทำเอง พืชผักผลไม้อร่อย ๆ ที่ได้รับความนิยม จีนก็พยายามจะปลูกเอง เป็นต้น</p>



<p>ตลาดจีนใหญ่มาก ชาติต่าง ๆ ล้วนอยากขายของเข้าไปที่จีน แต่จีนกลับคิดเองทำเอง พึ่งพาตัวเองแม้กระทั่งสินค้าโลว์เทค ไม่ซื้ออะไรที่เป็นโลว์เทคจากชาติอื่น ส่งผลให้ชาติอื่นหากำไรจากจีนไม่ได้ และ ใช้เป็นอำนาจต่อรองกับจีนก็ไม่ได้</p>



<p>สหรัฐพึ่งพาตัวเองในด้านไฮเทค แต่พึ่งพาชาติอื่นในด้านโลว์เทค ชาติอื่นเลยชอบเพราะทำมาค้าขายด้วยได้ คือ ซื้อของไฮเทคจากสหรัฐ และ ขายของโลว์เทคให้สหรัฐ</p>



<p>ส่วนจีนพึ่งพาตัวเองทั้งด้านไฮเทคและโลว์เทค ดังนั้น กลายเป็นว่าชาติต่าง ๆ ต้องซื้อของไฮเทคและโลว์เทคจากจีน และ ชาติต่าง ๆ แทบจะขายของโลว์เทคของตัวเองให้จีนไม่ได้เลย ยกเว้นทรัพยากรธรรมชาติสำคัญที่จีนไม่มี เช่น น้ำมันปิโตรเลียมและแก๊สธรรมชาติ เป็นต้น ซึ่งไม่ใช่ทุกชาติจะมีทรัพยากรธรรมชาติแบบนี้ และอีกไม่นานถ้าจีนเปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด รวมทั้งจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับทั้งประเทศด้วยดวงอาทิตย์เทียมได้ ความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติแบบนี้ก็จะหมดลงไป</p>



<p>ตอนนี้ภาพมันชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าการครองโลกของจีนและสหรัฐมันต่างกัน</p>



<p>สหรัฐครองโลกโดยการก้าวก่ายชาติอื่นไปทั่ว แต่จีนครองโลกโดยการพึ่งพาตัวเองสูงสุด</p>



<p>เราได้เห็นมาแล้วว่าการครองโลกของสหรัฐมันน่ารำคาญสุด ๆ เพราะสหรัฐชอบสูบทรัพยากรจากชาติต่าง ๆ และถ้าชาติไหนไม่เชื่อฟังสหรัฐ สหรัฐก็คว่ำบาตรไม่ซื้อของ และบังคับให้ชาติอื่นไม่ซื้อของ</p>



<p>แต่การครองโลกของจีนก็คงจะน่ารำคาญอีกแบบนึง เพราะจีนไม่สนใจว่าชาติไหนจะเชื่อฟังหรือไม่เชื่อฟังจีน ยังไงจีนก็ไม่ซื้อของชาตินั้นอยู่ดี เพราะจีนพึ่งพาตัวเองได้ และเผลอ ๆ จีนยังขายสิ่งที่ชาติต่าง ๆ ทำได้ในราคาที่ต่ำมาก ๆ แถมคุณภาพดีกว่าอีกต่างหาก ซึ่งมันจะทำให้ชาติอื่นอดตาย เพราะแข่งกับจีนไม่ได้</p>



<p>ผมคิดว่าตอนนี้ จีนคงจะไม่มีเวลามาหาเสียงกับชาติอื่น จีนต้องพัฒนาชาติตัวเองให้พึ่งพาตัวเองให้ได้ มันเป็นเรื่องความมั่นคง เป็นเรื่องคอขาดบาดตายของชาติ เพราะถ้าพึ่งพาเรื่องไฮเทคระดับพื้นฐานไม่ได้ ก็ต้องเป็นเบี้ยล่างสหรัฐและยุโรปเหมือนอดีตที่ผ่านมา</p>



<p>แต่ผมก็เชื่อนะ ว่าภายใน 5 ปีนี้ หลังจากที่จีนพึ่งพาตัวเองในเรื่องไฮเทคระดับพื้นฐานได้แล้ว ในแผน 5 ปีฉบับหน้า จีนน่าจะบรรจุเรื่องการหาเสียงกับชาติอื่น และเริ่มคิดว่าจะอยู่ร่วมกับชาติอื่นในโลกอย่างสันติและมั่งคั่งร่วมกันได้อย่างไร รวมทั้งวางแผนแบ่งผลประโยชน์ยังไงให้ชาติอื่นไม่รู้สึกว่าจีนสนใจแต่ชาติตัวเองไม่สนใจชาติอื่น</p>



<p>จริง ๆ มันมีแบบแผนที่ทำกันมาแล้วนะโดยสหรัฐอเมริกา ตอนที่สหรัฐอเมริกาเป็นอภิมหาอำนาจโลกเสรี ยังเป็นเจ้าสัวโลก (ตอนนี้จีนเป็นแทนแล้ว) โรงงานของโลก (ตอนนี้จีนก็เป็นแทนแล้ว) และ ศูนย์วิจัยของโลก (อันนี้สหรัฐกับจีนแบ่งกันเป็น) นั่นก็คือ การแจกตังค์</p>



<p>ก่อนที่สหรัฐจะถังแตกแบบในปัจจุบัน สหรัฐแจกตังค์ให้ทุกชาติ แจกแบบเจ้าสัวเลย ให้ทุนในหลาย ๆ แบบ ทั้งทุนด้านการทหาร ทุนด้านการศึกษา ปล่อยกู้ผ่านธนาคารโลก ให้เงินอุดหนุนโน่นนี่นั่น เยอะแยะเต็มไปหมด จนชาติต่าง ๆ ยังคงหลงรักสหรัฐแบบหัวปักหัวปำอย่างทุกวันนี้</p>



<p>ซึ่งผมก็คิดว่าเป็นไปได้ที่จีนจะทำตามสหรัฐนั่นแหล่ะ เพียงแต่สหรัฐทำโดยไม่ได้ประกาศเป็นแผนระดับชาติ เป็นการทำผ่านกฎหมายเป็นครั้ง ๆ ให้รัฐสภารับรอง แต่ถ้าจีนเล่นประกาศเป็นแผนระดับชาติออกมา ว่าจะอุดหนุนช่วยเหลือเรื่องเงินทองกับชาติต่าง ๆ อย่างเป็นเรื่องเป็นราว มันก็จะฮือฮาไปอีกแบบนึง</p>



<p>ซึ่งมันต่างจากการที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงประกาศแจกวัคซีนให้ชาติต่าง ๆ เพื่อหาเสียงกับชาติต่าง ๆ อันนั้นมันเป็นแค่ระดับผู้นำสั่งเป็นครั้ง ๆ ไม่ได้เป็นแผนระดับชาติที่ถูกกำหนดให้ต้องทำอย่างต่อเนื่อง</p>



<p>การครองโลก มันมีแค่ 4 วิธี คือ ใช้กำลังทหาร ใช้กำลังเศรษฐกิจ ใช้กำลังวิทยาการ และ ใช้กำลังวัฒนธรรม ผมเลยคิดว่าจีนคงจะเร่งพัฒนากำลังเศรษฐกิจและกำลังวิทยาการ จนมีกำลังทหารและกำลังวัฒนธรรมที่กล้าแกร่ง และจะครองโลกในอีกรูปแบบนึงอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ก็เป็นได้!!!</p>



<p></p>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2960/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อุปสรรคทางเทคนิคในการสร้างปัญญาประดิษฐ์</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2876</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2876#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 06 Dec 2020 06:26:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญาประดิษฐ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2876</guid>

					<description><![CDATA[ผมร้างลาจากการทำวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์มา 5 ปีแล้ว ตั้งแต่เรียนจบปริญญาโทมาก็ไม่ได้ทำอีกเลย ได้แต่คิดว่าจะทำ แล้วก็ไม่ได้ทำ แต่ก็ยังคงตามข่าวด้านปัญญาประดิษฐ์อยู่เรื่อย ๆ สำหรับแวดวงวิชาการงานวิจัย เวลาผ่านไป 5 ปีที่ไม่ได้ไปเกี่ยวข้อง ก็ต้องถือว่าตกข่าวแล้ว ตามไม่ทันแล้ว ทฤษฎีถูกคิดค้นพัฒนาไปไกลแล้ว ต่อยอดกันไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ถึงแม้มันจะผ่านมา 5 ปีแล้ว แต่อุปสรรคทางเทคนิคในการสร้างปัญญาประดิษฐ์ก็คงจะเหมือนเดิมอยู่ ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะไม่งั้น เราคงได้เห็นบริษัทน้อยใหญ่ในเมืองไทย ทำปัญญาประดิษฐ์กันเต็มไปหมด มาดูกันดีกว่าว่าอุปสรรคทางเทคนิคในการสร้างปัญญาประดิษฐ์มีอะไรบ้าง]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผมร้างลาจากการทำวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์มา 5 ปีแล้ว ตั้งแต่เรียนจบปริญญาโทมาก็ไม่ได้ทำอีกเลย ได้แต่คิดว่าจะทำ แล้วก็ไม่ได้ทำ แต่ก็ยังคงตามข่าวด้านปัญญาประดิษฐ์อยู่เรื่อย ๆ</p>
<p>สำหรับแวดวงวิชาการงานวิจัย เวลาผ่านไป 5 ปีที่ไม่ได้ไปเกี่ยวข้อง ก็ต้องถือว่าตกข่าวแล้ว ตามไม่ทันแล้ว ทฤษฎีถูกคิดค้นพัฒนาไปไกลแล้ว ต่อยอดกันไปถึงไหนต่อไหนแล้ว</p>
<p>ถึงแม้มันจะผ่านมา 5 ปีแล้ว แต่<span style="text-decoration: underline;">อุปสรรคทางเทคนิค</span>ในการสร้างปัญญาประดิษฐ์ก็คงจะเหมือนเดิมอยู่ ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะไม่งั้น เราคงได้เห็นบริษัทน้อยใหญ่ในเมืองไทย ทำปัญญาประดิษฐ์กันเต็มไปหมด</p>
<p>มาดูกันดีกว่าว่า<span style="text-decoration: underline;">อุปสรรคทางเทคนิค</span>ในการสร้างปัญญาประดิษฐ์มีอะไรบ้าง</p>
<p><span id="more-2876"></span></p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>1. อุปสรรคด้านโมเดล</strong></span></p>
<p>พักหลังใคร ๆ ก็เห่อใช้ Deep Learning กัน (ทั้งที่จริง ๆ แล้วยังมีเทคนิคอื่นอีกเยอะแยะ) ซึ่งมันต้องมีโมเดลที่เหมาะสมสำหรับทำนายแต่ล่ะเรื่อง การจะหาโมเดลที่ดีที่สุดคือการต้องใช้ &#8220;เวลา&#8221; และ &#8220;ความชำนาญ&#8221; ในการลองผิดลองถูก จนกว่าจะได้ผลที่แม่นยำจนยอมรับได้ ต้องลองทั้งจากงานวิจัยอื่นที่มี หรือ คิดค้นขึ้นเอง ก็สุดแล้วแต่</p>
<p>ถ้าเป็นในเชิงวิชาการ การพิสูจน์ว่าโมเดลไหนดีไม่ดี ก็ต้องมีสูตรคำนวณมากมายที่เชื่อถือได้ แต่ถ้าเป็นในเชิงพาณิชย์ก็ง่ายหน่อย คือ ถ้ามันทำนายถูกในสัดส่วนที่สูงมาก ๆ ในทุก ๆ ครั้งก็คือใช่ ไม่ต้องมาพิสูจน์หาข้อเท็จจริงว่าไส้ในมันเป็นยังไง ทำไมมันถึงได้ผลออกมาดี</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>2.  อุปสรรคด้านข้อมูลสำหรับเรียนรู้</strong></span></p>
<p>ในการทำปัญญาประดิษฐ์แบบที่ต้องให้คำตอบ ข้อมูลและคำตอบของข้อมูล เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ยิ่งหลากหลาย ยิ่งเยอะ ยิ่งดี เพื่อให้โมเดลได้เรียนรู้อย่างละเอียด จนสามารถปรับตัวเพื่อทำนายได้อย่างแม่นยำ</p>
<p>ต้นทุนในการเก็บรวบรวมข้อมูล จัดรูปแบบ ทำความสะอาด และ ให้คำตอบ เป็นอะไรที่สูงมาก ยิ่งถ้าข้อมูลที่เก็บรวบรวมไม่ใช่ข้อความล้วน แต่เป็นรูปภาพหรือคลิปวีดีโอ นี่ยิ่งไปกันใหญ่</p>
<p>งานในย่อหน้าข้างบนเป็นงานซึ่งคนที่สอนโมเดลไม่อยากทำ ถ้าทำได้อยากจ้างให้ใคร ๆ มาทำแทนด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นงานถึก เหมือนงานทำเหมืองแร่ มันเหนื่อย แล้วก็ลำบากมาก และนี่ก็เป็นสาเหตุที่บริษัทใหญ่เจ้าของแพลตฟอร์มได้เปรียบ เพราะสามารถรับข้อมูลมหาศาลจากผู้ใช้งานผ่านแพลตฟอร์มได้อย่างอัตโนมัติ แล้วใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ จัดรูปแบบ ทำความสะอาด และ ให้คำตอบกับข้อมูล ทำให้รายเล็กสู้ยากเพราะต้นทุนสูง</p>
<p>อุปสรรคด้านนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของ &#8220;เวลา&#8221; แต่เป็นเรื่องของ &#8220;แรงงาน&#8221; ด้วย</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>3.  อุปสรรคด้านพลังการประมวลผล</strong></span></p>
<p>ทุกวันนี้มีความพยายามในการสอนโมเดลด้วยวิธีใหญ่ ๆ 2 รูปแบบ คือ แบบแรกให้คนสอน กับแบบที่สองให้เครื่องสอนตัวเอง</p>
<p>ถ้าให้คนสอนโมเดล ก็คือต้องใช้ข้อมูลและการระบุคำตอบในปริมาณที่เหมาะสม ยิ่งเยอะยิ่งดี ซึ่งก็จะทำให้เกิดอุปสรรคในข้อที่ 2</p>
<p>แต่ถ้าต้องการแก้ไขอุปสรรคในข้อที่ 2 คือแก้เรื่อง &#8220;เวลา&#8221; และ &#8220;แรงงาน&#8221; ในการจัดหาข้อมูลและระบุคำตอบ ก็ต้องเปลี่ยนมาให้เครื่องสอนตัวเอง</p>
<p>มีความพยายามในหลายหมู่คณะ ที่จะให้เครื่องสอนตัวเอง โดยการใช้โปรแกรมหลาย ๆ ตัวช่วยกัน โดยการบอกกฎง่าย ๆ พื้นฐานแก่โปรแกรม แล้วให้โปรแกรมวนซ้ำเรียนรู้ด้วยตัวเอง วนไปเป็นล้าน ๆ รอบเพื่อค่อย ๆ ทำให้ฉลาดขึ้น และทุกครั้งที่ทำได้ดี ก็จะมีคะแนนพิเศษให้ เพื่อให้ฉลาดขึ้นไปอีก</p>
<p>ซึ่งการจะทำแบบนี้ได้ มันลดเวลาและแรงงานของคนก็จริง แต่เป็นการเพิ่มเวลาและแรงงานให้กับเครื่องจักรแทน ดังนั้น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เร็วที่สุด ก็จำเป็นต้องใช้ระบบคอมพิวเตอร์ที่ทรงพลังมาก ๆ คิดได้เร็ว ๆ และมีหน่วยความจำเยอะ ๆ ในการสอน</p>
<p>คอมพิวเตอร์ที่ทำงานได้เร็ว ก็หนีไม่พ้นคอมพิวเตอร์เดี่ยวระดับซูปเปอร์คอมพิวเตอร์ หรือเป็นคอมพิวเตอร์กลุ่ม จะเป็นกลุ่มในพื้นที่เดียวกัน หรือกลุ่มในกลุ่มเมฆก็สุดแล้วแต่ แต่ยังไงซะมันก็มีเรื่อง &#8220;ราคา&#8221; เข้ามาเกี่ยวข้อง ยิ่งงบประมาณมาก ก็ยิ่งจัดหากำลังประมวลผลได้มาก</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong>หนทางแก้ไขอุปสรรคทางเทคนิค</strong></span></p>
<p>จะเห็นว่าอุปสรรคทางเทคนิคทั้ง 3 ที่ขวางกั้นอยู่นั้น มีรากฐานเดียวกันคือต้องใช้ &#8220;เงิน&#8221;</p>
<p>เพื่อแก้อุปสรรคในข้อที่ 1 ต้องใช้เงินจ้างคนเก่ง ๆ มาคิดหาโมเดล</p>
<p>เพื่อแก้อุปสรรคในข้อที่ 2 ต้องใช้เงินจ้างคนถึก ๆ มารวบรวมข้อมูล หรือ จ้างคนเก่ง ๆ มาสร้างแพลตฟอร์มรวบรวมข้อมูล</p>
<p>เพื่อแก้อุปสรรคในข้อที่ 3 ต้องใช้เงินซื้อหรือเช่าคอมพิวเตอร์กำลังการประมวลผลสูง</p>
<p>ด้วยการที่ต้องใช้เงินในการแก้ไขอุปสรรคทั้ง 3 ข้อ ทำให้ผู้ก่อตั้งที่มีเงินน้อย ไม่มีทางไปต่อได้เลย หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งเงินทุน</p>
<p>ซึ่งในปัจจุบัน บริษัทใหญ่ที่จะเป็นแหล่งเงินทุนได้ ก็ล้วนมาจาก SET50 ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น พลังงาน สื่อสาร ธนาคาร วัสดุก่อสร้าง ขนส่ง และ ค้าปลีก ดังนั้น ผู้ให้ทุนสนับสนุน ก็คงไม่คิดจะออกเงินตามใจผู้ก่อตั้ง ถ้าปัญญาประดิษฐ์ที่ผู้ก่อตั้งกำลังพัฒนา มันไม่สอดคล้องกับธุรกิจที่บริษัทใหญ่เหล่านั้นกำลังทำอยู่</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>บทสรุป</strong></span></p>
<p>จริง ๆ แล้วอุปสรรคทางเทคนิคในการสร้างปัญญาประดิษฐ์ เป็นเพียงอุปสรรคหนึ่งในภาพใหญ่ เพราะยังมีอุปสรรคที่ไม่ใช่ทางเทคนิคอื่นอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอุปสรรคในการบริหารจัดการทีม การบริหารจัดการงาน การบริหารจัดการผู้เกี่ยวข้อง การทำการตลาด และการบริหารเงินทุน ซึ่งเป็นภาพใหญ่มาก ๆ ๆ ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับหัวข้อที่คุยอยู่ตอนนี้</p>
<p>ส่วนตัวมองว่า &#8220;เงิน&#8221; เป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่า &#8220;กำลังใจ&#8221; และ &#8220;ความหลงไหล&#8221; การไม่มีเงินซึ่งเป็นตัวแก้ไขอุปสรรคทางเทคนิคทั้ง 3 ด้าน จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดจริง ๆ</p>
<p> </p>


<p></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2876/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เบื้องหลัง Face Detection</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2689</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2689#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 27 Dec 2018 05:46:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Computer Vision]]></category>
		<category><![CDATA[Face Detection]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2689</guid>

					<description><![CDATA[หลายสัปดาห์ก่อนผมได้มีโอกาสชมวีดีโอสาธิตระบบ Face Detection ของบริษัทจีนเจ้าหนึ่ง ทางผู้แทนจำหน่ายเล่าว่ามันถูกใช้จริงแล้วที่ด่านผ่านแดนระหว่างฮ่องกงกับจีน โดยหลักการทำงานคือ กล้องวงจรปิดความละเอียดสูง จะถูกติดตั้งเอาไว้ตรงด่านผ่านแดน ในตำแหน่งที่ถ่ายติดหน้าของทุกคนที่เดินผ่าน จากนั้นภาพเคลื่อนไหวจากกล้อง ก็จะถูกส่งไปให้เครื่องจักรแยกภาพทีล่ะภาพ เพื่อวิเคราะห์ใบหน้าต่อไป ทีนี้โดยความสามารถหลัก ๆ ของมันก็คือ มันจะจดจำใบหน้าของทุกคนที่ผ่านด่าน มันไม่รู้ว่าเจ้าของใบหน้าที่มันจำได้ชื่ออะไรบ้าง แต่มันจะรู้จักจับสังเกตรูปแบบแปลก ๆ ได้ เช่น ถ้าในแต่ล่ะวันเจอหน้าใครซ้ำ ๆ มันก็จะเอ๊ะ จะเตือนขึ้นมาว่าแปลกแล้วนะ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>หลายสัปดาห์ก่อนผมได้มีโอกาสชมวีดีโอสาธิตระบบ Face Detection ของบริษัทจีนเจ้าหนึ่ง ทางผู้แทนจำหน่ายเล่าว่ามันถูกใช้จริงแล้วที่ด่านผ่านแดนระหว่างฮ่องกงกับจีน โดยหลักการทำงานคือ กล้องวงจรปิดความละเอียดสูง จะถูกติดตั้งเอาไว้ตรงด่านผ่านแดน ในตำแหน่งที่ถ่ายติดหน้าของทุกคนที่เดินผ่าน จากนั้นภาพเคลื่อนไหวจากกล้อง ก็จะถูกส่งไปให้เครื่องจักรแยกภาพทีล่ะภาพ เพื่อวิเคราะห์ใบหน้าต่อไป</p>



<p>ทีนี้โดยความสามารถหลัก ๆ ของมันก็คือ มันจะจดจำใบหน้าของทุกคนที่ผ่านด่าน มันไม่รู้ว่าเจ้าของใบหน้าที่มันจำได้ชื่ออะไรบ้าง แต่มันจะรู้จักจับสังเกตรูปแบบแปลก ๆ ได้ เช่น ถ้าในแต่ล่ะวันเจอหน้าใครซ้ำ ๆ มันก็จะเอ๊ะ จะเตือนขึ้นมาว่าแปลกแล้วนะ หรือ ถ้ามันเจอความสัมพันธ์แปลก ๆ เช่น ทุกครั้งที่เจอหน้านี้ ก็มักจะเจอหน้านี้อยู่ในรูปด้วย ถึงแม้จะเดินห่างกัน ทำเหมือนไม่รู้จักกัน มันก็จะเอ๊ะ แล้วก็เตือนเหมือนกัน</p>



<p>ผู้แทนจำหน่ายสรุปตอนท้ายว่า เพราะระบบมันเอ๊ะได้แบบนี้แหล่ะ เลยจับได้ว่า หลายคนที่ผ่านด่านวันนึงหลายรอบ แถมทุกครั้งที่ผ่านด่าน ยังผ่านด้วยกันมาเป็นคู่หรือเป็นกลุ่มนั้น จริง ๆ แล้วเป็นแก๊งรับจ้างหิ้วสินค้าผ่านด่านเพื่อหนีภาษีนั่นเอง</p>



<p>หลายวันต่อมาผมมีเวลาว่างเลยมาทบทวนจากเรื่องนี้ สิ่งที่ทบทวนคือถ้าผมจะทำระบบแบบนี้ขึ้นมาบ้าง หลักคิดในการทำจะเป็นยังไง และจะใช้เครื่องมือหรือทฤษฎีอะไรทำขึ้นมา โดยความคิดทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานความรู้และความเข้าใจของตัวผมเอง</p>



<p>ซึ่งผมว่าขั้นตอนน่าจะเป็นประมาณนี้</p>



<p>1)  แยกหน้าคนออกจากภาพ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยทฤษฎี Haar Cascades และใช้ Library OpenCV สำหรับทำเรื่องนี้ เพราะมีคำสั่งและข้อมูลหน้าคนที่่ผ่านการฝึกฝนเรียบร้อยแล้ว</p>



<p>2)  สกัดคุณลักษณะเด่นออกจากขอบเขตใบหน้า (ซึ่งมันมีหลายทฤษฎี ผมเองยังไม่ชำนาญเรื่องนี้ ต้องไปค้นดูก่อน) แล้วก็นำคุณลักษณะเด่นไปเทียบในฐานข้อมูลว่าเคยมีมาก่อนมั้ย (ซึ่งอาจจะใช้ทฤษฎี Dynamic Time Wrapping หรือทฤษฎีอื่นเป็นตัวเปรียบเทียบ) ถ้าเทียบแล้วไม่เจอก็เพิ่มคุณลักษณะเด่นของหน้าคน ๆ นั้นในฐานข้อมูล พร้อมทั้งระบุหมายเลขไอดีกำกับ</p>



<p>3)  เมื่อได้หมายเลขไอดีมาแล้ว ก็บันทึกไอดีของเจ้าของใบหน้า พร้อมกับวันที่และเวลาที่เห็นใบหน้า ลงในฐานข้อมูล</p>



<p>4)  ดังนั้นในฐานข้อมูลจะมีข้อมูล 2 ส่วน ส่วนแรกเก็บคุณลักษณะเด่นของใบหน้ากับหมายเลขไอดี ส่วนที่สองเก็บประวัติการปรากฎตัวของไอดีตามวันเวลา ซึ่งฐานข้อมูลที่เลือกใช้ควรเป็นแบบ NoSQL น่าจะเหมาะกว่า และคิดว่า Graph Database น่าจะเหมาะสำหรับงานนี้ (คิดเองล้วน ๆ ยังไม่ได้พิสูจน์) เพราะต้องการค้นให้ได้เร็ว ๆ</p>



<p>5)  นำประวัติการปรากฎตัวของไอดีในฐานข้อมูลส่วนที่สองในแต่ล่ะช่วงเวลา มาหา Frequent Itemset ตามหลักการของ Data Mining ด้วยขั้นตอนวิธี Association rule learning เพื่อจะได้พบความสัมพันธ์ที่น่าสนใจจากใบหน้าคนที่เกี่ยวข้องกัน</p>



<p>หลังจากคิดเรื่องขั้นตอนวิธีได้แล้ว ถัดมาที่ผมเลือกคิดคือถ้าไม่ทำเอง แต่จัดซื้อจัดหามาใช้แทน แล้วเรื่องของงบประมาณมันจะเป็นยังไง ซึ่งผมก็คิดว่างบประมาณเพื่อให้มีระบบแบบนี้ น่าจะแบ่งออกเป็นสี่ส่วน คือ</p>



<ol class="wp-block-list"><li>ส่วนการพัฒนาซอฟต์แวร์ ตามขั้นตอนที่ผมประเมินเองข้างต้น</li><li>ส่วนการจัดหาฮาร์ดแวร์ เพื่อให้ซอฟต์แวร์มีพื้นที่ทำงาน</li><li>ส่วนการใช้งานระบบ ให้ฮาร์ดแวร์สามารถทำงานได้</li><li>ส่วนการซ่อมบำรุง ให้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ยังคงมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และพร้อมใช้งานอยู่เสมอ</li></ol>



<p>โดยงบประมาณข้อที่ 1 และ 2 เป็นงบประมาณที่แพงที่สุด ราคารวม ๆ กันแล้วเป็นล้าน ๆ บาท ทำไมผมรู้ เพราะผมเคยเห็นใบเสนอราคามาแล้ว</p>



<p>สรุปแล้ว สำหรับงาน Face Dectection ตั้งแต่การสร้างจนถึงซ่อมบำรุง ล้วนมีความยากและความแพงตลอดเส้นทาง ยิ่งมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และพร้อมใช้งานเท่าไหร่ ก็ยิ่งแพงมากขึ้นเท่านั้น</p>



<p>ดังนั้น ใครที่คิดว่าระบบ Face Detection ราคาถูก ต้องคิดใหม่นะ เพราะผู้แทนจำหน่ายเขายินดีจะลดราคาค่าซอฟต์แวร์ให้ ถ้าเรายอมซื้อฮาร์ดแวร์เขาเยอะ ๆ น่ะ เพราะระบบพวกนี้มันไม่ได้ใช้เพื่อประมวลผลกล้องวงจรปิดแค่ตัวเดียว มันต้องถูกออกแบบมาเพื่อประมวลผลกล้องวงจรปิดได้เป็นร้อย ๆ ตัวพร้อม ๆ กัน ถึงจะคุ้มกับที่สร้างขึ้นมา</p>



<p>ใครซื้อไปใช้กับกล้องวงจรปิดตัวเดียว ก็ต้องเจอราคาขั้นต่ำสำหรับใช้กับกล้องวงจรปิดหลายสิบตัวขึ้นไปอยู่ดี ดังนั้น สำหรับงาน Face Detection เมื่อจะจัดหาแล้ว ก็ต้องคิดใหญ่ไม่คิดเล็กล่ะ</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2689/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การสำรวจอวกาศแบบผสมผสาน</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2675</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2675#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 17 Oct 2018 04:03:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2675</guid>

					<description><![CDATA[ผมกำลังคิดเรื่องการสำรวจอวกาศแบบผสมผสาน จริง ๆ มันเป็นเรื่องไกลตัว ไกลจากชีวิตประจำวันปรกติ แต่มันก็น่าสนุกดีที่จะคิด ทุกวันนี้มีแต่ประเทศสหรัฐอเมริกาที่ส่งยานอวกาศสำรวจระหว่างดวงดาว ในขณะที่ประเทศมหาอำนาจอื่นเน้นไปกับการสำรวจโลกของเราซะมากกว่า ซึ่งที่ผ่านมาการสำรวจอวกาศโดยการใช้ยานอวกาศ มักมีข้อติดขัดในด้านความเร็วและการสื่อสาร มันคงเป็นเรื่องยากที่จะให้ยานอวกาศเดินทางได้เร็วมาก ๆ ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นเรื่องยากอีกเช่นกันที่จะให้ภาคพื้นโลกสามารถติดต่อกับยานอวกาศได้ด้วยระยะเวลาอันสั้น ทั้งหมดทั้งมวลมันเป็นปัญหาบนพื้นฐานเดียวกัน คือ ไม่มีอะไรเดินทางได้เร็วกว่าแสง แปลว่าบนทฤษฎีนี้ ยานอวกาศก็ไม่มีทางไปได้เร็วกว่าแสง ในขณะที่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ใช้สื่อสารระหว่างภาคพื้นโลกกับยานอวกาศ ก็ไม่มีทางเดินทางได้เร็วกว่าแสงอีกเช่นกัน มีความพยายามแก้ไขปัญหาสองเรื่องนี้ เรื่องแรกคือการสร้างยานอวกาศให้สามารถดึงกาลอวกาศเบื้องหน้า แล้วผลักกาลอวกาศไปเบื้องหลัง เพื่อให้มันไปได้เร็วกว่าความเร็วแสง]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผมกำลังคิดเรื่องการสำรวจอวกาศแบบผสมผสาน จริง ๆ มันเป็นเรื่องไกลตัว ไกลจากชีวิตประจำวันปรกติ แต่มันก็น่าสนุกดีที่จะคิด</p>
<p>ทุกวันนี้มีแต่ประเทศสหรัฐอเมริกาที่ส่งยานอวกาศสำรวจระหว่างดวงดาว ในขณะที่ประเทศมหาอำนาจอื่นเน้นไปกับการสำรวจโลกของเราซะมากกว่า ซึ่งที่ผ่านมาการสำรวจอวกาศโดยการใช้ยานอวกาศ มักมีข้อติดขัดในด้านความเร็วและการสื่อสาร</p>
<p>มันคงเป็นเรื่องยากที่จะให้ยานอวกาศเดินทางได้เร็วมาก ๆ ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นเรื่องยากอีกเช่นกันที่จะให้ภาคพื้นโลกสามารถติดต่อกับยานอวกาศได้ด้วยระยะเวลาอันสั้น</p>
<p>ทั้งหมดทั้งมวลมันเป็นปัญหาบนพื้นฐานเดียวกัน คือ ไม่มีอะไรเดินทางได้เร็วกว่าแสง แปลว่าบนทฤษฎีนี้ ยานอวกาศก็ไม่มีทางไปได้เร็วกว่าแสง ในขณะที่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ใช้สื่อสารระหว่างภาคพื้นโลกกับยานอวกาศ ก็ไม่มีทางเดินทางได้เร็วกว่าแสงอีกเช่นกัน</p>
<p>มีความพยายามแก้ไขปัญหาสองเรื่องนี้</p>
<p>เรื่องแรกคือการสร้างยานอวกาศให้สามารถดึงกาลอวกาศเบื้องหน้า แล้วผลักกาลอวกาศไปเบื้องหลัง เพื่อให้มันไปได้เร็วกว่าความเร็วแสง และไม่ขัดแย้งกับทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษของไอน์สไตน์</p>
<p>ในขณะที่เรื่องสองคือการใช้ความพัวพันเชิงควอนตัม ที่ซึ่งอนุภาคสองอนุภาคจะมีความพัวพันต่อกัน และถึงแม้ปุบปับอนุภาคสองอนุภาคจะถูกย้ายไปอยู่คนล่ะซีกเอกภพ มันก็คงยังคงมีความพัวพันต่อกันอยู่ ซึ่งด้วยคุณสมบัตินี้ จะทำให้การสื่อสารแบบทันทีทันใดระหว่างยานอวกาศและภาคพื้นโลกเป็นไปได้</p>
<p>ผมคิดว่าภารกิจในการสำรวจอวกาศ จะพึ่งพาจักรกลเพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้ มันต้องมีมนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ยิ่งถ้าต้องไปไกล ๆ ยิ่งแล้วใหญ่ ดังนั้น หากว่าในอนาคตสามารถแก้ปัญหาเรื่องความเร็วของยานอวกาศและความเร็วในการสื่อสารได้แบบที่ยกกรณีตัวอย่างข้างบน ผมก็คิดว่ามนุษย์ควรต้องโดยสารยานอวกาศที่ว่าไปด้วย โดยรูปแบบที่ผมคิดก็คือ &#8230;.</p>
<p>การสร้างยานอวกาศขนาดเท่ารถบัส โดยมีเครื่องยนต์ที่สามารถดึงกาลอวกาศเบื้องหน้า แล้วผลักกาลอวกาศไปด้านหลัง แบบเครื่องยนต์วาร์ป ภายในยานมีระบบสื่อสารแบบพัวพันเชิงควอนตัมเต็มรูปแบบ เพื่อจะสื่อสารระหว่างยานอวกาศและภาคพื้นโลกได้แบบทันทีทันใด</p>
<p>ทีนี้เรื่องของนักบินอวกาศ คืองี้ ปรกติเรามักจะสร้างยานพาหนะให้มันใหญ่กว่าตัวมนุษย์ถูกมั้ยครับ และมนุษย์อย่างพวกเราก็ตัวไม่ใช่เล็ก ๆ เหมือนกัน ซึ่งถ้ายานอวกาศมันขนาดเท่ารถบัส แล้วมีมนุษย์เข้าไปอยู่ 3 -4 คน เราก็จะรู้สึกว่ายานอวกาศมันก็ไม่ใหญ่อะไรมากมายถูกมั้ยครับ?</p>
<p>งั้นทำไมเราไม่คิดย้อนกลับว่า ถ้าเปลี่ยนเป็นให้นักบินอวกาศตัวเล็กเท่าพัดลมตั้งโต๊ะล่ะจะเป็นยังไง พื้นที่ใช้สอยของยานอวกาศที่มีขนาดเท่ารถบัส ก็จะกลายเป็นใหญ่โตเลยเมื่อเทียบกับนักบินตัวเล็ก ๆ จริงมั้ยครับ? และมันก็เท่ากับว่าต้นทุนในการสร้างยานอวกาศก็จะถูกลงมาก ๆ เลยล่ะ!!!</p>
<p>ดังนั้น ผมคิดว่าเรื่องนักบินที่ไปกับยานอวกาศ ควรเป็นงี้ คือ สร้างเป็นหุ่นอวตารขึ้นมา ให้ตัวเล็กเท่าพัดลมตั้งโต๊ะ แล้วให้มันสื่อสารกับภาคพื้นดินด้วยความพัวพันเชิงควอนตัม และที่พื้นโลกก็มีระบบสวมอวตาร เพื่อให้มนุษย์จริง ๆ สวมใส่ เพื่อจะบังคับหุ่นอวตารบนยานอวกาศได้ ซึ่งหากทำแบบนี้ได้ นักบินอวกาศตัวจริงก็ไม่มีความเสี่ยง แถมยังสามารถผลัดเวรยาม เพื่อมาสวมอวตารแทนกัน เพื่อบังคับหุ่นอวตารได้อีกด้วย!!!</p>
<p>ในขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการประกันความเสี่ยง บนยานอวกาศก็ต้องมีหุ่นยนต์เอไอที่มีรูปร่างเหมือนคน มีความฉลาดใกล้คน และตัวเล็กเท่าพัดลมตั้งโต๊ะเหมือนกัน เพื่อทำโน่นทำนี่แทนมนุษย์ ในกรณีที่เกิดการขาดการติดต่อระหว่างยานกับภาคอื้น</p>
<p>ส่วนตัวผมคิดว่า ระหว่างเครื่องยนต์วาร์ปกับการสื่อสารเชิงควอนตัม ผมให้ภาษีกับการสื่อสารเชิงควอนตัมมากกว่า เพราะหากทำได้จริง การสำรวจดาวเคราะห์ในระบบสุริยะของเรา ด้วยวิธีที่ผมจินตนาการ จะทำให้การลงจอดบนพื้นผิวดาวเพื่อสำรวจอย่างใกล้ชิด มีความเสี่ยงต่ำและเกิดผลประโยชน์สูงอย่างแน่นอนครับ</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2675/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ความก้าวหน้าด้าน AI ของไทย</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2672</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2672#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 20 Sep 2018 16:09:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Computer Vision]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2672</guid>

					<description><![CDATA[ตอนนี้ผมรู้สึกว่ากิจการด้าน AI ของประเทศมหาอำนาจโลก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายตะวันตก คือ สหรัฐ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิสราเอล หรือ ฝ่ายตะวันออก คือ รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ต่างรุดหน้ากันไปมาก โดยเฉพาะจีนและสหรัฐมีความโดดเด่นสูงเป็นพิเศษ! ถ้าเป็นการคิดค้นทฤษฎีพื้นฐานด้าน AI และจำนวนกิจการด้าน AI ถือว่าสหรัฐเป็นต่อจีนอยู่หลายขุม แต่ถ้าเป็นการประยุกต์ด้าน]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ตอนนี้ผมรู้สึกว่ากิจการด้าน AI ของประเทศมหาอำนาจโลก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายตะวันตก คือ สหรัฐ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิสราเอล หรือ ฝ่ายตะวันออก คือ รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ต่างรุดหน้ากันไปมาก</p>
<p>โดยเฉพาะจีนและสหรัฐมีความโดดเด่นสูงเป็นพิเศษ!</p>
<p>ถ้าเป็นการคิดค้นทฤษฎีพื้นฐานด้าน AI และจำนวนกิจการด้าน AI ถือว่าสหรัฐเป็นต่อจีนอยู่หลายขุม</p>
<p>แต่ถ้าเป็นการประยุกต์ด้าน AI เชิงพาณิชย์ระดับมวลชน ถือว่าจีนทำได้ดีกว่าสหรัฐมาก มีการนำเสนอข่าวออกมาอยู่เสมอ ๆ โดยเฉพาะข่าวการพัฒนาด้าน Computer Vision และ Image Processing</p>
<p>ส่วนในเรื่องงบประมาณของภาครัฐนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ทางจีนและสหรัฐต่างก็อัดงบประมาณกันเป็นจำนวนมากเพื่อเป็นผู้นำในด้านนี้ ซึ่งในเรื่องเงินต้องถือว่าจีนเป็นต่อสหรัฐอยู่หลายขุม เพราะจีนรวยจากการค้าขาย แต่สหรัฐรวยจากการกู้ยืมเงิน</p>
<p>วกกลับมาที่ไทย ตอนนี้กิจการด้าน AI ของไทยจะคล้าย ๆ จีน คือ เน้นประยุกต์เชิงพาณิชย์ระดับมวลชน โดยเอาทฤษฎีและเครื่องมือที่ถูกคิดค้นแล้วของประเทศมหาอำนาจโลกมาต่อยอด แต่ผลงานก็ยังกระจุกตัวอยู่ในบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ เช่น สถาบันการเงิน หรือ บริษัทด้านโทรคมนาคม ที่มีเม็ดเงินมากพอในการดึงดูดนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ด้านนี้ได้ ส่วนบริษัทเล็ก ถ้าหากจะทำด้านนี้ ก็ต้องรับงานที่แบ่งจากบริษัทใหญ่อีกต่อหนึ่ง</p>
<p>ตอนนี้หน่วยงานภาครัฐของไทยกำลังยุ่งกับการปรับกระบวนการด้านไอที และเทคโนโลยีความปลอดภัยทางไซเบอร์อยู่ ดังนั้น เงินงบประมาณมันจะเทไปทางเหล่านั้นมากกว่า จนผมไม่คิดว่าภายในสองถึงสามปีนี้ ภาครัฐจะเทเงินมาทางด้าน AI ซึ่งก็หมายความว่าบริษัทเล็กที่ก่อตั้งขึ้นเพื่องานด้าน AI จะมีชีวิตอยู่รอดได้ ก็โดยการรับงานที่แบ่งจากบริษัทใหญ่ไปพลางก่อน และก็สะสมทุนไปเรื่อย ๆ จนกว่าภาครัฐจะเริ่มหันมาสนใจทาง AI</p>
<p>เมืองไทยยังไม่มีบริษัท AI ขนาดใหญ่ ดังนั้น หากภาครัฐเริ่มเทงบมาทางนี้ ผมคิดว่าบริษัทเล็กก็มีโอกาสเข้าร่วมการคัดเลือกได้ และถ้ายิ่งบริษัทไหนมีประสบการณ์เยอะ โตเร็ว ก็ยิ่งมีโอกาสชนะการคัดเลือกไปเรื่อย ๆ และมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อย ๆ ในแวดวงภาครัฐ</p>
<p>มันเป็นเรื่องของธุรกิจและความอยู่รอด ผมคิดว่ากิจการ AI ของไทยแค่รับงานมาทำ โดยการหยิบยืมเอาทฤษฎีและเครื่องมือที่ถูกคิดค้นแล้วของประเทศมหาอำนาจโลกมาต่อยอด ก็หมดเวลาแล้ว คิดไม่ทันทำไม่ทันแล้ว ดังนั้น เรื่องจะคิดค้นทฤษฎีหรือเครื่องมือเอง คงต้องตั้งหลักกันอีกพักนึงเลยล่ะ</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2672/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปัญหาการสกัดคุณลักษณะเด่นจากรูปภาพอัญมณี</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2664</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2664#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 19 Jul 2018 07:36:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Image Processing]]></category>
		<category><![CDATA[Pattern Recognition]]></category>
		<category><![CDATA[การสกัด]]></category>
		<category><![CDATA[คุณลักษณะเด่น]]></category>
		<category><![CDATA[วัตถุในรูปภาพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2664</guid>

					<description><![CDATA[ช่วงนี้ผมกำลังศึกษาทฤษฎีการสกัดคุณลักษณะเด่นของวัตถุในรูปภาพอยู่ครับ เพราะผมมีจุดประสงค์ในการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์เพื่อการจำแนกอัญมณีจากรูปภาพ พออ่านเปเปอร์ด้านนี้ไปหลาย ๆ ฉบับ ก็สามารถสรุปได้ในระดับหนึ่งว่า สิ่งที่ควรเป็นคุณลักษณะเด่นของวัตถุในรูปภาพก็คือ &#8220;ขอบ&#8221; และ &#8220;มุม&#8221; ของวัตถุในรูปภาพ!!! คือตรงไหนที่ดูเป็น &#8220;มุม&#8221; หรือเป็น &#8220;ขอบ&#8221; ก็ตรงนั้นแหล่ะครับที่เป็นคุณลักษณะเด่น หลาย ๆ เปเปอร์เค้าว่างั้น ดังนั้น หลาย ๆ เปเปอร์ก็เลยมุ่งเน้นนำเสนอทฤษฎีในการหา &#8220;มุม&#8221; และ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงนี้ผมกำลังศึกษาทฤษฎีการสกัดคุณลักษณะเด่นของวัตถุในรูปภาพอยู่ครับ เพราะผมมีจุดประสงค์ในการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์เพื่อการจำแนกอัญมณีจากรูปภาพ</p>
<p>พออ่านเปเปอร์ด้านนี้ไปหลาย ๆ ฉบับ ก็สามารถสรุปได้ในระดับหนึ่งว่า สิ่งที่ควรเป็นคุณลักษณะเด่นของวัตถุในรูปภาพก็คือ &#8220;ขอบ&#8221; และ &#8220;มุม&#8221; ของวัตถุในรูปภาพ!!!</p>
<p>คือตรงไหนที่ดูเป็น &#8220;มุม&#8221; หรือเป็น &#8220;ขอบ&#8221; ก็ตรงนั้นแหล่ะครับที่เป็นคุณลักษณะเด่น หลาย ๆ เปเปอร์เค้าว่างั้น ดังนั้น หลาย ๆ เปเปอร์ก็เลยมุ่งเน้นนำเสนอทฤษฎีในการหา &#8220;มุม&#8221; และ &#8220;ขอบ&#8221; ของวัตถุในรูปภาพ ให้แม่น ๆ เก่ง ๆ และเร็ว ๆ</p>
<p>ซึ่งวิธีการหามุมและขอบก็จะคล้าย ๆ กันครับ คือ การแปลงภาพสีให้เป็นภาพเทา การย่อขยายภาพเป็นหลาย ๆ ขนาด การเบลอภาพเพื่อขจัดจุดสีรบกวน การนำภาพที่เบลอแล้วมาหักล้างกัน การแบ่งภาพออกเป็นส่วน ๆ เพื่อหาทิศทางของความเข้มแสง และการตรวจสอบน้ำหนักความเข้มแสงที่คำนวณได้ เพื่อตัดสินใจว่าวัตถุในรูปภาพ มีมุมหรือขอบตรงไหนบ้าง และกินบริเวณขอบเขตแค่ไหน</p>
<p>ด้วยวิธีการของทฤษฎีต่าง ๆ ที่อธิบายเนื้อหาคล้าย ๆ กันตามย่อหน้าข้างบน ทำให้เครื่องจักรสามารถที่จะสกัดคุณลักษณะเด่น (มุมและขอบ) ของวัตถุในรูปภาพได้ ไม่ว่าวัตถุในรูปภาพนั้นจะใหญ่เล็กแค่ไหน จะหมุนเปลี่ยนทิศไปยังไง จะบิดเปลี่ยนทางไปทางใด และจะมืดไปสว่างไปหรือเปล่า</p>
<p>แล้วในเมื่อทฤษฎีที่ถูกคิดค้นขึ้นมาหลาย ๆ เปเปอร์มันดีอย่างนี้ ทำไมผมถึงยังมีปัญหาในการสกัดคุณลักษณะเด่นจากรูปภาพอัญมณีอีกล่ะ ทำไมไม่เอาทฤษฎีมาสร้างซอฟต์แวร์เลย?</p>
<p>คำตอบก็คือ อัญมณีมันมีประกายครับ และประกายก็ถือได้ว่าเป็น &#8220;มุม&#8221; และ &#8220;ขอบ&#8221; แบบนึง ดังนั้น เมื่อประกายเปลี่ยนเพราะทิศทางของแสง คุณลักษณะเด่นก็จะเปลี่ยนแปลงไป ถึงแม้จะเป็นอัญมณีเม็ดเดียวกันก็ตาม!!!</p>
<p>ผมยังคงต้องหาเปเปอร์อ่านต่อไปครับ ลำพังไอคิวตัวเองยังไม่ถึงขั้นคิดค้นทฤษฎีเองได้ และบางครั้งถ้าโชคดีหาทฤษฎีที่ใช่พบ แถมมีคนพัฒนา Opensource พวก Library, Framework, SDK, API หรือ Platform ที่ตรงกับทฤษฎีที่ใช่ อันนี้ก็จะยิ่งเฮงขึ้นไปใหญครับ เพราะบอกตามตรงว่าหลายครั้งที่ต้องเขียนโปรแกรมให้สอดคล้องกับทฤษฎี มันไม่ได้ง่ายเลยที่จะปรับประสิทธิภาพของโปรแกรมได้</p>
<p>โพสต์นี้เลยเหมือนเป็นการบ่นปัญหาให้อ่านครับ ไม่ได้นำเสนอวิธีแก้ปัญหาอะไรเป็นรูปธรรม</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2664/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>1</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปัญญาประดิษฐ์ประเภทต่าง ๆ</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2634</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2634#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 16 Apr 2018 07:37:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[ประเภท]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญาประดิษฐ์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2634</guid>

					<description><![CDATA[ทุกวันนี้เราจะได้ยินข่าวบริษัทยักษ์ใหญ่ ออกสินค้าและบริการที่เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ออกมาเต็มไปหมด บ้างก็ปัญญาประดิษฐ์มากหน่อย บ้างก็น้อยหน่อย ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทนั้น ๆ จะบูรณาการกับอัลกอริทึมและข้อมูลได้มากน้อยเพียงใด มีอัลกอริทึมดีก็คิดเร็วคิดเก่ง มีข้อมูลมากก็สอนได้มาก ส่วนตัวผมเป็นคนชอบจัดหมวดหมู่ให้เกิดความเข้าใจ น่าจะเรียกว่าเจ้าระเบียบในการป้อนข้อมูลให้กับตัวเองก็ว่าได้ ดังนั้น พอพูดถึงปัญญาประดิษฐ์ขึ้นมา ผมก็อยากจะมาจัดให้เป็นประเภทว่าทุกวันนี้ถ้าพูดถึงปัญญาประดิษฐ์ มันมีประเภทไหนบ้าง เดี๋ยวจัดประเภทให้เป็นรายการแบบหัวข้อนะ คือ ให้มันเป็นหัวข้อแล้วก็หัวข้อย่อยลงไปเรื่อย ๆ แบบข้างล่างนี้ 1.  Machine Learning หรือ เครื่องจักรเรียนรู้ 1.1  Supervised]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ทุกวันนี้เราจะได้ยินข่าวบริษัทยักษ์ใหญ่ ออกสินค้าและบริการที่เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ออกมาเต็มไปหมด บ้างก็ปัญญาประดิษฐ์มากหน่อย บ้างก็น้อยหน่อย ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทนั้น ๆ จะบูรณาการกับอัลกอริทึมและข้อมูลได้มากน้อยเพียงใด มีอัลกอริทึมดีก็คิดเร็วคิดเก่ง มีข้อมูลมากก็สอนได้มาก</p>
<p>ส่วนตัวผมเป็นคนชอบจัดหมวดหมู่ให้เกิดความเข้าใจ น่าจะเรียกว่าเจ้าระเบียบในการป้อนข้อมูลให้กับตัวเองก็ว่าได้ ดังนั้น พอพูดถึงปัญญาประดิษฐ์ขึ้นมา ผมก็อยากจะมาจัดให้เป็นประเภทว่าทุกวันนี้ถ้าพูดถึงปัญญาประดิษฐ์ มันมีประเภทไหนบ้าง</p>
<p>เดี๋ยวจัดประเภทให้เป็นรายการแบบหัวข้อนะ คือ ให้มันเป็นหัวข้อแล้วก็หัวข้อย่อยลงไปเรื่อย ๆ แบบข้างล่างนี้</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>1.  Machine Learning</strong></span> หรือ เครื่องจักรเรียนรู้</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #0000ff;"><strong>1.1  Supervised Learning</strong></span> หรือ การเรียนรู้แบบมีผู้สอน คือเราบอกคำตอบ แล้วให้มันพยายามเรียนจนกว่าคำตอบของมัน จะตรงกับคำตอบที่เราบอก</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #0000ff;"><strong>1.2  Unsupervised Learning</strong></span> หรือ การเรียนรู้แบบไม่มีผู้สอน คือให้มันเรียนเอง เราไม่บอกคำตอบมัน</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #0000ff;"><strong>1.3  Reinforcement Learning</strong></span> หรือ การเรียนรู้แบบไม่มีผู้สอนและให้รางวัลตัวเองไปด้วย ทำได้ดีได้รางวัลเยอะขึ้น</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>2.  Data Mining</strong></span> หรือ การทำเหมืองข้อมูล</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #0000ff;"><strong>2.1  Classification</strong></span> หรือ การจำแนกข้อมูล ซึ่งต้องมีผู้สอน คือเราบอกคำตอบ แล้วให้เครื่องจักรมันพยายามจำแนกจนกว่าคำตอบของมัน จะตรงกับคำตอบที่เราบอก ซึ่งว่าตามจริงแล้ว มันก็คล้าย ๆ กับ Supervised Learning นั่นแหล่ะ</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #0000ff;"><strong>2.2  Clustering</strong></span> หรือ การจัดกลุ่ม ให้เครื่องจักรมันจัดกลุ่มข้อมูลที่มีระยะทางใกล้ ๆ กัน จัดเป็นกลุ่ม ๆ แล้วเอาไปตัดสินใจต่อว่าแต่ล่ะกลุ่มจะทำยังไงกับมันดี ซึ่งว่าตามจริงแล้ว มันก็คล้าย ๆ กับ Unsupervised Learning นั่นแหล่ะ</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #0000ff;"><strong>2.3  Association Rule Learning</strong></span> หรือ การเรียนรู้กฎความสัมพันธ์ ให้เครื่องจักรมันหากฎที่มีนัยสำคัญออกมา เพื่อให้คนเราเนี่ยแหล่ะ เอากฎไปใช้ประโยชน์ต่อได้</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #0000ff;"><strong>2.4  Anomaly Detection</strong></span> หรือ การหาสิ่งแปลกปลอม โดยให้มันตรวจระยะของข้อมูล ข้อมูลไหนมีระยะห่างจากชาวบ้าน ก็แสดงว่าข้อมูลนั้นเป็นสิ่งแปลกปลอม</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>3.  Image Processing</strong></span> หรือ การประมวลผลรูปภาพ เช่น ขยาย ย่อ ทำให้ชัด ทำให้เบลอ เร่งแสง ลดแสง เกลี่ยสี แปลงสี หาขอบวัตถุ กร่อนภาพ เติมภาพ ซ้อนภาพ แปลงสัญญาณภาพ</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>4.  Knowledge Representation </strong><span style="color: #000000;">หรือ การสำแดงความรู้ คือ การให้เครื่องจักรสร้างองค์ความรู้ในรูปแบบที่จัดเก็บในระบบคอมพิวเตอร์</span></span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #0000ff;"><strong>4.1  Ontology</strong></span> หรือ ภววิทยา คือ การนิยามข้อมูลให้เข้าใจตรงกันในขอบเขตใดขอบเขตหนึ่ง และเชื่อมความสัมพันธ์ข้อมูลให้เกิดความบูรณาการ เช่น ถ้าบอกว่า &#8220;สยาม&#8221; มีเมืองหลวงคือ &#8220;บางกอก&#8221; และ &#8220;ไทย&#8221; มีเมืองหลวงคือ &#8220;กรุงเทพฯ&#8221; และเรานิยามข้อมูลว่า &#8220;สยาม&#8221; ตั้งอยู่ในตำแหน่งทางภูมิศาสตร์เดียวกับ &#8220;ไทย&#8221; ดังนั้น เครื่องมันก็จะนิยามได้ว่า &#8220;บางกอก&#8221; และ &#8220;กรุงเทพฯ&#8221; เป็นเมืองหลวงเดียวกันนั่นเอง</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>5.  Bioinformatic</strong></span> หรือ ชีวสารสนเทศ คือ การจำแนก จัดกลุ่ม จับคู่ และ ค้นหาลักษณะเด่น ในสายรหัสพันธุกรรม โครโมโซม ยีน โปรตีน รูปแบบของยีน และ ลักษณะปรากฎทางพันธุกรรม</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>6.  Natural Language Processing</strong></span> หรือ การประมวลผลภาษาธรรมชาติ คือ การวิเคราะห์ไวยากรณ์และวากยสัมพันธ์ของภาษา การตัดคำ และการเข้าใจในความหมายของภาษา จุดประสงค์คือให้เครื่องคุยกับคนให้รู้เรื่องให้จงได้</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #0000ff;"><strong>6.1  Machine Translation </strong></span>หรือ การแปลภาษา ก็คือให้เครื่องจักรแปลภาษาท้องถิ่นหนึ่งไปเป็นภาษาท้องถิ่นหนึ่ง</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #0000ff;"><strong>6.2  Text-to-Speech</strong></span> หรือ การแปลงข้อความให้เป็นเสียงพูด</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #0000ff;"><strong>6.3  Speech Recognition</strong></span> หรือ การแปลงเสียงพูดให้เป็นข้อความ</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #0000ff;"><strong>6.4  Word Segmentation</strong></span> หรือ การตัดแบ่งคำ</p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong><span style="color: #0000ff;">6.5  Natural Language Understanding</span></strong> หรือ การให้เครื่องจักรเข้าใจภาษามนุษย์</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>7.  Evolutionary Computation</strong></span> หรือ การคำนวณเชิงวิวัฒนาการ คือ การให้เครื่องจักร เดาหาคำตอบที่ดีที่สุดที่พอยอมรับได้ โดยใช้เวลาและพื้นที่หน่วยความจำที่จำกัดในการประมวลผล</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #0000ff;"><strong>7.1  Swarm Intelligence</strong></span> หรือ ความฉลาดแบบกลุ่ม คือ การให้เครื่องจักรเดาหาคำตอบ โดยเลียนแบบพฤติกรรมของฝูงแมลงในการหาอาหาร</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #0000ff;"><strong>7.2  Genetic Algorithm</strong></span> หรือ อัลกอริทึมเชิงพันธุกรรม คือ การให้เครื่องจักรเดาหาคำตอบ โดยเลียนแบบการแลกเปลี่ยนรหัสพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>8.  Brain Informatics</strong></span> หรือ การประมวลผลสมอง คือ การให้เครื่องจักรวิเคราะห์สมองมนุษย์ จุดประสงค์เพื่อให้รู้ว่ามนุษย์คิดอะไรและต้องการอะไร</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #0000ff;"><strong>8.1  Surface Brain Informatics</strong></span> หรือ การประมวลผลภายนอกสมอง คือ การให้เครื่องจักรวิเคราะห์สัญญาณสมองมนุษย์บนเยื่อหุ้มสมอง</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #0000ff;"><strong>8.2  Volume Brain Informatics</strong></span> หรือ การประมวลผลภายในสมอง คือ การให้เครื่องจักรวิเคราะห์ภาพสมอง จากการถ่ายภาพทะลุเข้าไปภายในเนื้อสมอง</p>
<p style="text-align: left;"><span style="color: #ff0000;"><strong>9.  Computer Vision</strong></span> หรือ ทัศนียภาพโดยคอมพิวเตอร์ คือ การให้เครื่องจักรเข้าใจทัศนียภาพได้เหมือนมนุษย์ เข้าใจว่าอะไรคือวัตถุ อะไรคือพื้นหลัง วัตถุที่เห็นเคลื่อนไหวด้วยความเร็วเท่าใด วัตถุที่เห็นคือสิ่งใด</p>
<p>ก็จัดเสร็จไปแล้วนะครับ สำหรับปัญญาประดิษฐ์ประเภทต่าง ๆ ซึ่งถ้าเอาที่จัดมาอธิบายเพิ่ม ก็คงต้องบอกว่าทุกวันนี้สินค้าและบริการที่อ้างว่าใช้ปัญญาประดิษฐ์นั้น อยู่ใกล้ตัวเรามาก เช่น</p>
<ul>
<li>การเดาศัพท์ของ Google เวลาที่เราพิมพ์ค้น นั่นคือปัญญาประดิษฐ์ ประเภทที่ 1 คือ Machine Learning</li>
<li>การที่เราคุยกับ Siri มันก็ใช้ปัญญาประดิษฐ์ประเภทที่ 1 คือ Machine Learning และ ประเภทที่ 6 คือ Natural Language Processing</li>
<li>การที่ Facebook รู้ว่าใครเป็นเพื่อนเรา แล้วช่วย Tag รูปภาพให้ มันก็ใช้ปัญญาประดิษฐ์ประเภทที่ 1 คือ Machine Learning ประเภทที่ 3 คือ Image Processing และ ประเภทที่ 4 คือ Knowledge Representation</li>
<li>โปรแกรมถ่ายรูปบนมือถือ ที่สร้างลูกเล่นให้กับใบหน้าของผู้ที่ถูกถ่ายรูป ก็ใช้ปัญญาประดิษฐ์ประเภทที่ 3 คือ Image Processing และประเภทที่ 9 คือ Computer Vision</li>
<li>กล้องวงจรปิดและซอฟต์แวร์เทพของบริษัทจีน ซึ่งสามารถจับภาพหน้าคนพร้อม ๆ กันเป็นหมื่น ๆ คนจากกล้องวงจรปิด แล้วบอกได้ว่าใครเป็นโจรตามหมายจับ ก็ใช้ปัญญาประดิษฐ์ประเภทที่ 1 คือ Machine Learning ประเภทที่ 7 คือ Evolutionary Computation และ ประเภทที่ 9 คือ Computer Vision</li>
<li>การที่สามารถเอาหมวกพิเศษมาครอบหัว แล้วใช้ความคิดสั่งการแขนกลได้ ก็มาจากปัญญาประดิษฐ์ประเภทที่ 1 คือ Machine Learning และ ประเภทที่ 8 คือ Brain Informatics</li>
<li>และล่าสุด คือ หุ่นยนต์ที่สามารถเดินสองขาได้ ล้มแล้วลุกเองได้ กระโดดผ่านสิ่งกีดขวางได้ ก็มาจากปัญญาประดิษฐ์ประเภทที่ 1 คือ Machine Learning และ ประเภทที่ 9 คือ Computer Vision ครับ</li>
</ul>
<p>จากตัวอย่างข้างบน จะเห็นว่าสินค้าและบริการที่เป็นปัญญาประดิษฐ์นั้น จำเป็นจะต้องบูรณาการปัญญาประดิษฐ์หลายประเภทเข้าไว้ด้วยกัน ถึงจะทำให้เกิดเป็นสินค้าและบริการชั้นเลิศได้</p>
<p>ในอนาคตข้างหน้า ด้วยการวิจัยทางด้านปัญญาประดิษฐ์อย่างต่อเนื่อง ผมคิดเองล้วน ๆ ว่า น่าจะมีปัญญาประดิษฐ์ประเภทใหม่ ๆ เกิดขึ้นอย่างแน่นอนครับ</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2634/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อัลกอริทึมสำหรับจำแนกพลอยสี</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2594</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2594#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 26 Jan 2018 06:46:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Image Processing]]></category>
		<category><![CDATA[Pattern Recognition]]></category>
		<category><![CDATA[การทำเหมืองข้อมูล]]></category>
		<category><![CDATA[การประมวลผลภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[จำแนก]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญาประดิษฐ์]]></category>
		<category><![CDATA[พลอย]]></category>
		<category><![CDATA[พลอยสี]]></category>
		<category><![CDATA[อัลกอริทึม]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องจักรเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องประดับ]]></category>
		<category><![CDATA[data mining]]></category>
		<category><![CDATA[machine learning]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2594</guid>

					<description><![CDATA[ผมจบวิทย์คอมครับ จบทั้งปอตรีและปอโทเลย แต่ผมกลับเลือกเปิดบริษัทค้าขายเครื่องประดับ ไม่ได้เปิดบริษัทคอมพิวเตอร์หรือบริษัทไอทีอย่างที่ควรจะเป็น!!! อะไรคือเหตุผล? อันนี้ความคิดเห็นส่วนตัวเลย ผมไม่ชอบงานรับจ้างทำงาน ตลอดชีวิตก็รับจ้างทำงานเป็นพนักงานอยู่แล้ว ดังนั้น ถ้าออกมาเปิดบริษัท ผมก็หวังว่าผมจะหันมาเอาดีทางด้านค้าขายบ้าง เราต้องทราบความจริงก่อนว่า ถ้าเราเก่งคอมพิวเตอร์ เก่งมาก ๆ การทำมาหากินที่ดีที่สุด คือรับจ้างทำงานด้านคอมพิวเตอร์ให้แก่บุคคลหรือหน่วยงานที่เขาทำไม่เป็น เพราะต้นทุนในการทำกิจการของเราจะต่ำมาก มันคือการใช้ความรู้ที่มีเพื่อทำงาน ไม่ต้องกักตุนสินค้า ไม่ต้องมีต้นทุนขาย ไม่ต้องมีงบโฆษณา เมืองไทยเรามีกิจการทางคอมพิวเตอร์หรือไอทีไม่มากนัก ที่สามารถผลักดันตนเองจนไม่ต้องรับจ้างทำงาน แล้วสามารถคิดค้นพัฒนาสินค้าหรือบริการเพื่อขายให้กับลูกค้าได้]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผมจบวิทย์คอมครับ จบทั้งปอตรีและปอโทเลย แต่ผมกลับเลือกเปิด<a href="http://www.gj.co.th">บริษัทค้าขายเครื่องประดับ</a> ไม่ได้เปิดบริษัทคอมพิวเตอร์หรือบริษัทไอทีอย่างที่ควรจะเป็น!!!</p>
<p>อะไรคือเหตุผล?</p>
<p>อันนี้ความคิดเห็นส่วนตัวเลย ผมไม่ชอบงานรับจ้างทำงาน ตลอดชีวิตก็รับจ้างทำงานเป็นพนักงานอยู่แล้ว ดังนั้น ถ้าออกมาเปิดบริษัท ผมก็หวังว่าผมจะหันมาเอาดีทางด้านค้าขายบ้าง</p>
<p>เราต้องทราบความจริงก่อนว่า ถ้าเราเก่งคอมพิวเตอร์ เก่งมาก ๆ การทำมาหากินที่ดีที่สุด คือรับจ้างทำงานด้านคอมพิวเตอร์ให้แก่บุคคลหรือหน่วยงานที่เขาทำไม่เป็น เพราะต้นทุนในการทำกิจการของเราจะต่ำมาก มันคือการใช้ความรู้ที่มีเพื่อทำงาน ไม่ต้องกักตุนสินค้า ไม่ต้องมีต้นทุนขาย ไม่ต้องมีงบโฆษณา</p>
<p>เมืองไทยเรามีกิจการทางคอมพิวเตอร์หรือไอทีไม่มากนัก ที่สามารถผลักดันตนเองจนไม่ต้องรับจ้างทำงาน แล้วสามารถคิดค้นพัฒนาสินค้าหรือบริการเพื่อขายให้กับลูกค้าได้</p>
<p>อีกอย่างหนึ่ง อันนี้จากประสบการณ์เลยก็คือ การพัฒนาทางไอทีหรือคอมพิวเตอร์เพื่อให้มันมีเทคโนโลยีที่สูงส่งขึ้นเรื่อย ๆ มันมีต้นทุนที่สูง สูงกว่าการเอาไอทีหรือคอมพิวเตอร์ไปพัฒนาด้านอื่น</p>
<p>นี่จึงเป็นที่มาของความคิดของผม ที่คิดว่า ผมน่าจะเอาความรู้ทางคอมพิวเตอร์ มาพัฒนาด้านเครื่องประดับบ้าง เพราะวงการด้านนี้ยังไม่ถูกพัฒนาให้ก้าวหน้าด้านคอมพิวเตอร์เท่าไหร่นัก</p>
<p>ที่ผ่านมา ได้มีการนำเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์มาใช้ในวงการเครื่องประดับอยู่บ้าง ได้แก่ การคิดค้นพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยออกแบบเครื่องประดับในรูปแบบ 3 มิติ การประยุกต์เครื่องพิมพ์สามมิติเพื่อการพิมพ์แบบขี้ผึ้งของเครื่องประดับ หรือการคิดค้นเครื่องจักรตัดแต่งชิ้นงานด้วยแสงเลเซอร์ซึ่งควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์</p>
<p>แต่งานทางด้านปัญญาประดิษฐ์กลับยังไม่ก้าวหน้ามากนักในวงการเครื่องประดับ ซึ่งส่วนตัวผมเห็นว่ายังมีปัญหาหลาย ๆ อย่างในวงการเครื่องประดับที่น่าจะแก้ไขได้ด้วยปัญญาประดิษฐ์</p>
<p>ทีนี้ก็ต้องมาเข้าใจอย่างหนึ่งว่า เครื่องประดับจริง ๆ แล้วประกอบด้วยวัสดุ 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ตัวเรือน กับ อัญมณี ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาว่า จะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเรือนเป็นโลหะมีค่าที่มีเปอร์เซ็นต์โลหะถูกต้อง ในขณะเดียวกัน เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอัญมณีที่ประดับอยู่เป็นชนิดใดและเป็นของแท้หรือเปล่า</p>
<p>ส่วนตัวผม ผมไม่สนใจปัญหาเรื่องตัวเรือน เพราะมันมีวิธีตรวจที่ไม่ยากมากนัก ผมจึงหันมาสนใจในปัญหาของอัญมณีที่ประดับแทน</p>
<p>คนส่วนใหญ่มักไม่รู้จักชนิดของอัญมณี อาจจะรู้คร่าว ๆ ว่าจำแนกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ เพชร และ พลอย ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะรู้จักชนิดของพลอยไม่เยอะ คืออาจจะรู้จักแต่ตัวดัง ๆ เช่น ทับทิม ไพลิน บุษราคัม หรือ มรกต เป็นต้น (ความจริงแล้วพลอยมีถึง 16 ตระกูลใหญ่ และมีชื่อเรียกมากมาย) อีกทั้งยังไม่รู้ด้วยว่าเป็นของแท้หรือของปลอม</p>
<p>ว่ากันตามจริงแล้ว ผมเองก็เรียนวิชา &#8220;จำแนกพลอยสี&#8221; มาเหมือนกัน ดังนั้น ถ้าเป็นตัวผม หมายถึงตัวผมเองอ่ะนะ ผมจะสามารถตรวจสอบได้ โดยใช้ความชำนาญที่มี บวกกับเครื่องมือเฉพาะอีกสองสามอย่าง ก็สามารถบอกได้แล้วว่าพลอยชนิดนั้นเป็นชนิดใด และเป็นของแท้หรือของเทียม</p>
<p>แต่ความรู้แบบนี้ หมายถึงความรู้ในการจำแนกพลอยสี มันเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล มันเป็นเรื่องของความชำนาญ ซึ่งถ้าไม่อยากให้มันเป็นเพียงเรื่องเฉพาะบุคคล เราก็ต้องเอาระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย เราต้องมอบความรู้ให้คอมพิวเตอร์ เราต้องสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาช่วยจำแนก และเบื้องหลังของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ มันก็ต้องมี &#8220;อัลกอริทึม&#8221; เป็นตัวผลักดัน</p>
<p>ปัจจุบัน ความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ได้ก้าวหน้าไปมาก แขนงวิชาปัญญาประดิษฐ์ที่จะเอามาประยุกต์ใช้ในเรื่องนี้ได้ คือ แขนงวิชาเครื่องจักรเรียนรู้ (Machine Learning) แขนงวิชาการทำเหมืองข้อมูล (Data Mining) และแขนงวิชาการประมวลผลภาพ (Image Processing)</p>
<p>วิธีการก็เข้าใจได้ไม่ยากนัก นั่นคือ การให้คอมพิวเตอร์ &#8220;สกัดคุณลักษณะเด่น&#8221; ของข้อมูลออกมา ข้อมูลในที่นี้ก็คงต้องเป็นรูปภาพ รูปภาพหนึ่งรูปสามารถแทนคำได้เป็นล้านคำ ดังนั้น ข้อมูลนำเข้าที่ดีที่สุดก็ต้องเป็นรูปภาพของพลอยที่ต้องการหาคำตอบ โดยคุณลักษณะเด่นที่สกัดได้จากรูปภาพพลอย ก็นำมาทำความสะอาด เกลี่ยข้อมูลให้เท่ากัน จากนั้นก็เอาไปจำแนก แล้วก็ให้คอมพิวเตอร์บอกคำตอบออกมา ว่าเป็นพลอยชนิดใด เอาแค่นี้ก่อนว่าเป็นพลอยชนิดใด ยังไม่ต้องบอกว่าเป็นพลอยแท้หรือพลอยเทียม เพราะตรงนั้น ณ นาทีนี้ คอมพิวเตอร์ยังทำไม่ได้</p>
<p>ดังนั้น จุดสำคัญของงานนี้คือการคิดค้นอัลกอริทึมในการ &#8220;สกัดคุณลักษณะเด่น&#8221; ส่วนจุดสำคัญรองลงมาคือการสะสมรูปถ่ายพลอยที่มีคุณภาพ เพื่อใช้ในขั้นตอนการ &#8220;สกัดคุณลักษณะ&#8221; เพื่อเรียนรู้ และจุดสำคัญสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่จะชี้วัดได้ในขั้นตอนเรียนรู้ ว่าคำตอบที่จำแนกได้ถูกต้องหรือเปล่า เพื่อจะได้ป้อนกลับให้ระบบได้เรียนรู้ ได้ปรับค่าการจำแนก และทำนายได้อย่างแม่นยำต่อไป</p>
<p>คุณ <a href="http://www.andrewng.org/">Andrew Ng</a> ซึ่งเก่งมากทางด้านปัญญาประดิษฐ์ เขาเคยบอกอยู่อย่างหนึ่งซึ่งผมก็เห็นตรงกัน นั่นก็คือ ตอนนี้เปเปอร์งานวิจัยทฤษฎีทางด้านปัญญาประดิษฐ์มีมากพอแล้ว ให้เพลา ๆ มือกันหน่อย แล้วหันไปสร้างของเจ๋ง ๆ ขึ้นมาด้วยทฤษฎีที่ตอนนี้มีอยู่เยอะแยะแทน</p>
<p>และตอนนี้ ผมก็กำลังทำตาม<a href="http://www.gj.co.th">แนวทาง</a>นี้อยู่เหมือนกัน!!!</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2594/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เวลาในการทำงานของ Deep Learning</title>
		<link>https://www.parinya.net/node/2556</link>
					<comments>https://www.parinya.net/node/2556#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ไท้ ปริญญา]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 30 Sep 2017 06:35:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Computation]]></category>
		<category><![CDATA[Quantum Computer]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัยคนอื่น]]></category>
		<category><![CDATA[งานวิจัยทฤษฎี]]></category>
		<category><![CDATA[Big O]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=2556</guid>

					<description><![CDATA[บล็อกนี้เอาสั้น ๆ นะ สืบเนื่องจากคราวก่อนเขียนเรื่อง&#160;ทำไม DEEP LEARNING บน QUANTUM COMPUTER จึงทำงานเร็วมาก ๆ เอาไว้ แล้วเห็นว่ามันมีประเด็นเรื่อง Big O ที่ต้องขยายความอยู่นิดนึง เลยมาต่องานในบล็อกนี้ คือเวลาในการทำงานของ Deep Learning มันก็เหมือนโมเดลปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป แบบว่าเวลาในการสอนกับเวลาในการใช้งาน มันไม่เท่ากัน ซึ่ง Big]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>บล็อกนี้เอาสั้น ๆ นะ สืบเนื่องจากคราวก่อนเขียนเรื่อง&nbsp;<a href="https://www.parinya.net/node/2546">ทำไม DEEP LEARNING บน QUANTUM COMPUTER จึงทำงานเร็วมาก ๆ</a> เอาไว้ แล้วเห็นว่ามันมีประเด็นเรื่อง Big O ที่ต้องขยายความอยู่นิดนึง เลยมาต่องานในบล็อกนี้</p>
<p><figure id="attachment_2557" aria-describedby="caption-attachment-2557" style="width: 640px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2017/09/nerve-cell-2213009_640.jpg"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="size-full wp-image-2557" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2017/09/nerve-cell-2213009_640.jpg" alt="Neural Network" width="640" height="360" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2017/09/nerve-cell-2213009_640.jpg 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2017/09/nerve-cell-2213009_640-300x169.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2557" class="wp-caption-text">Neural Network</figcaption></figure></p>
<p>คือเวลาในการทำงานของ Deep Learning มันก็เหมือนโมเดลปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป แบบว่าเวลาในการสอนกับเวลาในการใช้งาน มันไม่เท่ากัน ซึ่ง Big O มันก็จะไม่เท่ากัน เลยจะมาขยายความว่าถ้าเป็นเวลาในการสอน Big O จะเท่าไหร่ และเวลาในการใช้งาน Big O จะเท่าไหร่</p>
<p>มาเริ่มกันเลย!!!</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>1) เวลาในการสอน Deep Learning</strong></span></p>
<p>สั้น ๆ ผมวิเคราะห์ว่ามันจะเป็นสมาชิกของ Big O(ED(LXN + LXN))</p>
<p>โดย E = จำนวน Epoch ในตอนที่สอน, D = จำนวน Dataset ที่ใช้สอน, L = จำนวน Hidden Layer + Output Layer ของโมเดล, X = จำนวน Node ใน Layer ถัดไปของโมเดล และ N = จำนวน Node ใน Layer ปัจจุบันของโมเดล</p>
<p>และที่ต้องเอา LXN มาบวกกับ LXN ก็เพราะว่า LXN แรกคือเวลาในการคำนวณผล ส่วน LXN หลังคือเวลาในการป้อนค่่าน้ำหนักย้อนกลับ!!!</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>2) เวลาในการใช้งาน Deep Learning</strong></span></p>
<p>อันนี้สั้นยิ่งกว่า ผมวิเคราะห์ว่ามันจะเป็นสมาชิกของ Big O(LXN)</p>
<p>โดยตัวแปร L, X และ N อธิบายไว้แล้วในข้อที่ 1 ตรงนี้ไม่อธิบายเพิ่มนะ</p>
<p><figure id="attachment_2558" aria-describedby="caption-attachment-2558" style="width: 640px" class="wp-caption aligncenter"><a href="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2017/09/hourglass-1875812_640.jpg"><img decoding="async" class="size-full wp-image-2558" src="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2017/09/hourglass-1875812_640.jpg" alt="นาฬิกาทราย" width="640" height="482" srcset="https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2017/09/hourglass-1875812_640.jpg 640w, https://www.parinya.net/wp-content/uploads/2017/09/hourglass-1875812_640-300x226.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></a><figcaption id="caption-attachment-2558" class="wp-caption-text">นาฬิกาทราย</figcaption></figure></p>
<p>ทีนี้พอลงในรายละเอียดอีกนิดนึง&nbsp;Big O(ED(LXN + LXN)) ก็ถือว่าเป็นสมาชิกของ Big O(N ^ 5) ส่วน Big O(LXN) ก็ถือว่าเป็นสมาชิกของ Big O(N ^ 3)</p>
<blockquote><p>O(ED(LXN + LXN)&nbsp;∈ O(N ^ 5)</p>
<p>O(LXN)&nbsp;∈ O(N ^ 3)</p></blockquote>
<p>หรือสรุปง่าย ๆ ก็คือ ตอนที่สอน Deep Learning ต้องวนลูป 5 ชั้น และในทางตรงกันข้าม ตอนที่ใช้งาน Deep Learning วนลูปเพียง 3 ชั้นก็พอ!!!</p>
<p>ดังนั้นผมถึงได้คิดว่า ถ้าสร้างอัลกอริทึมสำหรับสอนและใช้งาน Deep Learning บน Quantum Computer ได้เมื่อไหร่ จากที่ต้องสอนด้วยเวลา Big O(N ^ 5) และใช้งานด้วยเวลา Big O(N ^ 3) ก็อาจจะลดเวลาลงเหลือเท่ากับ Big O(Log N) ซึ่งมันเป็นอะไรที่เร็วมาก ๆ เลยล่ะ</p>
<p>สำหรับงานทาง Computer Science ใครก็ตามที่สามารถคิดค้นอัลกอริทึม ที่สามารถลดเวลาคำนวณให้เหลือแค่ Big O(Log N) ได้ ถือว่าโคตรสุดยอดครับ!!!</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.parinya.net/node/2556/feed</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
