ผมกำลังจะทำชิ้นงานหนึ่งชิ้น เพื่อดึงเอาข้อมูลออกจาก SAP R/3 ออกมาใช้ครับ โดยชิ้นงานที่ว่าจะออกเป็นแนว Web Application ซึ่งผมก็คิดว่าผมจะสร้างมันด้วย PHP โดยจะใช้ SAPRFC ซึ่งเป็น PHP Extension สำหรับแทงทะลุเข้าไปใน SAP R/3 ครับ จริง ๆ แล้วผมจะเขียนภาษา ABAP เพื่อให้มันทำงานบน SAP R/3 ก็ได้นะ มันได้ผลเหมือนกัน เพียงแต่ผมอยากจะแสดงผลออกมาเป็น Web Application ที่มีลูกเล่นสวย ๆ โดยใช้ XHTML + CSS + jQuery + AJAX มากกว่า และอีกอย่างผมก็ไม่อยากจะให้ผู้ใช้งาน ต้องมาติดตั้ง SAP GUI ให้วุ่นวายด้วย ก็เลยเลือกทำเป็น Web Application แทน หลัก ๆ แล้วการเชื่อมต่อจาก PHP [...]
องค์กรส่วนใหญ่มักจะลดคนทำงานครับ ไม่ได้หมายถึงว่าจงใจจะลดนะ แต่หมายถึงว่ามันมีคนทำงานลาออกไป แต่ไม่ได้มีคนทำงานคนใหม่ ๆ เติมเข้ามา มันเลยทำให้เกิดช่องว่าง คืองานมีมากกว่าคน ดังนั้น ผู้ร่วมงานของผมซึ่งเคยรับบทบาทเป็น “นักวิเคราะห์ระบบงานคอมพิวเตอร์” ก็ต้องกลายร่างเป็น “นักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์” ในขณะที่ผู้ร่วมงานบางคนก็ต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “นักบริหารจัดการระบบงานคอมพิวเตอร์” มาเป็น “นักวิเคราะห์ระบบงานคอมพิวเตอร์” ผมเองเป็นคนจำพวกหลัง มันเลยทำให้ผมต้องกลับมาวิเคราะห์ระบบงานคอมพิวเตอร์ เพื่อให้คอมพิวเตอร์มันทำงานตามความต้องการของผู้ใช้งาน!!! เดี๋ยวนี้ผู้ใช้งานเอาแต่ใจตัวเองน้อยลงครับ เริ่มจะไม่สนใจแล้วว่าผลลัพธ์จะออกมาในรูปแบบใด ขอแค่มันออกมาได้เป็นพอแล้ว มันก็เลยทำให้นักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เริ่มมีทางเลือกมากขึ้น ว่าจะแสดงผลลัพธ์ออกมาในรูปแบบใด ไม่ว่าจะเป็น Window Form, Web Form, SAP Form หรือ Oracle Form และใช้กลไกใดในการทำให้มันสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็น Window Application หรือ Web Application เป็นต้น ทีนี้ถ้าแหล่งกำเนิดข้อมูลสำหรับนำเข้าระบบฯ มันมาจากหลายแหล่งล่ะ? เราควรจะพิจารณาว่าเราควรจะสร้างกลไกแบบไหนดี เพื่อให้ทุ่นแรงมากที่สุด ซึ่งเรื่องนี้ต้องพิจารณาออกเป็นสามเรื่องใหญ่ ๆ คือ เรื่องแรกพิจารณาถึงสัดส่วนของแหล่งกำเนิดข้อมูล, สองคือการพิจารณาถึงความยากง่ายของกลไก และสามคือการพิจารณาถึงคนที่จะมาสร้างมันขึ้นมา อย่างเรื่องแรกที่ใช้วิธีพิจารณาถึงสัดส่วนของแหล่งกำเนิดข้อมูล เราก็ต้องมาดูว่าระบบฯที่เราจะสร้างขึ้นมา [...]
สมัยก่อน เวลาผมจะคุยกับใครในเรื่องของคอมพิวเตอร์ ซึ่งเรื่องที่คุยเกี่ยวข้องกับการไหลของกระบวนการและข้อมูล ผมมักจะวาดเป็น flowchart แบบภาพข้างล่าง แต่พอผ่านไปผมก็พบว่า ยิ่งคุยยิ่งยาก ดังนั้น การเขียน flowchart มันไม่พอ มันต้องมีการแบ่งแยกด้วยว่า กระบวนการและข้อมูลในช่วงนั้น ๆ ถูกกระทำโดย Unit ใด ก็เลยกลายเป็นว่าต้องเขียนเป็น workflow แทน เดี๋ยวนี้อาการหนัก เพราะตั้งแต่ทำ SAP R/3 เลยทำให้รู้ว่า การเขียน workflow แบบพื้น ๆ เพียงอย่างเดียวมันไม่พอ ต้องมีการใส่มิติให้กับมันด้วย เพราะ SAP R/3 มันมีหลาย Module ซะเหลือเกิน แถม Unit แต่ล่ะส่วน ก็ใช้ Module สลับไปสลับมาอีกต่างหาก T-T ต่อไป ไม่แน่ อาจจะต้องเขียนกันเป็น workflow 3 มิติกันเลยทีเดียวเชียว
ถ้าเราไม่นำเอามาตรฐาน ITIL มาใช้เพื่อแบ่งงานซ่อมบำรุง SAP เราก็จะสามารถแบ่งงาน SAP ออกได้เป็น 4 ประเภทใหญ่ ๆ คือ MODULE, BASIS, AUTHORIZE และ ABAP งาน MODULE จะครอบคลุมการ Configure เพื่อให้ MODULE ต่าง ๆ เช่น FI, CO, MM, SD หรือ HR สามารถทำงานได้ตามความต้องการของผู้ใช้งาน งาน BASIS จะเกี่ยวกับการจัดการขั้นพื้นฐานของ SAP เพื่อให้สามารถเชื่อมประสานระหว่าง Server, Database, Network และ SAP ได้อย่างลงตัว งาน AUTHORIZE เป็นการกำหนดศักดิ์และสิทธิ์ให้กับผู้ใช้งาน ว่าจะสามารถใช้งานกลไกใด ๆ ใน SAP ได้บ้าง งาน ABAP คือการเขียนโปรแกรมด้วยภาษา ABAP [...]