คลังเก็บหมวดหมู่: Simulation

โม้เกี่ยวกับการใช้ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อจำลองสถานการณ์

การทดลองชวนแหวะที่เรียกว่า Brain in a Vat

พวกเราต่างก็รู้ว่ามีความพยายามอย่างยิ่งยวด ที่จะให้มนุษย์กับคอมพิวเตอร์ประสานกันได้อย่างลึกซึ้งมากกว่าที่เป็นอยู่ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่เรามักจะพบแขนงวิชาเทพ ๆ ทางคอมพิวเตอร์มากมายที่คิดค้นกันขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์เรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็น … Brain Computer Interface, Virtual Reality, Virtual Life, Digital Life เป็นต้น

เพื่อนของผมเคยเล่าละครฝรั่งเรื่องนึงให้ฟัง เนื้อเรื่องชวนแหวะมาก โดยเนื้อเรื่องกล่าวถึงการทดลองลับสุดยอดที่กระทำโดยมหาอำนาจชาติหนึ่ง เป็นการทดลองเพื่อต่อเชื่อมสมองของบุคคลอัจฉริยะเข้ากับซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ … แต่ว่า … ต่อแค่สมองกับคอมพิวเตอร์นะ … ร่างกายไม่เกี่ยว!!!

อือม ผมว่ามันเป็นเรื่องไร้มนุษยธรรมมากเลยนะ หากมีการพรากสมองออกจากร่างกายของคนเป็น ๆ ไม่ว่าเขาจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม (ซึ่งผมว่าคงไม่มีใครยอมหรอก)

ลองนึกภาพสมองของมนุษย์ที่ยังเป็น ๆ ถูกนำมาแช่เอาไว้ในภาชนะซึ่งบรรจุสารละลายต่าง ๆ เพื่อทำให้สมองยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไปได้เรื่อย ๆ แล้วก็มีสายระโยงระยางจากสมองเชื่อมไปยังซุปเปอร์คอมพิวเตอร์อีกทอดหนึ่ง … คิดแล้วจะแหวะ

Brain in a Vat คือชื่อของการทดลองหรือทฤษฎีนี้ครับ แปลกันง่าย ๆ ก็คือ “สมองในภาชนะ” นั่นเอง

ตามทฤษฎีแล้ว Brain in a Vat สามารถแยกออกได้เป็น 2 จุดประสงค์ใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ

อ่านเพิ่มเติม การทดลองชวนแหวะที่เรียกว่า Brain in a Vat

Brain Computer Interface

พวกเราคงยังจำความสนุก ความงง ความเง็ง และความตื่นตาตื่นใจจากหนังเรื่อง The Matrix ทั้งสามภาคได้ ผมเองก็รู้สึกสนุกไปกับหนังเรื่องนี้เหมือนกัน โดยเฉพาะการที่เจ้าพวกจักรกลมันมีความอัจฉริยะถึงขนาดสร้างระบบเสมือนจริง แล้วต่อเชื่อมสมองและระบบประสาททั้งร่างกายของมนุษย์เข้าสู่ระบบเสมือนจริงดังกล่าวได้

The Matrix

โหย ไมมันเก่งงี้วะเนี่ย? (ตอนนั้นนึกแบบนี้อ่ะ)

ร่างกายมนุษย์มันซับซ้อนมาก ๆ ครับ รวมถึงสมองของมนุษย์เราด้วยที่ก็ซับซ้อนไม่แพ้กัน ทุกวันนี้เป็นที่รู้กันว่ามนุษย์เรารู้จักดวงจันทร์มากกว่ารู้จักสมองของมนุษย์ซะอีก แย่เน้อะคนเรา ชอบสนใจสิ่งไกลตัว แทนที่จะสนใจสิ่งใกล้ตัว

สำหรับผมแล้ว ฉากในภาคแรกที่ “นีโอ” รู้สึกตัวขึ้นมาในโลกแห่งความจริงแล้วพบว่าตนเองนั้น นอนอยู่ในแคปซูลซึ่งมีน้ำปริ่ม ๆ แถมถูกอุดปากด้วยท่อส่งอาหาร, บนหัวถูกเสียบด้วยแท่งควบคุม และตามกระดูกสันหลัง แขน ขา ถูกเสียบด้วยท่อโลหะประหลาด ซึ่งมารู้ภายหลังว่าทั้งหมดที่ “เสียบ” และ “แทง” เข้าสู่ร่างกายทั่วร่างของ “นีโอ” นั้นคือ Input Output Device เพื่อเชื่อมโยงให้ “นีโอ” online เข้าสู่โลกเสมือนจริง

สยองมาก ๆ ฉากนั้น โหย ไมมันทำถึงขนาดนี้วะเนี่ย!!!

แต่เรื่องจริงนี่สิครับสยองกว่า เพราะคนสร้างหนังคงไม่สามารถสร้างหนังแบบนี้ออกมาได้ หากไม่มีเค้าโครงจากเรื่องจริง เหมือนกับภาษิตไทยที่ว่า “ไม่มีไฟ ก็คงไม่มีควัน” เพราะปัจจุบันกำลังมีการเดินหน้าเพื่อวิจัยพัฒนาสิ่งที่เรียกว่า Brain Computer Interface อยู่อย่างต่อเนื่อง

Brain Computer Interface เป็นศาสตร์ที่รวมกันระหว่างความรู้ในเรื่อง computer, electronics, ไฟฟ้าเคมี, ระบบประสาท, ระบบสมอง, สรีระวิทยา เข้าไว้ด้วยกัน จุดมุ่งหมายของศาสตร์นี้ก็เพื่อทำยังไงก็ได้ ให้มนุษย์กับ Electronics Device เชื่อมประสานกันและสื่อสารกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารทางเดียว หรือการสื่อสารสองทาง ซึ่งหากทำสำเร็จจะทำให้เกิดนวัตกรรมดังต่อไปนี้

  1. Cyborg – ด้วยการวิจัยทาง Brain Computer Interface จะทำให้มนุษย์เราสามารถเชื่อมระบบประสาทของเราเข้ากับอวัยวะเทียม ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่ประกอบจากวัสดุเบา, คงทน และมีวงจร electronic ที่ล้ำยุคคอยสื่อสารระหว่างชิ้นส่วนอวัยวะ กับระบบประสาทของเรา แบบนี้แทบไม่ต่างจากหนังเรื่อง Robocop เลย
  2. Virtual Reality – ด้วยการศึกษาอย่างถ่องแท้ถึงกลไกทางสมอง และกลไกทางระบบประสาท การที่เราจะ download ตัวเองเข้าสู่โลกเสมือนจริงแบบหนังเรื่อง Matrix ก็ย่อมเป็นไปได้
  3. Cognitive Science – หากทำสำเร็จ มนุษย์เราจะสามารถฝัง CPU + RAM + DMA เอาไว้ในสมองของมนุษย์ได้ แล้วถึงตอนนั้นสมองของมนุษย์ก็จะคิดได้ไวพอ ๆ กับ computer เลยทีเดียว บรื๋อ คิดแล้วสยอง ทุกวันนี้ก็คิดมากอยู่แล้ว ถ้ามีแบบนี้อีกไม่คิดจนนอนไม่หลับเลยเหรอเนี่ย?

ทีนี้เรามาดูกันครับ ว่าเขาทำอีท่าไหน ถึงสามารถไปสื่อสารและควบคุมสมองและระบบประสาทของสิ่งมีชีวิตเยี่ยงมนุษย์อย่างเราได้ เขาทำงี้ครับ เขาทำการศึกษาในแขนงวิชาย่อยอีกแขนงนึงที่ชื่อว่า Electroencephalography ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า “สรีระทางระบบประสาทซึ่งอาศัยการตรวจวัดทางไฟฟ้าจากคลื่นสมอง” การวิจัยนี้ต้องใช้ทั้งแพทย์และวิศวกรไฟฟ้าร่วมมือกันครับ ไม่งั้นไม่ก้าวหน้าแน่

อย่างที่เรา ๆ ท่าน ๆ ทราบกันอ่ะครับ ว่าสมองของเราจะมีการปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาอันเกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีในสมองเรา หรือเรียกว่าคลื่นไฟฟ้าเคมี ทีนี้เขาก็เลยคิดว่าถ้าสามารถเลียนแบบคลื่นที่ว่านี้ได้ ก็สามารถจะสื่อสารกับสมองและระบบประสาทได้ โดยการเอาเครื่องมือตรวจวัดไปแปะไว้บนหนังหัว แล้วก็อ่านค่าคลื่นไฟฟ้ามาให้จงได้ ซึ่งผลของคลื่นไฟฟ้าที่ได้มาถูกเรียกกันว่า electroencephalogram หรือ EEG

ผมอ่านแล้วยังนึกขำเลย เพราะมันไม่แตกต่างจากเราอยากจะคุยกับ “หมา” เราก็เลยต้องวิเคราะห์ “เสียงเห่า” ของ “หมา” เพื่อเราจะคุยกับมันได้ คิดได้ไงวะเนี่ย? 🙂

เอาล่ะ การวิจัยก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักวิจัย, แพทย์, นักวิทยาศาสตร์ และวิศวกรในแขนงที่เกี่ยวข้องต่อไป ทีนี้วกกลับมาที่นักพัฒนา Software อย่างพวกเราบ้างครับ ว่าเราจะไปเกี่ยวไปข้องอะไรบ้าง

ครับ เราคงไม่สามารถที่จะหาเครื่องมือแพง ๆ เพื่อมาจับสัญญาณสมองที่ว่าได้หรอก ดังนั้นจึงมีการตั้งโครงการขึ้นมาเพื่อสร้าง Simulation Software เพื่อเลียนแบบคลื่นสมองของมนุษย์ แล้วให้นักพัฒนา Software ได้มีโอกาสเขียน program เพื่อวิเคราะห์, สื่อสาร, สั่งการ และโต้ตอบกับคลื่นสมองดังกล่าว

ของบริษัทเอกชนไม่มีให้ download เลยครับ มีแต่เอาตัวอย่างภาพของ program มาอวดให้ดูว่าทำได้อย่างโน้นอย่างนี้ แต่ไม่มีให้ลองเลย ดังนั้น เราลองจาก open source ดีกว่า โดยเป็นของ OpenEEG Project ครับ ซึ่งเขาพัฒนากันที่ http://www.sourceforge.net

🙂 การทำ simulation จะทำไม่ได้ครับ ถ้าไม่ได้เก็บข้อมูลที่เหมือนจริงมา

คำค้น: , , , , ,