ผมเลิกดูหนังโป๊นานแล้วครับ (เชื่อป่ะ?) ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะวุฒิภาวะกระมัง เพราะดูแล้วก็ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นหรือตื่นตัวอะไรซักเท่าไหร่ และอีกอย่าง ผมเองก็มีวุฒิภาวะเพียงพอที่จะควบคุมอารมณ์ได้ สติจึงยังอยู่อย่างครบถ้วน ไม่ได้แตกกระเจิงไปไหน เวลาที่ได้มีโอกาสดูหนังกิจกรรมชีวิตเพื่อสุขภาพเหล่านี้ แล้วเด็กกับวัยรุ่นล่ะ พวกเขาสามารถควบคุมอารมณ์และสติได้หรือเปล่า อือม คงไม่สินะ เพราะผ่านโลกมาไม่นานเท่าไหร่ อนาคตยังอีกไกล แล้วเราจะหวังให้พวกเขาไม่ดูหนังโป๊ได้มั้ย เราจะบอกเขาว่าน้องเอ๊ยหลานเอ๊ย ยังไม่ถึงเวลาหรือวัยวุฒิที่เจ้าจะดูได้หรอกนะ อย่าดูเลยนะ คิดว่าจะเชื่อป่ะ? เด็กพวกนี้ไม่เชื่อหรอก หุ ๆ นอกจากนี้เราจะไปบอกพวกเขาว่า น้องเอ๊ยหลานเอ๊ยถ้าพวกเธอ ๆ โพสต์ “รูปโป๊”, “ภาพโป๊” และ “หนังโป๊” ลงบนเว็บไซต์แล้วล่ะก็ พวกเธอจะโดนโทษติดคุก 5 ปีนะ แล้วจะพลอยทำให้เจ้าของเว็บไซต์ซวยต้องโดนโทษคุก 5 ปีไปด้วยนะ คิดว่าจะเชื่อป่ะ? ผมถือว่าการดู “หนังโป๊” นั้นเป็นเรื่องส่วนตัวครับ ตราบเท่าที่ไม่มีการบัญญัติความผิดเอาไว้ในกฎหมาย แต่บังเอิญว่ากฎหมายคอมพิวเตอร์มันออกมาแล้ว และมันก็มีความผิดอยู่ข้อสองข้อที่จะทำให้เจ้าของเว็บไซต์ต้องเดือดร้อน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการเผยแพร่หรือนำเข้าสู่ “รูปโป๊”, “ภาพโป๊” และ “หนังโป๊” ของเหล่าสมาชิกครับ ทีนี้ในฐานะเจ้าของเว็บไซต์ที่ไม่สามารถจะห้ามปรามอะไรได้ อีกทั้งก็ไม่มีเวลามากพอจะมาตรวจสอบสารสนเทศทุก ๆ อย่างที่ถูกบันทึกเข้ามาในเว็บ [...]
ผมจะสมมติว่าตัวผมนั้นเป็นผู้นำหลักขององค์กรลึกลับองค์กรนึงครับ องค์กรดังกล่าวมีความยิ่งใหญ่ในระดับเดียวกับ Umbrella Corporation เลยทีเดียว (โม้ ๆ) เอาชื่อองค์กรว่าอะไรดี งั้นตั้งชื่อว่า Sunflower Corporation ก็แล้วกัน อิ อิ ภายหลังจากประเทศไทยออกกฎหมายที่ชื่อว่า “พระราชบัญญัติคุ้มครองเงินฝาก” ซึ่งจะทำให้เงินฝากในธนาคารพาณิชย์ของประชาชนนั้น ไม่ได้ถูกประกันโดยรัฐบาลอีกต่อไป จึงทำให้องค์กรแห่งนี้จำเป็นต้องปรับตัวขนานใหญ่ จากเดิมที่เคยให้ความสำคัญกับการเก็บความลับของงานวิจัยระดับสุดยอดเพียงอย่างเดียว ก็จำเป็นที่จะต้องเก็บเงินสดขององค์กรเอาไว้เองด้วย แทนที่จะฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์เหมือนเมื่อก่อน (ไม่ไว้ใจรัฐบาล) เนื่องจากงานวิจัยระดับสุดยอด และเงินสดจำนวนมหาศาลขององค์กรนั้น มีความสำคัญต่อองค์กรอย่างสูงสุด ทางคณะกรรมการลับสุดยอดขององค์กร จึงมีมติอย่างเป็นเอกฉันท์ที่จะทุ่มงบประมาณอันแสนจะมหาศาล (เท่าไหร่วะ?…ไม่รู้เด่ะ!!!) เพื่อสร้างระบบรักษาความปลอดภัยระดับสุดยอดขึ้นมา เพื่อเก็บความมั่งคั่งและวิทยาการอันก้าวหน้าล้ำยุคขององค์กรเอาไว้ โดยวางแผนและออกแบบพิมพ์เขียวเอาไว้ว่า … ห้องนิรภัยที่ใช้เก็บงานวิจัยระดับสุดยอด กับห้องนิรภัยที่ใช้เก็บเงินสดนั้น จะแยกเก็บกันคนล่ะที่ โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยดูแลอย่างใกล้ชิด ผู้ที่จะเข้าห้องนิรภัยดังกล่าวได้ จำเป็นจะต้องถูกตรวจค้นโดยเจ้าหน้าที่ถึง 3 ชั้นประตู และเมื่อถึงประตูสุดท้าย ก็จำเป็นที่จะต้องแสดงตัวตน ว่าตัวเองนั้นมีสิทธิ์ที่จะเข้าประตูสุดท้ายได้ โดยมีขั้นตอน 7 ขั้นตอน ทั้งแบบธรรมดาและแบบ Biometric ในการแสดงตนดังต่อไปนี้ 1. แสดงตนด้วย Contactless Smart Card [...]
โลกเราเดี๋ยวนี้อะไร ๆ มันก็รวดเร็วไปหมดครับ ดังนั้นการจะทำความรู้จักกับใครซักคนนึง อยากจะรู้ว่าเขาเป็นคนยังไง มีความรู้ความสามารถแค่ไหน เราก็จำเป็นต้องรีบ ๆ รู้ ซึ่งวิธีที่จะรู้ได้อย่างรวดเร็วก็คือการให้เขาแสดงวุฒิการศึกษา หรือไม่ก็ให้แสดงใบรับรองการผ่านงาน แต่ในสมัยก่อนโบร่ำโบราณ มันมีวุฒิการศึกษาหรือใบผ่านงานกันซะที่ไหนล่ะพี่น้องครับ อือม แล้วเขาใช้วิธีไหนล่ะในการอ่านคน … เขาก็ใช้สิ่งที่เรียกว่า “โหงวเฮ้ง” หรือ “นรลักษณ์ศาสตร์” ในการอ่านคน ๆ นั้นยังไงครับ ศาสตร์ทางด้าน “โหงวเฮ้ง” นั้นเป็นศาสตร์ที่ลึกลับ เป็นศาสตร์ในทางโหราศาสตร์แขนงหนึ่ง มันกระจุกตัวและถูกถ่ายทอดกันรุ่นสู่รุ่นหลาย ๆ พันปีล่วงมาแล้ว!! สมัยก่อนการจะรับคนเข้ามาเป็นฝ่ายบุ๋นหรือฝ่ายบู๊นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดู “โหงวเฮ้ง” หรือลักษณะทั้ง 5 ของคน ๆ นั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นไปที่บริเวณใบหน้าอันได้แก่ ตา, คิ้ว, หู, จมูก และปาก คนที่มี “โหงวเฮ้ง” ดีจึงไม่จำเป็นที่จะต้องหน้าตาดี, หล่อ หรือสวย แต่ขอให้มีองค์ประกอบทั้ง 5 ของใบหน้าที่คล้องจองเหมาะสม ก็ถือว่าถูกต้องกระบวนความแล้ว ทีนี้ยุคสมัยนี้มันเป็นยุคแห่งอิเลกทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ อะไร [...]
มาดูคำนิยามกันก่อน … โจทย์ = คําถามในวิชาคณิตศาสตร์, โดยปริยายใช้หมายถึงสิ่งที่คล้ายคลึงเช่นนั้น เช่น ปัญหานี้เป็นโจทย์ที่รัฐบาลแก้ไม่ตก. ชีวิตในแวดวงคอมพิวเตอร์ของผมนั้น มักต้องผ่านโจทย์คอมพิวเตอร์อยู่เสมอ บางโจทย์ก็ตั้งขึ้นเพื่อลองภูมิโดยเกรียนเทพทั้งหลาย ซึ่งถ้าผมตอบได้ก็เสมอตัว ถ้าตอบไม่ได้ก็คงจะสะใจใครต่อใคร โจทย์คอมพิวเตอร์มีทั้งแบบทฤษฎีและปฏิบัติ ถ้าเป็นแบบทฤษฎีก็เป็นการตอบแบบบรรยาย ซึ่งผมเองก็รังเกียจเป็นอย่างมาก เพราะมันไม่ได้ประโยชน์อะไร ด้วยเหตุเพราะว่าคนที่ตั้งโจทย์รู้อยู่ก่อนแล้วว่าคำตอบคืออะไร เพียงแค่อยากรู้ว่าผู้ตอบรู้เหมือนกันหรือเปล่า … ก็เท่านั้นเอง ดังนั้นสำหรับผมแล้ว โจทย์คอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุดควรจะเป็นแบบปฏิบัติ และเป็นแบบที่ผู้ตั้งโจทย์ไม่รู้คำตอบ ดังนั้นการที่เขาตั้งโจทย์ขึ้นมาเพื่อให้ตอบ คำตอบที่ได้จึงมีประโยชน์อย่างมหาศาล ถึงแม้ตอบแล้วอาจจะไม่ถูกก็เถอะ!!! งั้นผมลองตั้งโจทย์คอมพิวเตอร์บ้างดีกว่า โดยโจทย์ประกอบด้วยคำถาม 5 ข้อดังต่อไปนี้ … ข้อ 1. จงเขียนโปรแกรมด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ใดก็ได้เพื่อวิเคราะห์ว่า ระหว่าง “วรัทยา นิลคูหา” กับ “สุนิสา เจทท์” ในภาพข้างล่างนั้น ใครสวยกว่ากัน?
พวกเราเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มั้ยครับ คือเคยผ่านตาชื่อและนามสกุลของใครซักคนนึง อีกทั้งเคยเห็นหน้าคน ๆ นั้นด้วย แต่เมื่อผ่านไปซักสองสามวันเราก็ลืมแล้ว พอมีคนมาถามเราว่ารู้จักคน ๆ นั้นมั้ย เราก็บอกไปว่าจำหน้าได้แต่จำชื่อสกุลไม่ได้ แต่ถ้าหากว่าเอาชื่อสกุลมาให้เราตรวจสอบดู เราก็จะตอบได้ว่าใช่ชื่อสกุลของคนดังกล่าวหรือไม่? จะสังเกตุว่าถ้าให้เรานึกเองเราจะนึกไม่ออก แต่เมื่อเอาชื่อสกุลมาให้เทียบเรากลับรู้จำได้ เออ แปลกดี เพราะสิ่งที่จะโม้ก็คือการรู้จำแบบนี้มันสอดคล้องกับทฤษฎี Pattern Recognition จังเลย ลักษณะอันโดดเด่นของ Pattern Recognition ก็คือ มันจะจำทุกอย่างเอาไว้ แต่มันจะไม่สามารถหาคำตอบให้เราแบบเป๊ะ ๆ ได้ จนกว่าเราจะหาของมาเทียบกับสิ่งที่มันจำ แล้วเมื่อมันเทียบแล้ว มันเห็นว่าอันไหนคล้ายมากที่สุด มันก็จะเลือกเอาอันนั้นแหล่ะ มาเป็นคำตอบ ผมโม้เรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะว่า … ผมจำชื่อนามสกุลของผู้ร่วมงานไม่ได้ครับ จำได้แบบลาง ๆ ว่ามันมีพยัญชนะ หรือสระอะไรบางตัวเด่น ๆ แต่ถ้าหากมีใครเอามาให้เทียบดูได้นะ ผมก็จะตอบได้ว่าใช่หรือไม่ใช่ทันทีเลย สงสัยใช้สมองมากไป เริ่มจะจำอะไรไม่ค่อยได้แล้ว แย่จริง ๆ คำค้น: การรู้จำ, ความทรงจำ, pattern recognition