ผมไม่ได้นำเสนอหนังสือเก่ามานานแล้ว วันนี้เอาซะหน่อยคงไม่ว่ากันเน้อะ หนังสือเล่มนี้ผมซื้อมาตอนที่อินเตอร์เน็ตเริ่มบูมใหม่ ๆ ครับ ตอนนั้นยังไม่มี Server Side Scripting เลยล่ะ จะมีก็แต่ภาษา HTML และ JavaScript เป็นอะไรที่โบราณมากถ้ามองผ่านมุมมองสมัยนี้ แต่ถ้าเป็นสมัยนั้นนะ การเขียนเว๊ปเป็นอะไรที่ตื่นตาตื่นใจมากเชียวแหล่ะ ถึงมันจะเป็น Static Web ก็ตามที แล้วภาษา HTML มันก็มีรายละเอียดเยอะมาก ๆ เลย ก็เลยมีคนรวบรวมชุดคำสั่ง HTML แล้วตีพิมพ์เป็นหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา ผมชอบหนังสือประเภทพจนานุกรมหรือสารานุกรม ก็เลยซื้อเก็บเอาไว้ ถึงแม้ว่าตอนนู้นผมจะไม่มีโอกาสเขียนเว๊ปเลยก็ตาม เพราะตอนนั้นมัวแต่ยุ่งกับการเขียนซอฟต์แวร์ควบคุม smart card, เขียนซอฟต์แวร์รับส่งข้อมูลผ่านโมเด็ม, เขียนซอฟต์แวร์ต่อเชื่อมกับระบบ contact center เป็นต้น ถ้าคนทำหนังสือเล่มนี้สามารถทำนายอนาคตได้ เขาคงจะถอดใจแล้วก็เลิกทำหนังสือเล่มนี้เป็นแน่ เพราะภายหลังจากนั้นเพียงแค่ปีเดียว ผมก็พบว่าผมสามารถที่จะหาคำอธิบายภาษา HTML โดยละเอียดได้จากอินเตอร์เน็ต แถมฟรีไม่ต้องเสียตังค์ด้วย (นอกจากค่าโทรศัพท์และค่าอินเตอร์เน็ต) และภายหลังบริษัทซอฟต์แวร์ต่างก็ออกผลิตภัณฑ์ที่เอื้ออำนวยให้นักพัฒนาเว๊ป สร้างเว๊ปได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องจดจำภาษา HTML ทั้งหมดอีกต่อไป ก็อย่างที่รู้ [...]
หนังสือเล่มนี้เป็น Text Book เล่มแรกในชีวิตของผมครับ ตอนนั้นผมให้ความสนใจกับคอมพิวเตอร์กราฟิกมาก ก็เลยซื้อมาอ่านดู คือจะบอกว่าซื้อครั้งแรกก็โดนหลอกเลย สาเหตุก็คงเป็นเพราะความอ่อนเชิงในภาษาอังกฤษของผมตอนนั้นครับ และก็เพราะความไม่ละเอียดของผมเองด้วย แบบว่าอ่านบทสองบทแรกก็โอเค แล้วก็ตกลงใจซื้อเลย ก็คิดว่าจะได้หัดภาษาอังกฤษไปในตัวด้วย ประมาณว่าเปิดพจนานุกรมไป แปลไป อะไรประมาณนั้น แต่เมื่อกลับมาบรรจงเปิดอ่านทีล่ะหน้าแล้วจึงเข้าใจครับว่า … หนังสือเล่มนี้คือหนังสือสอนกราฟิกส์ครับ แต่เป็นกราฟิกส์ที่ต้องใช้ซอฟต์แวร์แพ็กเก็จของเขา มันเป็นยังไงน่ะเหรอ? มันก็เป็นงี้ไงครับ คือสองบทแรก เขาก็สอนว่ากราฟิกส์อ่ะนะ มันต้องอย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น ต้องใช้สมการไอ้โน่นไอ้นี่ เราก็โอเคเข้าใจ พอมาบทที่สาม พี่แกก็เสนอขึ้นมาเลยว่า การจะทำกราฟิกส์ให้ดีได้นั้น มันต้องมีเครื่องมือที่ดี แล้วพี่แกก็นำเสนอซอฟต์แวร์แพ็กเก็จของตัวเองขึ้นมา โดยบอกว่าซอฟต์แวร์แพ็กเก็จของตนเองนั้น เป็น SDK ซึ่งบรรจุชุดคำสั่งมากมายทางด้านกราฟิกส์ให้ใช้งานอย่างครบครัน จากนั้นตั้งแต่บทที่สามเป็นต้นไป พี่แกก็ร่ายว่าถ้าจะสร้างรูปเหลี่ยมต่าง ๆ, หมุนภาพ, ย่อภาพ, ขยายภาพ ต้องใช้คำสั่งนั้นคำสั่งนี้ในชุด SDK นั่นแหล่ะ แล้วไอ้เจ้า SDK ของเขาอ่ะนะ แบบว่าเราต้องซื้อเพิ่มน่ะ ถ้าไม่ซื้อก็จะทำแบบเขาไม่ได้ คือกลายเป็นเหมือนกับว่า หนังสือเล่มนี้คือคู่มือสอนใช้ SDK ของเขา [...]
โดยปรกติแล้วคนที่เริ่มเรียนการพัฒนาซอฟต์แวร์ใหม่ ๆ ส่วนใหญ่แล้วจะพบว่า ตนเองต้องฝึกพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อติดต่อกับหน่วยความจำหลักเป็นหลัก หรือเรียกกันง่าย ๆ ว่าติดต่อกับ RAM บทเรียนตั้งมากมายที่เรียนผ่านไป ก็พูดถึงแต่เรื่องของตัวแปรซึ่งเก็บอยู่ใน RAM ก็หัดกันไปครับ ลองผิดลองถูกกันไป สังเกตุกันมั้ยครับว่า หลักสูตรทางคอมพิวเตอร์จะจัดให้เรียนวิชาโครงสร้างข้อมูลและการประมวลผลข้อมูลก่อน แล้วจึงให้เรียนวิชาการประมวลผลไฟล์ข้อมูลทีหลัง แต่บางที่ก็ให้เรียนมันพร้อม ๆ กันทั้งสองวิชานั่นแหล่ะ เอาให้นักศึกษาที่เรียนงงงวย หัวหมุนติ้วไปเลย ยัดให้เรียนกันเข้าไป ไม่ว่าศาสตร์ทางคอมพิวเตอร์จะก้าวหน้าไปแค่ไหน แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้วแก่นแท้ของการพัฒนาซอฟต์แวร์ก็คือการที่เราต้องมายุ่งวุ่นวายอยู่กับข้อมูลที่อยู่ใน Virtual Memory และก็ File เนี่ยแหล่ะครับ ผมซื้อหนังสือนี้มาเมื่อปี พ.ศ. 2536 ครับ หนังสือเล่มนี้เขียนโดยท่านอาจารย์ที่สอนอยู่ใน สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพณิชยการพระนคร เป็นหนังสือเกี่ยวกับการจัดการไฟล์ข้อมูลที่เป็นภาษาไทยและมีอยู่จ้าวเดียวในประเทศไทยในขณะนั้น สมัยนั้นนะ ความรู้เกี่ยวกับการจัดการไฟล์ข้อมูล หยั่งกับความลับทางทหารเลยล่ะ เพราะแทบไม่มีหนังสือเรื่องดังกล่าวพิมพ์ออกมาขายเลย ถ้าจะเรียนก็ต้องไปลงเรียนในมหาวิทยาลัย แล้วในมหาวิทยาลัยท่านอาจารย์ก็สอนด้วยเนื้อหาใน Text Book แถม Text Book ที่ท่านอาจารย์ใช้ ก็ไม่รู้จะไปหาซื้อที่ไหน ก็ต้องฟัง ๆ จด [...]
เมื่อตอนที่ผมใกล้จะเรียนจบอ่ะครับ เรื่องที่ทำให้วุ่นวายหัวใจที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการทำโครงการจบ ก็อย่างที่รู้ ๆ กันอยู่ครับว่า คนที่เรียนมาทางสายคอมพิวเตอร์ ต้องสร้างอะไรที่มันเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา พร้อมทั้งเขียนเอกสารประกอบซึ่งเย็บเล่ม เข้ารูปปกหนังสืออย่างสวยงาม ตามแต่ชื่อเรียกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ฿าคนิพนธ์, ปริญญานิพนธ์, วิทยานิพนธ์ เป็นต้น ผมเองตอนนั้นก็ว้าวุ่นใจมาก เพราะพอขึ้นปีสุดท้ายที่ต้องจบปุ๊ป ก็ถูกสถานการณ์เร่งรัดให้ต้องคิดหัวข้อโครงการปั๊ป ผมก็เลยต้องคิดหัวแทบแตกเลยครับ เพราะเพื่อน ๆ เสนอหัวข้ออะไรไป ก็เด้งกลับมาหมด ด้วยเหตุผลเพราะง่ายไปบ้างล่ะ รุ่นพี่เคยทำมาบ้างแล้วล่ะ ซ้ำกับของเพื่อนที่เพิ่งจะเสนอเข้าไปบ้างล่ะ แล้วผมก็คิดออกครับว่าผมจะทำอะไร ผมจะทำระบบแสดง฿าพโมเลกุลสามมิติ โหย สุดยอด ตอนนั้นคิดงี้อ่ะ แบบว่าต้องสนุกแน่¿ๆ เลย จริง ๆ ตอนนั้นก็ได้เรียนแล้วครับวิชาคอมพิวเตอร์กราฟิกส์น่ะ แต่เนื้อหาที่เรียนส่วนใหญ่นั้นจะเน้นสองมิติ ก็เลยคิดว่าถ้าเป็นสามมิติต้องดีแน่ ๆ เลย ผมก็เลยไปซื้อหนังสือเล่มนี้มาครับ เล่มล่ะตั้ง 600 กว่าบาทแน่ะ เป็นหนังสือที่เจ๋งมาก ๆ เลยล่ะ เพราะมันบรรจุสมการที่เกี่ยวกับกราฟิกส์ 3 มิติเอาไว้เยอะแยะเต็มไปหมดเลย ผมตื่นตาตื่นใจมากกับสมการในการทำ wire frame, สมการในการ [...]
สมัยก่อน ผมเรียนคอมพิวเตอร์แรก ๆ ผมค่อนข้างให้ความสนใจกับการเขียนซอฟต์แวร์มาก ๆ เลย จึงละเลยไม่เคยสนใจไอ้สิ่งที่เรียกว่าระบบปฏิบัติการ เพราะคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ควรมีอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องสนใจ มาภายหลังเห็นหนังสือเล่มนี้อยู่ที่แผงหนังสือ ก็เลยซื้อมาอ่านดู เพราะตอนนั้นยังไม่ได้เรียนระบบปฏิบัติการ กว่าจะได้เรียนก็อีกสี่ห้าปีภายหลังจากนั้น พออ่านดูก็โอ้ว พระเจ้าจอร์จ ทำไมระบบปฏิบัติการมันถึงได้วุ่นวาย ยุ่งยาก ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน เพื่อนเป็นตุ๊ดงี้วะเนี่ย? ตอนนั้นผมจึงเข้าใจว่าทำไมในโลกนี้ถึงได้มีระบบปฏิบัติการสำหรับเครื่องพีซีเพียงไม่กี่จ้าว ก็มันยากแบบนี้นี่หว่า มันถึงไม่มีใครทำออกมาแข่งเลย ทีนี้จะเล่าเรื่องนี้ให้อ่านกัน มันเป็นมุขส่วนตัวของผมเอง คืองี้ ผมมักจะได้มีโอกาสสอบเข้าเพื่อทำงานในหลาย ๆ แห่งอยู่บ่อย ๆ เพราะการจะเข้าทำงาน เราจะวัดฝีมือให้เป็นที่ประจักษ์ได้ ก็ด้วยการสอบข้อเขียน แล้วจึงสอบปฏิบัติ (เดี๋ยวนี้ผมไม่ต้องทำแบบนี้แล้ว จะเข้าที่ไหนผมใช้เส้น เพราะเพื่อนฝูงกันช่วยเหลือกันอยู่แล้ว ไม่ต้องมาอะไรยุ่งยากแบบนี้อีกต่อไป) ทีนี้ในข้อสอบข้อเขียนอ่ะนะ ไม่ว่าจะเป็นของบริษัทหรือของหน่วยงานราชการ มักจะมีคำถามบ้องตื้นอยู่คำถามนึงเสมอ นั่นก็คือคำถามที่ว่า “ระบบปฏิบัติการคืออะไร และมันมีหน้าที่อะไรบ้าง?” มันเป็นคำถามที่ผมไม่ค่อยชอบเลย มันเหมือนกับจะให้ผมเป็นนกแก้ว ท่องจำเอาสิ่งที่เรียนมา มาพ่น ๆ ๆ ใส่กระดาษคำตอบแบบนั้น คือผมไม่คิดเลยไง ว่าผมอุตส่าห์เรียนจบมาจากระบบการศึกษาแย่ ๆ ของไทยแล้ว [...]