คลังเก็บหมวดหมู่: Internetworking

โม้เกี่ยวกับการสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย LAN, WAN และ Internet ซึ่งเกี่ยวข้องกับ SaaS

การใช้บริการอินเทอร์เน็ตในครัวเรือน

ผมกำลังจะย้ายไปอยู่บ้านใหม่ ที่นั่นยังไม่ได้ติดตั้งอินเทอร์เน็ตเลย นึก ๆ ดูแล้วผมก็ผ่านช่วงของการใช้บริการอินเทอร์เน็ตมาแล้วหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น

การใช้บริการแบบ Dial up โดยการหมุนโมเด็มเข้าไปที่ผู้ให้บริการผ่านโทรศัพท์ที่บ้าน หมุนแล้วก็เชื่อมได้บ้างไม่ได้บ้าง จะต่อได้แต่ล่ะทีลุ้นระทึกสุด ๆ สำหรับผู้ให้บริการก็ขึ้นอยู่กับช่วงเวลานั้น ๆ เช่นถ้าตอนที่เรียนอยู่ก็อาศัยหมุนเข้าไปที่สถานศึกษา พอจบมาทำงานก็อาศัยซื้อบริการเป็นแบบรายชั่วโมงจากบริษัทเอกชน ส่วนความเร็วในการเข้าอินเทอร์เน็ตก็อยู่ที่ 14kbps ถึง 56kbps แบบว่าได้ขนาดนี้ก็วาสนาสุด ๆ แล้ว

จากนั้นก็ถึงยุค Broadband แบบข้ามาคนเดียว คือผมใช้อยู่คนเดียว ไม่แบ่งใครในบ้าน เพราะผมใช้โมเด็มที่ผู้ให้บริการให้มา ต่อตรงเข้าเครื่องผมเลย ไอ้เรื่องแจกสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้ใครนี่ไม่มี อย่างมากก็ยอมทำให้เครื่องตัวเองเป็นสะพาน เพื่อเชื่อมไปยังอีกเครื่องนึงโดยใช้สาย LAN แบบไขว้สายเท่านั้น สมัยนั้นยังไม่มีหรอก ไอ้เจ้า ADSL Modem Router น่ะ จะมีก็แต่ ADSL Modem ตัวนึง กับ Router ตัวนึง ซึ่งซื้อแยกแล้วมันแพง มันไม่คุ้มกับการใช้งานคนเดียว

พอผ่านไปซักพักนึงผมก็เปลี่ยนยุคเป็น Broadband แบบข้าแบ่งหลายคนแบบไร้สาย โดยผมยอมซื้อ Wireless ADSL Modem Router เพื่อรับสัญญาณอินเทอร์เน็ตเข้ามา แล้วปล่อยสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้คนทั้งบ้านแบบไร้สาย ซึ่งว่าตามจริงแล้วผมก้าวกระโดดไปหน่อย เพราะผมไม่ได้ผ่านยุค Broadband แบบข้าแบ่งหลายคนแบบมีสายไป แบบว่ากว่าผมจะรู้จัก ADSL Modem Router ตลาดบ้านเราก็ใช้เทคโนโลยีไร้สายกันหมดแล้ว ผมก็เลยไม่ต้องมาใช้เทคโนโลยีลากสาย LAN ให้มันยุ่งยากอีก

บ้านเก่าก็ปล่อยให้มันเป็นแบบนั้นไป ส่วนที่บ้านใหม่ผมมีทางเลือกใหม่ ๆ สามทาง นอกเหนือจากแบบเดิม ๆ ในการเข้าใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งวิธีแรกคือ AIS AIRNET, วิธีที่สองคือ AIS AirCard และวิธีที่สามคือ True Wifi

ถ้าเป็น AIS AIRNET มันก็ไม่ต่างอะไรกับ Broadband แบบเดิม เพียงแต่แทนที่ผู้ให้บริการจะลากสายอินเทอร์เน็ตมาเข้าบ้านเรา ก็เปลี่ยนเป็นมาตั้งตัวรับสัญญาณที่บ้านเรา เพื่อจ่ายเข้า Router ให้เราแทน บริการนี้เหมาะมากกับพวกที่อยู่คอนโดมิเนียม เพราะไม่ต้องลากสายอินเทอร์เน็ตให้ยุ่งยาก เปิดระเบียงออกไปตั้งตัวรับสัญญาณได้เลย แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีข้อเสียนะ เพราะถึงแม้จะอยู่ในพื้นที่ให้บริการ แต่ถ้าระเบียงที่จะติดตั้งตัวรับสัญญาณ มันดันอยู่ในจุดอับสัญญาณ อันนี้ก็ซวยได้เหมือนกัน

ส่วน AIS AirCard นี่ก็โอเคเลยล่ะ เพราะถ้ามีมัน เราจะเอาคอมพิวเตอร์เราไปที่ไหนก็เข้าอินเทอร์เน็ตได้ จะเสียก็ตรงที่มันใช้ได้กับเครื่องแค่เครื่องเดียว ไม่สามารถจ่ายสัญญาณอินเทอร์เน็ตตรง ๆ ผ่าน Router ไปแบ่งให้คนอื่นได้ หรือถ้าจะต้องทำ ก็ต้องมาปรับแต่งยุ่งยากให้เครื่องของเราเป็นสะพานให้คนอื่นอีกทอดหนึ่ง

สุดท้ายเป็น True Wifi ผมตรวจแล้วจุด Hotspots มันอยู่ไกลบ้านใหม่ผมพอควร ผมยังไม่ได้ไปตรวจว่าสัญญาณไม่ถึง หรือสัญญาณมันถึงแต่ว่าอ่อนหรือเปล่า แต่ยังไงก็ต้องอธิบายหน่อยว่าบริการนี้ถือว่าดีมาก หากเราจะใช้บริการอินเทอร์เน็ตแบบติดพื้นที่ ไม่เคลื่อนย้ายไปไหนไกล ๆ แถมเราไม่ต้องลงทุนซื้อ ADSL Modem Router, ไม่ต้องลากสายอินเทอร์เน็ตเข้าบ้านกรณีจะใช้ Broadband แบบเดิม, ไม่ต้องตั้งตัวรับสัญญาณอินเทอร์เน็ตแบบ AIS Aircard ในกรณีที่เราจะใช้บริการแบบไร้สาย และผมก็ใช้อินเทอร์เน็ตอยู่คนเดียว ไอ้แบบนี้แหล่ะที่จะใช้ต้นทุนน้อยที่สุด เพราะเครื่องผมเป็นภาครับแต่เพียงอย่างเดียว

แต่เอาเข้าจริงแล้ว ผมว่าผมเลือกใช้ AIR AirCard ดีกว่า มันน่าจะดีที่สุดสำหรับคนที่ใช้ชีวิตครึ่งนึงกับการอยู่นิ่ง ๆ ในพื้นที่ และชีวิตอีกครึ่งหนึ่งเดินทางไปไหนมาไหนอ่ะนะ

การติดตั้ง Web Application บน Infrastructure แบบเปิด

หลายคนเขียน Web Application เป็น, หลายคนเขียนเกมแบบ Web Application ได้ และหลายคนก็เขียน Web Application ไว้ทำงานบน Facebook Platform ได้ แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่ามีอยู่หลายคนที่กลับไม่รู้ว่าจะจัดวาง Infrastructure ให้กับ Web Application ของตนเองยังไงดี เพื่อให้ผู้ใช้งานจากทั่วทุกสารทิศในโลกกลม ๆ ใบนี้ เข้าถึง Web Application ที่ตัวเองสร้างขึ้นได้!!!

งั้นมาดูวิธีของผมกันดีกว่า เอาแบบจากประสบการณ์จริงกันไปเลย

  1. ต้องเลือกก่อนว่าจะเอา Web Application ของเราไปขับเคลื่อนที่ไหน อย่างกรณีของผม ผมใช้บริการ Cloud Computing ของ Amazon Web Services เป็นตัวจัดการเรื่องนี้ โดยเน้นใช้งานแต่บริการของ Amazon EC2 เพื่อเอามาทำเป็น Instance Server จำนวน 2 Instance ให้ Instance นึงไว้ขับเคลื่อน Application และอีก Instance นึงไว้ขับเคลื่อน Database โดยผมเลือกใช้งานโซนแคลิฟอร์เนียเหนือ และเลือกใช้ Image แบบ LAMP หมายเลข ami-1d6a3858 ซึ่งเป็น LAMPStack ที่มีระบบปฏิบัติการเป็น Ubuntu รุ่น 10.04 แบบ 32 bit สอดไส้ด้วย PHP รุ่น 5.3 มี Virtual Core 1 ECU และ RAM 1.7 GB (เล็กชิบเป๋ง)
  2. จากนั้นก็โยนโค้ดไว้ที่ Application Instance และโยนฐานข้อมูลไปไว้ที่ Database Instance โดยที่ Database Instance จะพิเศษหน่อย เพราะผมจะไม่ใช้เนื้อที่ของ Database Instance เพื่อเก็บฐานข้อมูล แต่จะใช้ Amazon Elastic Block Store ที่ผมผูกไว้กับ Database Instance เป็นตัวเก็บข้อมูลแทน
  3. พอได้ขุมพลังในการขับเคลื่อนและได้ทำการเชื่อมโยง Application Instance กับ Database Instance ผ่านการ Configure อะไรหลาย ๆ อย่างแล้ว ทีนี้ก็ต้องมาดูเรื่อง Domain บ้าง โดยผมได้จดโดเมนเอาไว้ก่อนเรียบร้อยแล้วที่ Go Daddy
  4. คราวนี้ก็ต้องเอา Domain ที่จดทะเบียนไว้ ไปผูกโยงเข้ากับ Application Instance ที่เตรียมเอาไว้ก่อนแล้ว โดยผมได้เลือกใช้บริการของ Dynamic DNS แบบ Custom DNS Package จากนั้นก็ Configure ไำอ้เจ้า CNAME กับ A-Records เพื่อเชื่อมโยงระหว่างชื่อ Domain กับเลข IP ของ Application Instance เข้าไว้ด้วยกัน
  5. และท้ายที่สุด ก็ต้องกลับไป Configure ที่ Go Daddy เพื่อบอกให้มันรู้ว่า ตกลง Domain ที่ผมจดทะเบียนไว้ มันเชื่อมโยงไปยัง Primary Name Server ใด ซึ่งในที่นี้ก็คือ Primary Name Server ของ Dynamic DNS นั่นเอง โดยผมใส่ลงไป 5 Name Server เลย ใช้มันให้คุ้ม ทำ Load Balancing แบบเว่อร์ ๆ เพราะผมเสียดายมาก เนื่องจาก Package ที่จ่ายตังค์ไป มันเปิดให้เรากำหนด DNS ได้ถึง 75+ Domain แต่ประทานโทษ ผมใช้มันสำหรับ Domain เดียว โคตรเสียดายตังค์เลย T-T

เมื่อเราทำมาถึงขั้นตอนนี้ ก็ถือว่าทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้ว คราวนี้เราก็จะสามารถลองใช้งาน Web Application ของเราได้ โดยการเปิด Web Browser แล้วพิมพ์ URL ของ Domain เราเข้าไป แล้วรอซักชั่วอึดใจมด จากนั้น Web Application ของเราก็จะปรากฎขึ้นมา … อย่างสวยงามเลยทีเดียวเชียว!!!

เอาเป็นว่าใครก็ตามที่ยังไม่รู้ ก็คงได้รู้แล้วเน้อะ อ้อ แล้วอีกอย่าง สิ่งที่ต้องรู้อีกอย่างหนึ่งก็คือ ไอ้ข้างบนที่ผมเล่ามา มันต้องเสียตังค์ด้วยอ่ะ T-T แพงซะด้วยสิ ดังนั้น ถ้าคิดจะขับเคลื่อน Web Application แล้วล่ะก็ อย่าลืมหาตังค์มาเลี้ยงมันด้วยเน้อ

วิธีใช้ Amazon EC2 แบบยืดหยุ่น

คิดว่าคงมีหลาย ๆ คนที่เข้าใจแนวคิดว่า Amazon EC2 เป็นบริการ Cloud Computing ซึ่งเป็นอะไรที่ยืดหยุ่น ขยายได้ หดได้ ตามการใช้งานของเรา

แต่พอเจาะถามลงไปลึก ๆ ในรายละเอียด ก็อาจจะเกิดอาการแบ๊ะ ๆ ว่า แล้วมันต้องทำยังไงเหรอ ถึงจะเอาไอ้เครื่องมือที่มันยืดหยุ่น มาทำให้เกิดประโยชน์กับตัวเรา

งั้นมาดูแก่นแท้ของวิธีใช้ Amazon EC2 ที่ยืดหยุ่นกันจริง ๆ กันดีกว่า …

จากภาพข้างบนจะเห็นว่า วิธีออกแบบเพื่อใช้งาน Amazon EC2 ที่ดูที่สุด คือการออกแบบให้แต่ล่ะชิ้นส่วน “แยกจากกัน”

โดยเราต้องมองว่า กระดูกสันหลังหลักที่ทำให้ Amazon EC2 ยืดหยุ่นก็คือ Instance ซึ่งเราสามารถเลือกได้หลายระบบปฏิบัติการ เช่น อาจเป็น Linux หรือ Windows, เลือกได้หลายสมรรถนะ เช่น เอา RAM เยอะ ๆ หรือเอา CPU เยอะ ๆ หรือเอาทั้งสองอย่าง

ดังนั้น ถ้าส่วนของ Instance คือส่วนที่เราต้องเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาบ่อย ๆ ตามขนาดการใช้งานของเรา งั้นเราก็ไม่ควรจะเอา Script หรือ File อื่น ๆ หรือ Database (ซึ่งก็คือชุดของ File นั่นแหล่ะ) ไปวางไว้ใน Instance ที่จะทำเป็น Web Container หรือ RDBMS หากแต่ใช้วิธีวางไว้ใน Elastic Block Storage แล้วทำการ Mount ไอ้เจ้า Elastic Block Storage เข้ากับ Instance โดยให้มันมองเห็นเป็น Device นึงแทน (เหมือน External Hard Disk)

จากนั้นก็เข้าไปที่ Apache เพื่อ Configure ให้อ่าน Script จาก Device ที่ Mount เข้ามาใหม่ และเข้าไปที่ MySQL เพื่อ Configure ให้อ่าน/เขียน Databases จาก Device ที่ Mount เข้ามาใหม่ ซึ่งอาจจะเป็นที่เดียวกับ Script หรือคนล่ะที่ก็ได้ อันนี้แล้วแต่เราจะออกแบบ

โดยส่วนตัวผมมองว่าภาพข้างบนเป็นพื้นฐานของสิ่งที่ควรจะเป็น สำหรับระบบที่จะมีคนเข้าใช้งานประมาณซัก … 30,000 คนต่อวัน โดยมีการใช้งานพร้อมกัน 300 คนต่อช่วงเวลา!!!

อือม แต่เอาเข้าจริงแล้วก็ไม่แน่นะ อาจจะใช้ของน้อยกว่านี้ก็ได้ อันนี้แล้วแต่ความเก๋าของแต่ล่ะคน เช่น อาจจะเอา Apache, PHP และ MySQL ไว้บน Instance เดียวกัน แล้วเปิดใช้งาน Elastic Block Storage อันเดียว เพื่อเอาไว้ใส่ทั้ง Script และ Database แล้วพอวันดีคืนดีระบบรับไม่ไหว ก็ค่อยมาขยายกันอีกทีทีหลัง อะไรประมาณนี้

หุ ๆ คนเราอ่ะนะ ถ้าได้ของฟรี ๆ มาใช้ คงไม่ต้องใช้สมองคิดขนาดนี้หรอกเน้อะ?

วิวัฒนาการของโปรแกรมดูหุ้น

ช่วงนี้ผมจับจ้องหุ้นเป็นพิเศษ หลังจากที่ไม่ได้สนใจมันมานานพอควร เหตุผลคงเป็นเพราะดัชนีมันจะแตะ 900+ อยู่มะรอมมะร่อ ซึ่งผมเห็นว่ามันมีสัญญาณบางอย่างบ่งบอกออกมาว่า น่าจะมีการปรับฐานเกิดขึ้น และก็มีแนวโน้มว่าจะเป็นการปรับฐานลงมากกว่า เพราะการที่หุ้นขึ้นก็เนื่องจากมีการเข้ามาเก็งกำไรของเงินนอก เงินนอกไหลเข้ามาจนกระทั่งทำให้ค่าเงินบาทแข็ง ทำให้หุ้นทะยานขึ้น เพราะเงินนอกที่เอามากว้านซื้อเงินบาท ถูกถมเข้ามาเก็งกำไรในตลาดหุ้นบ้านเรา

การจะดูหุ้นเดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน ที่จะต้องไปยืนดูที่หน้ากระดานที่บริษัทหลักทรัพย์จัดเตรียมเอาไว้ เดี๋ยวนี้เราดูผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้แล้ว แถมถึงขั้นดูผ่านโทรศัพท์มือถือได้ด้วย แต่พวกเรารู้กันบ้างหรือเปล่าว่า กว่าจะมาถึงตอนนี้ได้ โปรแกรมดูหุ้นได้ผ่านวิวัฒนาการอะไรมาบ้าง?

ผมไม่ลงวันที่ชัดเจนนะ เอาจากประสบการณ์ของตัวเองมาเล่าก็แล้วกัน!!

อ่านเพิ่มเติม วิวัฒนาการของโปรแกรมดูหุ้น

หาที่ทำงานใหม่

“งาน” เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับมนุษยชาติ เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีตัวตน มีคุณค่า และทำให้การมีชีวิตอยู่ของเรามีความหมาย

นับวัน … คนเมืองจะยิ่งให้ความสำคัญกับ “งาน” มากขึ้น มากกว่าการให้ความสำคัญกับตัวเองหรือคนรอบข้าง ซึ่งอันนี้ก็คงว่าไม่ได้ เพราะมันเป็นพัฒนาการของอารยธรรมมนุษย์ เป็นพัฒนาการที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จนกว่าอารยธรรมมนุษย์จะแตกดับไป

เดี๋ยวนี้การทำงานต้องพึ่งพาคอมพิวเตอร์มากขึ้น จนทำให้งานสำหรับบุคลากรในยุค “คลื่นลูกที่สาม” เปลี่ยนแปลงไปนิดหน่อย ซึ่งสามารถอธิบายได้ดังนี้ …

1. ทำงานอยู่ที่ทำงาน และ งานอยู่ที่ทำงาน

ทำงานอยู่ที่ทำงาน และ งานอยู่ที่ทำงาน

แบบนี้ธรรมดา เป็นกันเกือบจะทุกที่อยู่แล้ว

อ่านเพิ่มเติม หาที่ทำงานใหม่