Parinya.NET

บล็อกของสาวกแห่งลัทธิ Software as a Service

Archive for the 'Electronic Money' Category

กระแสเงินสดของบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์

ธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์เป็นธุรกิจที่น่าสนใจมาก เพราะมีความคล้ายคลึงกับธุรกิจของธนาคาร คือ เน้นให้บริการทางการเงินเป็นสำคัญ ดังนั้น โอกาสที่จะตอดเล็กตอดน้อยจากเงินที่วิ่งผ่านไปผ่านมาจึงมีสูงกว่าธุรกิจแบบอื่น แต่ทว่าน่าเสียดาย ที่ไม่ใช่ใครก็สามารถจะทำธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ได้ เพราะกฎหมายกำหนดเอาไว้ว่า จะต้องเป็นบริษัทหรือบริษัทมหาชนที่มีทุนจดทะเบียนบิ๊กบึ้มซึ่งชำระแล้วตั้งแต่ 200 ล้านบาทขึ้นไป อีกทั้งยังต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอีกต่างหาก เรียกว่านอกจากเงินต้องหนาเป็นเมตร ๆ แล้ว สายป่านยังต้องยาวไปถึงขอบอวกาศโน่นเลยทีเดียว!!! ปัจจุบันมีผู้ประกอบการไทยเพียงแค่ 6 ราย ที่สามารถฝ่าห้าด่าน ประหารหกนายทัพ ลุยด้น ๆ เข้ามาทำธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ได้ ซึ่งบริษัทเหล่านั้นก็ได้แก่ บริษัท ไทยสมาร์ทคาร์ด จำกัด, บริษัท เพย์เมนท์ โซลูชั่น จำกัด, บริษัท แอดวานซ์ เอ็มเปย์ จำกัด, บริษัท แอดวานซ์ เมจิค การ์ด จำกัด, บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด และ บริษัท เพย์สบาย จำกัด สำหรับ 5 รายแรกไม่ต้องพูดถึง เพราะเขาตั้งบริษัทบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมา เพื่อต่อยอดธุรกิจในเครือของตัวเอง หรือที่เรียกด้วยศัพท์สุดหรูทางการตลาดว่า [...]

25 พฤษภาคม 2009 at 20:57 - Comments
paysbuy ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง ครับ paypal(personal) ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ถ้าจะใช้ของไทย ผมยอมเข้าผ่าน พวก internet banking ดีกว่า :)
26 พฤษภาคม 09 at 10:20
Tai Parinya
ต่อไปถ้า internet banking ทำธุรกิจแบบ paysbuy คงสนุกน่าดูล่ะคุณ Host VPS
29 พฤษภาคม 09 at 10:02

ปัจจัยแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 21

หลังจากใช้ความเพียรพยายามอย่างหนัก ในที่สุดผมก็สามารถอ่านหนังสือ “ความมั่งคั่งปฏิวัติ” จบจนได้ ผมเชื่อว่าคุณคนชายขอบน่าจะแปลหนังสือเล่มนี้จากต้นฉบับ โดยไม่ได้ใส่สำนวนของตนเองเข้าไป และไม่ได้ใส่รายละเอียดเพิ่มเติมที่นอกเหนือจากที่ ALVIN TOFFLER เขียนไว้ ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ALVIN TOFFLER ได้เปลี่ยนรูปแบบการเขียนไปจากเดิม ถ้าเทียบกับ The Third Wave, Powershift และ War and Anti-war ที่ผมเคยอ่าน นั่นก็คือ เปลี่ยนจากการหุงข้าวสวยขาย เป็นการหุงข้าวต้มขายแทน เพราะรู้สึกว่า “น้ำ” จะเยอะเหลือเกิน!!! แต่ยังไงซะก็คงต้องขอบคุณ ALVIN TOFFLER ที่ครั้งนี้เขาให้ความสนใจกับ คอมพิวเตอร์, เครือข่ายคอมพิวเตอร์ และ อินเทอร์เน็ตเป็นพิเศษ เพราะมันทำให้การผสานแนวคิดเกี่ยวกับ เวลา, พื้นที่ และความรู้ (ของเขา) เป็นไปอย่างสมบูรณ์แนบแน่นอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน โดยสรุปแล้วผมเชื่อในแนวคิดของ Bernard Lietaer ซึ่งแต่งหนังสือชื่อ “The Future of Money: Creating New Wealth, [...]

23 มีนาคม 2009 at 11:20 - Comments
google ไม่ผูกขาดครับ แต่เอาของฟรีมาล่อ แล้วพอใช้ดีค่อยมีออฟเสริมแบบเก็บตัง แล้วพอใช้เยอะๆ ก็จะครองโลก เงินคืออำนาจ เงินคือพระเจ้า ไม่มีเงิน ไม่มีข้าว อดตาย.. T.T
24 มีนาคม 09 at 00:19
Tai Parinya
เหมือน "ผ้าอนามัย" ต่างหากคุณ AMp ^-^ อิ อิ เขาทำแน่ครับคุณ figaro T-T ไม่มีเงิน ไม่มีน้ำพริกกะปิกินด้วยครับคุณ TAXZe :-P
24 มีนาคม 09 at 21:26

ความสัมพันธ์แบบหยอดเหรียญ

เดี๋ยวนี้เริ่มมีข่าวพาดหัวเกี่ยวกับการจับกุมผู้กระทำความผิดโดยใช้อินเทอร์เน็ตมากขึ้น อือม มันทำให้เราเห็นว่าอินเทอร์เน็ตไม่สามารถปกปิดตัวตนเราได้อีกต่อไป มันทำให้อุดมคติของอินเทอร์เน็ตดั้งเดิมพังทลาย!!! อุดมคติอินเทอร์เน็ตดั้งเดิมที่ว่าก็คือ หนึ่ง อินเทอร์เน็ตสามารถปกปิดตัวตนของเราได้ และ สอง อินเทอร์เน็ตมีแต่ของฟรี!!! ข้อหนึ่งพังทลายไปแล้ว เพราะเดี๋ยวนี้จะสมัครกระดานข่าวก็ต้องใส่เลขบัตรประชาชน จะโพสคลิปวีดีโอก็ต้องใส่เลขบัตรประชาชน จะบันทึกกระทู้ก็ถูกเก็บไอพีเอาไว้ สำหรับข้อสองก็ใกล้จะพังทลาย และสาเหตุที่พังทลายก็ไม่ใช่เพราะพลเมืองอินเทอร์เน็ตไทยไม่ชอบของฟรี หากแต่ระบบธุรกรรมทางการเงินบนอินเทอร์เน็ตกำลังเริ่มกล้าแข็งขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าความกล้าแข็งดังกล่าว จะเกิดโดยกลุ่มทุนสื่อสารหรือกลุ่มทุนธนาคารก็ตามที … แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว มันทำให้การ “จ่าย” เป็นไปด้วยความปลอดภัย, สะดวก, รวดเร็ว และน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น จนทำให้พลเมืองอินเทอร์เน็ตทั้งหลายผู้นิยมการแจกของฟรีเริ่มหวนกลับมานึกว่า จะเป็นการดีมั้ยหากจะเก็บ “ค่าธรรมเนียม” เล็ก ๆ น้อย ๆ จากสินค้าและบริการซึ่งเดิมเคยเป็นของฟรี!!! อีกอย่าง … อินเทอร์เน็ตและระบบการรับชำระอิเลกทรอนิกส์ในตอนนี้ ก็ตอบโจทย์ในหลักการของเศรษฐศาสตร์จุลภาคในเรื่อง Economy Of Scale ซะด้วยสิ! ดังนั้น เราจึงไม่จำเป็นต้องรับค่าธรรมเนียมเป็นจำนวนเยอะ ๆ จากผู้รับบริการเพียงไม่กี่ราย หากแต่เราสามารถรับค่าธรรมเนียมเป็นจำนวนเพียงเล็กน้อย จากผู้รับบริการเป็นพัน ๆ รายได้ ในเวลาเพียงแค่ลัดนิ้วมือเดียว ด้วยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตและระบบรับชำระเงินอิเลกทรอนิกส์ต้นทุนถูก ที่กำลังเติบโตกล้าแกร่งขึ้นทุกวัน! [...]

13 มีนาคม 2009 at 09:51 - Comments
Tai Parinya
ติด adsense คงไม่มีใครกดแหงเลยคุณ 7 เศร้าจิต T-T (เขารู้ทันกันหมดแล้ว)
14 มีนาคม 09 at 17:06
ใช่ๆ ads เขารู้ทันกันหมดในบรรดา บล็อกเกอร์ ด้วยกัน รายได้ คือส่วนต่าง ของคนรู้ กับ คนไม่รู้ ชอบบล็อกพี่จัง ทำให้ความคิดในหัวผม ดูมี คิดเข้าท่า มั่ง *0*
17 มีนาคม 09 at 21:14

หอคอยแห่งพระเจ้า

ยุคนี้ใคร ๆ ก็ต้องถือว่า “เงิน” คือ “พระเจ้า” กันทั้งนั้น เพราะถ้าไม่มี “เงิน” เราก็คงใช้ชีวิตอยู่ไม่ได้แหงม ๆ โดยเฉพาะในสภาวะสังคมเช่นนี้ สภาวะสังคมที่เราต้องพึ่งคนอื่น เพราะเราไม่สามารถจัดหาทุกสิ่งทุกอย่างให้กับตัวเราเองได้ … ดังนั้นเราจึงต้องจ่าย “เงิน” เพื่อให้ได้มาซึ่งโภคภัณฑ์, ครุภัณฑ์, ผลิตภัณฑ์, ละมุนภัณฑ์ หรือ กระด้างภัณฑ์ อะไรก็แล้วแต่ มาใช้ในการอุปโภคและบริโภค เพื่อต่ออายุให้เรามีชีวิตอยู่รอดไปวัน ๆ!!! โดยพื้นฐานแล้วการจ่าย “เงิน” ไม่ถือว่าเป็นเรื่องยากนัก แต่เนื่องจากมีอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้น มันก็เลยทำให้การจ่าย “เงิน” กลายเป็นเรื่องยากไป … เพราะมนุษย์เรามันไม่ค่อยจะเชื่อใจกันซักเท่าไหร่ โดยเฉพาะกับคนแปลกหน้านี่ยิ่งเชื่อใจกันยาก ดังนั้น นวัตกรรมแห่งการจ่าย “เงิน” ผ่านอินเทอร์เน็ตจึงถูกคิดค้นขึ้น และต่อยอดกันขึ้นไปประดุจดั่ง “หอคอยแห่งพระเจ้า” เพื่อแก้ปัญหาความไม่เชื่อใจกันของมนุษย์ปุถุชน ที่ริจะค้าขายกันผ่านอินเทอร์เน็ต!!!

16 กุมภาพันธ์ 2009 at 17:24 - Comments
Tai Parinya
จ่ายค่าอะไรล่ะเนี่ยคุณ AMp ^-^ อ๋า ผมไม่มีหนี้สินเลยอ่ะคุณ kike T-T
18 กุมภาพันธ์ 09 at 17:42
อันที่จริง ชั้นที่ 5 เกิดจาการที่ user ใช้ ชั้นที่ 4 หรือ 3 หรือ2 ไม่เป็นรึเปล่าครับ ในโลกออนไลน์ *0*
22 กุมภาพันธ์ 09 at 04:28

ตลาดซื้อขายข้อมูลออนไลน์แห่งประเทศไทย

ตลาดถือเป็นสถานที่สำคัญมากสำหรับมนุษย์ เพราะเป็นสถานที่ชุมนุมเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ และที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ ภายหลังจากการเกิดตลาด ระบบเงินตราซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในยุคปัจจุบันจึงได้ถือกำเนิดขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกในการซื้อขายสินค้าและบริการในตลาด! ดังนั้น ตลาดจึงเป็นแหล่งดึงดูดให้ผู้คนและเม็ดเงินหลั่งไหลมารวมกัน และเป็นสถานที่ ๆ ส่งเสริมการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไปในคราวเดียวกัน!!! ถ้าเราจะแบ่งแยกประเภทของตลาด เราคงจะแบ่งได้เป็นหลาย ๆ แบบมาก แต่ที่ผมกำลังจะโม้ในหัวข้อนี้ก็คือ การแบ่งแยกตลาดอิงจากทุนนิยมไร้พรมแดน … นั่นคือ เราจะแบ่งตลาดได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ ตลาดซื้อขายธรรมดา กับ ตลาดเก็งกำไร ตลาดซื้อขายธรรมดา คือ ตลาดที่ผู้คนเข้ามาซื้อขายสินค้าหรือบริการ เพราะต้องการอุปโภค/บริโภคสินค้าหรือบริการนั้นจริง ๆ ในขณะที่ผู้คนซึ่งเข้ามาซื้อขายที่ตลาดเก็งกำไรนั้น กลับไม่ได้ต้องการอุปโภค/บริโภคสินค้าที่ตนเองซื้อ หากแต่ต้องการได้รับมูลค่าที่เพิ่มขึ้นจากสินค้าหรือบริการที่ซื้อมาเมื่อขายมันไปในอนาคต!! เมืองไทยเรามีตลาดเก็งกำไรหลายตลาด ไม่ว่าจะเป็น … ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งอำนวยความสะดวกในการซื้อขายหุ้นและใบจองหุ้นของบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนมากกว่า 200 ล้านบาทขึ้นไป ตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ซึ่งให้เราซื้อขายหุ้นและใบจองหุ้นของบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนน้อยกว่า 200 ล้านบาทลงมา ตลาดตราสารหนี้ เพื่อเป็นแหล่งให้เราซื้อขายหุ้นกู้หรือพันธบัตร เราจะได้เก็บกินดอกเบี้ยไว้ใช้ยามแก่เฒ่า ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อขาย ข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2, ข้าวขาว [...]

11 กุมภาพันธ์ 2009 at 16:58 - Comments
ไอเท็มในเกมส์ออนไลน์ ก็ ายเก็งกันนะครับ แบบว่า เซิฟนี้ ถูกกว่า อีกเซิฟแพงกว่า อะไรประมานนี้ พอดีกะลังอ่านเรื่องแบบนี้พอดีๆเลย หุหุ
22 กุมภาพันธ์ 09 at 04:15
ขอบคุณมากครับ สำหรับข้อมูลดีๆ
27 เมษายน 09 at 15:48