ความรู้ทางคอมพิวเตอร์มีอยู่สองรูปแบบ คือ ความรู้เพื่อแสดงภูมิปัญญา และ ความรู้เพื่อการเอาตัวรอด!!! ว่ากันตามจริงแล้ว บล็อกแห่งนี้ก็โม้แต่ความรู้ทางคอมพิวเตอร์ ในรูปแบบความรู้เพื่อแสดงภูมิปัญญา โดยมีความรู้ทั่วไปนิด ๆ หน่อย ๆ และเน้นความรู้ชั้นสูงมากหน่อย!!! แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผมยกย่องคนที่มีความรู้ทางคอมพิวเตอร์เพื่อการเอาตัวรอดนะ ยิ่งคนเหล่านั้นมีความรู้ทางคอมพิวเตอร์เพื่อการเอาตัวรอดแบบชั้นสูงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งน่ายกย่องมากขึ้นเท่านั้น … แต่เหนือสิ่งอื่นใด การสกัดเอาความรู้ทางคอมพิวเตอร์ในรูปแบบความรู้เพื่อการเอาตัวรอด (ชั้นสูง) เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก เปรียบได้กับการสกัดเอาทองคำออกจากหินแร่ต่าง ๆ ซึ่งหากเราลงทุนลงแรงมากไป เราก็อาจจะขาดทุนได้ง่าย ๆ ที่สำคัญ จะมีบุคคลใดบ้างหนอ ที่มีความรู้ทางคอมพิวเตอร์เพื่อการเอาตัวรอด (ชั้นสูง) ที่จะยอมเปิดสัมปทาน เพื่อให้เราเข้าไป ขุด ค้น สกัด ร่อน เอาความรู้ฯจากสมองของเขา เพื่อนำออกมาทำประโยชน์ให้กับเราได้บ้างอ่ะ T-T ไม่แน่ใจว่าเครื่องมืออย่าง Facebook, Twitter และ YouTube จะช่วยให้เราหาคำตอบจากเรื่องนี้ได้หรือเปล่า? คำค้น: เหมืองความรู้, คอมพิวเตอร์, ความรู้ทางคอมพิวเตอร์, ความรู้, เหมืองคอมพิวเตอร์, Facebook, Twitter, YouTube
ผมเคยดูละครจีนกำลังภายในเรื่องนึงเมื่อนานมาแล้ว มีเรื่องราวอยู่ช่วงหนึ่งน่าหดหู่ ๆ โคตร ๆ เพราะพระเอกกับนางเอกในเรื่องดันตกอับ นางเอกก็เลยต้องไปนั่งเก็บเมล็ดข้าวแถวหน้าโกดังเก็บข้าวสาร ค่อย ๆ เลือกเก็บทีล่ะเมล็ดอย่างยากลำบาก เพราะเมล็ดข้าวมันตกปะปนอยู่กับขี้ดินขี้ทราย แถมแต่ล่ะเมล็ดที่เก็บมาได้ ก็มีสีตุ่น ๆ เมล็ดหัก ๆ ดูไม่น่ากินเลย แต่หลังจากเสียเวลาไปพักใหญ่ ๆ ๆ ๆ นางเอกก็เก็บเมล็ดข้าวได้เต็มกระป๋อง พอที่จะหุงกินกับพระเอกเพื่อประทังชีวิตไปได้อีกมื้อนึง!!! เสียดายที่นางเอกมีแต่วิชากำลังภายใน แต่ไม่เป็นวิชาฝ่ามือจกพัลวัน ไม่อย่างนั้นคงเก็บเมล็ดข้าวได้เร็วและเยอะเป็นกระบุงโกยแหงม ๆ!!! ที่โม้เรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะจะบอกว่า การหาเงินทางอินเทอร์เน็ตเดี๋ยวนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการเก็บเมล็ดข้าวทีล่ะเมล็ดเท่าไหร่นัก จกลงไปแต่ล่ะครั้งก็ได้มาเพียงเล็กน้อย แต่อาจจะเป็นเรื่องดีที่ระบบคอมพิวเตอร์สามารถทำงานซ้ำ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แม่นยำ และเสมอต้นเสมอปลาย จึงทำให้เราไว้วางใจที่จะโอนงานเก็บเมล็ดข้าว ไปให้คอมพิวเตอร์ช่วยทำแทนเราได้อย่างไม่ยากเย็นนัก และในเมื่อเราให้คอมพิวเตอร์ช่วยเก็บเมล็ดข้าวให้แล้ว เราก็ควรจะเติมคุณสมบัติพิเศษให้แก่มัน ให้มันรู้จักเลือกเก็บเมล็ดข้าวที่สะอาด สุกปลั่ง และเต็มเมล็ดได้เยอะ ๆ ด้วย … ก็คงจะดี คำค้น: กลยุทธ์, เก็บ, เมล็ดข้าว, อัตโนมัติ
เมื่ออดีตกาลนานมาแล้ว ในปลายราชวงศ์ฮั่นแห่งจักรวรรดิ์จีน ได้มีบุรุษกระเดื่องนามถือกำเนิดขึ้น ซึ่งหากเราเรียกชื่อของเขาด้วยสำเนียงจีนกลาง บุรุษผู้นั้นก็จะมีชื่อเรียกว่า “จูเก่อเลี่ยง” แต่ชื่อนั้นของเขามักไม่เป็นที่รู้จักกันนัก หากเทียบกับชื่อ “ขงเบ้ง” อันลือลั่น ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในโลกใบนี้ ในระดับผู้บริหารจัดการ สิ่งที่จำเป็นที่จะต้องทำที่สุดก็คือ การมองภาพใหญ่ของงานทั้งหมด จากนั้นก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า อะไร, ที่ไหน, อย่างไร, เมื่อไหร่, ใคร และ เท่าไหร่? เมื่อได้คำตอบครบถ้วนแล้ว ในฐานะผู้บริหารจัดการ ก็ต้องมีการเรียกประชุมเพื่อซักซ้อมความเข้าใจ พร้อมทั้งมอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบ รวมถึงชี้แจงให้ทีมงานตระหนักถึงความพร้องเพรียงในการทำงานร่วมกัน และหลังจากนั้น ผู้บริหารจัดการก็จะทำหน้าที่เพียงเฝ้าจับตาดูทุก ๆ หน่วยการทำงาน ว่าทำงานได้สอดคลองกับกลยุทธ์โดยรวมหรือไม่!!! ขงเบ้งถือเป็นผู้บัญชาการรบที่มีกลยุทธ์เฉพาะตัว เพราะไม่ใช้วิธีการประชุมเพื่อซักซ้อมความเข้าใจในการรบ หากแต่จะใช้วิธีเขียนสิ่งที่ตนเองต้องการให้ทำลงบนกระดาษ จากนั้นบรรจุเอาไว้ในถุงผ้า แยกเอาไว้สำหรับแม่ทัพนายกองแต่ล่ะคน แล้วจึงค่อย ๆ เรียกแม่ทัพนายกองแต่ล่ะคนเข้ามารับถุงผ้า พร้อมทั้งกำชับว่าเมื่อได้อ่านสิ่งที่ให้ทำบนกระดาษแล้ว ห้ามทำพลาดและห้ามแพร่งพรายให้แม่ทัพนายกองคนอื่นรู้เด็ดขาด!!! กลยุทธ์แบบนี้มีข้อดีข้อเสียให้สาธยายได้มากมาย แต่ข้อเด่นที่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องแยบคายก็คือ
ผมว่าคนรุ่นนี้คงมีน้อยคนนักครับที่ไม่รู้จักดราก้อนบอล การ์ตูนยอดนิยมที่นอกจากจะเตะต่อยกันไวปานความเร็วแสงแล้ว ยังสามารถยิงพลังต่อสู้กันได้อีกด้วย ซึ่งผมเองก็ชอบที่การปล่อยพลังต่อสู้กันนี่แหล่ะ ดูมันเว่อร์ดี แล้วก็มีอยู่ท่านึงที่ผมชื่นชอบมากด้วย นั่นก็คือพลังบอลเกงกิ หลักการง่าย ๆ … พลังของบอลเกงกิได้จากการรวบรวมพลังจากสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ มารวมกัน รวมจากหลาย ๆ ที่ รวมคนล่ะเล็กคนล่ะน้อย ยิ่งสมัครใจให้พลังก็ยิ่งจะสามารถรวบรวมได้ง่ายเข้าไปใหญ่ ข้อดีของพลังบอลเกงกิก็คือมีอานุภาพรุนแรงมาก อีกทั้งเป็นพลังที่ได้จากการรวบรวมมาจากทุกสารทิศ จึงแบ่งเบาภาระพลังของผู้ใช้พลังได้อย่างอักโข จะเสียก็แต่ต้องใช้เวลารวบรวมนานพอดูกว่าจะปล่อยพลังออกไปได้ แต่หากปล่อยออกไปตรงเป้าหมาย ก็ถือว่าคุ้ม ผมเองก็เพิ่งจะมีโอกาสให้ความสนใจกับทฤษฎีทางด้าน Human-Based Computation เหมือนกัน ผมชอบเทคนิคของทฤษฎีนี้นะ ไอ้เรื่องการให้ซอฟต์แวร์แบ่งขั้นตอนที่แน่นอน เพื่อส่งงานให้มนุษย์ช่วยทำเนี่ย ชอบจริง ๆ เพราะมันไม่ใช่การแบ่งงานให้กับคนเพียงคนเดียวช่วยทำ แต่มันหมายถึงการแบ่งงานให้คนเป็นแสน ๆ คนช่วยกันทำ โดยกระทำผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ทุกอย่างเป็นระบบอัตโนมัติ ไม่จำเป็นต้องให้มีมนุษย์คอยเจ้ากี้เจ้าการกำหนดกระบวนการใด ๆ ซึ่งแบบนี้มันต่างจากทฤษฎี Distributed Computing ที่พวกเรารู้จักกัน ทฤษฎีนั้นเป็นการแบ่งงานย่อย ๆ ออกไปให้คอมพิวเตอร์หลาย ๆ เครื่องช่วยกันทำงาน โดยการสื่อสารกันผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ แต่อย่างว่าแหล่ะ ยังไงคอมพิวเตอร์ก็คิดอะไรที่มีเงื่อนไขซับซ้อน ต้องใช้อารมณ์และเหตุผลในการตัดสินใจไม่ได้อยู่ดี ดังนั้นผมว่า [...]
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมเรียนรู้วิธีการสร้างซอฟต์แวร์ เพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานให้มาโดยตลอด จนมาถึงจุดนึงผมรู้สึกว่ามีหลาย ๆ อย่างที่ผมสั่งให้มันทำไม่ได้ ผมว่าไม่ใช่ผมคิดอยู่คนเดียวหรอกเรื่องนี้ บรรดานักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์เองก็คงคิดเช่นเดียวกัน เขาก็คงคิดเหมือนกันว่างานหลาย ๆ อย่างนั้น สั่งให้คนทำซะยังจะดีซะกว่าสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำซะอีก แล้วมันก็คงจะโอละพ่อเข้าไปอีก ถ้าเราสามารถสร้างซอฟต์แวร์ขึ้นมา เพื่อสั่งให้คนทำงานให้ซอฟต์แวร์ดังกล่าวอีกที!!! นิยามของการสั่งให้คนทำงานให้ซอฟต์แวร์นั้น คงไม่ได้หมายถึงการใช้กำลังขู่เข็ญ, การล่อลวง หรือการใช้ความโลภเข้าชักจูง แต่มันน่าจะหมายถึงการนำส่วนเกินแรงงานของมนุษย์ ซึ่งมนุษย์อย่างเราเห็นว่ามันเป็นส่วนเหลือเพียงน้อยนิดที่ไม่น่าจะมีประโยชน์อะไร แต่หากว่าเอาส่วนเหลือดังกล่าวมาทำงานให้ซอฟต์แวร์ ก็จะสามารถสร้างผลผลิตอะไรขึ้นมาได้บ้าง ยิ่งรวบรวมส่วนเกินแรงงานของมนุษย์ได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้ผลผลิตมากขึ้นเท่านั้น โชคดีที่การเกิดขึ้นของอินเตอร์เน็ต สามารถทำให้แนวคิดในการรวบรวมส่วนเกินแรงงานของมนุษย์ เป็นจริงได้ไม่ยากนัก!!! จุดยากของแนวคิดคงอยู่ที่ geek คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ ฝังหัวมาโดยตลอดในเรื่องของการสร้างซอฟต์แวร์เพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานให้ แต่กลับกลวงโบ๋ทางความคิด ในเรื่องการสร้างซอฟต์แวร์เพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์มาสั่งมนุษย์ให้ทำงานให้อีกทอดนึง ศาสตร์ทางด้านนี้ในสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ยังไม่มีความชัดเจนมากนัก ผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ามันมีชื่อเรียกหรือเปล่า? (ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าศาสตร์นี้เรียกว่า Human-based computation) แต่ที่แน่ ๆ โจทย์ใหญ่ของการสร้างซอฟต์แวร์เพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์มาสั่งให้มนุษย์ทำงานให้อีกทอดนึงนั้น มันน่าจะแยกคิดได้ประมาณนี้ สิ่งใดบ้างที่ถือว่าเป็นส่วนเกินแรงงานของมนุษย์ ในการตอบโต้กับคอมพิวเตอร์ งานใดบ้างที่ให้คนทำดีกว่าให้คอมพิวเตอร์ทำ และ จะจับคู่ส่วนเกินแรงงานของมนุษย์ เข้ากับงานที่ให้คนทำดีกว่าคอมพิวเตอร์ทำได้ยังไง ให้เนียนที่สุด ผมว่าโจทย์ 3 ข้อข้างบนจะตีแตกได้ ต้องใช้ geek [...]