Parinya.NET

บล็อกของสาวกแห่งลัทธิ Software as a Service

Archive for the 'Computation' Category

เหมืองความรู้ทางคอมพิวเตอร์

ความรู้ทางคอมพิวเตอร์มีอยู่สองรูปแบบ คือ ความรู้เพื่อแสดงภูมิปัญญา และ ความรู้เพื่อการเอาตัวรอด!!! ว่ากันตามจริงแล้ว บล็อกแห่งนี้ก็โม้แต่ความรู้ทางคอมพิวเตอร์ ในรูปแบบความรู้เพื่อแสดงภูมิปัญญา โดยมีความรู้ทั่วไปนิด ๆ หน่อย ๆ และเน้นความรู้ชั้นสูงมากหน่อย!!! แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผมยกย่องคนที่มีความรู้ทางคอมพิวเตอร์เพื่อการเอาตัวรอดนะ ยิ่งคนเหล่านั้นมีความรู้ทางคอมพิวเตอร์เพื่อการเอาตัวรอดแบบชั้นสูงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งน่ายกย่องมากขึ้นเท่านั้น … แต่เหนือสิ่งอื่นใด การสกัดเอาความรู้ทางคอมพิวเตอร์ในรูปแบบความรู้เพื่อการเอาตัวรอด (ชั้นสูง) เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก เปรียบได้กับการสกัดเอาทองคำออกจากหินแร่ต่าง ๆ ซึ่งหากเราลงทุนลงแรงมากไป เราก็อาจจะขาดทุนได้ง่าย ๆ ที่สำคัญ จะมีบุคคลใดบ้างหนอ ที่มีความรู้ทางคอมพิวเตอร์เพื่อการเอาตัวรอด (ชั้นสูง) ที่จะยอมเปิดสัมปทาน เพื่อให้เราเข้าไป ขุด ค้น สกัด ร่อน เอาความรู้ฯจากสมองของเขา เพื่อนำออกมาทำประโยชน์ให้กับเราได้บ้างอ่ะ T-T ไม่แน่ใจว่าเครื่องมืออย่าง Facebook, Twitter และ YouTube จะช่วยให้เราหาคำตอบจากเรื่องนี้ได้หรือเปล่า? คำค้น: เหมืองความรู้, คอมพิวเตอร์, ความรู้ทางคอมพิวเตอร์, ความรู้, เหมืองคอมพิวเตอร์, Facebook, Twitter, YouTube

7 พฤษภาคม 2010 at 12:02 - Comments
Tai Parinya
คนระดับนั้นเรียกว่าอัจฉริยะไงคุณ gingtalk ส่วนคนแบบพวกเราน่ะเขาเรียกคนธรรมดา เห็นด้วยอ่ะคุณ Nirak
12 พฤษภาคม 10 at 13:42
เอาตัวรอดนี่ ประสบการณ์ปะครับ ถ้าใช่ ก็ต้องเกาะคนมีประสบการณ์นั้นๆเอา เอิ๊ก ผมก็มั่วไปเรื่อย อิอิ
12 พฤษภาคม 10 at 17:00

กลยุทธ์เก็บเมล็ดข้าวอัตโนมัติ

ผมเคยดูละครจีนกำลังภายในเรื่องนึงเมื่อนานมาแล้ว มีเรื่องราวอยู่ช่วงหนึ่งน่าหดหู่ ๆ โคตร ๆ เพราะพระเอกกับนางเอกในเรื่องดันตกอับ นางเอกก็เลยต้องไปนั่งเก็บเมล็ดข้าวแถวหน้าโกดังเก็บข้าวสาร ค่อย ๆ เลือกเก็บทีล่ะเมล็ดอย่างยากลำบาก เพราะเมล็ดข้าวมันตกปะปนอยู่กับขี้ดินขี้ทราย แถมแต่ล่ะเมล็ดที่เก็บมาได้ ก็มีสีตุ่น ๆ เมล็ดหัก ๆ ดูไม่น่ากินเลย แต่หลังจากเสียเวลาไปพักใหญ่ ๆ ๆ ๆ นางเอกก็เก็บเมล็ดข้าวได้เต็มกระป๋อง พอที่จะหุงกินกับพระเอกเพื่อประทังชีวิตไปได้อีกมื้อนึง!!! เสียดายที่นางเอกมีแต่วิชากำลังภายใน แต่ไม่เป็นวิชาฝ่ามือจกพัลวัน ไม่อย่างนั้นคงเก็บเมล็ดข้าวได้เร็วและเยอะเป็นกระบุงโกยแหงม ๆ!!! ที่โม้เรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะจะบอกว่า การหาเงินทางอินเทอร์เน็ตเดี๋ยวนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการเก็บเมล็ดข้าวทีล่ะเมล็ดเท่าไหร่นัก จกลงไปแต่ล่ะครั้งก็ได้มาเพียงเล็กน้อย แต่อาจจะเป็นเรื่องดีที่ระบบคอมพิวเตอร์สามารถทำงานซ้ำ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แม่นยำ และเสมอต้นเสมอปลาย จึงทำให้เราไว้วางใจที่จะโอนงานเก็บเมล็ดข้าว ไปให้คอมพิวเตอร์ช่วยทำแทนเราได้อย่างไม่ยากเย็นนัก และในเมื่อเราให้คอมพิวเตอร์ช่วยเก็บเมล็ดข้าวให้แล้ว เราก็ควรจะเติมคุณสมบัติพิเศษให้แก่มัน ให้มันรู้จักเลือกเก็บเมล็ดข้าวที่สะอาด สุกปลั่ง และเต็มเมล็ดได้เยอะ ๆ ด้วย … ก็คงจะดี คำค้น: กลยุทธ์, เก็บ, เมล็ดข้าว, อัตโนมัติ

19 มีนาคม 2009 at 21:27 - Comments
เครื่องมือ ทำเงินอ่าหรอ บอกกันมั่งจิ ^^
24 มีนาคม 09 at 00:14
higgsman
พี่ไท้ แหล่มเลย
25 มีนาคม 09 at 06:11

กลยุทธ์ Human-based computation แบบขงเบ้ง

เมื่ออดีตกาลนานมาแล้ว ในปลายราชวงศ์ฮั่นแห่งจักรวรรดิ์จีน ได้มีบุรุษกระเดื่องนามถือกำเนิดขึ้น ซึ่งหากเราเรียกชื่อของเขาด้วยสำเนียงจีนกลาง บุรุษผู้นั้นก็จะมีชื่อเรียกว่า “จูเก่อเลี่ยง” แต่ชื่อนั้นของเขามักไม่เป็นที่รู้จักกันนัก หากเทียบกับชื่อ “ขงเบ้ง” อันลือลั่น ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในโลกใบนี้ ในระดับผู้บริหารจัดการ สิ่งที่จำเป็นที่จะต้องทำที่สุดก็คือ การมองภาพใหญ่ของงานทั้งหมด จากนั้นก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า อะไร, ที่ไหน, อย่างไร, เมื่อไหร่, ใคร และ เท่าไหร่? เมื่อได้คำตอบครบถ้วนแล้ว ในฐานะผู้บริหารจัดการ ก็ต้องมีการเรียกประชุมเพื่อซักซ้อมความเข้าใจ พร้อมทั้งมอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบ รวมถึงชี้แจงให้ทีมงานตระหนักถึงความพร้องเพรียงในการทำงานร่วมกัน และหลังจากนั้น ผู้บริหารจัดการก็จะทำหน้าที่เพียงเฝ้าจับตาดูทุก ๆ หน่วยการทำงาน ว่าทำงานได้สอดคลองกับกลยุทธ์โดยรวมหรือไม่!!! ขงเบ้งถือเป็นผู้บัญชาการรบที่มีกลยุทธ์เฉพาะตัว เพราะไม่ใช้วิธีการประชุมเพื่อซักซ้อมความเข้าใจในการรบ หากแต่จะใช้วิธีเขียนสิ่งที่ตนเองต้องการให้ทำลงบนกระดาษ จากนั้นบรรจุเอาไว้ในถุงผ้า แยกเอาไว้สำหรับแม่ทัพนายกองแต่ล่ะคน แล้วจึงค่อย ๆ เรียกแม่ทัพนายกองแต่ล่ะคนเข้ามารับถุงผ้า พร้อมทั้งกำชับว่าเมื่อได้อ่านสิ่งที่ให้ทำบนกระดาษแล้ว ห้ามทำพลาดและห้ามแพร่งพรายให้แม่ทัพนายกองคนอื่นรู้เด็ดขาด!!! กลยุทธ์แบบนี้มีข้อดีข้อเสียให้สาธยายได้มากมาย แต่ข้อเด่นที่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องแยบคายก็คือ

18 ธันวาคม 2008 at 12:14 - Comments
งานแบบนี้เห็นได้ทั่วไปมั้งครับ โดยเฉพาะพวกงานประกอบต่างๆ เช่นพวกสายพานประกอบรถยนต์ สายการผลิต อะไหล่ คนในสายพานรู้แต่สิ่งที่ทำอยู่ตรงหน้า รู้แต่ว่าประกอบรถ แต่ยังไงไม่รู้ พวก บ. ทำอะไหล่ ส่งโรงงานก็ทำแค่อะไหล่ส่ง รู้ว่ารถ แต่ยังไง สรุปรู้แค่ว่า มันออกมาเป็นรถได้ แต่ก็ทำแค่ส่วนที่บอกให้ทำ แล้วได้เงิน ในสงครามก็รู้แค่ว่าทำตามคำสั่งแล้วจะชนะ(มั้ง) ไม่ต้องสนใจอะไร ทหารปัจจุบันก็ถูกสอนให้ทำตามคำสั่ง ไม่ต้องสนใจอะไรเหมือนกัน งานใน net มันก็เชื่อมโยงกับ entry เรื่อง ...
20 ธันวาคม 08 at 11:50
Tai Parinya
คิดไปโน่นเลยคุณ Audy อิ อิ ^-^ ส่วนหนึ่งก็น่าจะประมาณนั้นนะคุณ ITAXIz คุณ 7 กำลังพัฒนาอยู่เหรอ โหย มันมองยากอย่างที่คุณ 7 บอกเลยอ่ะ เพราะซอฟต์แวร์มันเป็นนามธรรม จับต้องมิได้
21 ธันวาคม 08 at 11:48

ระบบซอฟต์แวร์แบบ “บอลเกงกิ”

ผมว่าคนรุ่นนี้คงมีน้อยคนนักครับที่ไม่รู้จักดราก้อนบอล การ์ตูนยอดนิยมที่นอกจากจะเตะต่อยกันไวปานความเร็วแสงแล้ว ยังสามารถยิงพลังต่อสู้กันได้อีกด้วย ซึ่งผมเองก็ชอบที่การปล่อยพลังต่อสู้กันนี่แหล่ะ ดูมันเว่อร์ดี แล้วก็มีอยู่ท่านึงที่ผมชื่นชอบมากด้วย นั่นก็คือพลังบอลเกงกิ หลักการง่าย ๆ … พลังของบอลเกงกิได้จากการรวบรวมพลังจากสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ มารวมกัน รวมจากหลาย ๆ ที่ รวมคนล่ะเล็กคนล่ะน้อย ยิ่งสมัครใจให้พลังก็ยิ่งจะสามารถรวบรวมได้ง่ายเข้าไปใหญ่ ข้อดีของพลังบอลเกงกิก็คือมีอานุภาพรุนแรงมาก อีกทั้งเป็นพลังที่ได้จากการรวบรวมมาจากทุกสารทิศ จึงแบ่งเบาภาระพลังของผู้ใช้พลังได้อย่างอักโข จะเสียก็แต่ต้องใช้เวลารวบรวมนานพอดูกว่าจะปล่อยพลังออกไปได้ แต่หากปล่อยออกไปตรงเป้าหมาย ก็ถือว่าคุ้ม ผมเองก็เพิ่งจะมีโอกาสให้ความสนใจกับทฤษฎีทางด้าน Human-Based Computation เหมือนกัน ผมชอบเทคนิคของทฤษฎีนี้นะ ไอ้เรื่องการให้ซอฟต์แวร์แบ่งขั้นตอนที่แน่นอน เพื่อส่งงานให้มนุษย์ช่วยทำเนี่ย ชอบจริง ๆ เพราะมันไม่ใช่การแบ่งงานให้กับคนเพียงคนเดียวช่วยทำ แต่มันหมายถึงการแบ่งงานให้คนเป็นแสน ๆ คนช่วยกันทำ โดยกระทำผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ทุกอย่างเป็นระบบอัตโนมัติ ไม่จำเป็นต้องให้มีมนุษย์คอยเจ้ากี้เจ้าการกำหนดกระบวนการใด ๆ ซึ่งแบบนี้มันต่างจากทฤษฎี Distributed Computing ที่พวกเรารู้จักกัน ทฤษฎีนั้นเป็นการแบ่งงานย่อย ๆ ออกไปให้คอมพิวเตอร์หลาย ๆ เครื่องช่วยกันทำงาน โดยการสื่อสารกันผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ แต่อย่างว่าแหล่ะ ยังไงคอมพิวเตอร์ก็คิดอะไรที่มีเงื่อนไขซับซ้อน ต้องใช้อารมณ์และเหตุผลในการตัดสินใจไม่ได้อยู่ดี ดังนั้นผมว่า [...]

29 กรกฎาคม 2007 at 21:36 - Comments
มุขนี้ฮาใช้ได้ครับ บอลเกงกิ กับ Opensource ที่ว่าด้วยการช่วยกันสร้างคนละไม้คนละมือ จริงๆ มีอีกตัวอย่างหนึ่งที่มักจะพูดถึงกันเวลาคุยเรื่อง คนคิดแทนคอม นั่นก็คือเรื่อง Mechanical Turk ที่ Amazon เป็นคน implement ได้สำเร็จครับ
3 สิงหาคม 07 at 15:24
ขอบอกได้เลยว่าบอลเกงกิรุนแรงมาก
8 เมษายน 09 at 14:59

โอละพ่อ เมื่อคอมพิวเตอร์ใช้มนุษย์ให้ทำงานให้

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมเรียนรู้วิธีการสร้างซอฟต์แวร์ เพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานให้มาโดยตลอด จนมาถึงจุดนึงผมรู้สึกว่ามีหลาย ๆ อย่างที่ผมสั่งให้มันทำไม่ได้ ผมว่าไม่ใช่ผมคิดอยู่คนเดียวหรอกเรื่องนี้ บรรดานักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์เองก็คงคิดเช่นเดียวกัน เขาก็คงคิดเหมือนกันว่างานหลาย ๆ อย่างนั้น สั่งให้คนทำซะยังจะดีซะกว่าสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำซะอีก แล้วมันก็คงจะโอละพ่อเข้าไปอีก ถ้าเราสามารถสร้างซอฟต์แวร์ขึ้นมา เพื่อสั่งให้คนทำงานให้ซอฟต์แวร์ดังกล่าวอีกที!!! นิยามของการสั่งให้คนทำงานให้ซอฟต์แวร์นั้น คงไม่ได้หมายถึงการใช้กำลังขู่เข็ญ, การล่อลวง หรือการใช้ความโลภเข้าชักจูง แต่มันน่าจะหมายถึงการนำส่วนเกินแรงงานของมนุษย์ ซึ่งมนุษย์อย่างเราเห็นว่ามันเป็นส่วนเหลือเพียงน้อยนิดที่ไม่น่าจะมีประโยชน์อะไร แต่หากว่าเอาส่วนเหลือดังกล่าวมาทำงานให้ซอฟต์แวร์ ก็จะสามารถสร้างผลผลิตอะไรขึ้นมาได้บ้าง ยิ่งรวบรวมส่วนเกินแรงงานของมนุษย์ได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้ผลผลิตมากขึ้นเท่านั้น โชคดีที่การเกิดขึ้นของอินเตอร์เน็ต สามารถทำให้แนวคิดในการรวบรวมส่วนเกินแรงงานของมนุษย์ เป็นจริงได้ไม่ยากนัก!!! จุดยากของแนวคิดคงอยู่ที่ geek คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ ฝังหัวมาโดยตลอดในเรื่องของการสร้างซอฟต์แวร์เพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานให้ แต่กลับกลวงโบ๋ทางความคิด ในเรื่องการสร้างซอฟต์แวร์เพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์มาสั่งมนุษย์ให้ทำงานให้อีกทอดนึง ศาสตร์ทางด้านนี้ในสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ยังไม่มีความชัดเจนมากนัก ผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ามันมีชื่อเรียกหรือเปล่า? (ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าศาสตร์นี้เรียกว่า Human-based computation) แต่ที่แน่ ๆ โจทย์ใหญ่ของการสร้างซอฟต์แวร์เพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์มาสั่งให้มนุษย์ทำงานให้อีกทอดนึงนั้น มันน่าจะแยกคิดได้ประมาณนี้ สิ่งใดบ้างที่ถือว่าเป็นส่วนเกินแรงงานของมนุษย์ ในการตอบโต้กับคอมพิวเตอร์ งานใดบ้างที่ให้คนทำดีกว่าให้คอมพิวเตอร์ทำ และ จะจับคู่ส่วนเกินแรงงานของมนุษย์ เข้ากับงานที่ให้คนทำดีกว่าคอมพิวเตอร์ทำได้ยังไง ให้เนียนที่สุด ผมว่าโจทย์ 3 ข้อข้างบนจะตีแตกได้ ต้องใช้ geek [...]

13 มิถุนายน 2007 at 21:41 - Comments
พี่ไท้
reCAPTCHA เป็นส่วนหนึ่งในสิ่งที่ผมเล่าครับท่านอาจารย์, คุณ 7 ผมกำลังมองว่าแนวคิดนี้ดีนะ มันไม่ควรจะหยุดอยู่แค่ reCAPTCHA มันควรจะมีอย่างอื่นอีก ที่คนอย่างพวกเราสามารถคิดกันขึ้นมาได้ การใช้เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต เพื่อช่วยรวบรวมแรงงานส่วนเกินของมนุษย์ที่ใช้ตอบโต้กับคอมพิวเตอร์นั้น มันน่าจะสร้างขึ้นมาเป็นสาขาวิชาย่อย ๆ ได้เลยล่ะ
14 มิถุนายน 07 at 18:24
พอพูดถึง reCAPTCHA ผมก็เริ่มเก็ทกับคอนเซ็ปต์สร้างโปรแกรมให้คอมพ์ใช้คนเลยอะครับ อิอิ
16 มิถุนายน 07 at 00:10