คลังเก็บหมวดหมู่: Business Model

โม้เกี่ยวกับโมเดลธุรกิจที่อิงแอบกับระบบคอมพิวเตอร์

Infographics คืออะไร?

ความหมายของคำว่า Infographics มันไปเกี่ยวพันกับคำว่า Animation และ Presentation เพราะมันมีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน ดังนั้นจึงต้องอธิบายสองคำนี้ก่อน

  • Animation คือ การทำภาพเคลื่อนไหวสองมิติหรือสามมิติ นิยมใช้เพื่อทำเป็นละครหรือภาพยนต์ที่มีเรื่องราว เน้นความบันเทิงเป็นหลัก
  • Presentation คือ ทักษะของคนในการนำเสนอข้อมูล ความรู้ โดยส่วนมากมักจะใช้ภาพนิ่งประกอบกับภาพเคลื่อนไหวเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับประกอบหรือสนับสนุนการนำเสนอ

ส่วนคำว่า Infographics หมายถึง การนำเอาข้อมูลหรือความรู้ มาตีแผ่เผยแพร่ให้เข้าใจง่าย ๆ โดยการสร้างเป็นภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว และเน้นให้สิ่งที่สร้างออกมา สามารถจะสื่อให้ผู้ชมได้เห็นแล้วเข้าใจเอง โดยไม่จำเป็นจะต้องให้มีผู้นำเสนอเข้ามาช่วยขยายความเข้าใจอะไรอีก

การทำ Infographics จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำเป็นหมู่คณะ เพราะการทำ Infographics ที่สามารถเล่าเรื่องได้ด้วยตัวเอง จำเป็นต้องมีองค์ประกอบหลักสามอย่างอันได้แก่ เรื่องที่จะเล่า, ภาพที่จะแสดง และ เสียงที่จะได้ยิน ซึ่งทั้งสามอย่างนั้นจะใช้กลุ่มบุคคลที่มีทักษะที่แตกต่างกัน

การทำ Infographics เพื่อเล่าเรื่อง จะทำให้บุคคลที่ทำหน้าที่ Presentation ลดบทบาทลงไป เพราะ Inforgraphics ที่ดี ย่อมจะสามารถบอกเล่าเรื่องราวได้ด้วยตัวเอง ในกรณีที่ผู้ใช้ Infographics ต้องการสื่อสารทางเดียว

แต่ยังไงซะ Infographics ก็ยังมีข้อด้อยอยู่บ้าง เมื่อเทียบกับบุคคลที่ทำหน้าที่ Presentation เพราะ Infographics ยังถือว่าเป็นสื่อทางเดียว ในขณะที่การ Presentation ยังถือว่าเป็นสื่อสองทาง ที่เปิดโอกาสให้ผู้รับข่าวสารสามารถตอบโต้กับผู้นำเสนอ Presentation ได้

สุดท้าย ถ้าเราสังเกตดี ๆ เราจะพบว่า Infographics เหมาะสมที่สุดที่จะใช้กับการโฆษณาหรือการประชาสัมพันธ์ เพราะถ้าทำออกมาดี ๆ มันจะเป็นอะไรที่เข้าใจง่ายและจำติดตาจริง ๆ

Best Practice สำหรับก่อตั้งธุรกิจเกมคอมพิวเตอร์ในไทย

ผมมีผู้ร่วมงานที่ขยันขันแข็งและมากความสามารถอยู่คนหนึ่ง เขาทำงานในหน่วยงานเดียวกับผม ในขณะเดียวกันก็เป็นพนักงานกราฟิกดีไซเนอร์ของบริษัทผลิตเกมเล็ก ๆ แห่งหนึ่งด้วย ผมชอบพูดคุยกับเขามาก ๆ เพราะเขาเป็นคนเปิดเผย มีอารมณ์ขัน เป็นกันเอง และไม่เคยตระหนี่ในความรู้

เขาเคยเล่าให้ผมฟังว่ากำลังทำเกมให้กับบริษัทฯ เป็นเกมที่เล่นได้บน Facebook และเป็นเกมที่มีลักษณะพิเศษ เพราะผู้เล่นต้องเล่นโดยใช้ Web Cam เข้ามาเป็นองค์ประกอบในการเล่น เป็นเทคโนโลยีแบบ Virtual Reality และเป็นเกมการ์ดต่อสู้เหมือนกับ Yu-Gi-Oh อะไรประมาณนั้น

ล่าสุดผมได้สอบถามถึงความคืบหน้าของเกมที่เขาและบริษัทกำลังทำอยู่ ว่ามีความคืบหน้าไปถึงไหน จะเริ่มเล่นได้เต็มรูปแบบเมื่อไหร่ และมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์อะไรบ้าง ซึ่งคำตอบที่ได้รับกลับมาก็คือ ตอนนี้ต้องหยุดเกมที่กำลังทำอยู่เอาไว้ก่อน เพราะเงินของบริษัทใกล้จะหมดแล้ว มีแต่จ่ายกับจ่าย ดังนั้น ก็เลยต้องทุ่มเทคนของบริษัททั้งหมด เพื่อทำงาน “รับจ้างทำของ” ไปพลาง ๆ ก่อน รอจนสะสมทุนได้เพียงพอเมื่อไหร่ แล้วจะรีบ ๆ กลับมาทำเกมบน Facebook ที่ว่าให้เสร็จโดยไว!!!

ดูเหมือนใคร ๆ ก็มีปัญหาเรื่อง “เงิน” ในการ “ขับเคลื่อน” ธุรกิจกันทั้งนั้น โดยเฉพาะกับธุรกิจเกมที่ต้องใช้เม็ดเงินลงทุนสูง ใช้เวลาในการสร้างสรรค์ มีการแข่งขันกันสูงทั้งในระดับชาติและระดับโลก อีกทั้งยังต้องผจญกับ “โจร” อีกเยอะแยะที่คอยจะ “ปล้น” ผลงานที่ถูกปล่อยออกสู่สาธารณชนแล้วอีกต่างหาก

โดยส่วนตัวของผมมองว่า วิธีแก้ปัญหาในการก่อตั้งธุรกิจเกมที่ดีที่สุดก็คือ การลอกวิธีแก้ปัญหาจากชาวบ้านที่เขาทำสำเร็จแล้ว หรือก็คือไปดูว่าบริษัทประกอบธุรกิจเกมในไทย ซึ่งผ่านพ้นช่วงเวลาก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาได้นั้น เขาทำได้กันได้อย่างไรกัน?

จากการค้นคว้าของผม รวมกับการลองผิดลองถูก ลองเจ๊งบ้างสำเร็จบ้างด้วยตัวเอง ทำให้ผมพบว่าตอนนี้ในเมืองไทยเรา มีวิธีการสะสมทุนเพื่อก่อตั้งธุรกิจเกมคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็น Best Practice อยู่อย่างน้อย 2 วิธี ซึ่งผมจะใช้โมเดลของบริษัททำธุรกิจเกม ที่ตอนนี้ได้จดทะเบียนเข้าไปในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นตัวอย่างในการอธิบาย

อ่านเพิ่มเติม Best Practice สำหรับก่อตั้งธุรกิจเกมคอมพิวเตอร์ในไทย

การตั้งตัวในธุรกิจไอที

ธุรกิจไอทีของเมืองไทยยังไม่เหมือนของสหรัฐอเมริกา เพราะธุรกิจไอทีของเราไม่ได้เป็นภาคการผลิต แต่เป็นภาคการบริการ เป็นธุรกิจแบบรับจ้างทำของ ธุรกิจกินสัมปทาน และธุรกิจซื้อมาขายไป

ถ้าหากเราคิดจะทำให้ธุรกิจไอทีของเมืองไทยให้เป็นแบบที่สหรัฐอเมริกาเป็น เราก็จำเป็นจะต้องคิดถึงนวัตกรรมก่อน จากนั้นก็คิดเรื่องของเงินทุน เพราะนวัตกรรมสำคัญมากในตอนต้น ส่วนเงินทุนสำคัญมาก ๆ ๆ ๆ ในตอนกลาง

จริง ๆ แล้วการระดมทุนเพื่อตั้งตัวในธุรกิจไอที ต้องดำเนินไปเป็นขั้นเป็นตอนอย่างน้อย 4 ระดับ อันได้แก่

  1. ระยะตั้งตัว ให้ระดมทุนจากหุ้นส่วน เพราะการขายฝันให้นายทุนในระยะนี้ แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้เงินทุน เนื่องจากนายทุนเป็นพวกขี้งกและขี้ระแวง เขาไม่มีทางยอมให้ตังค์กับกิจการอะไรซักอย่างหนึ่ง ที่เขามองแล้วไม่เข้าใจ แถมวิเคราะห์อนาคตไม่ออกอีกต่างหาก
  2. ระยะถีบตัว ให้ระดมทุนจากนายทุน เพราะการขายฝันให้นายทุนในระยะนี้เริ่มจะเป็นไปได้ เนื่องจากธุรกิจของเราพ้นระยะตั้งตัวมาแล้ว สามารถประคองตัวได้แล้ว มีรูปแบบที่ชัดเจน มีฐานลูกค้าที่แน่นหนา ถึงตอนนี้ นายทุนจะเริ่มเข้าใจธุรกิจมากขึ้น และมองเห็นช่องทางที่จะกอบโกยผลตอบแทนจากธุรกิจได้ จึงมีโอกาสที่จะหยิบยื่นเม็ดเงินให้ตามที่ร้องขอ
  3. ระยะทรงตัว ให้ระดมทุนจากสถาบันการเงิน เพราะสถาบันการเงินน่ะเรื่องมาก จะไม่ยอมปล่อยกู้ง่าย ๆ ถ้าไม่มีงบการเงินที่มีตัวเลขสวย ๆ ให้เชยชม เพราะเขาถือว่ารู้หน้าไม่รู้ใจ การจะเชื่อใจธุรกิจใด ๆ ซักครั้งจึงจำเป็นต้องใช้หลักฐานประกอบ ซึ่งหลักฐานที่ดีที่สุดก็คงหนีไม่พ้นงบการเงิน
  4. ระยะขยายตัว ให้ระดมทุนจากมหาชน หรือก็คือการนำหุ้นออกเร่ขายให้กับประชาชนทั่วไปนั่นเอง ซึ่งหากธุรกิจของใครมาถึงระยะนี้ได้ นั่นแสดงว่ามีความปลอดภัยสูงในการระดมทุนแล้ว ขอเพียงมีการนำเสนอข่าวในแง่ดีและมีความเป็นไปได้ในการสร้างผลตอบแทน ใคร ๆ ก็จะยอมควักเงินซื้อหุ้นเพิ่มทุน โดยไม่จำเป็นต้องมีการค้ำประกัน หรือต้องจ่ายคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยใด ๆ ทั้งสิ้น ขอเพียงทำให้ราคาหุ้นทะยานขึ้นไปเรื่อย ๆ และจ่ายเงินปันผลให้สมน้ำสมเนื้อก็พอแล้ว

เสียดาย เมืองไทยเราขาด “ระยะถีบตัว” ไป จึงทำให้เกือบทุกกิจการที่เข้ามาตั้งตัวในธุรกิจไอที ต้องเริ่มจาก “ระยะตั้งตัว” แล้วกระเสือกกระสนเข้าสู่ “ระยะทรงตัว” โดยไม่มีจุดแวะพักให้หายใจหายคอกันเลย

ป.ล. ที่สหรัฐอเมริกา พวกนายทุนที่ซื้อฝัน นอกจากจะยอมให้เงินทุนแล้ว ยังช่วยจัดหาสถานที่ทำงาน, บริหารจัดการส่วนผู้ถือหุ้น, จดทะเบียนบริษัท และจัดโครงสร้างองค์กรให้ด้วยนะเอ้อ ซึ่งของเมืองไทยเรา แค่นายทุนยอมให้เงินทุน ก็ถือว่าเป็นบุญอักโขแล้วว่ะ

Facebook Dollar

ปัจจุบัน Facebook น่าจะหารายได้จากส่วนแบ่งค่าโฆษณาเป็นหลัก อือม แต่หลังจากนั้นผมคิดว่า Facebook คงจะเริ่มรู้แล้วว่า มีเงินสะพัดผ่านเครือข่ายสังคมของตัวเองปริมาณมหาศาล โดยที่ Facebook ไม่ได้มีส่วนในการหักค่าหัวคิวเข้ากระเป๋าซักกระติ๊ดนึง!!!

คิดว่าอีกไม่นาน Facebook คงจะหาโมเดลทางธุรกิจเพื่อจะหักค่าหัวคิว หรือค่าธรรมเนียมอะไรเทือกนี้ได้!!!

แต่ประเด็นที่สงสัยก็คือ ทำไม Facebook ถึงไม่ทำระบบเงินตราเสริมของตัวเองขึ้นมาหนอ???

คำค้น: , , , ,

มวยไทยติดปีก

มวยไทยถือเป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวในแนวตั้ง ดังนั้น มันจึงสามารถแสดงอานุภาพที่รุนแรงของมันได้ เมื่อผู้ใช้มวยไทยยืนอยู่บนพื้นดิน (ที่มั่นคง) แต่น่าเสียดายที่ผู้คิดค้นมวยไทยไม่ได้คิดว่า มนุษย์ยืนสองขาแบบพวกเราก็ย่อมมีวันล้มลงกับพื้นได้ ดังนั้น ผู้ใช้มวยไทยจึงไม่สามารถแสดงอานุภาพใด ๆ ได้เลย หากถูกคู่ต่อสู้กดล็อกหรือกดนอนลงกับพื้น!!!

ปัจจุบัน การจัดชกมวยไทยยังคงมีอยู่ มีพัฒนาการในวงจำกัดในระดับหนึ่ง โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานเดิม ๆ นั่นคือ การเป็นธุรกิจสีเทาเข้ม ๆ เพราะมีเรื่องของการใช้ความรุนแรง อิทธิพล และการพนันเข้ามาเกี่ยวข้อง!!!

ผมเคยได้ดูบาสเกตบอล NBA อยู่บ่อย ๆ ผมชอบมาก ชอบตรงการเก็บสถิติของผู้เล่น ซึ่งเก็บได้ละเอียดเว่อร์ ๆ เช่น บอกได้ว่าผู้เล่นคนดังกล่าว เคยทำแต้มได้เท่าไหร่ เคยป้องกันการทำแต้มได้กี่ครั้ง หรือเคยส่งบอลให้ผู้เล่นอื่นทำแต้มได้กี่ครั้ง เป็นต้น

ผมจึงมองว่าการเก็บสถิติแบบนี้เป็นสีสัน เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มที่ดี ที่น่าจะนำมาประยุกต์ใช้กับมวยไทยได้!!!

งั้นเราต้องตั้งโจทย์ก่อนว่าถ้าเป็นมวยไทย เราอยากจะเก็บสถิติอะไรของนักมวยบ้าง เพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มแก่ธุรกิจมวยไทย โดยสถิติดังกล่าวจะต้องสร้างอรรถประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์แก่โปรโมเตอร์เพื่อการจับคู่นักมวย ประโยชน์แก่ผู้ชมเพื่อการติดตามผลงาน ประโยชน์แก่นักพนันเพื่อการแทงพนัน หรือ ประโยชน์แก่ค่ายมวยเพื่อการวิเคราะห์นักมวยของตัวเองหรือคู่แข่ง เป็นต้น

โดยส่วนตัวผมเห็นว่า การเก็บสถิติของนักมวย ควรจะแบ่งออกเป็น 2 ระดับใหญ่ ๆ คือ

อ่านเพิ่มเติม มวยไทยติดปีก