สิ่งมีชีวิตที่ดำรงชีวิตกันเป็นสังคม ล้วนประกอบด้วยชนชั้นปกครองและชนชั้นที่ถูกปกครอง และปัจจัยที่ทำให้ชนชั้นปกครองมีศักดิ์และสิทธิ์ในฐานะดังกล่าวได้ ก็ด้วยการมีแหล่งกำเนิดอำนาจอยู่ในมือ!!! สำหรับแมลงหรือสัตว์ แหล่งกำเนิดอำนาจก็ได้แก่ กำลัง และ ความมีเอกลักษณ์ทางชีวภาพ … แต่สำหรับมนุษย์ แหล่งกำเนิดอำนาจย่อมซับซ้อนกว่า เพราะประกอบไปด้วย เงินตรา, กลไกรัฐ, ธุรกิจผูกขาด, ความรู้, ภาพลักษณ์, เครือข่าย, สื่อ และ กำลัง!!! ปัจจุบันมีการค้นคว้าวิจัยในทฤษฎีหนึ่ง นั่นก็คือทฤษฎี Technological Singularity ซึ่งเป็นทฤษฎีที่พยายามจะอธิบายสภาวะในอนาคตข้างหน้า โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ต่อไปในอนาคตเทคโนโลยีจะพัฒนาเร็วขึ้น ดีขึ้น จนกระทั่งสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ สามารถทำซ้ำตัวเองได้ ปรับปรุงตัวเองได้ และมีพลานุภาพมากจนไม่สามารถพยากรณ์อนาคตได้!!! มันเป็นความท้าทายที่มนุษย์เราอยากจะสร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้เกิดขึ้น แต่ก็หวาดกลัวว่าสิ่งมหัศจรรย์ดังกล่าว จะมีอำนาจเหนือมนุษย์ จนกระทั่งเข้ามาควบคุมมนุษย์ในที่สุด!!! โดยส่วนตัวแล้วผมมองว่ามันมีโอกาสจะเกิดขึ้นได้ ดังนั้น มองด้วยสติที่เป็นกลางที่สุด เราก็จะวาดภาพรูปแบบการปกครองในอนาคตอันยาวไกลได้ตามภาพข้างล่างนี้ มนุษย์จะยังคงมีสิทธิ์ในการอยู่เหนือสุดของระบบนิเวศ มีสิทธิ์ที่จะใช้สอยเครื่องจักร (บางส่วน) ได้ แต่ในขณะเดียวกัน เครื่องจักร (บางส่วน) ก็มีโอกาสจะมีฐานะเท่าเทียมกับมนุษย์ รวมทั้งเครื่องจักร (ส่วนหนึ่ง) ก็จะเป็นผู้บริหารจัดการทุก ๆ [...]
เมื่อวานมีผู้สาวชวนให้ผมเล่นเกม ๆ นึงใน Facebook เป็นเกมวัดไอคิว โดยการจับเวลาแล้วให้เราตอบคำถามต่าง ๆ ผมลองเล่นแล้วได้คะแนนไม่สูงมากนัก เห็นมันบอกว่าสมองของผมมีปริมาตรเท่ากับ “มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล” อือม สงสัยผมจะโง่จริง ๆ T-T แต่ไม่เป็นไร ความโง่ไม่เคยปราณีใครอยู่แล้ว ดังนั้นผมจึงเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส โดยการหยิบยกเอาโจทย์ในเกมนั้นมาโม้ให้พวกเราอ่านกัน ภาพข้างบนคือนิพจน์ทางคณิตศาสตร์ ซึ่งแทนที่มันจะถามเราว่าคำนวณออกมาแล้วควรเป็นค่าอะไร มันกลับถามเราว่าสมการนี้ใช้นิพจน์อะไรเป็นตัวกระทำ?
ในทางศาสนาพุทธบอกเอาไว้ว่า ปัญญาจะเกิดได้ด้วยหนทาง 3 ประการตามภาพข้างล่าง … นักวิทยาศาสตร์เองก็กำลังพยายามจะทำให้คอมพิวเตอร์มีปัญญาเช่นกัน แต่มันไม่ใช่ง่าย ๆ ดังนั้นพวกเขาเลยเริ่มจากหนทางขั้นที่ 3 นั่นก็คือ พยายามยัดข้อมูล, สารสนเทศ และ ความรู้ให้กับคอมพิวเตอร์ … ด้วยวิธีการต่าง ๆ ไม่ว่าจะโดยแขนงวิชา Neural Network, Fuzzy Logic, Machine Learning, Hidden Markov Model เป็นต้น เข้าใจว่านักวิทยาศาสตร์เองก็คงจะเริ่มพบว่า หนทางขั้นที่ 3 นั้นให้ปัญญากับคอมพิวเตอร์ได้ในระดับนึงก็จริง แต่ก็ดูแล้วมันมีกรอบ คอมพิวเตอร์มันไม่สามารถคิดนอกกรอบที่กำหนดเอาไว้ได้!! ดังนั้นพวกเขาก็เลยจะให้คอมพิวเตอร์เติบโตได้ด้วยตัวเอง และคิดค้นตรึกตรองได้ด้วยตัวเอง โดยใช้แขนงวิชา Evolutionary Computation, Evolutionary Algorithm, Genetic Algorithm, Genetic Programming, Digital Organism เป็นตัวกรุยทางให้คอมพิวเตอร์เกิดปัญญาตามหนทางขั้นที่ 2!! สำหรับหนทางสู่ปัญญาในขั้นที่ 1 นั้น อย่าว่าแต่คอมพิวเตอร์เลย ขนาดมนุษย์ส่วนใหญ่ก็ยังทำไม่ได้ [...]
ถ้าจำไม่ผิด ผมเคยบอกไว้ว่า การที่มนุษย์จะทำหรือไม่ทำอะไรซักอย่างนึงนั้น ยังไงก็จะต้องมีพื้นฐานทางความรู้สึกอยู่ 3 อย่างเป็นตัวเร้า นั่นก็คือ ความโลภ, ความหลง และ ความกลัว แต่ถ้าสามารถทำหรือไม่ทำโดยไม่ถูกเร้าด้วยความรู้สึกพื้นฐานข้างต้นได้ ก็ถือว่าประเสริฐแล้ว!!! ผมเคยยกตัวอย่างว่าเราสามารถใช้เทคโนโลยี Human-based Computation กระตุ้นเร้า “ความโลภ” เพื่อให้พลเมืองอินเทอร์เน็ตทำงานให้เราได้ ตัวอย่างนี้มีให้เห็นไม่ยากนัก เช่น Google Adsense หรือ CJ Affiliate เป็นต้น ในขณะที่ก็เคยชี้ให้เห็นถึงการประยุกต์เทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์ เพื่อกระตุ้นให้พลเมืองทำงานให้เราได้ด้วย “ความกลัว” (อ้างอิงจาก องค์ราชินี ARIA ผู้ยิ่งใหญ่) ซึ่งวิธีนี้ถือว่าน่ากลัวในระดับหนึ่ง เพราะใช้สารสนเทศเป็นตัวข่มขู่คุกคามให้เรากลัว!!! แต่ผมยังเล่าไม่ครบเลยจริงมั้ย? เพราะผมยังไม่เคยโม้ว่า เราจะใช้ Human-based Computation กระตุ้นเร้า “ความหลง” เพื่อให้พลเมืองอินเทอร์เน็ตทำงานให้เราได้ยังไง จริงมั้ย? งั้นมาลองอ่านดูกันดีกว่า …
สำหรับมนุษยชาติแล้ว ถึงแม้จะดิ้นรนขวนขวายไขว่คว้าหาวัตถุมาปรนเปรอตัวตนยังไงก็ตาม ยังไงซะก็หนีไม่พ้นที่จะมีวิถีชีวิตพื้นฐานเหมือน ๆ กันนั่นก็คือ กิน, ขี้, ปี้ และ นอน การกินกับการนอนถือเป็นเรื่องที่เปิดเผยกันได้ ไม่ใช่เรื่องน่าอับอายอะไร แต่การปี้และการขี้นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีการเปิดเผยกันมากนัก ถึงปัจจุบันนี้การปี้จะเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง โดยเห็นได้จากการที่นักแสดงนักร้อง ต่างพาเหรดกันเปิดเผยเรื่องปี้ของตนเองออกมาในรูปของคลิปวีดีโอกันเป็นว่าเล่น!!! ดังนั้นพอถึงสุดท้ายแล้ว การขี้ก็ยังคงเป็นเรื่องที่ยังถูกปิดบังอยู่ต่อไป เพราะมันเป็นเรื่องที่ชวนแหวะที่สุด หากเอามานั่งบรรยายกันเป็นวรรคเป็นเวรให้อ่านกัน แต่เนื่องจากผมจะโม้เรื่องส้วมไฮเทค ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์อันทรงพลานุภาพ ที่จะทำให้เราขี้กันได้อย่างสงบสุขที่สุด ก็เลยหนีไม่พ้นที่ผมจะต้องเล่าเรื่องขี้ให้อ่านกัน (ทน ๆ กันหน่อย) ภาพข้างบนอธิบายขี้ของมนุษย์เรา จะเห็นว่าถ้าเราขี้ออกมาเป็นแบบที่ 1 และ 2 นั่นแสดงว่าเรา “ท้องผูก” ซะแล้ว ควรจะดื่มน้ำให้เยอะหน่อย แล้วก็อย่านอนดึกด้วย แต่ถ้าเราขี้ออกมาได้้แบบที่ 3 และ 4 ก็ถือว่าเราโชคดีแล้ว เพราะมันเป็นรูปแบบของขี้ในอุดมคติเชียวแหล่ะ และสุดท้ายถ้าขี้ออกมาเหมือนกับแบบที่ 5 ถึง 7 นั่นแสดงว่าคุณกำลังป่วยซะแล้วล่ะ ต้องมีการติดเชื้อในทางเดินอาหารแหง ๆ ควรพบแพทย์ด่วน!!!