<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Parinya.NET</title>
	<atom:link href="http://www.parinya.net/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.parinya.net</link>
	<description>บล็อกของสาวกแห่งลัทธิ Software as a Service</description>
	<lastBuildDate>Tue, 14 Feb 2012 03:49:05 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3</generator>
		<item>
		<title>การใช้บริการอินเทอร์เน็ตในครัวเรือน</title>
		<link>http://www.parinya.net/node/1674?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%258a%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%258c%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2599</link>
		<comments>http://www.parinya.net/node/1674#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 14 Feb 2012 03:45:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tai Parinya</dc:creator>
				<category><![CDATA[Internetworking]]></category>
		<category><![CDATA[การใช้]]></category>
		<category><![CDATA[ครัวเรือน]]></category>
		<category><![CDATA[บริการ]]></category>
		<category><![CDATA[อินเทอร์เน็ต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1674</guid>
		<description><![CDATA[ผมกำลังจะย้ายไปอยู่บ้านใหม่ ที่นั่นยังไม่ได้ติดตั้งอินเทอร์เน็ตเลย นึก ๆ ดูแล้วผมก็ผ่านช่วงของการใช้บริการอินเทอร์เน็ตมาแล้วหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น การใช้บริการแบบ Dial up โดยการหมุนโมเด็มเข้าไปที่ผู้ให้บริการผ่านโทรศัพท์ที่บ้าน หมุนแล้วก็เชื่อมได้บ้างไม่ได้บ้าง จะต่อได้แต่ล่ะทีลุ้นระทึกสุด ๆ สำหรับผู้ให้บริการก็ขึ้นอยู่กับช่วงเวลานั้น ๆ เช่นถ้าตอนที่เรียนอยู่ก็อาศัยหมุนเข้าไปที่สถานศึกษา พอจบมาทำงานก็อาศัยซื้อบริการเป็นแบบรายชั่วโมงจากบริษัทเอกชน ส่วนความเร็วในการเข้าอินเทอร์เน็ตก็อยู่ที่ 14kbps ถึง 56kbps แบบว่าได้ขนาดนี้ก็วาสนาสุด ๆ แล้ว จากนั้นก็ถึงยุค Broadband แบบข้ามาคนเดียว คือผมใช้อยู่คนเดียว ไม่แบ่งใครในบ้าน เพราะผมใช้โมเด็มที่ผู้ให้บริการให้มา ต่อตรงเข้าเครื่องผมเลย ไอ้เรื่องแจกสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้ใครนี่ไม่มี อย่างมากก็ยอมทำให้เครื่องตัวเองเป็นสะพาน เพื่อเชื่อมไปยังอีกเครื่องนึงโดยใช้สาย LAN แบบไขว้สายเท่านั้น สมัยนั้นยังไม่มีหรอก ไอ้เจ้า ADSL Modem Router น่ะ จะมีก็แต่ ADSL Modem ตัวนึง กับ Router ตัวนึง ซึ่งซื้อแยกแล้วมันแพง มันไม่คุ้มกับการใช้งานคนเดียว พอผ่านไปซักพักนึงผมก็เปลี่ยนยุคเป็น Broadband แบบข้าแบ่งหลายคนแบบไร้สาย โดยผมยอมซื้อ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมกำลังจะย้ายไปอยู่บ้านใหม่ ที่นั่นยังไม่ได้ติดตั้งอินเทอร์เน็ตเลย นึก ๆ ดูแล้วผมก็ผ่านช่วงของการใช้บริการอินเทอร์เน็ตมาแล้วหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น</p>
<p>การใช้บริการแบบ Dial up โดยการหมุนโมเด็มเข้าไปที่ผู้ให้บริการผ่านโทรศัพท์ที่บ้าน หมุนแล้วก็เชื่อมได้บ้างไม่ได้บ้าง จะต่อได้แต่ล่ะทีลุ้นระทึกสุด ๆ สำหรับผู้ให้บริการก็ขึ้นอยู่กับช่วงเวลานั้น ๆ เช่นถ้าตอนที่เรียนอยู่ก็อาศัยหมุนเข้าไปที่สถานศึกษา พอจบมาทำงานก็อาศัยซื้อบริการเป็นแบบรายชั่วโมงจากบริษัทเอกชน ส่วนความเร็วในการเข้าอินเทอร์เน็ตก็อยู่ที่ 14kbps ถึง 56kbps แบบว่าได้ขนาดนี้ก็วาสนาสุด ๆ แล้ว</p>
<p>จากนั้นก็ถึงยุค Broadband แบบข้ามาคนเดียว คือผมใช้อยู่คนเดียว ไม่แบ่งใครในบ้าน เพราะผมใช้โมเด็มที่ผู้ให้บริการให้มา ต่อตรงเข้าเครื่องผมเลย ไอ้เรื่องแจกสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้ใครนี่ไม่มี อย่างมากก็ยอมทำให้เครื่องตัวเองเป็นสะพาน เพื่อเชื่อมไปยังอีกเครื่องนึงโดยใช้สาย LAN แบบไขว้สายเท่านั้น สมัยนั้นยังไม่มีหรอก ไอ้เจ้า ADSL Modem Router น่ะ จะมีก็แต่ ADSL Modem ตัวนึง กับ Router ตัวนึง ซึ่งซื้อแยกแล้วมันแพง มันไม่คุ้มกับการใช้งานคนเดียว</p>
<p>พอผ่านไปซักพักนึงผมก็เปลี่ยนยุคเป็น Broadband แบบข้าแบ่งหลายคนแบบไร้สาย โดยผมยอมซื้อ Wireless ADSL Modem Router เพื่อรับสัญญาณอินเทอร์เน็ตเข้ามา แล้วปล่อยสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้คนทั้งบ้านแบบไร้สาย ซึ่งว่าตามจริงแล้วผมก้าวกระโดดไปหน่อย เพราะผมไม่ได้ผ่านยุค Broadband แบบข้าแบ่งหลายคนแบบมีสายไป แบบว่ากว่าผมจะรู้จัก ADSL Modem Router ตลาดบ้านเราก็ใช้เทคโนโลยีไร้สายกันหมดแล้ว ผมก็เลยไม่ต้องมาใช้เทคโนโลยีลากสาย LAN ให้มันยุ่งยากอีก</p>
<p>บ้านเก่าก็ปล่อยให้มันเป็นแบบนั้นไป ส่วนที่บ้านใหม่ผมมีทางเลือกใหม่ ๆ สามทาง นอกเหนือจากแบบเดิม ๆ ในการเข้าใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งวิธีแรกคือ AIS AIRNET, วิธีที่สองคือ AIS AirCard และวิธีที่สามคือ True Wifi</p>
<p>ถ้าเป็น AIS AIRNET มันก็ไม่ต่างอะไรกับ Broadband แบบเดิม เพียงแต่แทนที่ผู้ให้บริการจะลากสายอินเทอร์เน็ตมาเข้าบ้านเรา ก็เปลี่ยนเป็นมาตั้งตัวรับสัญญาณที่บ้านเรา เพื่อจ่ายเข้า Router ให้เราแทน บริการนี้เหมาะมากกับพวกที่อยู่คอนโดมิเนียม เพราะไม่ต้องลากสายอินเทอร์เน็ตให้ยุ่งยาก เปิดระเบียงออกไปตั้งตัวรับสัญญาณได้เลย แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีข้อเสียนะ เพราะถึงแม้จะอยู่ในพื้นที่ให้บริการ แต่ถ้าระเบียงที่จะติดตั้งตัวรับสัญญาณ มันดันอยู่ในจุดอับสัญญาณ อันนี้ก็ซวยได้เหมือนกัน</p>
<p>ส่วน AIS AirCard นี่ก็โอเคเลยล่ะ เพราะถ้ามีมัน เราจะเอาคอมพิวเตอร์เราไปที่ไหนก็เข้าอินเทอร์เน็ตได้ จะเสียก็ตรงที่มันใช้ได้กับเครื่องแค่เครื่องเดียว ไม่สามารถจ่ายสัญญาณอินเทอร์เน็ตตรง ๆ ผ่าน Router ไปแบ่งให้คนอื่นได้ หรือถ้าจะต้องทำ ก็ต้องมาปรับแต่งยุ่งยากให้เครื่องของเราเป็นสะพานให้คนอื่นอีกทอดหนึ่ง</p>
<p>สุดท้ายเป็น True Wifi ผมตรวจแล้วจุด Hotspots มันอยู่ไกลบ้านใหม่ผมพอควร ผมยังไม่ได้ไปตรวจว่าสัญญาณไม่ถึง หรือสัญญาณมันถึงแต่ว่าอ่อนหรือเปล่า แต่ยังไงก็ต้องอธิบายหน่อยว่าบริการนี้ถือว่าดีมาก หากเราจะใช้บริการอินเทอร์เน็ตแบบติดพื้นที่ ไม่เคลื่อนย้ายไปไหนไกล ๆ แถมเราไม่ต้องลงทุนซื้อ ADSL Modem Router, ไม่ต้องลากสายอินเทอร์เน็ตเข้าบ้านกรณีจะใช้ Broadband แบบเดิม, ไม่ต้องตั้งตัวรับสัญญาณอินเทอร์เน็ตแบบ AIS Aircard ในกรณีที่เราจะใช้บริการแบบไร้สาย และผมก็ใช้อินเทอร์เน็ตอยู่คนเดียว ไอ้แบบนี้แหล่ะที่จะใช้ต้นทุนน้อยที่สุด เพราะเครื่องผมเป็นภาครับแต่เพียงอย่างเดียว</p>
<p>แต่เอาเข้าจริงแล้ว ผมว่าผมเลือกใช้ AIR AirCard ดีกว่า มันน่าจะดีที่สุดสำหรับคนที่ใช้ชีวิตครึ่งนึงกับการอยู่นิ่ง ๆ ในพื้นที่ และชีวิตอีกครึ่งหนึ่งเดินทางไปไหนมาไหนอ่ะนะ</p>
 <img src="http://www.parinya.net/wp-content/plugins/wordpress-feed-statistics/feed-statistics.php?view=1&post_id=1674" width="1" height="1" style="display: none;" /><div id="fb-root"></div><script src="http://connect.facebook.net/th_TH/all.js#xfbml=1"></script><!-- Do not remove -->]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.parinya.net/node/1674/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ก็ทำมันบน SAP สิ</title>
		<link>http://www.parinya.net/node/1670?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%2581%25e0%25b9%2587%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b3%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%2599-sap-%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b4</link>
		<comments>http://www.parinya.net/node/1670#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 Jan 2012 09:40:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tai Parinya</dc:creator>
				<category><![CDATA[Programming]]></category>
		<category><![CDATA[SAP]]></category>
		<category><![CDATA[SAP Form]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1670</guid>
		<description><![CDATA[องค์กรส่วนใหญ่มักจะลดคนทำงานครับ ไม่ได้หมายถึงว่าจงใจจะลดนะ แต่หมายถึงว่ามันมีคนทำงานลาออกไป แต่ไม่ได้มีคนทำงานคนใหม่ ๆ เติมเข้ามา มันเลยทำให้เกิดช่องว่าง คืองานมีมากกว่าคน ดังนั้น ผู้ร่วมงานของผมซึ่งเคยรับบทบาทเป็น &#8220;นักวิเคราะห์ระบบงานคอมพิวเตอร์&#8221; ก็ต้องกลายร่างเป็น &#8220;นักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์&#8221; ในขณะที่ผู้ร่วมงานบางคนก็ต้องเปลี่ยนบทบาทจาก &#8220;นักบริหารจัดการระบบงานคอมพิวเตอร์&#8221; มาเป็น &#8220;นักวิเคราะห์ระบบงานคอมพิวเตอร์&#8221; ผมเองเป็นคนจำพวกหลัง มันเลยทำให้ผมต้องกลับมาวิเคราะห์ระบบงานคอมพิวเตอร์ เพื่อให้คอมพิวเตอร์มันทำงานตามความต้องการของผู้ใช้งาน!!! เดี๋ยวนี้ผู้ใช้งานเอาแต่ใจตัวเองน้อยลงครับ เริ่มจะไม่สนใจแล้วว่าผลลัพธ์จะออกมาในรูปแบบใด ขอแค่มันออกมาได้เป็นพอแล้ว มันก็เลยทำให้นักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เริ่มมีทางเลือกมากขึ้น ว่าจะแสดงผลลัพธ์ออกมาในรูปแบบใด ไม่ว่าจะเป็น Window Form, Web Form, SAP Form หรือ Oracle Form และใช้กลไกใดในการทำให้มันสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็น Window Application หรือ Web Application เป็นต้น ทีนี้ถ้าแหล่งกำเนิดข้อมูลสำหรับนำเข้าระบบฯ มันมาจากหลายแหล่งล่ะ? เราควรจะพิจารณาว่าเราควรจะสร้างกลไกแบบไหนดี เพื่อให้ทุ่นแรงมากที่สุด ซึ่งเรื่องนี้ต้องพิจารณาออกเป็นสามเรื่องใหญ่ ๆ คือ เรื่องแรกพิจารณาถึงสัดส่วนของแหล่งกำเนิดข้อมูล, สองคือการพิจารณาถึงความยากง่ายของกลไก และสามคือการพิจารณาถึงคนที่จะมาสร้างมันขึ้นมา อย่างเรื่องแรกที่ใช้วิธีพิจารณาถึงสัดส่วนของแหล่งกำเนิดข้อมูล เราก็ต้องมาดูว่าระบบฯที่เราจะสร้างขึ้นมา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>องค์กรส่วนใหญ่มักจะลดคนทำงานครับ ไม่ได้หมายถึงว่าจงใจจะลดนะ แต่หมายถึงว่ามันมีคนทำงานลาออกไป แต่ไม่ได้มีคนทำงานคนใหม่ ๆ เติมเข้ามา มันเลยทำให้เกิดช่องว่าง คืองานมีมากกว่าคน ดังนั้น ผู้ร่วมงานของผมซึ่งเคยรับบทบาทเป็น &#8220;นักวิเคราะห์ระบบงานคอมพิวเตอร์&#8221; ก็ต้องกลายร่างเป็น &#8220;นักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์&#8221; ในขณะที่ผู้ร่วมงานบางคนก็ต้องเปลี่ยนบทบาทจาก &#8220;นักบริหารจัดการระบบงานคอมพิวเตอร์&#8221; มาเป็น &#8220;นักวิเคราะห์ระบบงานคอมพิวเตอร์&#8221;</p>
<p>ผมเองเป็นคนจำพวกหลัง มันเลยทำให้ผมต้องกลับมาวิเคราะห์ระบบงานคอมพิวเตอร์ เพื่อให้คอมพิวเตอร์มันทำงานตามความต้องการของผู้ใช้งาน!!!</p>
<p>เดี๋ยวนี้ผู้ใช้งานเอาแต่ใจตัวเองน้อยลงครับ เริ่มจะไม่สนใจแล้วว่าผลลัพธ์จะออกมาในรูปแบบใด ขอแค่มันออกมาได้เป็นพอแล้ว มันก็เลยทำให้นักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เริ่มมีทางเลือกมากขึ้น ว่าจะแสดงผลลัพธ์ออกมาในรูปแบบใด ไม่ว่าจะเป็น Window Form, Web Form, SAP Form หรือ Oracle Form และใช้กลไกใดในการทำให้มันสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็น Window Application หรือ Web Application เป็นต้น</p>
<p>ทีนี้ถ้าแหล่งกำเนิดข้อมูลสำหรับนำเข้าระบบฯ มันมาจากหลายแหล่งล่ะ? เราควรจะพิจารณาว่าเราควรจะสร้างกลไกแบบไหนดี เพื่อให้ทุ่นแรงมากที่สุด ซึ่งเรื่องนี้ต้องพิจารณาออกเป็นสามเรื่องใหญ่ ๆ คือ เรื่องแรกพิจารณาถึงสัดส่วนของแหล่งกำเนิดข้อมูล, สองคือการพิจารณาถึงความยากง่ายของกลไก และสามคือการพิจารณาถึงคนที่จะมาสร้างมันขึ้นมา</p>
<p>อย่างเรื่องแรกที่ใช้วิธีพิจารณาถึงสัดส่วนของแหล่งกำเนิดข้อมูล เราก็ต้องมาดูว่าระบบฯที่เราจะสร้างขึ้นมา มันนำเข้าข้อมูลมาจากไหนบ้าง เช่น จาก SAP 50%, จาก Oracle Database 20%, จาก SQL Server 20% และจาก Microsoft Excel อีก 10% งั้นก็ตัดสินใจดิบ ๆ ได้เลยว่า เราควรจะทำโปรแกรมเป็นแบบ SAP Form ทำงานในแบบ Window Application บนสภาพแวดล้อมของ SAP โดยเขียนภาษา ABAP ขึ้นมา แล้วก็เรีียก Function Module มาตรฐานโน่นนี่นั่นที่ SAP จัดเตรียมมาให้ เพื่อสร้างเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขึ้นมา สำหรับต่อเชื่อมกับฐานข้อมูลของ SAP เอง และต่อเชื่อมกับ Oracle Database, SQL Server Database และมีกลไกในการ Import ไฟล์ Microsoft Excel อะไรเงี้ย</p>
<p>ส่วนเรื่องสองคือการพิจารณาถึงความยากง่ายของกลไก เราต้องพิจารณาว่าการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบไหนยากกว่ากัน เช่น เขียน ABAP เพื่อทำเป็น SAP Form ยากมั้ย? หรือเขียนด้วย Visual Studio .NET เพื่อทำเป็น Window Form จะยากกว่า หรือเขียนด้วย PHP แล้วใช้ CakePHP เพื่อทำเป็น Web Form แล้วให้มันทำงานแบบ Web Application จะลำบากหน่อยแต่ดูสวยงาม หรือแม้กระทั่งจะเขียนด้วย Developer 2000 เพื่อทำเป็น Oracle Form ซะเลย ซึ่งถ้าสุดท้ายเราพิจารณาแล้วว่าทำเป็น SAP Form มันจะง่ายกว่า เพราะมันมีกลไกเจ๋ง ๆ อย่าง ALV Report เอย มี Selection Screen เอยเอาไว้ให้เราใช้ เราก็ควรจะเลือกมันเป็นลำดับต้น ๆ ก่อน</p>
<p>สำหรับเรื่องที่สามซึ่งเป็นเรื่องสุดท้ายที่เราจะพิจารณา นั่นก็คือคนของเราน่ะถนัดใช้เครื่องมืออะไรในการทำ และมีความพร้อมจะทำหรือเปล่า เช่น เรามี ABAPER ที่เป็นคนของบริษัทภายนอกที่เราจ้างเอาไว้ด้วย man day ตายตัว เราควรจะให้เขาทำมั้ย? หรือ เราควรจะให้คนในองค์กรทำกันเองด้วย Visual Studio .NET เพราะคนของเราก็ทำ Window Application แบบ Win Form เก่งเหมือนกัน? หรือ เราควรจะใช้คนของทีม Web เพื่อให้มาทำ Web Form ดี แต่เอ๊ะ เขาไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาจะยอมทำให้หรือเปล่า?</p>
<p>ถ้าเราพิจารณาทั้งสามเงื่อนไขแล้ว เราเห็นว่ามันเข้าเงื่อนไขสองในสาม ก็เลือกแบบนั้น ๆ ไปก็แล้วกัน ซึ่งตามตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่า การเลือกทำบน SAP จะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด เพราะมีการนำเข้าข้อมูลจาก SAP 50% ซึ่งถือเป็นข้อมูลสัดส่วนใหญ่, ใช้ ABAP เพื่อทำ SAP Form ง่ายกว่า เพราะมีเครื่องมือที่เอื้ออำนวยในการเข้าถึงข้อมูล และ ใช้ ABAPER ของบริษัทที่จ้างเอาไว้ เพราะเป็นมืออาชีพกว่า เป็นต้น</p>
<p>สุดท้ายแล้วมันก็แล้วแต่ระบบคอมพิวเตอร์ของแต่ล่ะที่นั่นแหล่ะ ว่าเมื่อพิจารณาจากสามเงื่อนไขนี้แล้ว มันจะไปตกจุดสมดุลตรงไหน ไม่แน่ว่าบางทีอาจจะต้องทำ Window Form ครึ่งนึง Web Form ครึ่งนึง สำหรับระบบคอมพิวเตอร์หนึ่งระบบก็ได้ ใครจะไปรู้!!</p>
 <img src="http://www.parinya.net/wp-content/plugins/wordpress-feed-statistics/feed-statistics.php?view=1&post_id=1670" width="1" height="1" style="display: none;" /><div id="fb-root"></div><script src="http://connect.facebook.net/th_TH/all.js#xfbml=1"></script><!-- Do not remove -->]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.parinya.net/node/1670/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กิจการอุตสาหกรรมฉลาด</title>
		<link>http://www.parinya.net/node/1667?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2588%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%2589%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2594</link>
		<comments>http://www.parinya.net/node/1667#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 04 Jan 2012 15:23:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tai Parinya</dc:creator>
				<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[กิจการ]]></category>
		<category><![CDATA[ฉลาด]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1667</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงนี้ผมกำลังยุ่ง ๆ อยู่กับการเรียนรู้กระบวนการผลิตในแบบโรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งเรียนรู้เครื่องจักรทุ่นแรงต่าง ๆ ที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมอยู่ เพราะผมเริ่มรู้ตัวแล้วว่าผมกำลังอิ่มตัวในงานไอที อีกอย่างผมก็ได้ลองทำกิจการไอทีเล็ก ๆ หลายอย่างแล้วแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากผมมักจะทำคนเดียว ไม่ได้ทำเป็นหมู่คณะ แถมอุปนิสัยผมก็ไม่ชอบทำงานให้ใคร มันก็เลยไม่สอดคล้องกับกิจการไอทีในบ้านเรา ที่ต้องเอาดีจากการรับจ้างทำของให้คนอื่น หรือรับจ้างให้บริการทางด้านไอทีให้กับใคร ๆ คนไทยเราน่ะเข้าใจผิด คิดว่าจะก้าวกระโดดจากกิจการอุตสาหกรรม แล้วมาทำกิจการไอทีเลย ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริง แม้แต่ประเทศพัฒนาแล้ว ก็ยังมีบริษัทเพียงไม่กี่รายหรือเพียงหยิบมือ ที่สามารถก่อร่างและยืนหยัดขึ้นมาเป็นบริษัทไอทีแถวหน้าในวงการได้!!! ทุกอย่างต้องค่อยเป็นค่อยไป ผมก็เลยคิดว่าผมควรจะถอยกลับมาก้าวนึง โดยหันมาจับทางกิจการอุตสาหกรรมแทน ซึ่งเป็นได้ทั้งอุตสาหกรรมครัวเรือนหรืออุตสาหกรรมโรงงาน แล้วเอาไอทีที่ผมเรียนรู้มา เสริมเข้าไปในกิจการอุตสาหกรรมที่กำลังจะทำ เพื่อทำให้มันกลายเป็นกิจการอุตสาหกรรมฉลาด ที่ผ่านมา นิยามของอุตสาหกรรมมักดูไม่ค่อยฉลาด เพราะถ้าพูดถึงอุตสาหกรรม ทุกคนก็จะนึกถึงโรงงาน นึกถึงคนงานที่ต้องทำงานซ้ำ ๆ หน้าเครื่องจักร นึกถึงเครื่องจักรที่ไม่ค่อยฉลาด นึกถึงวัตถุดิบที่กองสุม ๆ เอาไว้มุมห้อง และนึกถึงโน่นนี่นั่น บลา ๆ ๆ ๆ โดยส่วนตัวแล้วผมมองว่าการทำให้กิจการอุตสาหกรรมฉลาดนั้น มีสองวิธี คือ &#8230; หนึ่ง ทำให้มันฉลาดโดยการเอาไอทีเข้าไปจับที่เครื่องจักร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงนี้ผมกำลังยุ่ง ๆ อยู่กับการเรียนรู้กระบวนการผลิตในแบบโรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งเรียนรู้เครื่องจักรทุ่นแรงต่าง ๆ ที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมอยู่ เพราะผมเริ่มรู้ตัวแล้วว่าผมกำลังอิ่มตัวในงานไอที อีกอย่างผมก็ได้ลองทำกิจการไอทีเล็ก ๆ หลายอย่างแล้วแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากผมมักจะทำคนเดียว ไม่ได้ทำเป็นหมู่คณะ แถมอุปนิสัยผมก็ไม่ชอบทำงานให้ใคร มันก็เลยไม่สอดคล้องกับกิจการไอทีในบ้านเรา ที่ต้องเอาดีจากการรับจ้างทำของให้คนอื่น หรือรับจ้างให้บริการทางด้านไอทีให้กับใคร ๆ</p>
<p>คนไทยเราน่ะเข้าใจผิด คิดว่าจะก้าวกระโดดจากกิจการอุตสาหกรรม แล้วมาทำกิจการไอทีเลย ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริง แม้แต่ประเทศพัฒนาแล้ว ก็ยังมีบริษัทเพียงไม่กี่รายหรือเพียงหยิบมือ ที่สามารถก่อร่างและยืนหยัดขึ้นมาเป็นบริษัทไอทีแถวหน้าในวงการได้!!!</p>
<p>ทุกอย่างต้องค่อยเป็นค่อยไป ผมก็เลยคิดว่าผมควรจะถอยกลับมาก้าวนึง โดยหันมาจับทางกิจการอุตสาหกรรมแทน ซึ่งเป็นได้ทั้งอุตสาหกรรมครัวเรือนหรืออุตสาหกรรมโรงงาน แล้วเอาไอทีที่ผมเรียนรู้มา เสริมเข้าไปในกิจการอุตสาหกรรมที่กำลังจะทำ เพื่อทำให้มันกลายเป็นกิจการอุตสาหกรรมฉลาด</p>
<p>ที่ผ่านมา นิยามของอุตสาหกรรมมักดูไม่ค่อยฉลาด เพราะถ้าพูดถึงอุตสาหกรรม ทุกคนก็จะนึกถึงโรงงาน นึกถึงคนงานที่ต้องทำงานซ้ำ ๆ หน้าเครื่องจักร นึกถึงเครื่องจักรที่ไม่ค่อยฉลาด นึกถึงวัตถุดิบที่กองสุม ๆ เอาไว้มุมห้อง และนึกถึงโน่นนี่นั่น บลา ๆ ๆ ๆ</p>
<p>โดยส่วนตัวแล้วผมมองว่าการทำให้กิจการอุตสาหกรรมฉลาดนั้น มีสองวิธี คือ &#8230;</p>
<p>หนึ่ง ทำให้มันฉลาดโดยการเอาไอทีเข้าไปจับที่เครื่องจักร หรือก็คือควบคุมเครื่องจักรให้ทำงานอัตโนมัติด้วยสมองกล ไม่้ว่าจะใช้วิธีฝังไมโครชิปให้กับเครื่องจักร หรือควบคุมเครื่องจักรผ่านระบบคอมพิวเตอร์ หรือ</p>
<p>สอง ปล่อยให้เครื่องจักรโง่ต่อไป แล้วเอาไอทีเข้าไปจับที่กระบวนการบริหารจัดการ โดยใช้คอมพิวเตอร์เพื่อทำ Enterprise Resource Planning หรือก็คือให้คอมพิวเตอร์เป็นตัวบริหารจัดการด้านบัญชี, การเงิน, พัสดุ, การขาย, การผลิต และ บุคลากร แทน</p>
<p>ไม่ว่าจะวิธีไหนก็ล้วนต้องใช้ความรู้ทางไอทีทั้งนั้น ไม่มากก็น้อย</p>
 <img src="http://www.parinya.net/wp-content/plugins/wordpress-feed-statistics/feed-statistics.php?view=1&post_id=1667" width="1" height="1" style="display: none;" /><div id="fb-root"></div><script src="http://connect.facebook.net/th_TH/all.js#xfbml=1"></script><!-- Do not remove -->]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.parinya.net/node/1667/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรงงานฉลาด คืออะไร?</title>
		<link>http://www.parinya.net/node/1662?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2589%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2594-%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25b7%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25b0%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a3</link>
		<comments>http://www.parinya.net/node/1662#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 15 Dec 2011 16:15:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tai Parinya</dc:creator>
				<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[ฉลาด]]></category>
		<category><![CDATA[โรงงาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1662</guid>
		<description><![CDATA[โรงงานฉลาดก็คือโรงงานที่ไม่โง่ และการที่มันไม่โง่ก็เป็นเพราะมันมีส่วนประกอบหลักอันได้แก่ เครื่องจักรฉลาด, บุคลากรฉลาด และ กระบวนการฉลาด เครื่องจักรฉลาด คือ เครื่องจักรที่ให้พลังงานกล ซึ่งได้รับพลังงานจากพลังงานไฟฟ้า โดยไม่สนใจว่าไฟฟ้าที่นำมาป้อนเครื่องจักร ถูกผลิตมาจากแหล่งกำเนิดใด ส่วนพลังงานไฟฟ้าที่ป้อนเข้าสู่เครื่องจักร ก็ถูกควบคุมการจ่ายด้วยสัญญาณไฟฟ้า แล้วสัญญาณไฟฟ้าก็จะถูกควบคุมโดยวงจรอิเลกทรอนิกส์อีกต่อหนึ่ง สุดท้ายวงจรอิเลกทรอนิกส์ก็ถูกควบคุมโดยไมโครคอนโทรลเลอร์อีกทอดหนึ่งเป็นอันจบครบรอบพอดี บุคลากรฉลาด คือ ผู้บริหาร, พนักงานปกขาว และ พนักงานปกฟ้า ที่มีทักษะในหน้าที่ของตน มีความถนัดในการใช้งานเครื่องจักรฉลาด มีวินัยและปฏิบัติตามกระบวนการฉลาดที่ถูกกำหนดขึ้น รวมทั้งสามารถสร้างสรรค์กระบวนการฉลาดใหม่ ๆ ขึ้นมาได้ กระบวนการฉลาด คือ การปฏิบัติที่เป็นเลิศ ที่จะกำหนดให้เครื่องจักรฉลาดและบุคลากรฉลาดพึงปฏิบัติ เพื่อให้การผลิตตั้งแต่ต้นสายการผลิตจนถึงปลายสายการผลิต สามารถบรรลุความสำเร็จ โดยใช้ต้นทุนที่น้อยที่สุด สิ้นเปลืองน้อยที่สุ่ด ได้คุณภาพมากที่สุด ทรงประสิทธิภาพที่สุด และ รวดเร็วที่สุด สามสิ่งรวมเป็นหนึ่ง จึงจะเกิดโรงงานฉลาดขึ้นมาได้]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โรงงานฉลาดก็คือโรงงานที่ไม่โง่ และการที่มันไม่โง่ก็เป็นเพราะมันมีส่วนประกอบหลักอันได้แก่ เครื่องจักรฉลาด, บุคลากรฉลาด และ กระบวนการฉลาด</p>
<p><strong>เครื่องจักรฉลาด</strong> คือ เครื่องจักรที่ให้พลังงานกล ซึ่งได้รับพลังงานจากพลังงานไฟฟ้า โดยไม่สนใจว่าไฟฟ้าที่นำมาป้อนเครื่องจักร ถูกผลิตมาจากแหล่งกำเนิดใด ส่วนพลังงานไฟฟ้าที่ป้อนเข้าสู่เครื่องจักร ก็ถูกควบคุมการจ่ายด้วยสัญญาณไฟฟ้า แล้วสัญญาณไฟฟ้าก็จะถูกควบคุมโดยวงจรอิเลกทรอนิกส์อีกต่อหนึ่ง สุดท้ายวงจรอิเลกทรอนิกส์ก็ถูกควบคุมโดยไมโครคอนโทรลเลอร์อีกทอดหนึ่งเป็นอันจบครบรอบพอดี
</ul>
<p><strong>บุคลากรฉลาด</strong> คือ ผู้บริหาร, พนักงานปกขาว และ พนักงานปกฟ้า ที่มีทักษะในหน้าที่ของตน มีความถนัดในการใช้งานเครื่องจักรฉลาด มีวินัยและปฏิบัติตามกระบวนการฉลาดที่ถูกกำหนดขึ้น รวมทั้งสามารถสร้างสรรค์กระบวนการฉลาดใหม่ ๆ ขึ้นมาได้</p>
<p><strong>กระบวนการฉลาด</strong> คือ การปฏิบัติที่เป็นเลิศ ที่จะกำหนดให้เครื่องจักรฉลาดและบุคลากรฉลาดพึงปฏิบัติ เพื่อให้การผลิตตั้งแต่ต้นสายการผลิตจนถึงปลายสายการผลิต สามารถบรรลุความสำเร็จ โดยใช้ต้นทุนที่น้อยที่สุด สิ้นเปลืองน้อยที่สุ่ด ได้คุณภาพมากที่สุด ทรงประสิทธิภาพที่สุด และ รวดเร็วที่สุด</p>
<p>สามสิ่งรวมเป็นหนึ่ง จึงจะเกิดโรงงานฉลาดขึ้นมาได้</p>
 <img src="http://www.parinya.net/wp-content/plugins/wordpress-feed-statistics/feed-statistics.php?view=1&post_id=1662" width="1" height="1" style="display: none;" /><div id="fb-root"></div><script src="http://connect.facebook.net/th_TH/all.js#xfbml=1"></script><!-- Do not remove -->]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.parinya.net/node/1662/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การผลิตแบบลีนคืออะไร?</title>
		<link>http://www.parinya.net/node/1655?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%259c%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2595%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25b7%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25b0%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a3</link>
		<comments>http://www.parinya.net/node/1655#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 02 Dec 2011 04:22:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tai Parinya</dc:creator>
				<category><![CDATA[Management]]></category>
		<category><![CDATA[การผลิตแบบลีน]]></category>
		<category><![CDATA[ลีน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1655</guid>
		<description><![CDATA[การผลิตแบบลีนคือ การผลิตเพื่อส่งถึงมือผู้บริโภคอุปโภค โดยลดการ &#8220;สูญเสีย&#8221; ในตลอดเส้นทางของการผลิตจนถึงการขนส่ง ซึ่งสิ่งที่ &#8220;สูญเสีย&#8221; อาจจะเป็นสิ่งที่จับต้องได้หรือจับต้องไม่ได้ เป็นรูปธรรมหรือไม่ก็เป็นนามธรรม แนวคิดของการผลิตแบบลีน ก็เพื่อทำให้เกิดการ &#8220;ประหยัด&#8221; และ &#8220;รักษา&#8221; สิ่งแวดล้อม ซึ่งผมคงไม่มานั่งอธิบายว่ามันต้องทำยังไงบ้าง มีวิธีการทำยังไง เพราะมีคนเยอะแยะที่เขาอธิบายเรื่องนี้เอาไว้แล้ว แต่สิ่งที่ผมจะเล่าก็คือ &#8220;การผลิตแบบลีนสำหรับไอที&#8221; ต่างหาก หลังจากที่ใคร ๆ เห็นว่าการผลิตแบบลีนมันดี ก็เลยมีความคิดว่าจะเอามาประยุกต์ใช้กับสาขาวิชาอื่น ๆ โดยเริ่มแรกก็เอามาประยุกต์กับงานบริการ ซึ่งถือว่าเป็นการผลิตอีกรูปแบบหนึ่ง เพียงแต่เป็นการผลิตในสิ่งที่จับต้องไม่ได้ จากนั้นจึงได้มีการประยุกต์สำหรับทางไอที จากภาพจะเห็นว่า &#8220;ลีนสำหรับไอที&#8221; จะต่อยอดส่วนหนึ่งมาจาก &#8220;การผลิตแบบลีน&#8221; กับ &#8220;การบริการแบบลีน&#8221; ซึ่งหมายความว่าจริง ๆ แล้ว &#8220;ลีนสำหรับไอที&#8221; เป็นกระบวนการด้าน &#8220;การบริการ&#8221; ในขณะที่ &#8220;ลีนสำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์&#8221; จะเป็นการต่อยอดมาจาก &#8220;การผลิตแบบลีน&#8221; กับ &#8220;ลีนสำหรับไอที&#8221; ซึ่งแปลว่าจริง ๆ แล้ว &#8220;ลีนสำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์&#8221; เป็นกระบวนการด้าน &#8220;การผลิต&#8221; จะเห็นว่าเส้นทางการต่อยอด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การผลิตแบบลีนคือ การผลิตเพื่อส่งถึงมือผู้บริโภคอุปโภค โดยลดการ &#8220;สูญเสีย&#8221; ในตลอดเส้นทางของการผลิตจนถึงการขนส่ง ซึ่งสิ่งที่ &#8220;สูญเสีย&#8221; อาจจะเป็นสิ่งที่จับต้องได้หรือจับต้องไม่ได้ เป็นรูปธรรมหรือไม่ก็เป็นนามธรรม</p>
<p>แนวคิดของการผลิตแบบลีน ก็เพื่อทำให้เกิดการ &#8220;ประหยัด&#8221; และ &#8220;รักษา&#8221; สิ่งแวดล้อม ซึ่งผมคงไม่มานั่งอธิบายว่ามันต้องทำยังไงบ้าง มีวิธีการทำยังไง เพราะมีคนเยอะแยะที่เขาอธิบายเรื่องนี้เอาไว้แล้ว แต่สิ่งที่ผมจะเล่าก็คือ &#8220;การผลิตแบบลีนสำหรับไอที&#8221; ต่างหาก</p>
<p><a href="http://www.parinya.net/wp-content/plugins/wordpress-feed-statistics/feed-statistics.php?url=aHR0cDovL3d3dy5wYXJpbnlhLm5ldC93cC1jb250ZW50L3VwbG9hZHMvMjAxMS8xMi9sZWFuLnBuZw=="><img src="http://www.parinya.net/wp-content/uploads/2011/12/lean.png" alt="" title="การผลิตแบบลีน" width="510" height="264" class="aligncenter size-full wp-image-1656" /></a></p>
<p>หลังจากที่ใคร ๆ เห็นว่าการผลิตแบบลีนมันดี ก็เลยมีความคิดว่าจะเอามาประยุกต์ใช้กับสาขาวิชาอื่น ๆ โดยเริ่มแรกก็เอามาประยุกต์กับงานบริการ ซึ่งถือว่าเป็นการผลิตอีกรูปแบบหนึ่ง เพียงแต่เป็นการผลิตในสิ่งที่จับต้องไม่ได้ จากนั้นจึงได้มีการประยุกต์สำหรับทางไอที</p>
<p>จากภาพจะเห็นว่า &#8220;ลีนสำหรับไอที&#8221; จะต่อยอดส่วนหนึ่งมาจาก &#8220;การผลิตแบบลีน&#8221; กับ &#8220;การบริการแบบลีน&#8221; ซึ่งหมายความว่าจริง ๆ แล้ว &#8220;ลีนสำหรับไอที&#8221; เป็นกระบวนการด้าน &#8220;การบริการ&#8221;</p>
<p>ในขณะที่ &#8220;ลีนสำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์&#8221; จะเป็นการต่อยอดมาจาก &#8220;การผลิตแบบลีน&#8221; กับ &#8220;ลีนสำหรับไอที&#8221; ซึ่งแปลว่าจริง ๆ แล้ว &#8220;ลีนสำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์&#8221; เป็นกระบวนการด้าน &#8220;การผลิต&#8221;</p>
<p>จะเห็นว่าเส้นทางการต่อยอด &#8220;การผลิตแบบลีน&#8221; สำหรับงานทางด้านไอทีนั้น เขาเริ่มต่อยอดมาทาง &#8220;การบริการ&#8221; ก่อน แล้วจึงค่อยมาคิดค้นด้าน &#8220;การผลิต&#8221; ทีหลัง มันทำให้เห็นว่าผู้ประยุกต์กระบวนการลีนสำหรับไอที ให้ความสำคัญกับการ &#8220;บริการ&#8221; มากกว่า &#8220;การผลิต&#8221; จริง ๆ</p>
 <img src="http://www.parinya.net/wp-content/plugins/wordpress-feed-statistics/feed-statistics.php?view=1&post_id=1655" width="1" height="1" style="display: none;" /><div id="fb-root"></div><script src="http://connect.facebook.net/th_TH/all.js#xfbml=1"></script><!-- Do not remove -->]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.parinya.net/node/1655/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Knowledge Management คืออะไร?</title>
		<link>http://www.parinya.net/node/1651?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=knowledge-management-%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25b7%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25b0%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a3</link>
		<comments>http://www.parinya.net/node/1651#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 28 Nov 2011 04:19:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tai Parinya</dc:creator>
				<category><![CDATA[Management]]></category>
		<category><![CDATA[กิจการ]]></category>
		<category><![CDATA[ทุน]]></category>
		<category><![CDATA[สารสนเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[แรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[knowledge management]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1651</guid>
		<description><![CDATA[ทุน, เทคโนโลยี และ แรงงาน เป็นปัจจัยสำคัญในการผลิต เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับกิจการ งั้นลองมาแจกแจงดูดีกว่าว่ากิจการของสังคมแต่ล่ะยุค ให้น้ำหนักกับปัจจัยการผลิตใดบ้าง? เดี๋ยวนี้ทุนกับเทคโนโลยีไม่ใช่สิ่งชี้วัดการผลิตแล้ว เพราะใคร ๆ ก็สามารถหาทุนได้ ไม่ว่าจะโดยการเช่า, ยืม, จิ๊ก หรือซื้อแค่บางอย่างก็ตาม ส่วนเทคโนโลยีเองก็เข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพราะมีคนแต่งหนังสือสอนกันเยอะแยะ หรือไม่บางคนก็สอนกันฟรี ๆ บนอินเทอร์เน็ตก็ยังมี ปัจจัยชี้วัดในการผลิต และสร้างต้นทุนที่สูงกลับเป็น &#8220;แรงงาน&#8221; ซะมากกว่า เราจะพบว่าแรงงานในกิจการสารสนเทศจะมีราคาแพงที่สุด ส่วนแรงงานในกิจการอุตสาหกรรมและกิจการเกษตรกรรมจะมีราคาถูกลดหลั่นกันลงมา!! สาเหตุที่แรงงานในกิจการสารสนเทศมีราคาแพง ไม่ใช่เพราะพวกเขาเรียนจบระดับปริญญาบัตรกันมาแค่อย่างเดียว แต่เป็นเพราะพวกเขาคือส่วนหนึ่งของ &#8220;เทคโนโลยี&#8221; ของกิจการด้วย! กิจการสารสนเทศของประเทศไทยเรา เป็นแบบรับจ้างทำของเป็นหลัก ดังนั้น ตัวกิจการเองก็ไม่มี &#8220;เทคโนโลยี&#8221; อะไรซักเท่าไหร่ ก็เลยต้องใช้แรงงานของกิจการ เป็นตัวขับเคลื่อนเพื่อทำงานให้เสร็จเป็นรูปเป็นร่าง ที่นี้มันก็เลยเกิดปัญหา เพราะแรงงานฯยิ่งทำก็ยิ่งมีประสบการณ์ แต่ประสบการณ์ดังกล่าวมันดันผูกติดไว้กับตัวของแรงงานฯ ไม่ได้ถูกถ่ายทอดออกมาเก็บไว้เป็น &#8220;เทคโนโลยี&#8221; ของกิจการ ดังนั้น ถ้าวันดีคืนดี แรงงานฯเกิดอยากจะได้ค่าแรงเพิ่มแบบเว่อร์ ๆ เจ้าของกิจการก็ต้องกลั้นใจให้ไป เพราะแรงงานฯดันเป็นผู้ครอบครอง &#8220;เทคโนโลยี&#8221; ซึ่งเป็นตัวชี้วัดคุณภาพของสินค้าและบริการของกิจการไปซะนี่ พอเป็นแบบนี้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ทุน, เทคโนโลยี และ แรงงาน เป็นปัจจัยสำคัญในการผลิต เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับกิจการ งั้นลองมาแจกแจงดูดีกว่าว่ากิจการของสังคมแต่ล่ะยุค ให้น้ำหนักกับปัจจัยการผลิตใดบ้าง?</p>
<p><a href="http://www.parinya.net/wp-content/plugins/wordpress-feed-statistics/feed-statistics.php?url=aHR0cDovL3d3dy5wYXJpbnlhLm5ldC93cC1jb250ZW50L3VwbG9hZHMvMjAxMS8xMS9mYWN0b3Jfb2ZfcHJvZHVjdGlvbi5wbmc="><img src="http://www.parinya.net/wp-content/uploads/2011/11/factor_of_production.png" alt="" title="ปัจจัยการผลิต" width="368" height="441" class="aligncenter size-full wp-image-1652" /></a></p>
<p>เดี๋ยวนี้ทุนกับเทคโนโลยีไม่ใช่สิ่งชี้วัดการผลิตแล้ว เพราะใคร ๆ ก็สามารถหาทุนได้ ไม่ว่าจะโดยการเช่า, ยืม, จิ๊ก หรือซื้อแค่บางอย่างก็ตาม ส่วนเทคโนโลยีเองก็เข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพราะมีคนแต่งหนังสือสอนกันเยอะแยะ หรือไม่บางคนก็สอนกันฟรี ๆ บนอินเทอร์เน็ตก็ยังมี</p>
<p>ปัจจัยชี้วัดในการผลิต และสร้างต้นทุนที่สูงกลับเป็น &#8220;แรงงาน&#8221; ซะมากกว่า เราจะพบว่าแรงงานในกิจการสารสนเทศจะมีราคาแพงที่สุด ส่วนแรงงานในกิจการอุตสาหกรรมและกิจการเกษตรกรรมจะมีราคาถูกลดหลั่นกันลงมา!!</p>
<p>สาเหตุที่แรงงานในกิจการสารสนเทศมีราคาแพง ไม่ใช่เพราะพวกเขาเรียนจบระดับปริญญาบัตรกันมาแค่อย่างเดียว แต่เป็นเพราะพวกเขาคือส่วนหนึ่งของ &#8220;เทคโนโลยี&#8221; ของกิจการด้วย!</p>
<p>กิจการสารสนเทศของประเทศไทยเรา เป็นแบบรับจ้างทำของเป็นหลัก ดังนั้น ตัวกิจการเองก็ไม่มี &#8220;เทคโนโลยี&#8221; อะไรซักเท่าไหร่ ก็เลยต้องใช้แรงงานของกิจการ เป็นตัวขับเคลื่อนเพื่อทำงานให้เสร็จเป็นรูปเป็นร่าง ที่นี้มันก็เลยเกิดปัญหา เพราะแรงงานฯยิ่งทำก็ยิ่งมีประสบการณ์ แต่ประสบการณ์ดังกล่าวมันดันผูกติดไว้กับตัวของแรงงานฯ ไม่ได้ถูกถ่ายทอดออกมาเก็บไว้เป็น &#8220;เทคโนโลยี&#8221; ของกิจการ ดังนั้น ถ้าวันดีคืนดี แรงงานฯเกิดอยากจะได้ค่าแรงเพิ่มแบบเว่อร์ ๆ เจ้าของกิจการก็ต้องกลั้นใจให้ไป เพราะแรงงานฯดันเป็นผู้ครอบครอง &#8220;เทคโนโลยี&#8221; ซึ่งเป็นตัวชี้วัดคุณภาพของสินค้าและบริการของกิจการไปซะนี่</p>
<p>พอเป็นแบบนี้ ก็เลยมีคนคิดสิ่งที่เรียกว่า &#8220;Knowledge Management&#8221; ขึ้นมา หรือก็คือกระบวนการดึงเอา &#8220;เทคโนโลยี&#8221; ออกจากตัวแรงงานฯ แล้วผ่องถ่ายออกมาเป็น &#8220;เทคโนโลยี&#8221; ของกิจการในที่สุด ซึ่งภูมิความรู้ในวิชานี้ยังไม่สมบูรณ์ดีนัก เพราะยังไงซะ Knowledge Management มันก็ช่วยได้แค่การดึง &#8220;ข้อมูล&#8221; และ &#8220;ความรู้&#8221; ออกมาจากแรงงานฯ แต่ยังไม่สามารถดึงเอา &#8220;ทักษะ&#8221; ออกมาจากแรงงานฯได้อยู่ดี</p>
<p>อีกทั้งเราก็ต้องรับทราบด้วยว่า &#8220;เทคโนโลยี&#8221; ที่แรงงานฯมีอยู่นั้นเป็นแบบไหน โดยเราต้องแบ่งย่อยออกเป็น</p>
<ol>
<li>เทคโนโลยีที่ติดตัวมากับแรงงานฯ คือแรงงานฯมี &#8220;เทคโนโลยี&#8221; ที่กิจการต้องการอยู่แล้ว กิจการจึงจัดจ้างเข้ามา ซึ่งถ้ากิจการสามารถดึงเอา &#8220;เทคโนโลยี&#8221; แบบนี้มาเป็นของกิจการได้ ก็ต้องถือว่าประเสริฐที่สุด แต่ก็ชั่วชาติที่สุดเช่นกัน เพราะเอาเปรียบซะเหลือเกิน!!!</li>
<li>เทคโนโลยีที่กิจการต้องสอนให้แรงงานฯ หรือต้องลงทุนส่งให้แรงงานฯไปเรียน ไอ้แบบนี้ สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องดึงเอา &#8220;เทคโนโลยี&#8221; ออกมาให้จงได้ เพราะถ้าอีตาคนนี้หรือยัยคนนี้ลาออกไป ก็จะกลายเป็นว่าสูญเสียการลงทุนไปฟรี ๆ</li>
<li>เทคโนโลยีที่แรงงานฯนึกรู้ขึ้นมาเอง จากประสบการณ์ในการทำงานให้กิจการ ซึ่งกิจการก็ควรจะดึงเอา &#8220;เทคโนโลยี&#8221; มาเก็บเอาไว้เหมือนกัน รวมทั้งจัดหาแนวทางเพื่อให้มีการเผยแพร่ &#8220;เทคโนโลยี&#8221; ดังกล่าว ให้แรงงานฯคนอื่น ๆ ทราบเป็นวงกว้างด้วย</li>
</ol>
<p>โดยสรุปแล้ว แรงงานในกิจการสารสนเทศ ซึ่งมีทั้ง &#8220;แรงงาน&#8221; และ &#8220;เทคโนโลยี&#8221; รวมผสมเข้าไว้ด้วยกัน จึงถูกนิยามยกชั้นขึ้นมาเป็น &#8220;ทุนมนุษย์&#8221; และได้ทลายการผูกขาด &#8220;ทุน&#8221; ของเจ้าของกิจการไปในที่สุด!</p>
 <img src="http://www.parinya.net/wp-content/plugins/wordpress-feed-statistics/feed-statistics.php?view=1&post_id=1651" width="1" height="1" style="display: none;" /><div id="fb-root"></div><script src="http://connect.facebook.net/th_TH/all.js#xfbml=1"></script><!-- Do not remove -->]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.parinya.net/node/1651/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Infographics คืออะไร?</title>
		<link>http://www.parinya.net/node/1647?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=infographics-%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25b7%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25b0%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a3</link>
		<comments>http://www.parinya.net/node/1647#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 Nov 2011 06:12:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tai Parinya</dc:creator>
				<category><![CDATA[Business Model]]></category>
		<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[animation]]></category>
		<category><![CDATA[infographic]]></category>
		<category><![CDATA[infographics]]></category>
		<category><![CDATA[presentation]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1647</guid>
		<description><![CDATA[ความหมายของคำว่า Infographics มันไปเกี่ยวพันกับคำว่า Animation และ Presentation เพราะมันมีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน ดังนั้นจึงต้องอธิบายสองคำนี้ก่อน Animation คือ การทำภาพเคลื่อนไหวสองมิติหรือสามมิติ นิยมใช้เพื่อทำเป็นละครหรือภาพยนต์ที่มีเรื่องราว เน้นความบันเทิงเป็นหลัก Presentation คือ ทักษะของคนในการนำเสนอข้อมูล ความรู้ โดยส่วนมากมักจะใช้ภาพนิ่งประกอบกับภาพเคลื่อนไหวเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับประกอบหรือสนับสนุนการนำเสนอ ส่วนคำว่า Infographics หมายถึง การนำเอาข้อมูลหรือความรู้ มาตีแผ่เผยแพร่ให้เข้าใจง่าย ๆ โดยการสร้างเป็นภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว และเน้นให้สิ่งที่สร้างออกมา สามารถจะสื่อให้ผู้ชมได้เห็นแล้วเข้าใจเอง โดยไม่จำเป็นจะต้องให้มีผู้นำเสนอเข้ามาช่วยขยายความเข้าใจอะไรอีก การทำ Infographics จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำเป็นหมู่คณะ เพราะการทำ Infographics ที่สามารถเล่าเรื่องได้ด้วยตัวเอง จำเป็นต้องมีองค์ประกอบหลักสามอย่างอันได้แก่ เรื่องที่จะเล่า, ภาพที่จะแสดง และ เสียงที่จะได้ยิน ซึ่งทั้งสามอย่างนั้นจะใช้กลุ่มบุคคลที่มีทักษะที่แตกต่างกัน การทำ Infographics เพื่อเล่าเรื่อง จะทำให้บุคคลที่ทำหน้าที่ Presentation ลดบทบาทลงไป เพราะ Inforgraphics ที่ดี ย่อมจะสามารถบอกเล่าเรื่องราวได้ด้วยตัวเอง ในกรณีที่ผู้ใช้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ความหมายของคำว่า Infographics มันไปเกี่ยวพันกับคำว่า Animation และ Presentation เพราะมันมีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน ดังนั้นจึงต้องอธิบายสองคำนี้ก่อน</p>
<ul>
<li>Animation คือ การทำภาพเคลื่อนไหวสองมิติหรือสามมิติ นิยมใช้เพื่อทำเป็นละครหรือภาพยนต์ที่มีเรื่องราว เน้นความบันเทิงเป็นหลัก</li>
<li>Presentation คือ ทักษะของคนในการนำเสนอข้อมูล ความรู้ โดยส่วนมากมักจะใช้ภาพนิ่งประกอบกับภาพเคลื่อนไหวเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับประกอบหรือสนับสนุนการนำเสนอ</li>
</ul>
<p>ส่วนคำว่า Infographics หมายถึง การนำเอาข้อมูลหรือความรู้ มาตีแผ่เผยแพร่ให้เข้าใจง่าย ๆ โดยการสร้างเป็นภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว และเน้นให้สิ่งที่สร้างออกมา สามารถจะสื่อให้ผู้ชมได้เห็นแล้วเข้าใจเอง โดยไม่จำเป็นจะต้องให้มีผู้นำเสนอเข้ามาช่วยขยายความเข้าใจอะไรอีก</p>
<p>การทำ Infographics จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำเป็นหมู่คณะ เพราะการทำ Infographics ที่สามารถเล่าเรื่องได้ด้วยตัวเอง จำเป็นต้องมีองค์ประกอบหลักสามอย่างอันได้แก่ เรื่องที่จะเล่า, ภาพที่จะแสดง และ เสียงที่จะได้ยิน ซึ่งทั้งสามอย่างนั้นจะใช้กลุ่มบุคคลที่มีทักษะที่แตกต่างกัน</p>
<p>การทำ Infographics เพื่อเล่าเรื่อง จะทำให้บุคคลที่ทำหน้าที่ Presentation ลดบทบาทลงไป เพราะ Inforgraphics ที่ดี ย่อมจะสามารถบอกเล่าเรื่องราวได้ด้วยตัวเอง ในกรณีที่ผู้ใช้ Infographics ต้องการสื่อสารทางเดียว</p>
<p>แต่ยังไงซะ Infographics ก็ยังมีข้อด้อยอยู่บ้าง เมื่อเทียบกับบุคคลที่ทำหน้าที่ Presentation เพราะ Infographics ยังถือว่าเป็นสื่อทางเดียว ในขณะที่การ Presentation ยังถือว่าเป็นสื่อสองทาง ที่เปิดโอกาสให้ผู้รับข่าวสารสามารถตอบโต้กับผู้นำเสนอ Presentation ได้</p>
<p>สุดท้าย ถ้าเราสังเกตดี ๆ เราจะพบว่า Infographics เหมาะสมที่สุดที่จะใช้กับการโฆษณาหรือการประชาสัมพันธ์ เพราะถ้าทำออกมาดี ๆ มันจะเป็นอะไรที่เข้าใจง่ายและจำติดตาจริง ๆ</p>
 <img src="http://www.parinya.net/wp-content/plugins/wordpress-feed-statistics/feed-statistics.php?view=1&post_id=1647" width="1" height="1" style="display: none;" /><div id="fb-root"></div><script src="http://connect.facebook.net/th_TH/all.js#xfbml=1"></script><!-- Do not remove -->]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.parinya.net/node/1647/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>น้ำท่วมกรุงเทพมหานคร ในยุคคลื่นลูกที่สาม</title>
		<link>http://www.parinya.net/node/1644?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25b3%25e0%25b8%2597%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2587%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a3-%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%2599</link>
		<comments>http://www.parinya.net/node/1644#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 07 Nov 2011 04:29:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tai Parinya</dc:creator>
				<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพ]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[คลื่นลูกที่สาม]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[ยุคคลื่นลูกที่สาม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1644</guid>
		<description><![CDATA[ผมมองว่าถึงเวลาแล้วล่ะ ที่สำนักงานทุกสำนักงานที่มี Data Center เป็นของตัวเอง เพื่อขับเคลื่อนระบบของสำนักงาน ควรจะต้องลงทุนในโครงการอย่างยั่งยืน เพื่อให้แรงงานในยุคคลื่นลูกที่สาม สามารถจะทำงานร่วมกันได้จากที่ไหนในโลก ซึ่งสิ่งที่ควรจะต้องลงทุน ก็จะมีลำดับขั้นตอนดังนี้ จัดให้มีแหล่งกำเนิดไฟฟ้า ซึ่งจะสามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตลอด ถึงแม้จะอยู่ในช่วงของสภาวะน้ำท่วม วาง Data Center ให้อยู่บนชั้นบน ๆ เพื่อไม่ให้ถูกน้ำท่วมถึง เปิดช่องทางการจราจรข้อมูล ให้เชื่อมโยงเข้ามายัง Data Center ได้ผ่าน Virtual Private Network ติดตั้งระบบซอฟต์แวร์ต่าง ๆ เพื่อช่วยในการทำงานเชื่อมโยงทางไกล ไม่ว่าจะเป็น ระบบเอกสารหมุนเวียน, ระบบการประชุม, ระบบการโต้ตอบข้อความ, ระบบสารานุกรม, ระบบสืบค้นเอกสาร เป็นต้น เตรียมทีมวิศวกรระบบคอมพิวเตอร์ และ วิศวกรระบบเครือข่ายข้อมูล เพื่อให้ทำหน้าที่เฝ้าและซ่อมบำรุงระบบคอมพิวเตอร์ใน Data Center และระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ฝึกอบรมแรงงานในยุคคลื่นลูกที่สามทุกคน ให้มีความรู้ความชำนาญในการทำงานด้วยระบบเชื่อมโยงทางไกล เสียดาย แผนการข้างบนมันใช้ไม่ได้กับภัยธรรมชาติ เช่น ไฟไหม้, แผ่นดินไหว, ภูเขาไฟระเบิด, สึนามิ และ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมมองว่าถึงเวลาแล้วล่ะ ที่สำนักงานทุกสำนักงานที่มี Data Center เป็นของตัวเอง เพื่อขับเคลื่อนระบบของสำนักงาน ควรจะต้องลงทุนในโครงการอย่างยั่งยืน เพื่อให้แรงงานในยุคคลื่นลูกที่สาม สามารถจะทำงานร่วมกันได้จากที่ไหนในโลก ซึ่งสิ่งที่ควรจะต้องลงทุน ก็จะมีลำดับขั้นตอนดังนี้</p>
<ol>
<li>จัดให้มีแหล่งกำเนิดไฟฟ้า ซึ่งจะสามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตลอด ถึงแม้จะอยู่ในช่วงของสภาวะน้ำท่วม</li>
<li>วาง Data Center ให้อยู่บนชั้นบน ๆ เพื่อไม่ให้ถูกน้ำท่วมถึง</li>
<li>เปิดช่องทางการจราจรข้อมูล ให้เชื่อมโยงเข้ามายัง Data Center ได้ผ่าน Virtual Private Network</li>
<li>ติดตั้งระบบซอฟต์แวร์ต่าง ๆ เพื่อช่วยในการทำงานเชื่อมโยงทางไกล ไม่ว่าจะเป็น ระบบเอกสารหมุนเวียน, ระบบการประชุม, ระบบการโต้ตอบข้อความ, ระบบสารานุกรม, ระบบสืบค้นเอกสาร เป็นต้น</li>
<li>เตรียมทีมวิศวกรระบบคอมพิวเตอร์ และ วิศวกรระบบเครือข่ายข้อมูล เพื่อให้ทำหน้าที่เฝ้าและซ่อมบำรุงระบบคอมพิวเตอร์ใน Data Center และระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์</li>
<li>ฝึกอบรมแรงงานในยุคคลื่นลูกที่สามทุกคน ให้มีความรู้ความชำนาญในการทำงานด้วยระบบเชื่อมโยงทางไกล</li>
</ol>
<p>เสียดาย แผนการข้างบนมันใช้ไม่ได้กับภัยธรรมชาติ เช่น ไฟไหม้, แผ่นดินไหว, ภูเขาไฟระเบิด, สึนามิ และ พายุไต้ฝุ่น และอาจจะใช้ไม่ได้กับภัยจากมนุษย์ เช่น จราจล, สงครามกลางเมือง และ สงครามระหว่างรัฐ แต่อย่างน้อยถึงแม้จะไม่มีภัยอะไร ยังไงทุกสำนักงานก็ควรจะต้องมีแผนการสำหรับเรื่องนี้ ไม่มากก็น้อยแล้วล่ะ!!!</p>
 <img src="http://www.parinya.net/wp-content/plugins/wordpress-feed-statistics/feed-statistics.php?view=1&post_id=1644" width="1" height="1" style="display: none;" /><div id="fb-root"></div><script src="http://connect.facebook.net/th_TH/all.js#xfbml=1"></script><!-- Do not remove -->]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.parinya.net/node/1644/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คนไอทีวาดการ์ตูน</title>
		<link>http://www.parinya.net/node/1630?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%258c%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b9%25e0%25b8%2599</link>
		<comments>http://www.parinya.net/node/1630#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 11 Oct 2011 03:08:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tai Parinya</dc:creator>
				<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[คนไอที]]></category>
		<category><![CDATA[วาดการ์ตูน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1630</guid>
		<description><![CDATA[เดี๋ยวนี้คนไอทีที่นำเสนอตัวตนผ่านอินเทอร์เน็ต เริ่มจับกระแสการนำเสนอผลงานด้วยการ์ตูนมากขึ้นเรื่อย ๆ รายแรก ๆ ในโลกออนไลน์ก็เช่น phuphu @ exteen หลังจากนั้นก็เริ่มมีทยอยมาเพิ่มเติม เช่น P.Ach&#8217;s Scrap Blog, champ @ exteen, แมลงเม่าอินเวสเตอร์, มนุษย์กลม, hong14 @ exteen เป็นต้น การจะทำแบบนี้ได้ต้องมีทักษะอย่างน้อยสามอย่าง ได้แก่ ทักษะการวาดรูป ทักษะทางคอมพิวเตอร์ และ ทักษะสำหรับนำเสนอ คนทางคอมพิวเตอร์ถือเป็นคนสายวิทย์ ไม่ค่อยจะรู้ทางศิลปะซักเท่าไหร่ ดังนั้น คนในแวดวงคอมพิวเตอร์ที่สามารถวาดรูปได้ หรือ เล่นดนตรีเก่ง หรือ ร้องเพลงเพราะ หรือ ทำกับข้าวเก่ง (อันนี้ไม่น่าเกี่ยว) จึงเป็นบุคคลที่น่าสนใจและมีคุณค่าเป็นพิเศษ เพราะพี่แกเล่นหล่อหลอมเอาวิทย์กับศิลป์เข้าไว้ด้วยกันได้ แต่ที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งก็คือทักษะการนำเสนอ ผมเคยรู้มาว่าพวกนักเขียนการ์ตูนน่ะ ตอนแรก ๆ จะมีแก๊กมีมุกเพียบ แต่วาดลายเส้นได้เห่ยมาก พอฝึกฝนไปนาน ๆ เข้า จะวาดลายเส้นได้วิจิตรบรรจงตระการตา แต่แก๊กกับมุกนี่ไม่มีเหลือแล้ว ดังนั้น ทักษะในการนำเสนอจึงเป็นทักษะท้าย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เดี๋ยวนี้คนไอทีที่นำเสนอตัวตนผ่านอินเทอร์เน็ต เริ่มจับกระแสการนำเสนอผลงานด้วยการ์ตูนมากขึ้นเรื่อย ๆ รายแรก ๆ ในโลกออนไลน์ก็เช่น <a href="http://www.parinya.net/wp-content/plugins/wordpress-feed-statistics/feed-statistics.php?url=aHR0cDovL3BodXBodS5leHRlZW4uY29t" title=\"phuphu @ exteen\">phuphu @ exteen</a> หลังจากนั้นก็เริ่มมีทยอยมาเพิ่มเติม เช่น <a href="http://www.parinya.net/wp-content/plugins/wordpress-feed-statistics/feed-statistics.php?url=aHR0cDovL3AtYWNoLmNvbS8=" title=\"P.Ach's Scrap Blog\">P.Ach&#8217;s Scrap Blog</a>, <a href="http://www.parinya.net/wp-content/plugins/wordpress-feed-statistics/feed-statistics.php?url=aHR0cDovL2NoYW1wLmV4dGVlbi5jb20v" title=\"champ @ exteen\">champ @ exteen</a>, <a href="http://www.parinya.net/wp-content/plugins/wordpress-feed-statistics/feed-statistics.php?url=aHR0cDovL3d3dy5tYW9pbnZlc3Rvci5jb20v" title=\"แมลงเม่าอินเวสเตอร์\">แมลงเม่าอินเวสเตอร์</a>, <a href="http://www.parinya.net/wp-content/plugins/wordpress-feed-statistics/feed-statistics.php?url=aHR0cDovL3d3dy5tYW51ZGdsb20uY29tLw==" title=\"มนุษย์กลม\">มนุษย์กลม</a>, <a href="http://www.parinya.net/wp-content/plugins/wordpress-feed-statistics/feed-statistics.php?url=aHR0cDovL2hvbmcxNC1uYW1lbGVzcy5leHRlZW4uY29tLw==" title=\"hong14 @ exteen\">hong14 @ exteen</a> เป็นต้น</p>
<p>การจะทำแบบนี้ได้ต้องมีทักษะอย่างน้อยสามอย่าง ได้แก่ ทักษะการวาดรูป ทักษะทางคอมพิวเตอร์ และ ทักษะสำหรับนำเสนอ</p>
<p>คนทางคอมพิวเตอร์ถือเป็นคนสายวิทย์ ไม่ค่อยจะรู้ทางศิลปะซักเท่าไหร่ ดังนั้น คนในแวดวงคอมพิวเตอร์ที่สามารถวาดรูปได้ หรือ เล่นดนตรีเก่ง หรือ ร้องเพลงเพราะ หรือ ทำกับข้าวเก่ง (อันนี้ไม่น่าเกี่ยว) จึงเป็นบุคคลที่น่าสนใจและมีคุณค่าเป็นพิเศษ เพราะพี่แกเล่นหล่อหลอมเอาวิทย์กับศิลป์เข้าไว้ด้วยกันได้</p>
<p>แต่ที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งก็คือทักษะการนำเสนอ ผมเคยรู้มาว่าพวกนักเขียนการ์ตูนน่ะ ตอนแรก ๆ จะมีแก๊กมีมุกเพียบ แต่วาดลายเส้นได้เห่ยมาก พอฝึกฝนไปนาน ๆ เข้า จะวาดลายเส้นได้วิจิตรบรรจงตระการตา แต่แก๊กกับมุกนี่ไม่มีเหลือแล้ว ดังนั้น ทักษะในการนำเสนอจึงเป็นทักษะท้าย ๆ ที่ยังคงต้องฝึกฝนอยู่ตลอด ในขณะที่ทักษะในการวาดรูปแทบไม่ต้องฝึกเพิ่มแล้ว เพราะมันอยู่ตัวแล้ว ในขณะที่ทักษะทางคอมพิวเตอร์ก็คงไม่ได้ใช้บ่อย ๆ เพราะใครมันจะไป configure กับ migrate ไอ้เจ้า web server กันบ่อย ๆ เล่า อย่างมากก็ทำครั้งหรือสองครั้งเท่านั้นเอง</p>
<p>ผมเองก็คิดจะหัดเขียนการ์ตูนเหมือนกัน แต่คงต้องอีกหลายสิบปีว่ะ กว่าจะเก่งขึ้นมาได้</p>
 <img src="http://www.parinya.net/wp-content/plugins/wordpress-feed-statistics/feed-statistics.php?view=1&post_id=1630" width="1" height="1" style="display: none;" /><div id="fb-root"></div><script src="http://connect.facebook.net/th_TH/all.js#xfbml=1"></script><!-- Do not remove -->]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.parinya.net/node/1630/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Cloud Computing ราคาถูก</title>
		<link>http://www.parinya.net/node/1626?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=cloud-computing-%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2596%25e0%25b8%25b9%25e0%25b8%2581</link>
		<comments>http://www.parinya.net/node/1626#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 11 Oct 2011 02:43:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tai Parinya</dc:creator>
				<category><![CDATA[Programming]]></category>
		<category><![CDATA[amazon ec2]]></category>
		<category><![CDATA[cloud computing]]></category>
		<category><![CDATA[google app engine]]></category>
		<category><![CDATA[windows azure]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1626</guid>
		<description><![CDATA[ผมกำลังมองหา Cloud Computing ราคาถูกอยู่ ที่ว่าถูกนี่หมายถึงราคาถูกแต่สมรรถนะสูงนะ ไม่ใช่ถูกเฉย ๆ แต่สมรรถนะน้อยนิดกระจิดริดอะไรแบบนั้น ถึงแม้ทุกวันนี้จะมีบริการ Cloud Computing รายเล็กรายน้อยผุดขึ้นมาเยอะแยะ แต่ทุก ๆ ที่ก็คล้าย ๆ กันคือ แพง และ ไม่เสถียร สุดท้ายก็เลยต้องหันกลับมามองเจ้าใหญ่ ๆ สามเจ้าซึ่งได้แก่ Amazon EC2, Windows Azure และ Google App Engine สำหรับ Amazon EC2 ผมเคยลองแล้ว ใช้ได้ดีแต่ไม่มีอะไรได้มาฟรี คิดตังค์ทุกเม็ดไม่ว่าจะทำอะไร ถ้าใช้เครื่องระดับจิ๋วก็เสียเดือนล่ะ 800 บาท ถ้าเครื่องระดับเล็กก็เสียเดือนล่ะ 2000 บาท ผมเคยลองเครื่องระดับเล็กสองเครื่อง โดนไปเดือนล่ะ 4000 บาท เสียดายตังค์มาก เพราะแค่ลองก็ต้องเสียตังค์ซะล่ะ ส่วน Window Azure นี่ยังไม่เคยลอง แต่โดยส่วนตัวแล้วไม่ชอบ เพราะมันผูกขาดทุกอย่างกับเทคโนโลยี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมกำลังมองหา Cloud Computing ราคาถูกอยู่ ที่ว่าถูกนี่หมายถึงราคาถูกแต่สมรรถนะสูงนะ ไม่ใช่ถูกเฉย ๆ แต่สมรรถนะน้อยนิดกระจิดริดอะไรแบบนั้น</p>
<p>ถึงแม้ทุกวันนี้จะมีบริการ Cloud Computing รายเล็กรายน้อยผุดขึ้นมาเยอะแยะ แต่ทุก ๆ ที่ก็คล้าย ๆ กันคือ แพง และ ไม่เสถียร สุดท้ายก็เลยต้องหันกลับมามองเจ้าใหญ่ ๆ สามเจ้าซึ่งได้แก่ Amazon EC2, Windows Azure และ Google App Engine</p>
<p>สำหรับ Amazon EC2 ผมเคยลองแล้ว ใช้ได้ดีแต่ไม่มีอะไรได้มาฟรี คิดตังค์ทุกเม็ดไม่ว่าจะทำอะไร ถ้าใช้เครื่องระดับจิ๋วก็เสียเดือนล่ะ 800 บาท ถ้าเครื่องระดับเล็กก็เสียเดือนล่ะ 2000 บาท ผมเคยลองเครื่องระดับเล็กสองเครื่อง โดนไปเดือนล่ะ 4000 บาท เสียดายตังค์มาก เพราะแค่ลองก็ต้องเสียตังค์ซะล่ะ</p>
<p>ส่วน Window Azure นี่ยังไม่เคยลอง แต่โดยส่วนตัวแล้วไม่ชอบ เพราะมันผูกขาดทุกอย่างกับเทคโนโลยี .NET มันเป็นอะไรที่ขัดแย้งกับการทำ Web Application มาก ๆ เลยไม่ค่อยจะสนใจมันซักเท่าไหร่ ถึงมันจะมี ASP.NET มาให้ใช้ด้วยก็เถอะ</p>
<p>สุดท้ายก็ Google App Engine ซึ่งในตอนแรกผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เพราะมันรองรับแต่ภาษาคอมพิวเตอร์อย่าง Java และ Python แต่พอเห็นว่ามันฟรีในระดับเบื้องต้น และถ้าอยากได้เยอะ ๆ ก็ต้องเสียตังค์เพิ่ม มันก็เลยทำให้ผมคิดว่าไอ้เจ้า Google App Engine นี่มันก็น่าสนใจเหมือนกัน แถมล่าสุดผมยังเพิ่งไปค้น ๆ เจอว่า มีคนใจดีทำกลไกเพื่อให้สามารถขับเคลื่อน PHP บน Java ได้อีกต่างหาก อันนี้ยิ่งเลิศใหญ่</p>
<p>ผมเลยว่าผมจะไปลอง ๆ Google App engine ดู เพราะผมชอบของฟรี</p>
 <img src="http://www.parinya.net/wp-content/plugins/wordpress-feed-statistics/feed-statistics.php?view=1&post_id=1626" width="1" height="1" style="display: none;" /><div id="fb-root"></div><script src="http://connect.facebook.net/th_TH/all.js#xfbml=1"></script><!-- Do not remove -->]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.parinya.net/node/1626/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

