<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Parinya.NET</title>
	<atom:link href="http://www.parinya.net/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.parinya.net</link>
	<description>บล็อกของสาวกแห่งลัทธิ Software as a Service</description>
	<lastBuildDate>Fri, 27 Apr 2012 15:05:37 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.2</generator>
		<item>
		<title>เรื่องจริงเกี่ยวกับ Neural Network ที่ไม่ค่อยมีใครบอก</title>
		<link>http://www.parinya.net/node/1690?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2588%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2587%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a-neural-network-%25e0%25b8%2597</link>
		<comments>http://www.parinya.net/node/1690#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 27 Apr 2012 15:05:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tai Parinya</dc:creator>
				<category><![CDATA[Artificial Intelligence]]></category>
		<category><![CDATA[Pattern Recognition]]></category>
		<category><![CDATA[artificial neural network]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องจริง]]></category>
		<category><![CDATA[ไม่มีใครบอก]]></category>
		<category><![CDATA[neural network]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1690</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงนี้ผมกำลังอ่านหนังสือชื่อ Neural Network Design แต่งโดย Hagan, Demuth และ Beale เป็นการอ่านแบบจริงจังไม่จิงโจ้ อ่านเพื่อหวังจะเอาไปต่อยอดทำวิจัย ไม่ได้อ่านแบบไก่กา ผิวเผิน ลวก ๆ เพื่อเอาไปสอบแล้วก็ลืม ๆ ไปอะไรแบบนั้น คนนอกที่ไม่เคยเรียนรู้ Neural Network แต่มีความสนใจก็จะเข้าใจไปแบบนึง ส่วนคนในที่ได้เรียนรู้แล้วก็เข้าใจอีกแบบนึง ดังนั้น มาเรียบเรียงความเข้าใจที่เป็นความจริงเกี่ยวกับ Neural Network กันดีกว่า Neural Network เป็นชื่อเรียกสั้น ๆ ถ้าเป็นเต็ม ๆ เขาเรียกกันว่า Artificial Neural Network หรือว่า ANN จริง ๆ แล้ว Neural Network เป็นโมเดลทางคณิตศาสตร์ แต่คนคิดค้นเขาอยากจะให้เข้าใจง่าย ๆ เขาเลยวาดออกมาเป็นรูปภาพ คณิตศาสตร์ที่ใช้เกี่ยวกับ Neural Network จะเป็นพีชคณิตเชิงเส้น, เมตริกซ์ และ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงนี้ผมกำลังอ่านหนังสือชื่อ Neural Network Design แต่งโดย Hagan, Demuth และ Beale เป็นการอ่านแบบจริงจังไม่จิงโจ้ อ่านเพื่อหวังจะเอาไปต่อยอดทำวิจัย ไม่ได้อ่านแบบไก่กา ผิวเผิน ลวก ๆ เพื่อเอาไปสอบแล้วก็ลืม ๆ ไปอะไรแบบนั้น</p>
<p>คนนอกที่ไม่เคยเรียนรู้ Neural Network แต่มีความสนใจก็จะเข้าใจไปแบบนึง ส่วนคนในที่ได้เรียนรู้แล้วก็เข้าใจอีกแบบนึง ดังนั้น มาเรียบเรียงความเข้าใจที่เป็นความจริงเกี่ยวกับ Neural Network กันดีกว่า</p>
<ul>
<li>Neural Network เป็นชื่อเรียกสั้น ๆ ถ้าเป็นเต็ม ๆ เขาเรียกกันว่า Artificial Neural Network หรือว่า ANN</li>
<li>จริง ๆ แล้ว Neural Network เป็นโมเดลทางคณิตศาสตร์ แต่คนคิดค้นเขาอยากจะให้เข้าใจง่าย ๆ เขาเลยวาดออกมาเป็นรูปภาพ</li>
<li>คณิตศาสตร์ที่ใช้เกี่ยวกับ Neural Network จะเป็นพีชคณิตเชิงเส้น, เมตริกซ์ และ เวกเตอร์</li>
<li>Neural Network มาเกี่ยวกับสาขาวิชา Computer Science เพราะมันเป็นโมเดลที่ช่วยแก้ปัญหาทางด้าน Machine Learning ซึ่งเป็นแขนงวิชาย่อยของแขนงวิชา Artificial Intelligence ได้</li>
<li>เราสามารถทำความเข้าใจ Neural Network ได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการทำความเข้าใจผ่านรูปภาพโมเดล, ผ่านสมการ Summation, ผ่าน Matrix หรือแม้แต่ผ่านรูปภาพปริภูมิ 2 มิติหรือ 3 มิติ สรุปคือแล้วแต่จริตของใครว่าจะถนัดแบบไหน เพราะเข้าใจแบบไหนก็ได้ผลลัพธ์เหมือนกัน เช่นบางคนไม่เคยเรียน Matrix มาก่อน แต่อาจจะเข้าใจด้วยสมการ Summation ก็ได้ เป็นต้น</li>
<li>มีนักวิจัยเยอะแยะในโลกใบนี้ ที่พยายามคิดค้น Neural Network ในรูปแบบต่าง ๆ บางรูปแบบก็ไม่เป็นที่นิยม บางรูปแบบเคยเป็นที่นิยมแต่ล้าสมัยแล้ว บางรูปแบบก็แก้ปัญหาได้บางเรื่องแต่บางเรื่องก็แก้ไม่ได้ บางรูปแบบยังต้องต่อยอดไปอีกหลายขุมถึงจะใช้ได้</li>
<li>การวิจัย Neural Network รูปแบบใหม่ ๆ เป็นเรื่องยาก นักวิจัยส่วนใหญ่เลยเลือกจะเอา Neural Network รูปแบบที่มีคนคิดขึ้นแล้ว มาประยุกต์เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ แทน</li>
<li>Neural Network เป็นโมเดลทางคณิตศาสตร์ ดังนั้น นักวิจัยส่วนใหญ่จึงมักจะใช้ MATLAB เพื่อทำวิจัย เพราะ MATLAB มันเก่งเรื่อง Matrix และการแสดงผลภาพในปริภูมิ 2 มิติและ 3 มิติมาก ๆ แถมยังมีเครื่องมือเกี่ยวกับ Neural Network ในรูปแบบที่เป็นที่นิยมบรรจุอยู่อีกต่างหาก</li>
<li>การทำให้ Neural Network ฉลาดก็คือการสอนมัน แต่เรื่องจริงไม่ได้หมายความว่าเราใช้ปากไปสั่งสอนมัน หรือใช้การเขียนโปรแกรมไปสั่งมันแบบนั้น แต่มันหมายถึงการที่เราป้อนตัวอย่างข้อมูลให้มัน แล้วให้มันถามเรากลับมาว่า &#8220;ใช่&#8221; หรือ &#8220;ไม่ใช่&#8221; หรือ &#8220;เกือบใช่&#8221; หรือ &#8220;เกือบไม่ใช่&#8221; หรือ &#8220;คล้ายจะใช่&#8221; หรือ &#8220;คล้ายจะไม่ใช่&#8221; แล้วให้เราตอบมันกลับไปว่าเออมันต้องอย่างนั้นนะอย่างนี้นะ ให้มันจำของมัน แล้วก็ปรับค่าน้ำหนักไปเรื่อย ๆ</li>
<li>ถ้าจะให้มันฉลาด เราก็ต้องป้อนตัวอย่างข้อมูลให้มันเยอะ ๆ แต่พอเป็นแบบนั้น เราเองก็ขี้เกียจมาตอบมันเหมือนกัน ดังนั้น เราก็ต้องตอบมันไประดับนึง แล้วจากนั้นก็ให้มันตอบคำถามของตัวเอง ให้มันปรับตัวของมันเอง</li>
<li>เคยอ่านเจอที่ไหนไม่รู้เขาบอกว่า ถ้าจะให้ Neural Network ปรับตัวและปรับค่าน้ำหนักจนกระทั่งนึกรู้ได้แม่นยำ เราต้องป้อนตัวอย่างข้อมูลเพื่อสอนมันเป็นล้าน ๆ ชิ้นเลยทีเดียว</li>
<li>นักวิจัยส่วนใหญ่ที่เอา Neural Network ไปทำ Pattern Recognition มักไม่เคยได้ค่่าความแม่นยำเกิน 85% เลย ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน?</li>
<li>สุดท้ายนักวิจัยส่วนใหญ่ก็เลยหันเหไปวิจัยแบบผนวก โดยการแก้ปัญหา Pattern Recognition ด้วยการใช้ Neural Network รวมกับ Genetic Programming แทน</li>
</ul>
<p>สรุปแล้ว งานวิจัยทางด้าน Pattern Recognition ล้วนใช้คณิตศาสตร์อย่างเยอะเลยอ่ะ แล้วผมก็อ่อนคณิตศาสตร์ซะด้วยสิ แย่จริง ๆ</p>
 <img src="http://www.parinya.net/wp-content/plugins/wordpress-feed-statistics/feed-statistics.php?view=1&post_id=1690" width="1" height="1" style="display: none;" /><div id="fb-root"></div><script src="http://connect.facebook.net/th_TH/all.js#xfbml=1"></script><!-- Do not remove -->]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.parinya.net/node/1690/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ตำแหน่งชำนาญการของนักวิชาการคอมพิวเตอร์</title>
		<link>http://www.parinya.net/node/1684?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b3%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%258a%25e0%25b8%25b3%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%258d%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a7</link>
		<comments>http://www.parinya.net/node/1684#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 17 Mar 2012 13:59:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tai Parinya</dc:creator>
				<category><![CDATA[Management]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มวิชาชีพเฉพาะ]]></category>
		<category><![CDATA[ชำนาญการ]]></category>
		<category><![CDATA[นักวิชาการคอมพิวเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[สายสนับสนุน]]></category>
		<category><![CDATA[เชี่ยวชาญ]]></category>
		<category><![CDATA[เชี่ยวชาญพิเศษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1684</guid>
		<description><![CDATA[ปรกติแล้วคนที่สอนหนังสือในระดับมหาวิทยาลัย มักจะมีตำแหน่งทางวิชาการกัน เช่น อาจารย์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์, รองศาสตราจารย์ และ ศาสตราจารย์ เป็นต้น ตำแหน่งพวกนี้มักมีเงื่อนไขว่าต้องสอนหนังสือกี่ชั่วโมงบ้างล่ะ ต้องเขียนบทความบ้างล่ะ ต้องแต่งตำราบ้างล่ะ หรือ ต้องทำวิจัยโน่นนี่นั่น เพื่อให้ได้ตำแหน่งทางวิชาการเหล่านี้มา ทีนี้ มหาวิทยาลัยหลาย ๆ แห่งก็เริ่มออกนอกระบบมากขึ้นเรื่อย ๆ คือ เปลี่ยนจากมหาวิทยาลัยของรัฐ มาเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ สามารถหาเงินใช้เองได้ ไม่ต้องแบมือขอเงินหลวงมาเลี้ยงตัวเองอีก กำลังจะกลายเป็นเอกชนกลาย ๆ ว่าอย่างนั้น ดังนั้นก็เลยมีการเปิดกว้างมากขึ้น โดยให้บุคลากรต่าง ๆ ในสายสนับสนุน สามารถที่จะทำโน่นนี่นั่นแบบที่พวกสายวิชาการทำได้ เพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง ชำนาญการ, เชี่้ยวชาญ และ เชี่ยวชาญพิเศษ ซึ่งมีระดับชั้นตามลำดับเทียบได้กับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์, รองศาสตราจารย์ และ ศาสตราจารย์ ในสายวิชาการ!!! ในทางกฎหมายแล้ว &#8220;นักวิชาการคอมพิวเตอร์&#8221; ถือเป็นตำแหน่งในสายงานวิชาชีพใน &#8220;สายสนับสนุน&#8221; และเป็น &#8220;กลุ่มวิชาชีพเฉพาะ&#8221; เป็นกลุ่มในระดับเดียวกับ แพทย์, ทันตแพทย์, สัตว์แพทย์, เภสัชกร, [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ปรกติแล้วคนที่สอนหนังสือในระดับมหาวิทยาลัย มักจะมีตำแหน่งทางวิชาการกัน เช่น อาจารย์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์, รองศาสตราจารย์ และ ศาสตราจารย์ เป็นต้น ตำแหน่งพวกนี้มักมีเงื่อนไขว่าต้องสอนหนังสือกี่ชั่วโมงบ้างล่ะ ต้องเขียนบทความบ้างล่ะ ต้องแต่งตำราบ้างล่ะ หรือ ต้องทำวิจัยโน่นนี่นั่น เพื่อให้ได้ตำแหน่งทางวิชาการเหล่านี้มา ทีนี้ มหาวิทยาลัยหลาย ๆ แห่งก็เริ่มออกนอกระบบมากขึ้นเรื่อย ๆ คือ เปลี่ยนจากมหาวิทยาลัยของรัฐ มาเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ สามารถหาเงินใช้เองได้ ไม่ต้องแบมือขอเงินหลวงมาเลี้ยงตัวเองอีก กำลังจะกลายเป็นเอกชนกลาย ๆ ว่าอย่างนั้น</p>
<p>ดังนั้นก็เลยมีการเปิดกว้างมากขึ้น โดยให้บุคลากรต่าง ๆ ในสายสนับสนุน สามารถที่จะทำโน่นนี่นั่นแบบที่พวกสายวิชาการทำได้ เพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง ชำนาญการ, เชี่้ยวชาญ และ เชี่ยวชาญพิเศษ ซึ่งมีระดับชั้นตามลำดับเทียบได้กับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์, รองศาสตราจารย์ และ ศาสตราจารย์ ในสายวิชาการ!!!</p>
<p>ในทางกฎหมายแล้ว &#8220;นักวิชาการคอมพิวเตอร์&#8221; ถือเป็นตำแหน่งในสายงานวิชาชีพใน &#8220;สายสนับสนุน&#8221; และเป็น &#8220;กลุ่มวิชาชีพเฉพาะ&#8221; เป็นกลุ่มในระดับเดียวกับ แพทย์, ทันตแพทย์, สัตว์แพทย์, เภสัชกร, พยาบาล, วิศวกรไฟฟ้า, วิศวกรเครื่องกล, วิศวกรโยธา, สถาปนิก เป็นต้น</p>
<p>ดังนั้น ความโหดเคี่ยวในการขอตำแหน่ง ชำนาญการ, เชี่ยวชาญ และ เชี่ยวชาญพิเศษ จึงไม่แพ้กับสายวิชาการ เพราะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีคุณสมบัติพอที่จะได้รับตำแหน่งที่ว่า ซึ่งวิธีพิสูจน์ทราบก็มีเพียงปลายทางเดียวนั่นคือ ทำให้เห็นเป็นรูปธรรม!!!</p>
<p>ส่วนต้นทางในการพิสูจน์ทราบนั้น ก็มีได้หลายวิธีไม่ว่าจะเป็น การแต่งตำรา, การแต่งหนังสือ, การแปลหนังสือ, การประดิษฐ์คิดค้น, การแสดงนิทรรศการ, การเขียนบทความวิชาการ เป็นต้น ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้น จะต้องถูกประเมินแล้วว่าเป็นผลงานระดับ &#8220;ดี&#8221; ขึ้นไป ไม่ใช่ไก่กา แถมผลงานยังต้องถูกเผยแพร่ต่อสาธารณชน และที่สำคัญจะต้องทำอย่างน้อย 3 เรื่อง/ชิ้นขึ้นไป เพื่อจะเสนอขอตำแหน่งชำนาญการ, เชี่ยวชาญ และ เชี่ยวชาญพิเศษ!!!</p>
<p>มันเหมือนกับการที่นักศึกษาปริญญาตรี ต้องทำปริญญานิพนธ์ 3 เรื่องเพื่อยื่นในคราวเดียว สำหรับขอจบเป็นบัณฑิตเพื่อให้ได้รับปริญญาบัตร 1 ใบ อะไรประมาณนั้นเลยทีเดียวเชียว!!!</p>
 <img src="http://www.parinya.net/wp-content/plugins/wordpress-feed-statistics/feed-statistics.php?view=1&post_id=1684" width="1" height="1" style="display: none;" /><div id="fb-root"></div><script src="http://connect.facebook.net/th_TH/all.js#xfbml=1"></script><!-- Do not remove -->]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.parinya.net/node/1684/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ให้ PHP ใช้ SAPRFC เพื่อดึงข้อมูลจาก SAP R/3</title>
		<link>http://www.parinya.net/node/1681?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%25ab%25e0%25b9%2589-php-%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%258a%25e0%25b9%2589-saprfc-%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b6%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2582%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b9%25e0%25b8%25a5</link>
		<comments>http://www.parinya.net/node/1681#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Mar 2012 15:02:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tai Parinya</dc:creator>
				<category><![CDATA[Programming]]></category>
		<category><![CDATA[SAP]]></category>
		<category><![CDATA[PHP]]></category>
		<category><![CDATA[SAPRFC]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1681</guid>
		<description><![CDATA[ผมกำลังจะทำชิ้นงานหนึ่งชิ้น เพื่อดึงเอาข้อมูลออกจาก SAP R/3 ออกมาใช้ครับ โดยชิ้นงานที่ว่าจะออกเป็นแนว Web Application ซึ่งผมก็คิดว่าผมจะสร้างมันด้วย PHP โดยจะใช้ SAPRFC ซึ่งเป็น PHP Extension สำหรับแทงทะลุเข้าไปใน SAP R/3 ครับ จริง ๆ แล้วผมจะเขียนภาษา ABAP เพื่อให้มันทำงานบน SAP R/3 ก็ได้นะ มันได้ผลเหมือนกัน เพียงแต่ผมอยากจะแสดงผลออกมาเป็น Web Application ที่มีลูกเล่นสวย ๆ โดยใช้ XHTML + CSS + jQuery + AJAX มากกว่า และอีกอย่างผมก็ไม่อยากจะให้ผู้ใช้งาน ต้องมาติดตั้ง SAP GUI ให้วุ่นวายด้วย ก็เลยเลือกทำเป็น Web Application แทน หลัก ๆ แล้วการเชื่อมต่อจาก PHP [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมกำลังจะทำชิ้นงานหนึ่งชิ้น เพื่อดึงเอาข้อมูลออกจาก SAP R/3 ออกมาใช้ครับ โดยชิ้นงานที่ว่าจะออกเป็นแนว Web Application ซึ่งผมก็คิดว่าผมจะสร้างมันด้วย PHP โดยจะใช้ SAPRFC ซึ่งเป็น PHP Extension สำหรับแทงทะลุเข้าไปใน SAP R/3 ครับ</p>
<p>จริง ๆ แล้วผมจะเขียนภาษา ABAP เพื่อให้มันทำงานบน SAP R/3 ก็ได้นะ มันได้ผลเหมือนกัน เพียงแต่ผมอยากจะแสดงผลออกมาเป็น Web Application ที่มีลูกเล่นสวย ๆ โดยใช้ XHTML + CSS + jQuery + AJAX มากกว่า และอีกอย่างผมก็ไม่อยากจะให้ผู้ใช้งาน ต้องมาติดตั้ง SAP GUI ให้วุ่นวายด้วย ก็เลยเลือกทำเป็น Web Application แทน</p>
<p>หลัก ๆ แล้วการเชื่อมต่อจาก PHP ไปที่ SAP R/3 สามารถทำได้สองวิธีครับ คือใช้ <a href="http://www.parinya.net/wp-content/plugins/wordpress-feed-statistics/feed-statistics.php?url=aHR0cDovL2VuLndpa2lwZWRpYS5vcmcvd2lraS9SZW1vdGVfZnVuY3Rpb25fY2FsbA==">RFC</a> กับใช้ <a href="http://www.parinya.net/wp-content/plugins/wordpress-feed-statistics/feed-statistics.php?url=aHR0cDovL2VuLndpa2lwZWRpYS5vcmcvd2lraS9TT0FQ">SOAP</a> แต่ผมเลือกใช้ RFC เพราะมีคนเก่ง ๆ ทำ PHP Extension ที่เรียกว่า SAPRFC ให้เราแล้ว ทำเป็น API สวยงาม พร้อมให้เราเรียกใช้ได้เลย</p>
<p>ตอนแรกผมนึกว่าผมจะใช้ ASP.NET เพื่อทำเป็น Web Application แล้วต่อเชื่อมไป SAP R/3 ด้วย SAP Netweaver ที่มี API ของ .NET Framework เตรียมมาให้ แต่แย่หน่อย ผมไม่ได้เป็นสาวกของ Microsoft ผมชอบ PHP มากกว่า ก็เลยเลือกใช้ PHP แทน (ชุมชนมันใหญ่ดี)</p>
<p>วกกลับมาเรื่อง RFC ต่อ คือว่า แนวคิดของ SAP R/3 เ่นี่ย เขาจะอนุญาตให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ภายนอกเรียกเข้ามาที่ SAP R/3 ได้ แต่ไม่ให้เรียกเข้ามาตรง ๆ มาคุ้ยมาเขี่ยตามใจชอบอะไรแบบนั้น คือจะต้องเรียก Function ที่เตรียมเอาไว้ใน SAP R/3 ซึ่ง Function ดังกล่าวก็จะมี Parameter สำหรับรับเข้าและส่งออก และที่สำคัญ Function ดังกล่าวต้องสร้างเอาไว้โดยมีคุณสมบัติเป็น Remote-enabled Module</p>
<p>มีคนแต่งหนังสือสอนเรื่องนี้ไว้หลายคน เช่น <a href="http://www.parinya.net/wp-content/plugins/wordpress-feed-statistics/feed-statistics.php?url=aHR0cDovL3d3dy5zZG4uc2FwLmNvbS9pcmovc2NuL2dvL3BvcnRhbC9wcnRyb290L2RvY3MvbGlicmFyeS91dWlkL2E1ZDViNmY2LTAzMDEtMDAxMC00ZmFlLWYzYjkxYmNmZDY0Mj9RdWlja0xpbms9aW5kZXgmIzAzODtvdmVycmlkZWxheW91dD10cnVlJiMwMzg7MTA3ODQ2NjI4ODA1NzM=">อันนี้</a> เป็นต้น</p>
<p>การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อเชื่อมต่อกับ SAP R/3 ถือว่าเป็นเรื่องท้าทาย เพราะโดยปรกติแล้ว ก็มีแต่ผลิตภัณฑ์ของ SAP กันเองนั่นแหล่ะ ที่ใช้่ RFC เพื่อเชื่อมต่อรับส่งข้อมูลหากัน คนนอกไม่ค่อยอยากไปยุ่งด้วยเท่าไหร่หรอก มันเป็นระบบกึ่งปิดกึ่งเปิด</p>
 <img src="http://www.parinya.net/wp-content/plugins/wordpress-feed-statistics/feed-statistics.php?view=1&post_id=1681" width="1" height="1" style="display: none;" /><div id="fb-root"></div><script src="http://connect.facebook.net/th_TH/all.js#xfbml=1"></script><!-- Do not remove -->]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.parinya.net/node/1681/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ใช้ NoSQL จัดการกับ Big Data</title>
		<link>http://www.parinya.net/node/1678?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%258a%25e0%25b9%2589-nosql-%25e0%25b8%2588%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a-big-data</link>
		<comments>http://www.parinya.net/node/1678#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 04 Mar 2012 11:06:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tai Parinya</dc:creator>
				<category><![CDATA[Database]]></category>
		<category><![CDATA[Big Data]]></category>
		<category><![CDATA[DBMS]]></category>
		<category><![CDATA[JOIN]]></category>
		<category><![CDATA[NoSQL]]></category>
		<category><![CDATA[RDBMS]]></category>
		<category><![CDATA[SQL]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1678</guid>
		<description><![CDATA[ข้อมูลในองค์กรที่ ๆ ผมทำงานอยู่ กำลังมีมากขึ้นเรื่อย ๆ จะเอาออกก็ไม่ได้ เพราะผู้ใช้งานก็ยังใช้สืบค้นอยู่ จะว่าเปลืองพื้นที่ก็ไม่ใช่ เพราะเดี๋ยวนี้อัดฮาร์ดดิสก์กันทีเป็นหลักเทราไบต์ แถมเครื่องนึงใส่ฮาร์ดดิสก์หลายลูก ทำเป็นคลัสเตอริ่งโน่นนี่นั่นอีกต่างหาก ปัญหามันอยู่ที่การสืบค้นข้อมูล มันใช้เวลานานขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งตอนที่กำลังอ่านพร้อมกับกำลังเขียน ยิ่งใช้เวลานานเข้าไปใหญ่ นี่ยังไม่นับว่ามีคนแย่งกันใช้แหล่งข้อมูลเดียวกันเป็นร้อย ๆ เครื่องด้วยนะเอ้อ ทางเลือกมีไม่มาก ผมเลยเริ่มหันมามอง NoSQL อย่างจริงจัง ซึ่งถึงมันเพิ่งจะเริ่มตั้งไข่ได้ไม่กี่ปี แต่ผมก็คิดว่าในอนาคตผมต้องได้ใช้มันแน่ ๆ ปัญหาที่ตอนนี้ผมเจอเกี่ยวกับ NoSQL ก็คือแนวความคิดที่่ว่า มันจะไม่มีการ JOIN ระหว่างตารางข้อมูล มันขัดกับหลักพื้นฐานที่ร่ำเรียนมามาก ๆ และการประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติมันก็หลีกเลี่ยงการ JOIN ไม่ได้ด้วยอ่ะดิ เพราะข้อมูลในทางธุรกิจมันพัวพันยึดโยงกันอยู่ มันควรจะแยกอิสระออกจากกันแล้ว JOIN กันตามแบบเดิม ๆ ที่เคยเป็น ถ้า DBMS แบบ NoSQL ไม่ยอมทำเรื่อง JOIN ข้อมูล งั้นก็คงมีทางเลือกสองทาง คือออกแบบเป็นแบบ Denormalized หรือไม่ก็ต้องเขียนโปรแกรมเพื่อ JOIN [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ข้อมูลในองค์กรที่ ๆ ผมทำงานอยู่ กำลังมีมากขึ้นเรื่อย ๆ จะเอาออกก็ไม่ได้ เพราะผู้ใช้งานก็ยังใช้สืบค้นอยู่ จะว่าเปลืองพื้นที่ก็ไม่ใช่ เพราะเดี๋ยวนี้อัดฮาร์ดดิสก์กันทีเป็นหลักเทราไบต์ แถมเครื่องนึงใส่ฮาร์ดดิสก์หลายลูก ทำเป็นคลัสเตอริ่งโน่นนี่นั่นอีกต่างหาก</p>
<p>ปัญหามันอยู่ที่การสืบค้นข้อมูล มันใช้เวลานานขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งตอนที่กำลังอ่านพร้อมกับกำลังเขียน ยิ่งใช้เวลานานเข้าไปใหญ่ นี่ยังไม่นับว่ามีคนแย่งกันใช้แหล่งข้อมูลเดียวกันเป็นร้อย ๆ เครื่องด้วยนะเอ้อ</p>
<p>ทางเลือกมีไม่มาก ผมเลยเริ่มหันมามอง NoSQL อย่างจริงจัง ซึ่งถึงมันเพิ่งจะเริ่มตั้งไข่ได้ไม่กี่ปี แต่ผมก็คิดว่าในอนาคตผมต้องได้ใช้มันแน่ ๆ</p>
<p>ปัญหาที่ตอนนี้ผมเจอเกี่ยวกับ NoSQL ก็คือแนวความคิดที่่ว่า มันจะไม่มีการ JOIN ระหว่างตารางข้อมูล มันขัดกับหลักพื้นฐานที่ร่ำเรียนมามาก ๆ และการประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติมันก็หลีกเลี่ยงการ JOIN ไม่ได้ด้วยอ่ะดิ เพราะข้อมูลในทางธุรกิจมันพัวพันยึดโยงกันอยู่ มันควรจะแยกอิสระออกจากกันแล้ว JOIN กันตามแบบเดิม ๆ ที่เคยเป็น</p>
<p>ถ้า DBMS แบบ NoSQL ไม่ยอมทำเรื่อง JOIN ข้อมูล งั้นก็คงมีทางเลือกสองทาง คือออกแบบเป็นแบบ Denormalized หรือไม่ก็ต้องเขียนโปรแกรมเพื่อ JOIN เอง!!!</p>
<p>ผมคิดว่าคนอื่นก็คิดคล้าย ๆ กัน และผมก็ได้ข่าวว่าตอนนี้มีการซุ่มพัฒนาภาษาคอมพิวเตอร์ ที่เหมือนกับภาษา SQL เพื่อใช้สำหรับฐานข้อมูลแบบ NoSQL โดยเฉพาะ ผมก็เลยคิดว่าภายในปี สองปี สามปี ที่จะถึงนี้ เราอาจจะพบว่า DBMS แบบ NoSQL กับภาษาคอมพิวเตอร์เพื่อสืบค้นฐานข้อมูลแบบใหม่ อาจจะใส่กลไกการ JOIN แบบใหม่เข้าไปก็ได้ เมื่อถึงตอนนั้น เราคงจะได้ใช้ฐานข้อมูลแบบใหม่ บนพื้นฐานความรู้แบบเก่า โดยไม่กระทบกระเทือนกับของเดิมที่พัฒนาเอาไว้แล้ว</p>
<p>ของใหม่มันก็ดีอยู่หรอกนะ แต่ยังไงเราก็ต้องใส่ใจกับของเก่าด้วย เพราะต้นทุนในการยกระดับให้ทันสมัย มันแพงเอาเรื่องอยู่เหมือนกันนะเออ</p>
 <img src="http://www.parinya.net/wp-content/plugins/wordpress-feed-statistics/feed-statistics.php?view=1&post_id=1678" width="1" height="1" style="display: none;" /><div id="fb-root"></div><script src="http://connect.facebook.net/th_TH/all.js#xfbml=1"></script><!-- Do not remove -->]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.parinya.net/node/1678/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การใช้บริการอินเทอร์เน็ตในครัวเรือน</title>
		<link>http://www.parinya.net/node/1674?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%258a%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%258c%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2599</link>
		<comments>http://www.parinya.net/node/1674#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 14 Feb 2012 03:45:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tai Parinya</dc:creator>
				<category><![CDATA[Internetworking]]></category>
		<category><![CDATA[การใช้]]></category>
		<category><![CDATA[ครัวเรือน]]></category>
		<category><![CDATA[บริการ]]></category>
		<category><![CDATA[อินเทอร์เน็ต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1674</guid>
		<description><![CDATA[ผมกำลังจะย้ายไปอยู่บ้านใหม่ ที่นั่นยังไม่ได้ติดตั้งอินเทอร์เน็ตเลย นึก ๆ ดูแล้วผมก็ผ่านช่วงของการใช้บริการอินเทอร์เน็ตมาแล้วหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น การใช้บริการแบบ Dial up โดยการหมุนโมเด็มเข้าไปที่ผู้ให้บริการผ่านโทรศัพท์ที่บ้าน หมุนแล้วก็เชื่อมได้บ้างไม่ได้บ้าง จะต่อได้แต่ล่ะทีลุ้นระทึกสุด ๆ สำหรับผู้ให้บริการก็ขึ้นอยู่กับช่วงเวลานั้น ๆ เช่นถ้าตอนที่เรียนอยู่ก็อาศัยหมุนเข้าไปที่สถานศึกษา พอจบมาทำงานก็อาศัยซื้อบริการเป็นแบบรายชั่วโมงจากบริษัทเอกชน ส่วนความเร็วในการเข้าอินเทอร์เน็ตก็อยู่ที่ 14kbps ถึง 56kbps แบบว่าได้ขนาดนี้ก็วาสนาสุด ๆ แล้ว จากนั้นก็ถึงยุค Broadband แบบข้ามาคนเดียว คือผมใช้อยู่คนเดียว ไม่แบ่งใครในบ้าน เพราะผมใช้โมเด็มที่ผู้ให้บริการให้มา ต่อตรงเข้าเครื่องผมเลย ไอ้เรื่องแจกสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้ใครนี่ไม่มี อย่างมากก็ยอมทำให้เครื่องตัวเองเป็นสะพาน เพื่อเชื่อมไปยังอีกเครื่องนึงโดยใช้สาย LAN แบบไขว้สายเท่านั้น สมัยนั้นยังไม่มีหรอก ไอ้เจ้า ADSL Modem Router น่ะ จะมีก็แต่ ADSL Modem ตัวนึง กับ Router ตัวนึง ซึ่งซื้อแยกแล้วมันแพง มันไม่คุ้มกับการใช้งานคนเดียว พอผ่านไปซักพักนึงผมก็เปลี่ยนยุคเป็น Broadband แบบข้าแบ่งหลายคนแบบไร้สาย โดยผมยอมซื้อ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมกำลังจะย้ายไปอยู่บ้านใหม่ ที่นั่นยังไม่ได้ติดตั้งอินเทอร์เน็ตเลย นึก ๆ ดูแล้วผมก็ผ่านช่วงของการใช้บริการอินเทอร์เน็ตมาแล้วหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น</p>
<p>การใช้บริการแบบ Dial up โดยการหมุนโมเด็มเข้าไปที่ผู้ให้บริการผ่านโทรศัพท์ที่บ้าน หมุนแล้วก็เชื่อมได้บ้างไม่ได้บ้าง จะต่อได้แต่ล่ะทีลุ้นระทึกสุด ๆ สำหรับผู้ให้บริการก็ขึ้นอยู่กับช่วงเวลานั้น ๆ เช่นถ้าตอนที่เรียนอยู่ก็อาศัยหมุนเข้าไปที่สถานศึกษา พอจบมาทำงานก็อาศัยซื้อบริการเป็นแบบรายชั่วโมงจากบริษัทเอกชน ส่วนความเร็วในการเข้าอินเทอร์เน็ตก็อยู่ที่ 14kbps ถึง 56kbps แบบว่าได้ขนาดนี้ก็วาสนาสุด ๆ แล้ว</p>
<p>จากนั้นก็ถึงยุค Broadband แบบข้ามาคนเดียว คือผมใช้อยู่คนเดียว ไม่แบ่งใครในบ้าน เพราะผมใช้โมเด็มที่ผู้ให้บริการให้มา ต่อตรงเข้าเครื่องผมเลย ไอ้เรื่องแจกสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้ใครนี่ไม่มี อย่างมากก็ยอมทำให้เครื่องตัวเองเป็นสะพาน เพื่อเชื่อมไปยังอีกเครื่องนึงโดยใช้สาย LAN แบบไขว้สายเท่านั้น สมัยนั้นยังไม่มีหรอก ไอ้เจ้า ADSL Modem Router น่ะ จะมีก็แต่ ADSL Modem ตัวนึง กับ Router ตัวนึง ซึ่งซื้อแยกแล้วมันแพง มันไม่คุ้มกับการใช้งานคนเดียว</p>
<p>พอผ่านไปซักพักนึงผมก็เปลี่ยนยุคเป็น Broadband แบบข้าแบ่งหลายคนแบบไร้สาย โดยผมยอมซื้อ Wireless ADSL Modem Router เพื่อรับสัญญาณอินเทอร์เน็ตเข้ามา แล้วปล่อยสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้คนทั้งบ้านแบบไร้สาย ซึ่งว่าตามจริงแล้วผมก้าวกระโดดไปหน่อย เพราะผมไม่ได้ผ่านยุค Broadband แบบข้าแบ่งหลายคนแบบมีสายไป แบบว่ากว่าผมจะรู้จัก ADSL Modem Router ตลาดบ้านเราก็ใช้เทคโนโลยีไร้สายกันหมดแล้ว ผมก็เลยไม่ต้องมาใช้เทคโนโลยีลากสาย LAN ให้มันยุ่งยากอีก</p>
<p>บ้านเก่าก็ปล่อยให้มันเป็นแบบนั้นไป ส่วนที่บ้านใหม่ผมมีทางเลือกใหม่ ๆ สามทาง นอกเหนือจากแบบเดิม ๆ ในการเข้าใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งวิธีแรกคือ AIS AIRNET, วิธีที่สองคือ AIS AirCard และวิธีที่สามคือ True Wifi</p>
<p>ถ้าเป็น AIS AIRNET มันก็ไม่ต่างอะไรกับ Broadband แบบเดิม เพียงแต่แทนที่ผู้ให้บริการจะลากสายอินเทอร์เน็ตมาเข้าบ้านเรา ก็เปลี่ยนเป็นมาตั้งตัวรับสัญญาณที่บ้านเรา เพื่อจ่ายเข้า Router ให้เราแทน บริการนี้เหมาะมากกับพวกที่อยู่คอนโดมิเนียม เพราะไม่ต้องลากสายอินเทอร์เน็ตให้ยุ่งยาก เปิดระเบียงออกไปตั้งตัวรับสัญญาณได้เลย แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีข้อเสียนะ เพราะถึงแม้จะอยู่ในพื้นที่ให้บริการ แต่ถ้าระเบียงที่จะติดตั้งตัวรับสัญญาณ มันดันอยู่ในจุดอับสัญญาณ อันนี้ก็ซวยได้เหมือนกัน</p>
<p>ส่วน AIS AirCard นี่ก็โอเคเลยล่ะ เพราะถ้ามีมัน เราจะเอาคอมพิวเตอร์เราไปที่ไหนก็เข้าอินเทอร์เน็ตได้ จะเสียก็ตรงที่มันใช้ได้กับเครื่องแค่เครื่องเดียว ไม่สามารถจ่ายสัญญาณอินเทอร์เน็ตตรง ๆ ผ่าน Router ไปแบ่งให้คนอื่นได้ หรือถ้าจะต้องทำ ก็ต้องมาปรับแต่งยุ่งยากให้เครื่องของเราเป็นสะพานให้คนอื่นอีกทอดหนึ่ง</p>
<p>สุดท้ายเป็น True Wifi ผมตรวจแล้วจุด Hotspots มันอยู่ไกลบ้านใหม่ผมพอควร ผมยังไม่ได้ไปตรวจว่าสัญญาณไม่ถึง หรือสัญญาณมันถึงแต่ว่าอ่อนหรือเปล่า แต่ยังไงก็ต้องอธิบายหน่อยว่าบริการนี้ถือว่าดีมาก หากเราจะใช้บริการอินเทอร์เน็ตแบบติดพื้นที่ ไม่เคลื่อนย้ายไปไหนไกล ๆ แถมเราไม่ต้องลงทุนซื้อ ADSL Modem Router, ไม่ต้องลากสายอินเทอร์เน็ตเข้าบ้านกรณีจะใช้ Broadband แบบเดิม, ไม่ต้องตั้งตัวรับสัญญาณอินเทอร์เน็ตแบบ AIS Aircard ในกรณีที่เราจะใช้บริการแบบไร้สาย และผมก็ใช้อินเทอร์เน็ตอยู่คนเดียว ไอ้แบบนี้แหล่ะที่จะใช้ต้นทุนน้อยที่สุด เพราะเครื่องผมเป็นภาครับแต่เพียงอย่างเดียว</p>
<p>แต่เอาเข้าจริงแล้ว ผมว่าผมเลือกใช้ AIR AirCard ดีกว่า มันน่าจะดีที่สุดสำหรับคนที่ใช้ชีวิตครึ่งนึงกับการอยู่นิ่ง ๆ ในพื้นที่ และชีวิตอีกครึ่งหนึ่งเดินทางไปไหนมาไหนอ่ะนะ</p>
 <img src="http://www.parinya.net/wp-content/plugins/wordpress-feed-statistics/feed-statistics.php?view=1&post_id=1674" width="1" height="1" style="display: none;" /><div id="fb-root"></div><script src="http://connect.facebook.net/th_TH/all.js#xfbml=1"></script><!-- Do not remove -->]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.parinya.net/node/1674/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ก็ทำมันบน SAP สิ</title>
		<link>http://www.parinya.net/node/1670?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%2581%25e0%25b9%2587%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b3%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%2599-sap-%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b4</link>
		<comments>http://www.parinya.net/node/1670#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 Jan 2012 09:40:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tai Parinya</dc:creator>
				<category><![CDATA[Programming]]></category>
		<category><![CDATA[SAP]]></category>
		<category><![CDATA[SAP Form]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1670</guid>
		<description><![CDATA[องค์กรส่วนใหญ่มักจะลดคนทำงานครับ ไม่ได้หมายถึงว่าจงใจจะลดนะ แต่หมายถึงว่ามันมีคนทำงานลาออกไป แต่ไม่ได้มีคนทำงานคนใหม่ ๆ เติมเข้ามา มันเลยทำให้เกิดช่องว่าง คืองานมีมากกว่าคน ดังนั้น ผู้ร่วมงานของผมซึ่งเคยรับบทบาทเป็น &#8220;นักวิเคราะห์ระบบงานคอมพิวเตอร์&#8221; ก็ต้องกลายร่างเป็น &#8220;นักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์&#8221; ในขณะที่ผู้ร่วมงานบางคนก็ต้องเปลี่ยนบทบาทจาก &#8220;นักบริหารจัดการระบบงานคอมพิวเตอร์&#8221; มาเป็น &#8220;นักวิเคราะห์ระบบงานคอมพิวเตอร์&#8221; ผมเองเป็นคนจำพวกหลัง มันเลยทำให้ผมต้องกลับมาวิเคราะห์ระบบงานคอมพิวเตอร์ เพื่อให้คอมพิวเตอร์มันทำงานตามความต้องการของผู้ใช้งาน!!! เดี๋ยวนี้ผู้ใช้งานเอาแต่ใจตัวเองน้อยลงครับ เริ่มจะไม่สนใจแล้วว่าผลลัพธ์จะออกมาในรูปแบบใด ขอแค่มันออกมาได้เป็นพอแล้ว มันก็เลยทำให้นักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เริ่มมีทางเลือกมากขึ้น ว่าจะแสดงผลลัพธ์ออกมาในรูปแบบใด ไม่ว่าจะเป็น Window Form, Web Form, SAP Form หรือ Oracle Form และใช้กลไกใดในการทำให้มันสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็น Window Application หรือ Web Application เป็นต้น ทีนี้ถ้าแหล่งกำเนิดข้อมูลสำหรับนำเข้าระบบฯ มันมาจากหลายแหล่งล่ะ? เราควรจะพิจารณาว่าเราควรจะสร้างกลไกแบบไหนดี เพื่อให้ทุ่นแรงมากที่สุด ซึ่งเรื่องนี้ต้องพิจารณาออกเป็นสามเรื่องใหญ่ ๆ คือ เรื่องแรกพิจารณาถึงสัดส่วนของแหล่งกำเนิดข้อมูล, สองคือการพิจารณาถึงความยากง่ายของกลไก และสามคือการพิจารณาถึงคนที่จะมาสร้างมันขึ้นมา อย่างเรื่องแรกที่ใช้วิธีพิจารณาถึงสัดส่วนของแหล่งกำเนิดข้อมูล เราก็ต้องมาดูว่าระบบฯที่เราจะสร้างขึ้นมา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>องค์กรส่วนใหญ่มักจะลดคนทำงานครับ ไม่ได้หมายถึงว่าจงใจจะลดนะ แต่หมายถึงว่ามันมีคนทำงานลาออกไป แต่ไม่ได้มีคนทำงานคนใหม่ ๆ เติมเข้ามา มันเลยทำให้เกิดช่องว่าง คืองานมีมากกว่าคน ดังนั้น ผู้ร่วมงานของผมซึ่งเคยรับบทบาทเป็น &#8220;นักวิเคราะห์ระบบงานคอมพิวเตอร์&#8221; ก็ต้องกลายร่างเป็น &#8220;นักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์&#8221; ในขณะที่ผู้ร่วมงานบางคนก็ต้องเปลี่ยนบทบาทจาก &#8220;นักบริหารจัดการระบบงานคอมพิวเตอร์&#8221; มาเป็น &#8220;นักวิเคราะห์ระบบงานคอมพิวเตอร์&#8221;</p>
<p>ผมเองเป็นคนจำพวกหลัง มันเลยทำให้ผมต้องกลับมาวิเคราะห์ระบบงานคอมพิวเตอร์ เพื่อให้คอมพิวเตอร์มันทำงานตามความต้องการของผู้ใช้งาน!!!</p>
<p>เดี๋ยวนี้ผู้ใช้งานเอาแต่ใจตัวเองน้อยลงครับ เริ่มจะไม่สนใจแล้วว่าผลลัพธ์จะออกมาในรูปแบบใด ขอแค่มันออกมาได้เป็นพอแล้ว มันก็เลยทำให้นักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เริ่มมีทางเลือกมากขึ้น ว่าจะแสดงผลลัพธ์ออกมาในรูปแบบใด ไม่ว่าจะเป็น Window Form, Web Form, SAP Form หรือ Oracle Form และใช้กลไกใดในการทำให้มันสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็น Window Application หรือ Web Application เป็นต้น</p>
<p>ทีนี้ถ้าแหล่งกำเนิดข้อมูลสำหรับนำเข้าระบบฯ มันมาจากหลายแหล่งล่ะ? เราควรจะพิจารณาว่าเราควรจะสร้างกลไกแบบไหนดี เพื่อให้ทุ่นแรงมากที่สุด ซึ่งเรื่องนี้ต้องพิจารณาออกเป็นสามเรื่องใหญ่ ๆ คือ เรื่องแรกพิจารณาถึงสัดส่วนของแหล่งกำเนิดข้อมูล, สองคือการพิจารณาถึงความยากง่ายของกลไก และสามคือการพิจารณาถึงคนที่จะมาสร้างมันขึ้นมา</p>
<p>อย่างเรื่องแรกที่ใช้วิธีพิจารณาถึงสัดส่วนของแหล่งกำเนิดข้อมูล เราก็ต้องมาดูว่าระบบฯที่เราจะสร้างขึ้นมา มันนำเข้าข้อมูลมาจากไหนบ้าง เช่น จาก SAP 50%, จาก Oracle Database 20%, จาก SQL Server 20% และจาก Microsoft Excel อีก 10% งั้นก็ตัดสินใจดิบ ๆ ได้เลยว่า เราควรจะทำโปรแกรมเป็นแบบ SAP Form ทำงานในแบบ Window Application บนสภาพแวดล้อมของ SAP โดยเขียนภาษา ABAP ขึ้นมา แล้วก็เรีียก Function Module มาตรฐานโน่นนี่นั่นที่ SAP จัดเตรียมมาให้ เพื่อสร้างเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขึ้นมา สำหรับต่อเชื่อมกับฐานข้อมูลของ SAP เอง และต่อเชื่อมกับ Oracle Database, SQL Server Database และมีกลไกในการ Import ไฟล์ Microsoft Excel อะไรเงี้ย</p>
<p>ส่วนเรื่องสองคือการพิจารณาถึงความยากง่ายของกลไก เราต้องพิจารณาว่าการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบไหนยากกว่ากัน เช่น เขียน ABAP เพื่อทำเป็น SAP Form ยากมั้ย? หรือเขียนด้วย Visual Studio .NET เพื่อทำเป็น Window Form จะยากกว่า หรือเขียนด้วย PHP แล้วใช้ CakePHP เพื่อทำเป็น Web Form แล้วให้มันทำงานแบบ Web Application จะลำบากหน่อยแต่ดูสวยงาม หรือแม้กระทั่งจะเขียนด้วย Developer 2000 เพื่อทำเป็น Oracle Form ซะเลย ซึ่งถ้าสุดท้ายเราพิจารณาแล้วว่าทำเป็น SAP Form มันจะง่ายกว่า เพราะมันมีกลไกเจ๋ง ๆ อย่าง ALV Report เอย มี Selection Screen เอยเอาไว้ให้เราใช้ เราก็ควรจะเลือกมันเป็นลำดับต้น ๆ ก่อน</p>
<p>สำหรับเรื่องที่สามซึ่งเป็นเรื่องสุดท้ายที่เราจะพิจารณา นั่นก็คือคนของเราน่ะถนัดใช้เครื่องมืออะไรในการทำ และมีความพร้อมจะทำหรือเปล่า เช่น เรามี ABAPER ที่เป็นคนของบริษัทภายนอกที่เราจ้างเอาไว้ด้วย man day ตายตัว เราควรจะให้เขาทำมั้ย? หรือ เราควรจะให้คนในองค์กรทำกันเองด้วย Visual Studio .NET เพราะคนของเราก็ทำ Window Application แบบ Win Form เก่งเหมือนกัน? หรือ เราควรจะใช้คนของทีม Web เพื่อให้มาทำ Web Form ดี แต่เอ๊ะ เขาไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาจะยอมทำให้หรือเปล่า?</p>
<p>ถ้าเราพิจารณาทั้งสามเงื่อนไขแล้ว เราเห็นว่ามันเข้าเงื่อนไขสองในสาม ก็เลือกแบบนั้น ๆ ไปก็แล้วกัน ซึ่งตามตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่า การเลือกทำบน SAP จะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด เพราะมีการนำเข้าข้อมูลจาก SAP 50% ซึ่งถือเป็นข้อมูลสัดส่วนใหญ่, ใช้ ABAP เพื่อทำ SAP Form ง่ายกว่า เพราะมีเครื่องมือที่เอื้ออำนวยในการเข้าถึงข้อมูล และ ใช้ ABAPER ของบริษัทที่จ้างเอาไว้ เพราะเป็นมืออาชีพกว่า เป็นต้น</p>
<p>สุดท้ายแล้วมันก็แล้วแต่ระบบคอมพิวเตอร์ของแต่ล่ะที่นั่นแหล่ะ ว่าเมื่อพิจารณาจากสามเงื่อนไขนี้แล้ว มันจะไปตกจุดสมดุลตรงไหน ไม่แน่ว่าบางทีอาจจะต้องทำ Window Form ครึ่งนึง Web Form ครึ่งนึง สำหรับระบบคอมพิวเตอร์หนึ่งระบบก็ได้ ใครจะไปรู้!!</p>
 <img src="http://www.parinya.net/wp-content/plugins/wordpress-feed-statistics/feed-statistics.php?view=1&post_id=1670" width="1" height="1" style="display: none;" /><div id="fb-root"></div><script src="http://connect.facebook.net/th_TH/all.js#xfbml=1"></script><!-- Do not remove -->]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.parinya.net/node/1670/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กิจการอุตสาหกรรมฉลาด</title>
		<link>http://www.parinya.net/node/1667?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2588%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%2589%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2594</link>
		<comments>http://www.parinya.net/node/1667#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 04 Jan 2012 15:23:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tai Parinya</dc:creator>
				<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[กิจการ]]></category>
		<category><![CDATA[ฉลาด]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1667</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงนี้ผมกำลังยุ่ง ๆ อยู่กับการเรียนรู้กระบวนการผลิตในแบบโรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งเรียนรู้เครื่องจักรทุ่นแรงต่าง ๆ ที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมอยู่ เพราะผมเริ่มรู้ตัวแล้วว่าผมกำลังอิ่มตัวในงานไอที อีกอย่างผมก็ได้ลองทำกิจการไอทีเล็ก ๆ หลายอย่างแล้วแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากผมมักจะทำคนเดียว ไม่ได้ทำเป็นหมู่คณะ แถมอุปนิสัยผมก็ไม่ชอบทำงานให้ใคร มันก็เลยไม่สอดคล้องกับกิจการไอทีในบ้านเรา ที่ต้องเอาดีจากการรับจ้างทำของให้คนอื่น หรือรับจ้างให้บริการทางด้านไอทีให้กับใคร ๆ คนไทยเราน่ะเข้าใจผิด คิดว่าจะก้าวกระโดดจากกิจการอุตสาหกรรม แล้วมาทำกิจการไอทีเลย ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริง แม้แต่ประเทศพัฒนาแล้ว ก็ยังมีบริษัทเพียงไม่กี่รายหรือเพียงหยิบมือ ที่สามารถก่อร่างและยืนหยัดขึ้นมาเป็นบริษัทไอทีแถวหน้าในวงการได้!!! ทุกอย่างต้องค่อยเป็นค่อยไป ผมก็เลยคิดว่าผมควรจะถอยกลับมาก้าวนึง โดยหันมาจับทางกิจการอุตสาหกรรมแทน ซึ่งเป็นได้ทั้งอุตสาหกรรมครัวเรือนหรืออุตสาหกรรมโรงงาน แล้วเอาไอทีที่ผมเรียนรู้มา เสริมเข้าไปในกิจการอุตสาหกรรมที่กำลังจะทำ เพื่อทำให้มันกลายเป็นกิจการอุตสาหกรรมฉลาด ที่ผ่านมา นิยามของอุตสาหกรรมมักดูไม่ค่อยฉลาด เพราะถ้าพูดถึงอุตสาหกรรม ทุกคนก็จะนึกถึงโรงงาน นึกถึงคนงานที่ต้องทำงานซ้ำ ๆ หน้าเครื่องจักร นึกถึงเครื่องจักรที่ไม่ค่อยฉลาด นึกถึงวัตถุดิบที่กองสุม ๆ เอาไว้มุมห้อง และนึกถึงโน่นนี่นั่น บลา ๆ ๆ ๆ โดยส่วนตัวแล้วผมมองว่าการทำให้กิจการอุตสาหกรรมฉลาดนั้น มีสองวิธี คือ &#8230; หนึ่ง ทำให้มันฉลาดโดยการเอาไอทีเข้าไปจับที่เครื่องจักร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงนี้ผมกำลังยุ่ง ๆ อยู่กับการเรียนรู้กระบวนการผลิตในแบบโรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งเรียนรู้เครื่องจักรทุ่นแรงต่าง ๆ ที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมอยู่ เพราะผมเริ่มรู้ตัวแล้วว่าผมกำลังอิ่มตัวในงานไอที อีกอย่างผมก็ได้ลองทำกิจการไอทีเล็ก ๆ หลายอย่างแล้วแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากผมมักจะทำคนเดียว ไม่ได้ทำเป็นหมู่คณะ แถมอุปนิสัยผมก็ไม่ชอบทำงานให้ใคร มันก็เลยไม่สอดคล้องกับกิจการไอทีในบ้านเรา ที่ต้องเอาดีจากการรับจ้างทำของให้คนอื่น หรือรับจ้างให้บริการทางด้านไอทีให้กับใคร ๆ</p>
<p>คนไทยเราน่ะเข้าใจผิด คิดว่าจะก้าวกระโดดจากกิจการอุตสาหกรรม แล้วมาทำกิจการไอทีเลย ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริง แม้แต่ประเทศพัฒนาแล้ว ก็ยังมีบริษัทเพียงไม่กี่รายหรือเพียงหยิบมือ ที่สามารถก่อร่างและยืนหยัดขึ้นมาเป็นบริษัทไอทีแถวหน้าในวงการได้!!!</p>
<p>ทุกอย่างต้องค่อยเป็นค่อยไป ผมก็เลยคิดว่าผมควรจะถอยกลับมาก้าวนึง โดยหันมาจับทางกิจการอุตสาหกรรมแทน ซึ่งเป็นได้ทั้งอุตสาหกรรมครัวเรือนหรืออุตสาหกรรมโรงงาน แล้วเอาไอทีที่ผมเรียนรู้มา เสริมเข้าไปในกิจการอุตสาหกรรมที่กำลังจะทำ เพื่อทำให้มันกลายเป็นกิจการอุตสาหกรรมฉลาด</p>
<p>ที่ผ่านมา นิยามของอุตสาหกรรมมักดูไม่ค่อยฉลาด เพราะถ้าพูดถึงอุตสาหกรรม ทุกคนก็จะนึกถึงโรงงาน นึกถึงคนงานที่ต้องทำงานซ้ำ ๆ หน้าเครื่องจักร นึกถึงเครื่องจักรที่ไม่ค่อยฉลาด นึกถึงวัตถุดิบที่กองสุม ๆ เอาไว้มุมห้อง และนึกถึงโน่นนี่นั่น บลา ๆ ๆ ๆ</p>
<p>โดยส่วนตัวแล้วผมมองว่าการทำให้กิจการอุตสาหกรรมฉลาดนั้น มีสองวิธี คือ &#8230;</p>
<p>หนึ่ง ทำให้มันฉลาดโดยการเอาไอทีเข้าไปจับที่เครื่องจักร หรือก็คือควบคุมเครื่องจักรให้ทำงานอัตโนมัติด้วยสมองกล ไม่้ว่าจะใช้วิธีฝังไมโครชิปให้กับเครื่องจักร หรือควบคุมเครื่องจักรผ่านระบบคอมพิวเตอร์ หรือ</p>
<p>สอง ปล่อยให้เครื่องจักรโง่ต่อไป แล้วเอาไอทีเข้าไปจับที่กระบวนการบริหารจัดการ โดยใช้คอมพิวเตอร์เพื่อทำ Enterprise Resource Planning หรือก็คือให้คอมพิวเตอร์เป็นตัวบริหารจัดการด้านบัญชี, การเงิน, พัสดุ, การขาย, การผลิต และ บุคลากร แทน</p>
<p>ไม่ว่าจะวิธีไหนก็ล้วนต้องใช้ความรู้ทางไอทีทั้งนั้น ไม่มากก็น้อย</p>
 <img src="http://www.parinya.net/wp-content/plugins/wordpress-feed-statistics/feed-statistics.php?view=1&post_id=1667" width="1" height="1" style="display: none;" /><div id="fb-root"></div><script src="http://connect.facebook.net/th_TH/all.js#xfbml=1"></script><!-- Do not remove -->]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.parinya.net/node/1667/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรงงานฉลาด คืออะไร?</title>
		<link>http://www.parinya.net/node/1662?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2589%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2594-%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25b7%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25b0%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a3</link>
		<comments>http://www.parinya.net/node/1662#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 15 Dec 2011 16:15:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tai Parinya</dc:creator>
				<category><![CDATA[Inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[ฉลาด]]></category>
		<category><![CDATA[โรงงาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1662</guid>
		<description><![CDATA[โรงงานฉลาดก็คือโรงงานที่ไม่โง่ และการที่มันไม่โง่ก็เป็นเพราะมันมีส่วนประกอบหลักอันได้แก่ เครื่องจักรฉลาด, บุคลากรฉลาด และ กระบวนการฉลาด เครื่องจักรฉลาด คือ เครื่องจักรที่ให้พลังงานกล ซึ่งได้รับพลังงานจากพลังงานไฟฟ้า โดยไม่สนใจว่าไฟฟ้าที่นำมาป้อนเครื่องจักร ถูกผลิตมาจากแหล่งกำเนิดใด ส่วนพลังงานไฟฟ้าที่ป้อนเข้าสู่เครื่องจักร ก็ถูกควบคุมการจ่ายด้วยสัญญาณไฟฟ้า แล้วสัญญาณไฟฟ้าก็จะถูกควบคุมโดยวงจรอิเลกทรอนิกส์อีกต่อหนึ่ง สุดท้ายวงจรอิเลกทรอนิกส์ก็ถูกควบคุมโดยไมโครคอนโทรลเลอร์อีกทอดหนึ่งเป็นอันจบครบรอบพอดี บุคลากรฉลาด คือ ผู้บริหาร, พนักงานปกขาว และ พนักงานปกฟ้า ที่มีทักษะในหน้าที่ของตน มีความถนัดในการใช้งานเครื่องจักรฉลาด มีวินัยและปฏิบัติตามกระบวนการฉลาดที่ถูกกำหนดขึ้น รวมทั้งสามารถสร้างสรรค์กระบวนการฉลาดใหม่ ๆ ขึ้นมาได้ กระบวนการฉลาด คือ การปฏิบัติที่เป็นเลิศ ที่จะกำหนดให้เครื่องจักรฉลาดและบุคลากรฉลาดพึงปฏิบัติ เพื่อให้การผลิตตั้งแต่ต้นสายการผลิตจนถึงปลายสายการผลิต สามารถบรรลุความสำเร็จ โดยใช้ต้นทุนที่น้อยที่สุด สิ้นเปลืองน้อยที่สุ่ด ได้คุณภาพมากที่สุด ทรงประสิทธิภาพที่สุด และ รวดเร็วที่สุด สามสิ่งรวมเป็นหนึ่ง จึงจะเกิดโรงงานฉลาดขึ้นมาได้]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โรงงานฉลาดก็คือโรงงานที่ไม่โง่ และการที่มันไม่โง่ก็เป็นเพราะมันมีส่วนประกอบหลักอันได้แก่ เครื่องจักรฉลาด, บุคลากรฉลาด และ กระบวนการฉลาด</p>
<p><strong>เครื่องจักรฉลาด</strong> คือ เครื่องจักรที่ให้พลังงานกล ซึ่งได้รับพลังงานจากพลังงานไฟฟ้า โดยไม่สนใจว่าไฟฟ้าที่นำมาป้อนเครื่องจักร ถูกผลิตมาจากแหล่งกำเนิดใด ส่วนพลังงานไฟฟ้าที่ป้อนเข้าสู่เครื่องจักร ก็ถูกควบคุมการจ่ายด้วยสัญญาณไฟฟ้า แล้วสัญญาณไฟฟ้าก็จะถูกควบคุมโดยวงจรอิเลกทรอนิกส์อีกต่อหนึ่ง สุดท้ายวงจรอิเลกทรอนิกส์ก็ถูกควบคุมโดยไมโครคอนโทรลเลอร์อีกทอดหนึ่งเป็นอันจบครบรอบพอดี
</ul>
<p><strong>บุคลากรฉลาด</strong> คือ ผู้บริหาร, พนักงานปกขาว และ พนักงานปกฟ้า ที่มีทักษะในหน้าที่ของตน มีความถนัดในการใช้งานเครื่องจักรฉลาด มีวินัยและปฏิบัติตามกระบวนการฉลาดที่ถูกกำหนดขึ้น รวมทั้งสามารถสร้างสรรค์กระบวนการฉลาดใหม่ ๆ ขึ้นมาได้</p>
<p><strong>กระบวนการฉลาด</strong> คือ การปฏิบัติที่เป็นเลิศ ที่จะกำหนดให้เครื่องจักรฉลาดและบุคลากรฉลาดพึงปฏิบัติ เพื่อให้การผลิตตั้งแต่ต้นสายการผลิตจนถึงปลายสายการผลิต สามารถบรรลุความสำเร็จ โดยใช้ต้นทุนที่น้อยที่สุด สิ้นเปลืองน้อยที่สุ่ด ได้คุณภาพมากที่สุด ทรงประสิทธิภาพที่สุด และ รวดเร็วที่สุด</p>
<p>สามสิ่งรวมเป็นหนึ่ง จึงจะเกิดโรงงานฉลาดขึ้นมาได้</p>
 <img src="http://www.parinya.net/wp-content/plugins/wordpress-feed-statistics/feed-statistics.php?view=1&post_id=1662" width="1" height="1" style="display: none;" /><div id="fb-root"></div><script src="http://connect.facebook.net/th_TH/all.js#xfbml=1"></script><!-- Do not remove -->]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.parinya.net/node/1662/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การผลิตแบบลีนคืออะไร?</title>
		<link>http://www.parinya.net/node/1655?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%259c%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2595%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25b7%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25b0%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a3</link>
		<comments>http://www.parinya.net/node/1655#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 02 Dec 2011 04:22:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tai Parinya</dc:creator>
				<category><![CDATA[Management]]></category>
		<category><![CDATA[การผลิตแบบลีน]]></category>
		<category><![CDATA[ลีน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1655</guid>
		<description><![CDATA[การผลิตแบบลีนคือ การผลิตเพื่อส่งถึงมือผู้บริโภคอุปโภค โดยลดการ &#8220;สูญเสีย&#8221; ในตลอดเส้นทางของการผลิตจนถึงการขนส่ง ซึ่งสิ่งที่ &#8220;สูญเสีย&#8221; อาจจะเป็นสิ่งที่จับต้องได้หรือจับต้องไม่ได้ เป็นรูปธรรมหรือไม่ก็เป็นนามธรรม แนวคิดของการผลิตแบบลีน ก็เพื่อทำให้เกิดการ &#8220;ประหยัด&#8221; และ &#8220;รักษา&#8221; สิ่งแวดล้อม ซึ่งผมคงไม่มานั่งอธิบายว่ามันต้องทำยังไงบ้าง มีวิธีการทำยังไง เพราะมีคนเยอะแยะที่เขาอธิบายเรื่องนี้เอาไว้แล้ว แต่สิ่งที่ผมจะเล่าก็คือ &#8220;การผลิตแบบลีนสำหรับไอที&#8221; ต่างหาก หลังจากที่ใคร ๆ เห็นว่าการผลิตแบบลีนมันดี ก็เลยมีความคิดว่าจะเอามาประยุกต์ใช้กับสาขาวิชาอื่น ๆ โดยเริ่มแรกก็เอามาประยุกต์กับงานบริการ ซึ่งถือว่าเป็นการผลิตอีกรูปแบบหนึ่ง เพียงแต่เป็นการผลิตในสิ่งที่จับต้องไม่ได้ จากนั้นจึงได้มีการประยุกต์สำหรับทางไอที จากภาพจะเห็นว่า &#8220;ลีนสำหรับไอที&#8221; จะต่อยอดส่วนหนึ่งมาจาก &#8220;การผลิตแบบลีน&#8221; กับ &#8220;การบริการแบบลีน&#8221; ซึ่งหมายความว่าจริง ๆ แล้ว &#8220;ลีนสำหรับไอที&#8221; เป็นกระบวนการด้าน &#8220;การบริการ&#8221; ในขณะที่ &#8220;ลีนสำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์&#8221; จะเป็นการต่อยอดมาจาก &#8220;การผลิตแบบลีน&#8221; กับ &#8220;ลีนสำหรับไอที&#8221; ซึ่งแปลว่าจริง ๆ แล้ว &#8220;ลีนสำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์&#8221; เป็นกระบวนการด้าน &#8220;การผลิต&#8221; จะเห็นว่าเส้นทางการต่อยอด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การผลิตแบบลีนคือ การผลิตเพื่อส่งถึงมือผู้บริโภคอุปโภค โดยลดการ &#8220;สูญเสีย&#8221; ในตลอดเส้นทางของการผลิตจนถึงการขนส่ง ซึ่งสิ่งที่ &#8220;สูญเสีย&#8221; อาจจะเป็นสิ่งที่จับต้องได้หรือจับต้องไม่ได้ เป็นรูปธรรมหรือไม่ก็เป็นนามธรรม</p>
<p>แนวคิดของการผลิตแบบลีน ก็เพื่อทำให้เกิดการ &#8220;ประหยัด&#8221; และ &#8220;รักษา&#8221; สิ่งแวดล้อม ซึ่งผมคงไม่มานั่งอธิบายว่ามันต้องทำยังไงบ้าง มีวิธีการทำยังไง เพราะมีคนเยอะแยะที่เขาอธิบายเรื่องนี้เอาไว้แล้ว แต่สิ่งที่ผมจะเล่าก็คือ &#8220;การผลิตแบบลีนสำหรับไอที&#8221; ต่างหาก</p>
<p><a href="http://www.parinya.net/wp-content/plugins/wordpress-feed-statistics/feed-statistics.php?url=aHR0cDovL3d3dy5wYXJpbnlhLm5ldC93cC1jb250ZW50L3VwbG9hZHMvMjAxMS8xMi9sZWFuLnBuZw=="><img src="http://www.parinya.net/wp-content/uploads/2011/12/lean.png" alt="" title="การผลิตแบบลีน" width="510" height="264" class="aligncenter size-full wp-image-1656" /></a></p>
<p>หลังจากที่ใคร ๆ เห็นว่าการผลิตแบบลีนมันดี ก็เลยมีความคิดว่าจะเอามาประยุกต์ใช้กับสาขาวิชาอื่น ๆ โดยเริ่มแรกก็เอามาประยุกต์กับงานบริการ ซึ่งถือว่าเป็นการผลิตอีกรูปแบบหนึ่ง เพียงแต่เป็นการผลิตในสิ่งที่จับต้องไม่ได้ จากนั้นจึงได้มีการประยุกต์สำหรับทางไอที</p>
<p>จากภาพจะเห็นว่า &#8220;ลีนสำหรับไอที&#8221; จะต่อยอดส่วนหนึ่งมาจาก &#8220;การผลิตแบบลีน&#8221; กับ &#8220;การบริการแบบลีน&#8221; ซึ่งหมายความว่าจริง ๆ แล้ว &#8220;ลีนสำหรับไอที&#8221; เป็นกระบวนการด้าน &#8220;การบริการ&#8221;</p>
<p>ในขณะที่ &#8220;ลีนสำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์&#8221; จะเป็นการต่อยอดมาจาก &#8220;การผลิตแบบลีน&#8221; กับ &#8220;ลีนสำหรับไอที&#8221; ซึ่งแปลว่าจริง ๆ แล้ว &#8220;ลีนสำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์&#8221; เป็นกระบวนการด้าน &#8220;การผลิต&#8221;</p>
<p>จะเห็นว่าเส้นทางการต่อยอด &#8220;การผลิตแบบลีน&#8221; สำหรับงานทางด้านไอทีนั้น เขาเริ่มต่อยอดมาทาง &#8220;การบริการ&#8221; ก่อน แล้วจึงค่อยมาคิดค้นด้าน &#8220;การผลิต&#8221; ทีหลัง มันทำให้เห็นว่าผู้ประยุกต์กระบวนการลีนสำหรับไอที ให้ความสำคัญกับการ &#8220;บริการ&#8221; มากกว่า &#8220;การผลิต&#8221; จริง ๆ</p>
 <img src="http://www.parinya.net/wp-content/plugins/wordpress-feed-statistics/feed-statistics.php?view=1&post_id=1655" width="1" height="1" style="display: none;" /><div id="fb-root"></div><script src="http://connect.facebook.net/th_TH/all.js#xfbml=1"></script><!-- Do not remove -->]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.parinya.net/node/1655/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Knowledge Management คืออะไร?</title>
		<link>http://www.parinya.net/node/1651?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=knowledge-management-%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25b7%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25b0%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a3</link>
		<comments>http://www.parinya.net/node/1651#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 28 Nov 2011 04:19:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Tai Parinya</dc:creator>
				<category><![CDATA[Management]]></category>
		<category><![CDATA[กิจการ]]></category>
		<category><![CDATA[ทุน]]></category>
		<category><![CDATA[สารสนเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[แรงงาน]]></category>
		<category><![CDATA[knowledge management]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.parinya.net/?p=1651</guid>
		<description><![CDATA[ทุน, เทคโนโลยี และ แรงงาน เป็นปัจจัยสำคัญในการผลิต เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับกิจการ งั้นลองมาแจกแจงดูดีกว่าว่ากิจการของสังคมแต่ล่ะยุค ให้น้ำหนักกับปัจจัยการผลิตใดบ้าง? เดี๋ยวนี้ทุนกับเทคโนโลยีไม่ใช่สิ่งชี้วัดการผลิตแล้ว เพราะใคร ๆ ก็สามารถหาทุนได้ ไม่ว่าจะโดยการเช่า, ยืม, จิ๊ก หรือซื้อแค่บางอย่างก็ตาม ส่วนเทคโนโลยีเองก็เข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพราะมีคนแต่งหนังสือสอนกันเยอะแยะ หรือไม่บางคนก็สอนกันฟรี ๆ บนอินเทอร์เน็ตก็ยังมี ปัจจัยชี้วัดในการผลิต และสร้างต้นทุนที่สูงกลับเป็น &#8220;แรงงาน&#8221; ซะมากกว่า เราจะพบว่าแรงงานในกิจการสารสนเทศจะมีราคาแพงที่สุด ส่วนแรงงานในกิจการอุตสาหกรรมและกิจการเกษตรกรรมจะมีราคาถูกลดหลั่นกันลงมา!! สาเหตุที่แรงงานในกิจการสารสนเทศมีราคาแพง ไม่ใช่เพราะพวกเขาเรียนจบระดับปริญญาบัตรกันมาแค่อย่างเดียว แต่เป็นเพราะพวกเขาคือส่วนหนึ่งของ &#8220;เทคโนโลยี&#8221; ของกิจการด้วย! กิจการสารสนเทศของประเทศไทยเรา เป็นแบบรับจ้างทำของเป็นหลัก ดังนั้น ตัวกิจการเองก็ไม่มี &#8220;เทคโนโลยี&#8221; อะไรซักเท่าไหร่ ก็เลยต้องใช้แรงงานของกิจการ เป็นตัวขับเคลื่อนเพื่อทำงานให้เสร็จเป็นรูปเป็นร่าง ที่นี้มันก็เลยเกิดปัญหา เพราะแรงงานฯยิ่งทำก็ยิ่งมีประสบการณ์ แต่ประสบการณ์ดังกล่าวมันดันผูกติดไว้กับตัวของแรงงานฯ ไม่ได้ถูกถ่ายทอดออกมาเก็บไว้เป็น &#8220;เทคโนโลยี&#8221; ของกิจการ ดังนั้น ถ้าวันดีคืนดี แรงงานฯเกิดอยากจะได้ค่าแรงเพิ่มแบบเว่อร์ ๆ เจ้าของกิจการก็ต้องกลั้นใจให้ไป เพราะแรงงานฯดันเป็นผู้ครอบครอง &#8220;เทคโนโลยี&#8221; ซึ่งเป็นตัวชี้วัดคุณภาพของสินค้าและบริการของกิจการไปซะนี่ พอเป็นแบบนี้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ทุน, เทคโนโลยี และ แรงงาน เป็นปัจจัยสำคัญในการผลิต เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับกิจการ งั้นลองมาแจกแจงดูดีกว่าว่ากิจการของสังคมแต่ล่ะยุค ให้น้ำหนักกับปัจจัยการผลิตใดบ้าง?</p>
<p><a href="http://www.parinya.net/wp-content/plugins/wordpress-feed-statistics/feed-statistics.php?url=aHR0cDovL3d3dy5wYXJpbnlhLm5ldC93cC1jb250ZW50L3VwbG9hZHMvMjAxMS8xMS9mYWN0b3Jfb2ZfcHJvZHVjdGlvbi5wbmc="><img src="http://www.parinya.net/wp-content/uploads/2011/11/factor_of_production.png" alt="" title="ปัจจัยการผลิต" width="368" height="441" class="aligncenter size-full wp-image-1652" /></a></p>
<p>เดี๋ยวนี้ทุนกับเทคโนโลยีไม่ใช่สิ่งชี้วัดการผลิตแล้ว เพราะใคร ๆ ก็สามารถหาทุนได้ ไม่ว่าจะโดยการเช่า, ยืม, จิ๊ก หรือซื้อแค่บางอย่างก็ตาม ส่วนเทคโนโลยีเองก็เข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพราะมีคนแต่งหนังสือสอนกันเยอะแยะ หรือไม่บางคนก็สอนกันฟรี ๆ บนอินเทอร์เน็ตก็ยังมี</p>
<p>ปัจจัยชี้วัดในการผลิต และสร้างต้นทุนที่สูงกลับเป็น &#8220;แรงงาน&#8221; ซะมากกว่า เราจะพบว่าแรงงานในกิจการสารสนเทศจะมีราคาแพงที่สุด ส่วนแรงงานในกิจการอุตสาหกรรมและกิจการเกษตรกรรมจะมีราคาถูกลดหลั่นกันลงมา!!</p>
<p>สาเหตุที่แรงงานในกิจการสารสนเทศมีราคาแพง ไม่ใช่เพราะพวกเขาเรียนจบระดับปริญญาบัตรกันมาแค่อย่างเดียว แต่เป็นเพราะพวกเขาคือส่วนหนึ่งของ &#8220;เทคโนโลยี&#8221; ของกิจการด้วย!</p>
<p>กิจการสารสนเทศของประเทศไทยเรา เป็นแบบรับจ้างทำของเป็นหลัก ดังนั้น ตัวกิจการเองก็ไม่มี &#8220;เทคโนโลยี&#8221; อะไรซักเท่าไหร่ ก็เลยต้องใช้แรงงานของกิจการ เป็นตัวขับเคลื่อนเพื่อทำงานให้เสร็จเป็นรูปเป็นร่าง ที่นี้มันก็เลยเกิดปัญหา เพราะแรงงานฯยิ่งทำก็ยิ่งมีประสบการณ์ แต่ประสบการณ์ดังกล่าวมันดันผูกติดไว้กับตัวของแรงงานฯ ไม่ได้ถูกถ่ายทอดออกมาเก็บไว้เป็น &#8220;เทคโนโลยี&#8221; ของกิจการ ดังนั้น ถ้าวันดีคืนดี แรงงานฯเกิดอยากจะได้ค่าแรงเพิ่มแบบเว่อร์ ๆ เจ้าของกิจการก็ต้องกลั้นใจให้ไป เพราะแรงงานฯดันเป็นผู้ครอบครอง &#8220;เทคโนโลยี&#8221; ซึ่งเป็นตัวชี้วัดคุณภาพของสินค้าและบริการของกิจการไปซะนี่</p>
<p>พอเป็นแบบนี้ ก็เลยมีคนคิดสิ่งที่เรียกว่า &#8220;Knowledge Management&#8221; ขึ้นมา หรือก็คือกระบวนการดึงเอา &#8220;เทคโนโลยี&#8221; ออกจากตัวแรงงานฯ แล้วผ่องถ่ายออกมาเป็น &#8220;เทคโนโลยี&#8221; ของกิจการในที่สุด ซึ่งภูมิความรู้ในวิชานี้ยังไม่สมบูรณ์ดีนัก เพราะยังไงซะ Knowledge Management มันก็ช่วยได้แค่การดึง &#8220;ข้อมูล&#8221; และ &#8220;ความรู้&#8221; ออกมาจากแรงงานฯ แต่ยังไม่สามารถดึงเอา &#8220;ทักษะ&#8221; ออกมาจากแรงงานฯได้อยู่ดี</p>
<p>อีกทั้งเราก็ต้องรับทราบด้วยว่า &#8220;เทคโนโลยี&#8221; ที่แรงงานฯมีอยู่นั้นเป็นแบบไหน โดยเราต้องแบ่งย่อยออกเป็น</p>
<ol>
<li>เทคโนโลยีที่ติดตัวมากับแรงงานฯ คือแรงงานฯมี &#8220;เทคโนโลยี&#8221; ที่กิจการต้องการอยู่แล้ว กิจการจึงจัดจ้างเข้ามา ซึ่งถ้ากิจการสามารถดึงเอา &#8220;เทคโนโลยี&#8221; แบบนี้มาเป็นของกิจการได้ ก็ต้องถือว่าประเสริฐที่สุด แต่ก็ชั่วชาติที่สุดเช่นกัน เพราะเอาเปรียบซะเหลือเกิน!!!</li>
<li>เทคโนโลยีที่กิจการต้องสอนให้แรงงานฯ หรือต้องลงทุนส่งให้แรงงานฯไปเรียน ไอ้แบบนี้ สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องดึงเอา &#8220;เทคโนโลยี&#8221; ออกมาให้จงได้ เพราะถ้าอีตาคนนี้หรือยัยคนนี้ลาออกไป ก็จะกลายเป็นว่าสูญเสียการลงทุนไปฟรี ๆ</li>
<li>เทคโนโลยีที่แรงงานฯนึกรู้ขึ้นมาเอง จากประสบการณ์ในการทำงานให้กิจการ ซึ่งกิจการก็ควรจะดึงเอา &#8220;เทคโนโลยี&#8221; มาเก็บเอาไว้เหมือนกัน รวมทั้งจัดหาแนวทางเพื่อให้มีการเผยแพร่ &#8220;เทคโนโลยี&#8221; ดังกล่าว ให้แรงงานฯคนอื่น ๆ ทราบเป็นวงกว้างด้วย</li>
</ol>
<p>โดยสรุปแล้ว แรงงานในกิจการสารสนเทศ ซึ่งมีทั้ง &#8220;แรงงาน&#8221; และ &#8220;เทคโนโลยี&#8221; รวมผสมเข้าไว้ด้วยกัน จึงถูกนิยามยกชั้นขึ้นมาเป็น &#8220;ทุนมนุษย์&#8221; และได้ทลายการผูกขาด &#8220;ทุน&#8221; ของเจ้าของกิจการไปในที่สุด!</p>
 <img src="http://www.parinya.net/wp-content/plugins/wordpress-feed-statistics/feed-statistics.php?view=1&post_id=1651" width="1" height="1" style="display: none;" /><div id="fb-root"></div><script src="http://connect.facebook.net/th_TH/all.js#xfbml=1"></script><!-- Do not remove -->]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.parinya.net/node/1651/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

